สองทศวรรษของมาตรการสลับพื้นที่ดับไฟฟ้ากระตุ้นชาวแอฟริกาใต้ตัดขาดระบบหลัก เลือกพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

ในยุคที่นานาประเทศมีไฟฟ้าเหลือเฟือพอจะทำกิจกรรมที่สิ้นเปลืองพลังงานได้อย่างฟุ่มเฟือย แต่เด็กในแอฟริกาใต้ยังต้องอ่านหนังสือภายใต้แสงเทียน ที่มาภาพ: https://www.actionsa.org.za/actionsa-joburg-region-demands-immediate-restoration-of-power-and-halting-of-loadshedding-in-roodepoort-ward-97/

ในโลกยุคใหม่ ไฟฟ้าแทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ซึ่งหากขาดหายไปคงสร้างความเดือดร้อนอย่างรุนแรง แต่ประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นบ้านเกิดของมหาเศรษฐีชื่อดังอย่าง อีลอน มัสก์ กลับมีปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าอย่างรุนแรงมานานเกือบ 20 ปี

รัฐบาลแอฟริกาใต้จึงออกมาตรการหมุนเวียนตัดไฟแต่ละพื้นที่สลับกันไปในแต่ละช่วงเวลา (load shedding) เพื่อป้องกันการล่มสลายของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ

ผลก็คือ ทุกๆ วัน ชาวแอฟริกาใต้ราว 62 ล้านคน ต้องดำรงชีวิตโดยคำนึงถึงตารางดับไฟที่ออกมาล่วงหน้า ไม่ว่าจะทำงาน ทำอาหาร ชาร์จโทรศัพท์ ทุกคนต้องคิดก่อนว่า “ตอนนี้มีไฟฟ้าหรือไม่”

พลังงานทางเลือกจึงเป็นเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ส่องให้เห็นหนทางหลบหนีจากปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนาน ประชากรจำนวนมากจึงเลือกที่จะออกจากระบบไฟฟ้าหลักและหันไปพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กแทน

ต้นตอของปัญหา

วิกฤติขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในแอฟริกาใต้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2007 และพุ่งสู่จุดสูงสุดในปี 2023 สาเหตุสำคัญเกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เสื่อมสภาพ ขาดการบำรุงรักษา และการผูกขาดโดยเอสคอม (Eskom) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งชาติที่ผลิตไฟฟ้าประมาณ 90% ของไฟฟ้าทั้งหมด

วิกฤตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน ในเดือนธันวาคม 1998 รายงานจากนักวิเคราะห์ภายในเอสคอมเอง ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า หากไม่รีบดำเนินการขยายกำลังผลิต แอฟริกาใต้จะเผชิญปัญหาไฟฟ้าสำรองไม่เพียงพอภายในปี 2007

แต่รัฐบาลในขณะนั้นกลับเพิกเฉยต่อคำแนะนำ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแปรรูปเอสคอมให้กลายเป็นบริษัทเอกชน การลงทุนเพื่อขยายกำลังผลิตจึงถูกระงับเอาไว้ก่อน

คำทำนายดังกล่าวกลายเป็นจริงในปลายปี 2007 เมื่อเอสคอมประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน และแอฟริกาใต้เข้าสู่ยุคของการตัดไฟฟ้าแบบหมุนเวียนเป็นครั้งแรก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ระบบสาธารณูปโภค และสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

แต่การตัดไฟฟ้าแบบหมุนเวียนถือเป็นมาตรการจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบไฟฟ้าระดับประเทศล่มสลายโดยสมบูรณ์ โดยในเดือนมกราคม 2008 รัฐบาลประกาศให้สถานการณ์นี้เป็น “ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ” และขอให้บริษัทเหมืองแร่หยุดการผลิตชั่วคราวเพื่อลดความต้องการไฟฟ้า

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพราะการทำเหมืองทองคำและแพลทินัมต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล

แต่แทนที่จะแก้ปัญหาระยะยาวด้วยการหันไปหาพลังงานทางเลือก รัฐบาลในขณะนั้นกลับตัดสินใจลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่เพิ่มอีกสองแห่งซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงลิ่ว

วิกฤติซ้อนวิกฤติ

วิกฤติรอบแรกซึ่งเกิดจากการวางแผนที่บกพร่องยังถูกซ้ำเติมให้เลวร้ายยิ่งขึ้นด้วยการทุจริตในวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลประธานาธิบดีเจคอบ ซูมา ปี 2009–2018

สื่อแอฟริกาใต้ขนานนามช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็นยุคแห่ง “การยึดรัฐ (State Capture)” เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่รัฐถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์ส่วนตัว มีการทุจริตทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งกลุ่มทุน กลุ่มผลประโยชน์ หรือเครือข่ายอิทธิพล เข้าไปแทรกแซง บิดเบือน หรือครอบงำกลไกการทำงานของรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง มากกว่าประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น ต้นทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่สองแห่ง ชื่อ Kusile และ Medupi พุ่งสูงขึ้นถึง 185% และ 66% ตามลำดับ เนื่องจากมีการทุจริตในการทำสัญญาและการกำกับดูแลที่อ่อนแอ โรงไฟฟ้าซึ่งควรจะช่วยแก้ไขปัญหาไฟฟ้ากลับกลายเป็นภาระหนักของเอสคอมทั้งในด้านหนี้สินและการบริหาร

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 อ็องเดร เดอ รอยเตอร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอสคอม ให้สัมภาษณ์เปิดโปงเครือข่ายการคอร์รัปชันและการขโมยทรัพยากรครั้งใหญ่ภายในองค์กร จนเกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่

ประธานาธิบดีในขณะนั้นจึงตัดสินใจตั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ และส่งกองทัพเข้าประจำการที่โรงไฟฟ้า 4 แห่ง เพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรม

อาจกล่าวได้ว่า ปี 2023 ถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของวิกฤติพลังงานแอฟริกาใต้ มีการตัดไฟถึง 289 วันจาก 365 วันในปีนั้น กำลังผลิตของเอสคอมที่พร้อมใช้งานจริง (Energy Availability Factor) ตกลงสู่ระดับ 51% ในช่วงต้นปี หมายความว่าเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตทั้งหมดไม่สามารถใช้งานได้

กระทบทุกด้าน

สถานการณ์ขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าของแอฟริกาใต้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม Pick n Pay ซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ รายงานว่าสูญเสียรายได้กว่า 200 ล้านแรนด์ (ประมาณ 391 ล้านบาท) ในปี 2023 เนื่องจากสินค้าเน่าเสียระหว่างไฟดับ

ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีทุนติดตั้งเครื่องสำรองไฟต้องปิดกิจการชั่วคราวทุกครั้งที่เกิดการตัดไฟ โดยกว่า 30% ของธุรกิจขนาดเล็กไม่มีระบบสำรองไฟฟ้า ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติมองแอฟริกาใต้ในฐานะประเทศที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ บริษัทท้องถิ่นพบว่ากำไรและเงินปันผลลดลง 17.8% และ 33.2% ตามลำดับในไตรมาส 3 ของปี 2023

งานวิจัยยังชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการตัดไฟและอัตราอาชญากรรม เมื่อไฟดับ ระบบกล้องวงจรปิด สัญญาณกันขโมย และไฟถนน ย่อมต้องหยุดทำงาน สภาพแวดล้อมที่มืดมิดเอื้อต่อการก่ออาชญากรรมทุกรูปแบบ ตั้งแต่การล้วงกระเป๋าไปจนถึงการปล้นชิงทรัพย์ในบ้าน

การตัดไฟยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริการสาธารณสุข อุปกรณ์การแพทย์ที่ต้องใช้ไฟฟ้าเช่นเครื่องออกซิเจนและตู้แช่วัคซีนหยุดทำงาน เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ป่วย มีรายงานว่าการตัดไฟเพิ่มความเสี่ยงของโรคจากอาหารเป็นพิษ เพิ่มอุบัติเหตุทางถนน และสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเด็ก

ในแง่สุขภาพจิต ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการตัดไฟยาวนานมีความเชื่อมโยงกับการที่อาการวิตกกังวลและซึมเศร้าในกลุ่มประชาชนเพิ่มขึ้น 34% ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยระบุว่า การตัดไฟทำให้ต้องเผชิญกับความเครียด ความรู้สึกสิ้นหวัง และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างรุนแรง

วิกฤติพลังงานไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน คนมีรายได้สูงสามารถลงทุนซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลหรือแผงโซลาร์เซลล์ได้ ในขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำต้องอดทนอย่างไม่มีทางเลือก ตัวเลขผลสำเร็จด้านการศึกษาลดลงอย่างชัดเจน

ปาฏิหาริย์เริ่มต้น

หลังจากปี 2023 ที่เลวร้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2024 ถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ในสายตาของนักวิเคราะห์พลังงาน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2024 เป็นต้นมา แอฟริกาใต้ไม่มีการตัดไฟเลยเป็นเวลา 336 วันติดต่อกัน ซึ่งเป็นช่วงยาวนานที่สุดในรอบ 5 ปี

ความเปลี่ยนแปลงนี้มีที่มาจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน เอสคอมวางแผนซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่อย่างจริงจัง ทำให้สามารถฟื้นกำลังผลิตกลับคืนมาได้ถึง 5,506 เมกะวัตต์ภายในเวลาหนึ่งปี ซึ่งเร็วและถูกกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่มาก

ในฝั่งของภาคเอกชน รัฐบาลได้แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคสำคัญหลายประการ โดยในปี 2021 มีการเพิ่มเพดานกำลังผลิตสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนจาก 1 เมกะวัตต์เป็น 100 เมกะวัตต์ และในท้ายที่สุดก็ยกเลิกเพดานดังกล่าวโดยสมบูรณ์

ผลลัพธ์คือภาคเอกชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 5,000 เมกะวัตต์ภายในเวลา 18 เดือน กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ส่วนบุคคลขยายตัวจาก 1.2 กิกะวัตต์ในปี 2021 สู่ 6.1 กิกะวัตต์ภายในปี 2024 คิดเป็นการเติบโตมากกว่า 400% ในสามปี

ความต้องการไฟฟ้าจากเอสคอมจึงลดลง 3% ในปี 2024 เนื่องจากภาคธุรกิจและครัวเรือนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เอง ความเสียหายจากการดับไฟฟ้าแบบหมุนเวียนจึงลดจากปี 2023 ถึง 83%

แต่ปาฏิหาริย์ของปี 2024 ไม่ได้ยั่งยืน ในปี 2025 การตัดไฟกลับมาอีกครั้ง และบางครั้งรุนแรงถึงขนาดทำให้ประชาชนในบางพื้นที่ขาดไฟฟ้านานกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน เนื่องจากโรงไฟฟ้าสองแห่งเกิดความขัดข้องพร้อมกัน แสดงให้เห็นว่าระบบไฟฟ้าหลักยังคงเปราะบางและพึ่งพาไม่ได้อย่างเต็มที่

ล่าสุด ในเดือนพฤษภาคม 2026 นี้ แอฟริกาใต้ได้สร้างสถิติครั้งสำคัญด้วยการไม่ได้ตัดไฟฟ้าหมุนเวียนเป็นเวลาครบ 1 ปีเต็ม (365 วันต่อเนื่อง) นับตั้งแต่มีการตัดไฟครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2025 ถือเป็นช่วงเวลาที่ระบบไฟฟ้ามีความเสถียรยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 2016–2018

โอกาสในการเปลี่ยนผ่าน

หากมองในแง่ดี วิกฤติการดับไฟแบบหมุนเวียนของแอฟริกาใต้นั้นคือแรงกระตุ้นให้เกิดโอกาสในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานถ่านหินสู่พลังงานสะอาด โดยรัฐบาลแอฟริกาใต้ระดมเงินทุนได้แล้ว 13.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ  และจะระดมทุนเพิ่มให้ได้ 98,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2030

ขณะที่รัฐวิสาหกิจที่เคยผูกขาดพลังงานไฟฟ้าอย่างเอสคอมกำลังถูกแยกส่วนออกเป็นบริษัทขนาดเล็กหลายแห่ง และเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนได้นำหน้ารัฐบาลไปนานแล้วในเรื่องนี้ การสลับดับไฟฟ้าที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายปี กระตุ้นให้ประชาชนกลุ่มที่มีกำลังทรัพย์ ภาคธุรกิจ รวมถึงบางชุมชน เลือกแยกตัวออกจากระบบไฟฟ้าหลักของเอสคอม แล้วหันมาลงทุนในระบบพลังงานทางเลือกของตนเองที่เป็นการใช้พลังงานนอกโครงข่าย (off-gridding)

รูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือ ระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Mini-grid) ระบบนี้ทำงานแบบอิสระ ทำหน้าที่ผลิตและจ่ายไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่สำรองที่บริหารจัดการภายในกลุ่มหรือพื้นที่เฉพาะ

ตอกย้ำความไม่เท่าเทียม

แม้ว่าการเติบโตของระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นทางออกด้านเทคโนโลยีที่ดูสวยงามและตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม แต่กระแสดังกล่าวกลับกำลังสร้างความไม่เท่าเทียมทางสังคมให้เกิดขึ้น

ระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนค่าอุปกรณ์และการติดตั้งที่สูงมาก ชุมชนแออัดและกลุ่มประชากรรายได้น้อยในแอฟริกาใต้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนหรือหาเงินก้อนมาจ่ายค่าเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ ส่งผลให้พวกเขาไม่มีทางเลือกและต้องทนใช้ระบบไฟฟ้าภาครัฐต่อไป

และเมื่อกลุ่มคนชั้นกลาง กลุ่มคนรวย และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าไฟฟ้ารายใหญ่ ทยอยหนีออกจากระบบ รายได้ของเอสคอมจึงหดตัวลงอย่างมาก รัฐจึงจำเป็นต้องผลักภาระด้วยการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าในระบบหลักให้สูงขึ้นไปอีก คนกลุ่มเดียวที่ต้องแบกรับราคาค่าไฟที่แพงขึ้นก็คือกลุ่มผู้ยากไร้ที่ไม่สามารถหนีออกจากระบบไฟฟ้าหลักได้นั่นเอง

จึงมีผู้เสนอแนะว่า เพื่อเยียวยาปัญหานี้ รัฐบาลควรก้าวเข้ามามีบทบาทในการอุดหนุนและกำกับดูแลเรื่องการนำระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาใช้งาน ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนผู้ยากไร้และพื้นที่ห่างไกลมีโอกาสเป็นเจ้าของและเข้าถึงพลังงานสะอาดเหล่านี้ได้ในราคาที่ยุติธรรมและเอื้อมถึงเช่นเดียวกัน

ไม่เช่นนั้น พลังงานหมุนเวียนที่ควรจะเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนความเท่าเทียม อาจจะกลายเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาขยายช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในแอฟริกาใต้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าเดิม จนกลายเป็นปรากฏการณ์ความเหลื่อมล้ำทางพลังงาน (Energy Apartheid) เพิ่มขึ้นอีก หลังจากที่ประเทศนี้มีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสีผิวมายาวนาน

ข้อมูลอ้างอิง

https://theconversation.com/south-africans-are-leaving-the-electricity-network-but-are-solar-mini-grids-a-fair-solution-274590

https://www.tni.org/en/article/democratising-eskom-in-south-africa

https://bisi.org.uk/reports/south-africas-energy-transition-can-renewables-cure-power-outages-and-boost-growth

https://www.oecd.org/en/publications/oecd-economic-surveys-south-africa-2025_7e6a132a-en/full-report/reforming-south-africa-s-electricity-sector_05fdccb6.html

https://www.ecoflow.com/za/blog/disadvantages-of-load-shedding

https://energyforgrowth.org/article/how-south-africa-ended-load-shedding-without-new-infrastructure/