‘SENA’ พลิกโฉมองค์กรสู่ Green Lifestyle Platform ชู New S-Curve ด้านพลังงาน ตั้งเป้าขาย EV 1,000 คัน

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

“เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” เปิดวิสัยทัศน์ SENA ปี 2569 ปรับกลยุทธ์ จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่ “Sustainable Living Leader” ผ่านการสร้าง Green Lifestyle Platform เชื่อมบ้าน-พลังงาน-การเดินทาง-โซลูชันทางการเงินในระบบนิเวศเดียว ดัน New S-Curve ธุรกิจพลังงานและรถ EV สร้างรายได้รวมกว่า 163 ล้านบาทในไตรมาสแรก ตั้งเป้าขาย EV 1,000 คันปี

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้มองเพียงราคาบ้าน แต่เริ่มให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนชีวิต” หลังเข้าอยู่อาศัย ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว ซึ่งสอดรับกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่คนเมืองกำลังเผชิญ นั่นคือรายได้ที่เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าเดินทางที่กินสัดส่วนสูงถึง 16-20% ของรายได้ ประกอบกับภาระหนี้สินที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงที่อยู่อาศัย

อนาคตของอสังหาริมทรัพย์จะไม่ได้แข่งขันกันเพียงราคาและทำเล แต่คือความสามารถในการช่วยให้คนบริหารต้นทุนชีวิตได้ดีขึ้น เราเชื่อว่า Green Lifestyle ไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้เฉพาะคนบางกลุ่ม แต่ควรเป็นเรื่องที่ทุกคนเริ่มต้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน สู่ New Growth Engine

ผศ.ดร.เกษรา กล่าวต่อว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ย้อนกลับไปกว่า 15 ปี ในวันที่พลังงานแสงอาทิตย์ยังเป็นเรื่องไกลตัว SENA คือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ติดตั้ง Solar Rooftop ในโครงการที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง และเป็นรายแรกที่รวมค่าติดตั้ง Solar ไว้ในราคาบ้าน วันนี้ SENA Solar Energy มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ครอบคลุมการติดตั้งแล้วกว่า 1,500 หลังคาเรือน ทั้งลูกค้าองค์กรและลูกค้ารายย่อย

โดยบริษัทมองว่า Solar กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ทางเลือก” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานของการใช้ชีวิต” ขณะที่ราคาแผงโซลาร์แม้จะปรับสูงขึ้นประมาณ 20% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับค่าไฟและน้ำมันที่พุ่งสูงต่อเนื่อง การติดตั้งโซลาร์เซลล์กลับมีความคุ้มค่ามากขึ้น ในไตรมาส 1 ปี 2569 ธุรกิจ Solar สร้างรายได้ 10 ล้านบาท และถูกมองว่าจะเป็นหนึ่งใน New Growth Engine สำคัญของกลุ่มบริษัทในอนาคต

รุกตลาด EV แบบ Multi-brand ตั้งเป้า 1,000 คันปี 69

ผศ.ดร.เกษรา กล่าวต่อว่า SENA ยังเดินหน้าธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าผ่าน บริษัท เสนา กรีน ออโตโมทีฟ (SENA Green Auto) ในฐานะตัวแทนจำหน่าย EV แบบ Multi-brand มากกว่า 2 ปี ปัจจุบันมีพอร์ตสินค้าครอบคลุม 4 แบรนด์ ได้แก่ DEEPAL, OMODA & JAECOO, LEAPMOTOR และ BYD พร้อมศูนย์บริการครบวงจรบนถนนอ่อนนุช–สุขุมวิท 75

โมเดลธุรกิจ Multi-brand ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพลวัตของตลาดรถ EV จากจีนที่มีลักษณะ “เข้าเร็ว ออกเร็ว” ทำให้บริษัทสามารถปรับพอร์ตแบรนด์ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าได้ตลอดเวลา ในไตรมาส 1 ปี 2569 ธุรกิจรถยนต์สร้างรายได้ 153 ล้านบาท และบริษัทตั้งเป้ายอดขายรถ EV ในปีนี้ไว้ที่ 1,000 คัน พร้อมเตรียมขยายพอร์ตด้วยการเพิ่มแบรนด์ใหม่เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

ธุรกิจใหม่ทั้ง 2 ส่วนนี้สามารถสร้างรายได้รวมคิดเป็นสัดส่วน 20% ของรายได้รวมในไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อนบทบาทสำคัญในฐานะ New S-Curve ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว

Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่บ้านถึงปั๊มน้ำมันส่วนตัว

ผศ.ดร.เกษรา กล่าวต่อว่า จุดแข็งของ SENA คือการออกแบบให้ทุกธุรกิจทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แยกส่วนจากกัน ลูกค้าสามารถซื้อรถ EV ควบคู่กับการติดตั้ง Solar ภายใต้แนวคิด “ซื้อรถพร้อมปั๊มน้ำมันส่วนตัว” ซึ่งช่วยให้ต้นทุนการเดินทางต่อกิโลเมตรถูกกว่ารถยนต์น้ำมันถึงประมาณ 2.5 เท่า นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการ VMOVE รถ EV รับส่งสำหรับลูกบ้านคอนโดเชื่อมต่อสู่ระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อเป็นทางเลือกลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว

ด้านโซลูชันทางการเงิน บริษัทมี “เงินสดใจดี” ผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-Bank ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่คัดกรองและประเมินความพร้อมของลูกค้า รวมถึงเป็นสะพานเชื่อมทางการเงินระยะสั้นเพื่อเตรียมลูกค้าให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารได้ในที่สุด โดยมีทางเลือก เช่น การนำบ้านมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อซื้อรถ EV หรือโซลาร์ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสินเชื่อบุคคลทั่วไป รวมถึงโปรแกรมรับเทรดอินรถคันเก่าเพื่อช่วยปลดภาระหนี้เดิมให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินเชื่อบ้านในวงเงินที่สูงขึ้น

รับมือตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว ดัน LIVNEX ทางเลือกใหม่

อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันยังเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดขายในไตรมาสล่าสุดที่อยู่ระดับ 5,000 ล้านบาท แต่โอนได้เพียง 800 ล้านบาท นอกจากการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินแล้ว ยังพบปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า “การปฏิเสธตัวเอง” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50-60% ของการยกเลิกทั้งหมด โดยลูกค้าตัดสินใจทิ้งการจองก่อนยื่นกู้ เนื่องจากความไม่มั่นใจในสภาวะเศรษฐกิจและความมั่นคงในอาชีพ

ผศ.ดร.เกษรา ขยายความว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์โดยเร่งก่อสร้างโครงการที่เริ่มดำเนินการแล้วให้แล้วเสร็จ เพื่อเปลี่ยนต้นทุนที่ค้างอยู่ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดได้ พร้อมชะลอการเปิดโครงการใหม่บนที่ดินเปล่า

นอกจากนี้ บริษัทยังเผชิญความท้าทายด้านซัพพลายเชนที่ไม่คาดคิด เมื่อวัตถุดิบบางรายการอย่างพัดลมดูดอากาศกลับขาดแคลนและส่งผลให้ไม่สามารถโอนโครงการได้ตามกำหนด ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นในภาวะตลาดชะลอตัวมาก่อน

ผศ.ดร.เกษรากล่าวเพิ่มเติมว่าบริษัทแก้ปัญหาด้านกำลังซื้อและความไม่มั่นใจผ่านการผลักดัน “LIVNEX” โมเดล Rent to Own ที่เปิดทางให้ลูกค้าล็อกราคาบ้านในอนาคตได้ ขณะที่เงินค่าเช่าบางส่วนจะถูกนำไปหักราคาบ้านเมื่อตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเช่าอพาร์ตเมนต์ทั่วไปที่ไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์