
“สมศักดิ์ อนันทวัฒน์” อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ พลิกโผ-ฉีกธรรมเนียมปฏิบัติ-ขัดตาทัพ เผยภารกิจ 4 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ-ลุยจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้ากว่า 2.44 ล้านล้านบาท – ไล่บี้ภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ 17,629 ล้าน – ติดตามการเสียภาษีกรณีใช้ตั๋ว P/N ซื้อ-ขายหุ้น 9 บริษัทของอดีตนายกฯ
มติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีการแต่งตั้งแบบ “หักปากกาเซียน..ผิดโผกันทุกสำนัก”
เมื่อเก้าอี้ “อธิบดีกรมสรรพากร” กรมจัดเก็บภาษีที่ใหญ่ที่สุด ทำหน้าที่รายได้ให้กับรัฐบาลมากที่สุดถึง 80% ของรายได้ทั้งหมด ว่างลงอย่างกะทันหันจากการลาออกของ ดร.กุลยา ตันติเตมิท ในช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ตามธรรมเนียมปฏิบัติของกระทรวงการคลังที่สืบทอดกันมาเนิ่นนาน แคนดิเดตที่จะขึ้นมานั่งเก้าอี้ตัวใหญ่ระดับนี้ได้ ส่วนใหญ่ต้องไต่เต้าขึ้นมาตามลำดับ จากรองอธิบดี ไปผู้ตรวจราชการกระทรวง รองปลัดกระทรวง แล้วค่อยเวียนไปบริหารกรมเล็ก ก่อนจะก้าวขึ้นสู่กรมใหญ่ เพื่อสะสมประสบการณ์ให้รอบด้าน
รอบนี้ทุกสำนักเลยกางรายชื่อเต็งหนึ่ง เต็งสองแคนดิเดตอธิบดีกรมสรรพากรกันให้วุ่น ไม่ว่าจะเป็นนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง , ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. , นายปิ่นสาย สุรัสวดี รองปลัดกระทรวงการคลัง (ซึ่งสามคนนี้ต่างเป็นลูกหม้อสรรพากรทั้งสิ้น) หรือจะเป็น ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ศิษย์เก่าสวนกุหลาบรุ่น 103 รวมไปถึงนายธิบดี วัฒนกุลผู้อำนวยการ สคร. และนายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่กำลังจะเกษียณสิ้นเดือนกันยายนนี้ ก็ยังมีชื่อติดอยู่ด้วย
แต่สุดท้าย…ก็ผิดกันถ้วนหน้า
ชื่อที่เก๋าเกมอย่าง ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์‘ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) กลับแซงหน้าทุกคนขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่
ทั้งๆที่นายสมศักดิ์มีอายุราชการเหลืออยู่แค่ 4 เดือน จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ ในช่วงนี้ไม่ว่าคอนเนกชันไหน ก็ต้องหลีกทางให้พี่ใหญ่สายสีน้ำเงิน ขัดตาทัพไปก่อน ถามว่าทำไม!
ก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งลงนามแต่งตั้งให้นายสมศักดิ์ “รักษาราชการแทน” เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 แล้วทำไมถึงต้องรีบ “อัพเกรด” ดันนายสมศักดิ์ ขึ้นเป็นอธิบดีตัวจริงเสียงจริง เหลือเวลาอีก 4 เดือน ก็จะเกษียณแล้ว
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ดร.เอกนิติ ไม่ต้องการให้เกิดแรงกระเพื่อมในกระทรวงการคลัง เพราะการลาออกกะทันหันของ ดร.กุลยา เหมือนก้อนหินที่หล่นตูมลงกลางน้ำ หาก ดร.เอกนิติ เลือกที่จะดึงข้าราชการซี 10 ระดับบิ๊ก ๆ ที่อยู่ในโผข้างต้น นั่งแทนตำแหน่งที่ว่างลง อาจทำให้โครงสร้างผู้บริหารคลังหมุนติ้วกันไปทั้งกระทรวง โดยเฉพาะในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่มีภารกิจระดับชาติต่าง ๆ รออยู่ การโยกย้ายใหญ่แบบปุบปับ อาจทำให้งานขาดความต่อเนื่อง ดร.เอกนิติ เลยเลือกวิธี “แช่แข็ง” สถานการณ์ไว้ก่อน โดยเอานายสมศักดิ์มาขัดตาทัพ แล้วค่อยไปจัดทัพใหญ่กันอีกทีในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งตอนนั้นจะมีข้าราชการคลังเกษียณพร้อมกันถึง 4 คน เรียกว่า…ย้ายทีเดียวจบ
นายสมศักดิ์มีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายประสงค์ พูนธเนศ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร นายสมศักดิ์ได้รับการแต่งตั้ยให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบภาษี ประจำการอยู่ในสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ “LTO” ต่อมาในสมัย ดร.เอกนิติ เป็นอธิบดีกรมสรรพากร ก็ได้รับการโปรโมทให้เป็นรองอธิบดีกรมสรรพากร
คำถามถัดมาทำไมไม่ให้นายสมศักดิ์ ทำหน้าที่รักษาการอธิบดีฯไปจนเกษียณ เหลืออีกแค่ 4 เดือนเอง หลายคนอาจจะคิดว่า “รักษาการอธิบดี” กับ “อธิบดีตัวจริง” ก็เซ็นเอกสารได้เหมือนกัน แต่ในทางกฎหมายแล้ว… มันไม่เหมือนกันทั้งหมด
รักษาการอธิบดีฯ อาจจะลงนามในคำสั่ง หรือ ประกาศอธิบดีกำหนดแนวปฏิบัติทั่วไปได้ แต่ในประมวลรัษฎากร มาตรา 3 เบญจ ได้มอบ “อำนาจเฉพาะตัว” ไว้ให้อธิบดีตัวจริงเท่านั้น! นั่นคือ อำนาจในการออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานเข้าไปตรวจค้น ยึด หรืออายัดบัญชี และหลักฐานต่างๆ ได้ทั่วราชอาณาจักร หากเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งอำนาจนี้… รักษาการฯ ไม่สามารถมอบหมาย หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนได้
แล้วถามว่าทำไมกรมสรรพากรถึงต้องรีบใช้อำนาจเต็มขนาดนั้น? ก็เพราะภารกิจในการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2569 มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
มองดูตัวเลขเหมือนจะสวย จากข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีไปได้แล้ว 1,161,210 ล้านบาท สูงกว่าเป้าไปนิดหน่อยประมาณ 2% แต่เมื่อเทียบกับเป้าหมายการจัดเก็บภาษีปีงบประมาณ 2569 ทั้งปีจะอยู่ที่ 2,447,100 ล้านบาท เหลืออีก 4 เดือน ก็จะปิดงบ แต่ผลการจัดเก็บภาษีที่ได้ ยังมาไม่ถึงครึ่งทางเลย!
แถมมองไปข้างหน้า ความท้าทายเศรษฐกิจไทยยังมีอยู่ อีกทั้งผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมภัยแล้งจากปีก่อน วิกฤติพลังงานช่วงต้นปีที่ดันให้ต้นทุนภาคธุรกิจพุ่ง กระทบรายได้ทั้งของประชาชนและรายได้ของผู้ประกอบการหดหาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บ “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ บนโต๊ะทำงานของอธิบดีคนใหม่ ยังมีแฟ้มคดีระดับ “บิ๊กดีล” วางรออยู่ อาทิ การติดตามทรัพย์บังคับคดีกรณีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯ ของนายทักษิณ ชินวัตร มูลค่ากว่า 17,629 ล้านบาท และการติดตามการเสียภาษีกรณีการใช้ตั๋ว P/N ซื้อขายหุ้น 9 บริษัทจากครอบครัวของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
การแต่งตั้ง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การปูนบำเหน็จก่อนเกษียณ แต่มันคือการส่ง “มือประสานสิบทิศ” ที่มีอำนาจเต็มตามกฎหมาย เข้ามาอุดรูรั่วไหล และเร่งรัดการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรไม่ให้สะดุด ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุด และจะเป็น 4 เดือน ที่น่าจะตื่นเต้น และเหนื่อยที่สุดในชีวิตข้าราชการของอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่อย่างแน่นอน…

เส้นทางชีวิตราชการของนายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่
- ปี 2530 จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ (บัญชี) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
- ปี 2537 ปริญญาตรีนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปี 2543 สำเร็จการศึกษาปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปี 2561 เคยผ่านการอบรมหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 70 เพื่อเสริมสร้างทักษะการบริหารจัดการภาครัฐในระดับสูง
กว่าจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในกรมสรรพากร นายสมศักดิ์ เป็นลูกหม้อสรรพากรเติบโตมาจากสายตรวจปฏิบัติการมีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบภาษี และกฎหมาย
- ปี 2558 ดำรงตำแหน่งนักตรวจสอบภาษีเชี่ยวชาญ สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ (LTO) ดูแลภาษีของบริษัทบิ๊ก ๆ ในประเทศ
- ปี 2559 ขยับขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้านการตรวจสอบภาษี) สำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร
- ปี 2560 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการเฉพาะด้านนิติการ) กองอุทธรณ์ภาษี ดูแลข้อพิพาททางกฎหมาย
- ปี 2561 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ กองมาตรฐานการกำกับและตรวจสอบภาษี
- ปี 2562 ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร (นักบริหารต้น)
- ปี 2566 ก่อนจะขยับขึ้นสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) และยังทำหน้าที่รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร
บทบาทหน้าที่หลัก : รับผิดชอบดูแลกลุ่มธุรกิจพลังงาน พร้อมทั้งกำกับดูแลภาพรวมทั้งหมดของกรมสรรพากรในฐานะรักษาราชการแทน ก่อนที่ ครม.จะมีมติแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่



