Heat Wave เยือนยุโรปเร็วผิดปกติ ทุบสถิติและคร่าชีวิตผู้คน

บรรยากาศชายหาดในเมืองไบรตัน อีสต์ซัสเซ็กซ์ ประเทศอังกฤษ ที่มาภาพ: https://apnews.com/article/europe-heatwave-temperature-records-france-uk-5e08af7830e72ffa9fccdcf48cf4f7b5

ประเทศในยุโรปตะวันตกกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อน (Heat Wave) รุนแรงและมาเร็วกว่าปกติในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม โดยอุณหภูมิสูงทำลายสถิติ และเจ้าหน้าที่ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพ

คลื่นความร้อนช่วงฤดูใบไม้ผลิกำลังแผดเผาพื้นที่ต่างๆ ของยุโรปตะวันตก ส่งผลให้รัฐบาลต้องออกประกาศเตือนภัยเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อชีวิต นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้จมน้ำเสียชีวิตหลายรายทั้งในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส เนื่องจากประชาชนพยายามลงเล่นน้ำเพื่อคลายความร้อน

สหราชอาณาจักรทุบสถิติตัวเลขอุณหภูมิสูงสุดในรอบศตวรรษเป็นครั้งที่สองภายในเวลา 24 ชั่วโมงเมื่อวันอังคาร (26 พฤษภาคม 2569)ที่ผ่านมา

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร (Met Office) ระบุว่า สามารถวัดอุณหภูมิได้ 35.1 องศาเซลเซียส (95.2 องศาฟาเรนไฮต์) ที่สวนพฤกษศาสตร์คิว (Kew Gardens) ในกรุงลอนดอน ทำลายสถิติเดิมที่ 34.8 องศาเซลเซียส (94.6 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งเพิ่งวัดได้ ณ สถานที่เดียวกันเพียงหนึ่งวันก่อนหน้า โดยตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นนี้ได้ทำลายสถิติเก่าแก่ที่ยาวนาน 32.8 องศาเซลเซียส (91.4 องศาฟาเรนไฮต์) ที่เคยบันทึกไว้ในปี 1922 และเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในปี 1944 ลงอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ กรุงลอนดอนยังเผชิญกับปรากฏการณ์ “คืนเขตร้อน” (tropical night) ซึ่งหาได้ยาก โดยเป็นคืนที่อุณหภูมิไม่ลดต่ำลงกว่า 20 องศาเซลเซียส (68 องศาฟาเรนไฮต์)

สำนักข่าว CNN รายงานว่าในสหราชอาณาจักรมีผู้ใช้งานเครื่องปรับอากาศน้อยมาก โดยคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 5% เท่านั้น ซึ่งทางคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักร (CCC) ได้ระบุไว้ในรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ประเทศแห่งนี้ “ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศที่ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”

หลังจากช่วงวันหยุดยาวที่ทำให้ผู้คนในสหราชอาณาจักรพากันหลั่งไหลไปยังชายหาด สระว่ายน้ำ และสวนสาธารณะที่มีร่มเงา ในวันอังคารผู้โดยสารรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอนต่างต้องเผชิญกับความร้อนอบอ้าวภายในตู้โดยสารที่ไม่มีระบบปรับอากาศ ขณะที่การเดินรถไฟไปและกลับจากสถานีวอเตอร์ลูอันพลุกพล่านต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากมีรายงานพบกลุ่มควันบนรางรถไฟ

ในสกอตแลนด์ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อดับไฟป่าละแวกทุ่งหญ้า ซึ่งส่งกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาจากอาเธอร์สซีต (Arthur’s Seat) เขตเนินเขาหินที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมืองเอดินบะระ

สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) ได้ประกาศเตือนภัยสุขภาพระดับสีส้ม (Amber Health Alert) ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไปจนถึงวันพฤหัสบดี โดยเตือนถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ในช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุดของวัน เนื่องจากสหราชอาณาจักรคุ้นเคยกับอุณหภูมิที่อบอุ่นปานกลาง บ้านเรือน โรงเรียน และธุรกิจต่างๆ จำนวนมากจึงไม่มีระบบปรับอากาศ

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีวัยรุ่นอย่างน้อย 4 รายเสียชีวิตจากการจมน้ำในทะเลสาบและอ่างเก็บน้ำในสหราชอาณาจักร และชายวัย 60 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตในทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ

ทางด้านฝรั่งเศสก็มีการทำลายสถิติเช่นกัน โดยเมื่อวันจันทร์(25 พฤษภาคม 2569) ที่ผ่านมา อุณหภูมิทางตอนใต้ของประเทศพุ่งสูงถึง 36 องศาเซลเซียส (97 องศาฟาเรนไฮต์) และอุณหภูมิในช่วงกลางคืนยังคงสูงกว่า 20 องศาเซลเซียสเป็นวงกว้าง

Météo-France สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” (heat dome) ซึ่งเกิดจากแนวปะทะอากาศความกดอากาศสูงกักความร้อนเอาไว้ ได้ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงกว่าปกติในช่วงเวลานี้ของปีถึงกว่า 10 องศาเซลเซียส

สภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลกระทบที่รุนแรงถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต โดย ม็อด เบรกง (Maud Bregeon) โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศส เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ TF1 ของฝรั่งเศสว่า มีรายงาน “ผู้เสียชีวิต 7 รายที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงหรือโดยอ้อมกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำอย่างน้อย 5 ราย ตลอดจนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนสะสมรุนแรงระหว่างการแข่งขันกีฬา”

บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหาดทรายที่สวยงามแต่มีกระแสน้ำย้อนกลับ (Riptides) ที่รุนแรง เจ้าหน้าที่รายงานว่าเกิดเหตุฉุกเฉินในทะเลหลายครั้ง โดยมีผู้จมน้ำเสียชีวิต 2 รายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ สถานที่ตากอากาศยอดนิยมในภูมิภาคฌีรงด์ (Gironde) ทางตะวันตกเฉียงใต้

โซฟี โบรคาส ผู้บริหารระดับสูงของภูมิภาค ได้ขอให้ผู้ที่ไปเที่ยวชายหาด “ใช้ความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด”

ความร้อนที่ผิดฤดูกาลนี้ยังแผ่ขยายไปถึงสเปน สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสเปน (AEMET) ระบุว่า สเปนกำลังเผชิญกับ “อุณหภูมิที่พุ่งสูงอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี” โดยมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิทางตอนใต้ของประเทศอาจพุ่งทะลุถึง 40 องศาเซลเซียส (104 องศาฟาเรนไฮต์) ในช่วงครึ่งหลังของสัปดาห์นี้

รูเบน เดล กัมโป โฆษกสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสเปน กล่าวว่า “ตอนนี้ในเดือนพฤษภาคม เรากลับพบว่าเผชิญกับอุณหภูมิที่ปกติแล้วเราจะได้เห็นในช่วงกลางฤดูร้อน”

โฆษกสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสเปน กล่าวอีกว่า เมืองเซบียามีอุณหภูมิแตะ 38 องศาเซลเซียส (100 องศาฟาเรนไฮต์) ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรไอบีเรีย (Iberian Peninsula )มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ 5 ถึง 10 องศาเซลเซียส

ส่วนที่กรุงโรม อุณหภูมิสูงถึง 32 องศาเซลเซียส (89.6 องศาฟาเรนไฮต์) ในวันอังคาร

ความร้อนระอุคือหนึ่งในสัญญาณเตือนที่เด่นชัดที่สุดของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกอุ่นขึ้นซึ่งถูกปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้เข้าปกคลุมโลกเอาไว้ ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างยืนยันอย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นตัวเร่งให้เกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรงและสุดขั้วมากขึ้น และในเวลานี้ ทวีปยุโรปก็คือทวีปที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุดในโลก

ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงถึงชีวิต โดยมีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในยุโรปมากกว่า 62,000 ราย ระหว่างปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่โลกเผชิญกับอากาศร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติที่สามารถทำให้อุณหภูมิโลกอุ่นกว่าปกติ ก็อาจส่งผลให้ปี 2569 และ 2570 มีอากาศที่ร้อนจัดยิ่งขึ้นไปอีก

สภาพอากาศที่รุนแรงและคาดเดาไม่ได้เริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาวะโลกร้อน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สภาพอากาศที่รุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนและเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นในเวลาที่ผิดปกติและในสถานที่ที่ไม่คาดคิด กำลังทำให้ผู้คนตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น

“เราทราบดีอย่างไม่มีข้อสงสัยเลยว่า เหตุการณ์คลื่นความร้อนเช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิมและมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนของพวกเรา” ปีเตอร์ ธอร์น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศ ICARUS จากมหาวิทยาลัยเมย์นูธ (Maynooth University )ในไอร์แลนด์ กล่าวและว่า “อย่างไรก็ตาม สถิติต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ถือเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อและบ้าบอคอแตกมาก”

เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างออกมาเตือนว่า เราจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและสุดขั้วมากกว่านี้อีกในช่วงหลายปีและหลายทศวรรษข้างหน้า แม้ว่าปีนี้จะถูกคาดการณ์ว่าเป็นหนึ่งในปีกระทบสถิติที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังน่าจะเป็นปีที่ “เย็นที่สุด” เท่าที่เราจะได้เผชิญในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเรา