สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
สภาพภูมิอากาศที่ผันผวนทำให้ทุกคนต้องเผชิญกับภาวะภัยพิบัติสุดขั้ว และส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งทางตรงทางอ้อม อุตสาหกรรมประกันภัยคือหนึ่งในธุรกิจที่กลายเป็นผู้ประสบภัยเสียเอง
ภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในรอบหลายสิบปี กลับเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พื้นที่ที่ไม่เคยประสบอุทกภัยกลับถูกน้ำท่วมรุนแรง เมืองที่เคยปลอดภัยจากไฟป่ากลายเป็นพื้นที่ความเสี่ยงสูง การคาดการณ์ความเสี่ยงทำได้ยากขึ้น จนบริษัทประกันภัยต้องเจ็บตัวจากการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในครึ่งแรกของปี 2025 ตัวเลขความเสียหายที่บริษัทประกันจ่ายให้กับภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกสูงถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยประมาณ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2024 ถึง 40%
นักวิเคราะห์เริ่มเรียกสถานการณ์นี้ว่าวิกฤติประกันภัยยุคโลกร้อน เพราะบางพื้นที่มีความเสี่ยงสูงจนบริษัทประกันภัยเอกชนไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป อุตสาหกรรมประกันภัยจึงต้องหันมาคิดใหม่ว่าควรตั้งรับและรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบใดออกมา จึงจะอยู่รอดได้ในระยะยาว
เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
สภาพภูมิอากาศในปัจจุบันเริ่มแปรปรวนมากขึ้นทุกที โดยปี 2024 ถูกนับเป็นหนึ่งในปีที่หนักที่สุดของอุตสาหกรรมประกันภัยโลก ข้อมูลจาก Swiss Re ยักษ์ใหญ่ด้านบริษัทประกันภัยต่อของโลก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2024 ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติธรรมชาติทั่วโลกสูงถึง 318,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
สหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวมีตัวเลขความเสียหายสูงถึง 1.26 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสาเหตุหลักคือเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไฟป่าในลอสแอนเจลิสสร้างความเสียหายในส่วนที่มีการทำประกันไว้สูงถึง 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยประมาณ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ไฟป่าที่สร้างความเสียหายต่อระบบประกันภัยสูงที่สุดในประวัติศาสตร์
Swiss Re ยังระบุด้วยว่า อัตราความเสียหายจากภัยธรรมชาติกำลังเติบโตในอัตราเฉลี่ยราว 5–7% ต่อปี นั่นหมายความว่า อุตสาหกรรมประกันกำลังเผชิญหน้ากับทิศทางใหม่ ซึ่งความเสียหายจากภัยธรรมชาติไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่เป็นแนวโน้มระยะยาวที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น ระบบประกันภัยแบบดั้งเดิมจึงตกอยู่ในภาวะรับมือไม่ไหว โครงสร้างเดิมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศในอดีตซึ่งค่อนข้างคงที่ กำลังเผชิญหน้ากับความคาดเดาไม่ได้จนต้องปรับเบี้ยประกันให้สูงขึ้น ลดวงเงินคุ้มครองให้ต่ำลง ตั้งเงื่อนไขความคุ้มครองที่เข้มงวดขึ้น หรือแม้แต่ระงับกรมธรรม์
ผลที่ตามมาก็คือ การถือกำเนิดของ “พื้นที่ที่ไม่สามารถรับประกันภัยได้ (Uninsurable Areas)” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่ประชาชนไม่สามารถหาซื้อประกันภัยทรัพย์สินได้อีกต่อไป หรืออาจหาซื้อได้แต่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันที่แพงเกินกว่าจะแบกรับไหว
สัญญาณเตือนชัดเจน
ปัญหาด้านการทำประกันภัยทรัพย์สินมีสัญญาณเตือนภัยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในแคลิฟอร์เนีย เมื่อบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่อย่าง State Farm และบริษัทชั้นนำอื่นๆ ตัดสินใจหยุดการต่ออายุหรือระงับกรมธรรม์บ้านเรือนมากกว่า 70,000 ฉบับ เนื่องจากความเสี่ยงจากไฟป่าพุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้
ประชาชนจึงต้องหันไปพึ่งพา FAIR Plan ซึ่งเป็นโครงการประกันภัยทรัพย์สินของรัฐสำหรับผู้ที่ไม่สามารถหาประกันภัยจากบริษัทเอกชนได้ โดย FAIR Plan จะให้ความคุ้มครองขั้นพื้นฐานเท่านั้น ไม่ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมดเหมือนประกันภัยปกติ
แม้ว่า FAIR Plan จะมีจุดอ่อนที่มูลค่าความคุ้มครองน้อย เบี้ยประกันแพง แต่ยอดผู้สมัครก็พุ่งสูงขึ้นถึง 152% แต่โครงการนี้ก็เกือบจะล้มละลายจากเหตุไฟป่าในลอสแอนเจลิส และต้องใช้เงินงบประมาณฉุกเฉินจากรัฐเข้ามาโอบอุ้ม
ในทวีปยุโรป สถานการณ์น่ากังวลไม่แพ้กัน ข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการประกันภัยของสหภาพยุโรป (EIOPA) ระบุว่า 75% ของความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติในยุโรปที่ผ่านมา เป็นมูลค่าความเสียหายที่ไม่มีประกันภัยรองรับ
สมาคมประกันภัยแห่งชาติของเยอรมนีเตือนว่า ค่าเบี้ยประกันภัยอาจพุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่าภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติของฝรั่งเศส (CatNat) เผชิญกับการขาดดุลสะสมมาตั้งแต่ปี 2016 จนรัฐบาลต้องตัดสินใจเพิ่มค่าธรรมเนียมบังคับในกรมธรรม์ประกันทรัพย์สินทุกฉบับจาก 12% เป็น 20%
แนวทางปรับตัว
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ให้เห็นว่า การลดความเสียหายจากภัยในอนาคตต้องอาศัยการปรับตัว ไม่ใช่รอจ่ายหลังเกิดเหตุอย่างเดียว พูดง่ายๆ ก็คือ ภาวะโลกเดือดทำให้ธุรกิจประกันต้องเปลี่ยนท่าทีจากที่เคยเป็นเพียงผู้จ่ายค่าสินไหมทดแทน ไปสู่การเป็นผู้กำหนดพฤติกรรมการป้องกันความเสี่ยงของลูกค้าด้วย
ที่จริงแล้ว การตอบสนองของอุตสาหกรรมประกันต่อความเสี่ยงด้านภูมิอากาศไม่ได้เพิ่งเริ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ค่อยๆ พัฒนาสู่แนวทางบริหารความเสี่ยงเชิงรุกมาโดยตลอด
ในยุโรป หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยและกองทุนบำเหน็จบำนาญด้านอาชีพ (EIOPA) ผลักดันแนวคิดการตั้งเงื่อนไขประกันที่จูงใจให้ผู้เอาประกันลงทุนในมาตรการลดความเสี่ยง (impact underwriting) เช่น ออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างประตูป้องกันน้ำท่วม ติดตั้งระบบเตือนภัย ฯลฯ เพื่อแลกกับเบี้ยประกันที่ต่ำลง
แนวคิดนี้น่าสนใจเพราะเป็นการเปลี่ยนบทบาทของบริษัทประกันภัยจากการไล่จ่ายค่าชดเชยความเสียหายทีหลัง ไปเป็นการลดความเสียหายล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดเหตุ
บางบริษัทเสนอส่วนลดเบี้ยประกันให้แก่เจ้าของบ้านที่ติดตั้งวัสดุป้องกันไฟป่า ยกระดับตัวอาคารให้สูงกว่าระดับน้ำท่วม หรือใช้มาตรฐานก่อสร้างที่ทนทานต่อพายุ แนวคิดนี้เรียกว่า “Resilience-Based Insurance” หรือประกันภัยที่ส่งเสริมความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก
ขณะที่ในช่วงปี 2024–2025 สมาคมผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยนานาชาติ (IAIS) ก็ผลักดันให้มีการรวมความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศถูกไว้ในกระบวนการรายงาน การเปิดเผยข้อมูล และการกำกับเชิงระบบมากขึ้น
ผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่
เพื่ออุดรอยรั่วและกระจายความเสี่ยง ภาคธุรกิจประกันภัยและสถาบันการเงินได้หันมาพึ่งพาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่สองรูปแบบหลักด้วยกัน
อันดับแรก คือ ตราสารอนุพันธ์ประกันภัยพิบัติ (Catastrophe Bonds หรือ CAT Bonds) ซึ่งเป็นตราสารหนี้รูปแบบหนึ่งที่ออกโดยบริษัทประกันภัยหรือบริษัทประกันภัยต่อเพื่อโอนความเสี่ยงทางการเงินไปยังตลาดทุน โดยระดมทุนจากนักลงทุนล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเงินทุนพร้อมจ่ายทันทีเมื่อเกิดมหันตภัยรุนแรง
ทั้งนี้ หากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงถึงเกณฑ์ (เช่น พายุ แผ่นดินไหว) นักลงทุนอาจถูกริบเงินต้นทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อนำไปจ่ายเป็นเงินสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทประกัน แต่หากไม่เกิดภัยพิบัติใด นักลงทุนจะได้รับเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยตามเงื่อนไขเมื่อครบกำหนดอายุของ CAT bonds โดยผู้ถือจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป
ตลาด CAT bonds ซึ่งเกิดขึ้นด้วยบทเรียนจากพายุเฮอริเคนแอนดรูว์ในปี 1992 และถูกสนับสนุนด้วยพายุเฮอริเคนแคทรีนาในปี 2005 กำลังเติบโตอย่างน่าตื่นตาตื่นใจในปัจจุบัน
แอนดี้ พาล์มเมอร์ แห่ง Swiss Re เปิดเผยว่า ตลาด CAT bonds ในปี 2025 นั้นขยายตัวทุกมิติ ทั้งในแง่มูลค่า จำนวนผู้ออกพันธบัตรรายใหม่ และการขยายประเภทความเสี่ยงที่ครอบคลุม
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายรูปแบบใหม่รอคอย CAT bonds อยู่ เพราะ CAT bonds แบบเดิมออกแบบมาสำหรับภัยพิบัติขนาดใหญ่อย่างพายุเฮอริเคนและแผ่นดินไหว แต่ปัจจุบัน ภัยพิบัติส่วนใหญ่เป็นภัยขนาดกลางที่เกิดซ้ำๆ อย่างไฟป่า น้ำท่วม และพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งในปี 2024 คิดเป็น 86% ของความเสียหายทางประกันภัยทั่วโลก ตามข้อมูลของ Aon บริษัทที่ปรึกษาและนายหน้าประกันภัยระดับโลก
กรมธรรม์รูปแบบใหม่
นวัตกรรมด้านประกันภัยอีกรูปแบบหนึ่งก็คือการประกันภัยแบบจ่ายตามดัชนี (Parametric Insurance) ซึ่งเป็นการประกันภัยที่จะจ่ายเงินชดเชยโดยอัตโนมัติทันทีที่ตัวชี้วัดทางธรรมชาติ (เช่น ปริมาณน้ำฝน หรือระดับความรุนแรงของพายุ) แตะเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยไม่ต้องรอประเมินความเสียหายหน้างานแบบละเอียด
การประกันภัยแบบนี้มีข้อดีในแง่ของการช่วยลดขั้นตอนการลงพื้นที่เพื่อประเมินความเสียหายจริง ทำให้สามารถจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังโปร่งใส และลดต้นทุนการตรวจสอบความเสียหาย จึงเหมาะกับความเสี่ยงที่เกิดเร็วและกระจายเป็นวงกว้าง เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ หรือความร้อนรุนแรง
ตัวอย่างที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือบริษัท FloodFlash ในสหราชอาณาจักร ซึ่งติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำในอาคาร เมื่อน้ำสูงถึงระดับที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ระบบจะจ่ายเงินชดเชยอัตโนมัติอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอการสำรวจความเสียหายแบบเดิม
ประเด็นที่น่าสนใจคือการนำประกันภัยแบบจ่ายตามดัชนีไปใช้กับภาคการเกษตร ซึ่งหลายประเทศเริ่มใช้ประกันภัยชนิดนี้เพื่อช่วยเกษตรกรรายย่อยในการรับมือกับภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง โดยอาศัยข้อมูลอุตุนิยมวิทยาแทนการลงสำรวจแปลงเกษตรทุกแปลง
ร่วมด้วยช่วยกัน
แม้บริษัทประกันภัยจะปรับตัวอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่อาจแน่ใจได้ว่ากลไกตลาดเสรีจะสามารถรับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลหลายประเทศจึงก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้ร่วมแบกรับความเสี่ยง (Public-Private Schemes)
ในปี 2016 สหราชอาณาจักรก่อตั้งโครงการ Flood Re ซึ่งเป็นกองทุนประกันภัยต่อร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อกระจายความเสี่ยงและตรึงราคาเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงสูงให้อยู่ในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว
สหภาพยุโรปเสนอให้จัดตั้งกลไกการรับประกันภัยต่อร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั่วทั้งสหภาพยุโรป (EU Public-Private Reinsurance Scheme) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถลดช่องว่างความสูญเสียที่ไม่มีประกันรองรับจาก 75% ให้เหลือเพียง 10% ได้ แต่กลไกนี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนสำรองจากภาครัฐสูงถึง 65,000 ล้านยูโร เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์รุนแรงขั้นสูงสุด
สหรัฐฯ มีโครงการประกันน้ำท่วมแห่งชาติของสหรัฐ (NFIP) เพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างของตลาดเอกชน อีกทั้งยังมีโครงการประกันภัย FAIR Plan ที่กล่าวถึงไว้ในช่วงแรกของบทความอีกด้วย
ในเอเชียแปซิฟิก ช่องว่างความคุ้มครองยังคงน่ากังวล Munich Re ระบุว่าตั้งแต่ปี 1980 ความเสียหายจากภัยธรรมชาติทั่วโลกอยู่ที่ 7.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยหนึ่งในสามมาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในภูมิภาคนี้มีเพียง 1 ใน 10 ของความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย
ประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศเกษตรกรรมจำนวนมาก จึงควรหันมาให้ความสำคัญกับประกันภัยแบบใหม่ที่เข้าถึงได้และรองรับความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพอากาศได้อย่างมั่นคง
ข้อมูลอ้างอิง :
https://www.weforum.org/stories/2025/08/global-insurance-industry-gap/


