ASEAN Roundup ASEAN 2045: วิสัยทัศน์ใหม่ของภูมิภาค ผงาดมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลกปี 2030

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 3-9 พฤษภาคม 2569

  • ASEAN 2045: วิสัยทัศน์ใหม่ของภูมิภาค ผงาดมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลกปี 2030
  • ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมกรณีวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง
  • นายกฯสิงคโปร์ ชี้อาเซียนรับมือวิกฤติได้ดีกว่า หากร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว
  • อินโดนีเซียเรียกร้องอาเซียนเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค
  • BIMP-EAGA กำหนดทิศทางใหม่ 10 ปี มุ่งเป้าความร่วมมือระดับภูมิภาค
  • ไทย-มาเลเซียหารือผลักดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน
  • ไทย-สิงคโปร์ เดินหน้าเชื่อมต่อพลังงาน ASEAN
  • ไทย-เวียดนาม เร่งดันการค้าแตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ASEAN 2045: วิสัยทัศน์ใหม่ของภูมิภาค ผงาดมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลกปี 2030

ผู้นำอาเซียน ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569ที่มาภาพ:เพจ Facebook Bongbong Marcos

ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และกระแส “โลกแตกขั้ว” ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้นำอาเซียนกำลังพยายามวาง “พิมพ์เขียวใหม่” ของภูมิภาค ผ่านวิสัยทัศน์ “ASEAN 2045” ที่ไม่ใช่เพียงแค่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ แต่คือความพยายามกำหนด “อนาคตของอาเซียน” ในโลก

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้นำอาเซียนประกาศชัดว่า ปี 2026 ถือเป็น “ปีแรก” ของการเริ่มขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “ASEAN 2045: Our Shared Future” ซึ่งตั้งเป้าสร้างอาเซียนให้เป็นภูมิภาคที่ “ยืดหยุ่น มีนวัตกรรม เชื่อมโยง และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ภายในอีกสองทศวรรษข้างหน้า

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ โดยมีประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ เป็นประธานการประชุมภายใต้แนวคิด “Navigating Our Future, Together” (ก้าวสู่อนาคตไปด้วยกัน)

ในแถลงการณ์ อาเซียนยืนยันความมุ่งมั่นในการรักษาเอกภาพ ความเป็นแกนกลาง และความสามัคคีของภูมิภาค พร้อมยึดมั่นในกรอบกฎกติการะหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยให้ความสำคัญกับประเด็นหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงผ่านการหารือ การส่งเสริมความร่วมมือทางทะเล การผลักดันการรวมตัวทางเศรษฐกิจและดิจิทัล และการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ในด้านการระงับข้อพิพาท อาเซียนยืนกรานให้ใช้แนวทางสันติ โดยไม่มีการขู่เข็ญหรือใช้กำลัง ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) สนธิสัญญาไมตรี (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia:TAC) และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) พร้อมเน้นย้ำการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกรัฐ

สำหรับการแก้ไขความตึงเครียดในภูมิภาค อาเซียนจะใช้กลไกการปรึกษาหารือ การทูตเชิงป้องกัน และมาตรการสร้างความเชื่อมั่นเป็นเครื่องมือหลัก

ในเวทีระหว่างประเทศ อาเซียนมุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์กับภายนอกบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์ เพื่อเกื้อกูลต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

ที่ประชุมได้มีการหารือและบรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญหลายประการเพื่อกำหนดทิศทางของภูมิภาคในทศวรรษหน้า โดยมีประเด็นหลักดังนี้

การขับเคลื่อนวิสัยทัศน์อาเซียน 2045

ผู้นำอาเซียนยืนยันความพร้อมในการนำแผนยุทธศาสตร์ “ASEAN Community Vision 2045” มาปฏิบัติจริง เพื่อสร้างภูมิภาคที่ยืดหยุ่น มีนวัตกรรม และยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน

ปี 2569 เป็นปีแรกของการเริ่มใช้วิสัยทัศน์อาเซียน ค.ศ. 2045: อนาคตร่วมกันของเรา (ASEAN 2045: Our Shared Future) โดยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของทั้ง 3 เสาหลักประชาคมและความเชื่อมโยงระหว่างกันของอาเซียนอย่างเต็มประสิทธิภาพและสอดประสานกัน เพื่อมุ่งสู่การเป็นอาเซียนที่ยืดหยุ่น มีนวัตกรรม มีพลังขับเคลื่อน และมีประชาชนเป็นศูนย์กลางภายในปี ค.ศ. 2045

ด้านความมั่นคงและการเมือง ยึดมั่นในแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่มุ่งเน้นภูมิภาคที่สงบสุขและเสถียรภาพ บนพื้นฐานของกฎบัตรอาเซียน กฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน โดยอาเซียนมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นแกนกลาง (Centrality) ผ่านกลไกที่อาเซียนเป็นผู้นำ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับภาคีต่างๆ และยึดถือบทบาทนำในการกำหนดสถาปัตยกรรมภูมิภาคท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนส่งเสริมระเบียบโลกที่อิงตามกติกาและพหุภาคี

ด้านเศรษฐกิจ ปี 2569 เป็นปีแรกของการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2569-2573 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการแปลวิสัยทัศน์ร่วมเป็นการปฏิบัติจริง ผู้นำเน้นย้ำให้ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสานงานกัน และมุ่งเน้นผลลัพธ์ เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลกภายในปี 2573 พร้อมยินดีต้อนรับ “กรอบการติดตาม ประเมินผล รับผิดชอบ และเรียนรู้ (MEAL)” ฉบับปรับปรุง เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสและวัดผลได้

ในด้านการเชื่อมโยงภูมิภาค ที่ประชุมเรียกร้องให้หน่วยงานอาเซียนทุกภาคส่วนเร่งดำเนินกิจกรรมรูปธรรมภายใต้แผนยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงอาเซียน (ACSP) พร้อมทั้งสนับสนุนแผนงานริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ฉบับที่ 5 (IAI Work Plan V) ในการเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มประเทศ CLMV และติมอร์-เลสเต เพื่อลดช่องว่างทางการพัฒนา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรวมตัวระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมและสมดุล

“เราให้ความสำคัญการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระยะยาวให้เป็นการปฏิบัติที่มีกรอบเวลาและตัวชี้วัดที่ชัดเจน พร้อมการรายงานผลที่โปร่งใส เพื่อให้วิสัยทัศน์อาเซียน ค.ศ. 2045 สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรกว่า 700 ล้านคนได้อย่างเป็นรูปธรรม” แถลงการณ์ระบุ

เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตของ MSMEs

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือความคืบหน้าของกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งตั้งเป้าจะลงนามให้สำเร็จภายในปีนี้ เพื่อผลักดันให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกภายในปี 2573 นอกจากนี้ยังมีการรับรองปฏิญญาว่าด้วยการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อส่งเสริมการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs)

ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 รับรองแผนงานเศรษฐกิจ 19 ประการ (19 Priority Economic Deliverables:PEDs) ภายใต้การนำของฟิลิปปินส์ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างการค้าและการลงทุน เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และผลักดัน AI ให้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน SME และบริการสาธารณสุข พร้อมเตรียมรับรอง “ปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยการเติบโต SME ด้วย AI” เพื่อแปลงนโยบายเป็นการปฏิบัติจริงทั่วภูมิภาค

ในด้านสังคม ผู้นำยืนยันสนับสนุนทั้ง 4 ประเด็นหลักของ ASCC มุ่งเน้นการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็งผ่าน “เครือข่ายอาเซียนเพื่อการพัฒนาครอบครัว” พร้อมผลักดันระบบสาธารณสุขดิจิทัลและการเข้าถึงสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ไปจนถึงเตรียมรับมือกับ “เศรษฐกิจสีเงิน” (Silver Economy) เพื่อรองรับสังคมสูงวัย และส่งเสริมบทบาทสตรีในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการขจัดความรุนแรงในทุกรูปแบบ

ด้านการจัดการภัยพิบัติ เปิดตัวกรอบความร่วมมือ (The ASEAN Strategic Protocol for Emergency and Comprehensive Transformation:ASPECT) เพื่อยกระดับการรับมือภัยพิบัติให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านระบบการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการประสานงานแบบดิจิทัล

ความมั่นคงทางทะเลและกฎหมายระหว่างประเทศ

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ผู้นำประเทศสมาชิกได้ร่วมกันแสดงเจตจำนงในการเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค (ASEAN Political-Security Community) โดยมีวาระสำคัญคือการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) ซึ่งถือเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยฟิลิปปินส์เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงานรำลึกในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงมะนิลา เพื่อส่งเสริมหลักการสันติภาพให้ขยายผลไปสู่ระดับสากลผ่านสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

ในด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ที่ประชุมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ (SEANWFZ) และอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทุกชนิด โดยอาเซียนพร้อมเดินหน้าเจรจากับกลุ่มประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (NWS) เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในการลงนามพิธีสาร และแสดงจุดยืนร่วมกันในการประชุมทบทวนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ปี 2569 ที่จะถึงนี้ เพื่อรักษาสันติภาพที่ยั่งยืนท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับ “ความร่วมมือทางทะเล” โดยมีการรับรองปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล และเน้นย้ำความสำคัญของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS 1982) เพื่อคุ้มครองสิทธิในการเดินเรือและการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ทางทะเลอาเซียน (ASEAN Maritime Centre) ในฟิลิปปินส์ เพื่อเป็นกลไกหลักในการประสานงานด้านความมั่นคงและกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศสมาชิกและหน่วยงานยามฝั่ง

ในส่วนของการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ อาเซียนได้ประกาศแผนปฏิบัติการปี 2569-2578 เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ (Online Scams) และการค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ พร้อมทั้งเร่งผลักดันให้สนธิสัญญาอาเซียนว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ASEAN Treaty on Extradition) มีผลบังคับใช้โดยเร็วหลังจากที่มีการลงนามไปเมื่อปลายปี 2025 เพื่อสร้างความยุติธรรมและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งในภูมิภาค

การยกระดับสิทธิมนุษยชน ที่ประชุมชื่นชมการเริ่มใช้แผนงาน 5 ปี (2569-2573) ของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างประชาคมที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและการส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์อาเซียน 2045: อนาคตร่วมกันของเรา (Our Shared Future)

รุกคืบแผนพัฒนาเศรษฐกิจ มุ่งเป้าผงาดเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2030

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ผู้นำสมาชิกอาเซียนได้แสดงความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยมีการประกาศเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2030 แม้จะต้องเผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการภาษีตอบโต้จากภายนอก โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาอาเซียนสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งได้ถึงร้อยละ 4.9 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องที่ร้อยละ 4.6 ในปีนี้ ขณะที่การค้าในภูมิภาคคิดเป็น 20.5% ของการค้ารวม และ FDI ภายในอาเซียนเพิ่มขึ้น 7.9% ในปี 2568 กลับมาเป็นแหล่งลงทุนอันดับ 1 อีกครั้งในรอบ 5 ปี

ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการยกระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจอาเซียนที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 95 ของวิสาหกิจทั้งหมด โดยมีการเปิดตัวโครงการ “AI-Powered MSME Growth” เพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้จัดตั้ง “AI MSME Hub” ในฟิลิปปินส์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค

ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ที่ประชุมคาดหวังการลงนาม “กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA)” ในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 49 ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทั้งในด้านการค้าข้ามพรมแดน การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสร้างตลาดดิจิทัลที่ไร้รอยต่อและปลอดภัยสำหรับทุกคน พร้อมรับรองแผนแม่บทดิจิทัลอาเซียน 2569–2573 และยินดีกับการจัดตั้ง AI MSME Hub ของฟิลิปปินส์เพื่อช่วย SME เข้าถึงเครื่องมือ AI และทรัพยากรการประมวลผลขนาดใหญ่ร่วมกัน โดยจะมีการจัดงาน ASEAN AI Summit ในเดือนกันยายน 2569 ที่ฟิลิปปินส์เพื่อรวบรวมภาคเอกชนมาร่วมผลักดันการนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง

ในด้านการเปิดเสรีการค้า ที่ประชุมยินดีกับการลงนามพิธีสารปรับปรุง ACFTA 3.0 กับจีนเมื่อเดือนตุลาคม 2568 พร้อมเร่งสรุปข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดา (ACAFTA) ให้เสร็จในปีนี้ เปิดฉากเจรจาปรับปรุง AKFTA กับเกาหลีใต้ในด้านการค้าดิจิทัลและความยั่งยืน รวมถึงเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของ FTA กับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) นอกจากนี้ยังยืนยันความมุ่งมั่นต่อข้อตกลง RCEP และเตรียมทบทวนฉบับใหญ่ในปี 2570 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการค้าเสรีในภูมิภาค

ในด้านการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ผู้นำอาเซียนได้ร่วมยินดีกับความสำเร็จของแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint 2025) ที่ดำเนินการไปแล้วกว่าร้อยละ 87.4

สำหรับการเชื่อมโยงด้านการขนส่งและพลังงาน ที่ประชุมได้ย้ำความสำคัญของโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน และการพัฒนาระบบผ่านแดนศุลกากรอาเซียน (ACTS) ซึ่งจะเริ่มทดสอบการขนส่งทางรถไฟภายในปี 2569 รวมถึงการพัฒนา ASEAN Single Window 2.0 เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุนในการทำการค้าข้ามพรมแดนผ่านระบบดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงกับพันธมิตรนอกภูมิภาคได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อาเซียนตั้งเป้าหมายใหม่ไว้สูงสำหรับปี 2573 ได้แก่ ลดความเข้มข้นการใช้พลังงาน 40% เพิ่มพลังงานหมุนเวียนให้มีสัดส่วน 30% ในการจัดหาพลังงานรวม และ 45% ในกำลังการผลิตติดตั้ง พร้อมเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (APG) ผ่านสายเคเบิลใต้ทะเลและกลไกการเงินแบบผสม เพื่อดึงดูดการลงทุนเอกชน โดยประเมินว่าภูมิภาคต้องการงบโครงสร้างพื้นฐานราว 2.1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี

นอกจากนี้ อาเซียนยังมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” และ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)โดยมีการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยั่งยืน เช่น เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน พลังงานหมุนเวียน และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการพัฒนาโครงการ “อาเซียนปลูกต้นไม้พันล้านต้น” (ASEAN billion tree-growing initiative) เพื่อใช้ธรรมชาติเป็นโซลูชันในการแก้ปัญหาภูมิอากาศและสร้างโอกาสในตลาดคาร์บอนเครดิตของภูมิภาค

ผู้นำอาเซียนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) สำหรับกลุ่มเปราะบางและ MSMEs ผ่านการส่งเสริมความรู้ทางการเงินดิจิทัลและการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมต่อความฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้าสู่ภูมิภาคถึง 147 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างงานและกระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชนทั่วอาเซียนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ชูประเด็น “เศรษฐกิจการดูแล” และความมั่นคงทางสาธารณสุขรับมือสังคมสูงวัย

แถลงการณ์ยังระบุว่า ผู้นำสมาชิกได้ให้ความสำคัญกับการสร้างประชาคมสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นการปรับตัวเข้าสู่สังคมสูงวัยผ่านการผลักดัน “เศรษฐกิจสีเงิน” (Silver Economy) และ “เศรษฐกิจการดูแล” (Care Economy) ซึ่งรวมถึงการให้คุณค่ากับงานดูแลที่ไม่ได้ค่าตอบแทนและการเพิ่มสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย นอกจากนี้ยังเร่งจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ACPHEED) เพื่อเป็นกลไกหลักในการเฝ้าระวังและตอบโต้ภัยคุกคามทางสุขภาพในอนาคตอย่างเป็นระบบ

นอกจากประเด็นสุขภาพแล้ว อาเซียนยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนผ่านการรับรอง “ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างศักยภาพเยาวชนในงานด้านภูมิอากาศและภัยพิบัติ” พร้อมทั้งส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมในระบบการศึกษา เพื่อให้พลเมืองอาเซียนสามารถก้าวทันโลกเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและเท่าเทียม ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนภายใต้แผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพและยุทธศาสตร์ความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อส่งต่อภูมิภาคที่สมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นหลังตามวิสัยทัศน์อาเซียน 2045

ผนึกกำลังภาคีภายนอกและ ASEAN+3 มุ่งเป้าความมั่นคงทางการเงินและอาหารเพื่อความยั่งยืนของภูมิภาค

อาเซียนยืนยันความสำคัญของระบบพหุภาคีและความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหประชาชาติ (UN) เพื่อรับมือความท้าทายระดับโลกและผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยที่ประชุมเตรียมรับการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครั้งที่ 16 ที่กำลังจะมาถึง พร้อมเดินหน้าแผนปฏิบัติการอาเซียน-สหประชาชาติ ปี 2569-2573 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ นอกจากนี้ยังเตรียมรับรองแผนความร่วมมือกับประชุมหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum) เพื่อขยายเครือข่ายพันธมิตรในระดับภูมิภาค

ในส่วนความร่วมมืออาเซียนบวกสาม (ASEAN+3) ที่ประชุมเน้นย้ำบทความสำคัญของกรอบความร่วมมือนี้ในการรักษาเสถียรภาพและความมั่งคั่งในเอเชียตะวันออก โดยมีอาเซียนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ผู้นำได้ชื่นชมความก้าวหน้าของกลไกทางการเงินและการสำรองทรัพยากรที่สำคัญ เช่น มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่พหุภาคี (CMIM) เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน, มาตรการริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (ABMI) และระบบสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (APTERR) เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยความมุ่งมั่นในการกระชับความสัมพันธ์ภายใต้วิสัยทัศน์อาเซียน 2045: อนาคตร่วมกันของเรา (Our Shared Future) โดยจะเน้นการดำเนินงานตามแผนงาน ASEAN+3 ปี 2566-2570 และการวิจัยเชิงนโยบายผ่านสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียนบวกสาม (AMRO) เพื่อสร้างภูมิภาคที่มีความยืดหยุ่นต่อวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติ พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือใน 4 สาขาสำคัญตามมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (AOIP) เพื่อส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างมั่นคงในระยะยาว

อาเซียนรุกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก พร้อมลดช่องว่างการพัฒนาผ่านความร่วมมืออนุภูมิภาค

ผู้นำอาเซียนได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific หรือ AOIP) ในฐานะกรอบยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินความสัมพันธ์กับภาคีภายนอก โดยมุ่งเน้นการสร้างสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่มีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง ท่ามกลางความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นจากพันธมิตรระดับโลกที่หันมาสนับสนุนโครงการที่เป็นรูปธรรมใน 4 สาขาหลัก ได้แก่ ความร่วมมือทางทะเล, ความเชื่อมโยง, การพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย

ที่ประชุมยังได้ชูความสำเร็จในการบูรณาการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เข้ากับยุทธศาสตร์ AOIP ผ่านแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคที่หลากหลาย ซึ่งมุ่งเน้นการเงินที่เป็นนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าอย่างมากในด้านความยั่งยืนทางทะเล โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการร่วมต่อต้านขยะทะเล และการคุ้มครองแรงงานประมงข้ามชาติ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการสร้างภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่ยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลางและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

อีกหนึ่งวาระสำคัญคือการลดช่องว่างการพัฒนาภายในภูมิภาค ผ่านแผนงานริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (IAI) ฉบับที่ 5 (ปี 2569–2573) ซึ่งผู้นำได้เร่งรัดให้มีการนำแผนงานไปปฏิบัติให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์อาเซียน 2045 โดยเน้นการระดมทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และความช่วยเหลือทางเทคนิคจากประเทศสมาชิกและพันธมิตรภายนอก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศสมาชิกที่มีระดับการพัฒนาต่างกันจะสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืนและทั่วถึง

ผู้นำอาเซียนได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาค เช่น สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ IMT-GT (อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย) และกลุ่ม BIMP-EAGA ในฐานะกลไกเสริมที่ช่วยเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจ โดยที่ประชุมมุ่งหวังให้เกิดความสอดประสาน ระหว่างโครงการระดับอนุภูมิภาคกับเป้าหมายใหญ่ของอาเซียน โดยเฉพาะในด้านการเชื่อมโยงพลังงาน เกษตรอัจฉริยะ และความมั่นคงทางอาหารและน้ำ เพื่อส่งเสริมให้ประชาคมอาเซียนมีความเท่าเทียมและยืดหยุ่นต่อความท้าทายในอนาคตอย่างแท้จริง

ความคืบหน้าการรวมติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน

อาเซียนได้บรรลุหมุดหมายสำคัญด้วยการรับรองพิธีสารเซบูเพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียน ซึ่งถือเป็นการแก้ไขครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 เพื่อระบุชื่อติมอร์-เลสเตเป็นรัฐสมาชิกอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งปรับปรุงธงและตราสัญลักษณ์อาเซียนใหม่เพื่อสะท้อนถึงการเป็นสมาชิกที่สมบูรณ์ โดยจะมีพิธีเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 49 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังแสดงความยินดีต่อความตั้งใจของติมอร์-เลสเตที่จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2582 และยืนยันความร่วมมือในการสนับสนุนให้ติมอร์-เลสเตบรรลุข้อกำหนดต่างๆ เพื่อการเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ตามแนวทางที่วางไว้

ในด้านการดำเนินงาน ติมอร์-เลสเตมีความคืบหน้าอย่างมากในการปฏิบัติตามแผนงาน (Roadmap) มุ่งสู่การเป็นสมาชิกเต็มตัว โดยเฉพาะความพยายามในการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาและข้อตกลงต่างๆ ของอาเซียนในระยะถัดไป เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การรวมตัวเข้ากับประชาคมอาเซียนตามวิสัยทัศน์ปี 2045 ทั้งนี้ อาเซียนและประเทศคู่เจรจายังคงให้การสนับสนุนผ่านโครงการเสริมสร้างศักยภาพในด้านต่างๆ เพื่อช่วยให้ติมอร์-เลสเตสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีหลังการรับเข้าเป็นสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมกรณีวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง

การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่มาภาพ:https://www.thaigov.go.th/th/media/gallery/view/29346

ในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมกันออกแถลงการณ์สำคัญว่าด้วยการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ที่ประชุมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในตะวันออกกลาง และได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในตะวันออกกลาง รวมทั้งแนวทางในการรับมือกับผลกระทบต่ออาเซียนอย่างเร่งด่วน ซึ่งรวมถึงผลกระทบด้านการค้าภูมิภาค การลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร ตลอดจนผลกระทบต่อประชาชน

อย่างไรก็ตาม ผู้นำอาเซียนได้แสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งมีสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานเป็นตัวกลางในการเจรจา โดยอาเซียนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุดและปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ยุติการสู้รบทั้งหมด และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

แถลงการณ์ระบุว่า อาเซียนยืนยันถึงพันธกรณีของทุกรัฐในการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศ ตลอดจนการคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในความขัดแย้งทางอาวุธ และการสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพแห่งสหประชาชาติและบุคลากรด้านมนุษยธรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และข้อมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

แถลงการณ์อ้างอิงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) อย่างชัดเจน โดยเรียกร้องให้มีการฟื้นฟูการผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย ไม่มีอุปสรรค และต่อเนื่อง สำหรับเรือและอากาศยานทุกประเภท อาเซียนยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกเรือ โดยอ้างอิงอนุสัญญา SOLAS และกล่าวถึงบทบาทขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ด้วย

ผู้นำอาเซียนได้หารือถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค โดยเฉพาะต่อภาคพลังงาน ตลอดจนเส้นทางการขนส่งทางทะเลและทางอากาศ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพ ความเปิดกว้าง และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก รวมถึงเส้นทางการค้าทางทะเล เส้นทางผ่านแดนทางบก และการเชื่อมโยงข้ามพรมแดน

นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาการไหลเวียนของพลังงานและสินค้าจำเป็นให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ยา และเชื้อเพลิงสำหรับภาคขนส่ง เพื่อปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว

อาเซียนยังยินดีต่อข้อริเริ่มของเลขาธิการสหประชาชาติในการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อพิจารณามาตรการชั่วคราวในการรับมือกับปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร และลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร ขณะเดียวกัน ยังรับทราบข้อเสนอของ Economic Research Institute for ASEAN and East Asia หรือสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก ที่เสนอให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองร่วมกันในระดับภูมิภาค เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของอาเซียนในอนาคต

อาเซียนได้กำหนด “Priority Actions” หรือแผนปฏิบัติการเร่งด่วน ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ การประสานงานด้านวิกฤต ความมั่นคงด้านพลังงาน เสถียรภาพการเงิน ความมั่นคงทางอาหาร ความต่อเนื่องของการค้าและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ในด้านพลังงาน อาเซียนเร่งผลักดันการให้สัตยาบันกรอบความตกลงด้านความมั่นคงปิโตรเลียมอาเซียน (ASEAN Petroleum Security Agreement: APSA) เพื่อสร้างกลไกรับมือภาวะชะงักงันด้านพลังงาน พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) และโครงการเชื่อมโยงพลังงานข้ามพรมแดน เช่น โครงการเชื่อมโยงไฟฟ้าระหว่างลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ (LTMS-PIP)

ด้านความมั่นคงทางอาหาร อาเซียนเตรียมเพิ่มความถี่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านผลผลิตอาหาร ปุ๋ย ราคา และโลจิสติกส์ ผ่านระบบ ASEAN Food Security Information System (AFSIS) พร้อมพิจารณาใช้กลไกสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (APTERR) เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติ

ในมิติการค้า อาเซียนย้ำจุดยืนสนับสนุนตลาดเปิด เสรีภาพในการเดินเรือ และการขนส่งระหว่างประเทศตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 1982 (UNCLOS) พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่จำเป็น และเร่งผลักดันความตกลงเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค เช่น RCEP และกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA)

ด้านเสถียรภาพการเงิน ผู้นำอาเซียนเห็นพ้องให้เพิ่มการประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การบริหารสภาพคล่อง และการระดมทุนรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการ MSMEs และกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงแหล่งทุนและเครื่องมือดิจิทัลได้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังยืนยันว่า อาเซียนจะรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาค (ASEAN Centrality) และยึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา ความร่วมมือ และการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการรับมือแรงกระแทกจากภายนอกในระยะยาว

นายกฯสิงคโปร์ ชี้อาเซียนรับมือวิกฤติได้ดีกว่า หากร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่มาภาพ:เพจ Facebook Lawrence Wong

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ว่าอาเซียนจะสามารถกำหนดทิศทางของผลลัพธ์ รวมถึงจัดการกับความผันผวนและวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในโลกที่แตกแยกได้ดียิ่งขึ้น หากร่วมมือกันทำงานในฐานะกลุ่ม

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ถูกสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากผู้นำทั้ง 11 ประเทศสมาชิกเมื่อวันก่อนหน้า โดยทุกคนเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรักษาอาเซียนให้เข้มแข็งและเป็นปึกแผ่น รวมถึงเดินหน้าความพยายามในการบูรณาการภูมิภาคต่อไป โดยในช่วงท้ายของการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู บรรดาผู้นำได้ออกแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล

นายกฯ หว่อง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนสิงคโปร์หลังจบภารกิจว่า “เราได้มีการหารืออย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับลักษณะของความขัดแย้งที่เรากำลังเผชิญ เรามุ่งเน้นไปที่ความท้าทายต่างๆ และทุกคนเห็นพ้องว่าเราต้องทำมากกว่านี้เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นร่วมกัน (collective resilience) โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร ดังนั้นจึงถือเป็นการประชุมที่มีดอกผลอย่างมาก”

นายกฯกล่าวเสริมว่า ความสามัคคีของอาเซียนจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมโลกใหม่ ซึ่งมีลักษณะของภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกแยกและมีการแข่งขันกันสูง

“โลกกำลังเปลี่ยนไป จากการยึดถือหลักการกลายเป็นการใช้พาวเวอร์ (อำนาจ) จากเรื่องเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องความมั่นคง และจากเรื่องประสิทธิภาพกลายเป็นเรื่องของความยืดหยุ่นในการปรับตัว” นายกฯหว่องระบุ

ในสภาวะความปกติใหม่ (New Normal) นี้ ประเทศเดี่ยว ๆ โดยเฉพาะประเทศขนาดเล็กและขนาดกลาง จะเผชิญความยากลำบากอย่างมากในการรับมือกับความท้าทาย แต่หากทำงานร่วมกัน อาเซียนจะมีกระบอกเสียงที่ทรงพลังมากขึ้นในระดับสากล

ท่ามกลางการหยุดชะงักด้านพลังงานและการค้าที่เกิดจากสงครามในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ นายกฯ หว่อง และผู้นำประเทศอื่น ๆ ได้เรียกร้องให้มีการให้สัตยาบันอย่างรวดเร็วต่อ ข้อตกลงความมั่นคงทางปิโตรเลียมอาเซียน (APSA) และ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ฉบับปรับปรุง

  • APSA: ซึ่งเพิ่งได้รับการต่ออายุในปี 2025 กำหนดกรอบการแบ่งปันน้ำมันปิโตรเลียมในช่วงภาวะฉุกเฉิน
  • ATIGA: ครอบคลุมข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตและพันธกรณีในการค้าสินค้าที่จำเป็น เช่น อาหารและเวชภัณฑ์

เมื่อถามถึงกรอบเวลา นายกฯ หว่องกล่าวว่ามีความเห็นพ้องให้เร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด แม้แต่ละประเทศจะมีขั้นตอนภายในที่ต่างกันก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการหารือเกี่ยวกับแนวคิดใหม่ ๆ เช่น คลังน้ำมันสำรองของภูมิภาค คล้ายกับคลังข้าวสำรองฉุกเฉิน (APTERR) ที่มีอยู่เดิม อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและต้องอาศัยการศึกษาความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาเซียนต่อไป

สิงคโปร์มีกำหนดจะรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2027 ต่อจากฟิลิปปินส์ (และประเทศไทยจะรับหน้าที่ต่อในปี 2028 ตามลำดับอักษร)

นายกฯ หว่อง เผยว่า สิงคโปร์กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดลำดับความสำคัญ แต่ประเด็นหลักจะอยู่กับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นร่วมกัน การผลักดันการบูรณาการ และการสร้างประชาคมอาเซียน ซึ่งเป็นประเด็นต่อเนื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพียงแต่จะเปลี่ยนจุดเน้นไปตามสถานการณ์

ประเด็นเมียนมา จะยังคงเป็นวาระสำคัญในช่วงที่สิงคโปร์เป็นประธาน โดยสิงคโปร์จะยึดตามกรอบ ฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ต่อไป แม้สถานการณ์จะมีความซับซ้อนและยากลำบาก แต่สิงคโปร์มองว่าต้องมีความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงเมียนมากลับเข้าสู่กระบวนการที่เหมาะสมอีกครั้ง

อินโดนีเซียเรียกร้องอาเซียนเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ในการประชุมเต็มคณะของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่มาภาพ:https://en.antaranews.com/amp/news/415156/indonesia-calls-on-asean-to-bolster-regional-food-security

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย เรียกร้องให้กลุ่มประเทศอาเซียนร่วมกันเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

ในระหว่างการประชุมเต็มคณะของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันศุกร์ ( 9 พฤษภาคม 2569)ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปราโบโวย้ำว่าอาหารเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งต่อทั้งการดำรงชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

“หากขาดอาหาร สังคมย่อมอยู่ไม่ได้ หากขาดอาหาร ย่อมไม่มีเอกราช และหากขาดอาหาร ย่อมไม่มีสันติภาพ” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวตามรายงานข่าวของสำนักงานสื่อสารรัฐบาลอินโดนีเซีย (Bakom)

ประธานาธิบดีปราโบโวเน้นย้ำว่า เกษตรกรรมเป็นภาคส่วนยุทธศาสตร์ ที่กำหนดความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น รัฐบาลต้องเข้ามามีบทบาทเชิงรุกเพื่อรับประกันความต่อเนื่องของการผลิตอาหารภายในประเทศ

“เกษตรกรรมมีความสำคัญเกินกว่าจะปล่อยปละละเลย ความมั่นคงทางอาหารคือเรื่องสำคัญ สำหรับเราแล้ว สิ่งนี้คือความรับผิดชอบหลักของรัฐบาล และรัฐบาลอินโดนีเซียมีความมุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบอย่างเต็มที่และรักษาอธิปไตยเหนือภาคส่วนที่สำคัญนี้อย่างเบ็ดเสร็จ” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวเสริม

ในประเด็นนี้ ประธานาธิบดีเน้นย้ำว่าอินโดนีเซียไม่สามารถพึ่งพากลไกตลาดเพียงอย่างเดียวสำหรับภาคเกษตรกรรมได้ โดยชี้ว่าการแทรกแซงของรัฐบาลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพื่อคุ้มครองการผลิตและการกระจายสินค้าท่ามกลางความท้าทายระดับโลก

“ความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องของภาวะผู้นำและการแทรกแซงโดยรัฐ อินโดนีเซียไม่เชื่อว่าควรปล่อยภาคเกษตรกรรมไว้ในมือของภาคเอกชนเพียงลำพัง” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าว

ในส่วนของความร่วมมือระดับภูมิภาค ประธานาธิบดีปราโบโวได้เสนอให้มีการปรับปรุงกลไก สำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve :APTERR) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“เราต้องผลักดันระบบสำรองอาหารที่อิงตามฐานการสำรองในท้องถิ่นของเรา” ประธานาธิบดีปราโบโวระบุ

ทั้งนี้ APTERR เป็นกลไกถาวรที่จัดตั้งขึ้นโดยอาเซียนร่วมกับประเทศคู่เจรจา 3 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อความร่วมมือด้านการสำรองข้าวโดยเฉพาะ โดยสำนักเลขาธิการ APTERR ได้เริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการ ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย มาตั้งแต่ปี 2556

BIMP-EAGA กำหนดทิศทางใหม่ 10 ปี มุ่งเป้าความร่วมมือระดับภูมิภาค

ผู้นำจากบรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ร่วมประชุม BIMP-EAGA ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ที่มาภาพ:Philippine News Agency

ผู้นำจากบรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ร่วมให้ความเห็นชอบ “วิสัยทัศน์ BIMP-EAGA 2035” ระหว่างการประชุมที่เซบู นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ซึ่งเป็นการกำหนดทิศทางความร่วมมือระดับภูมิภาคในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่ยังขาดโอกาสในการพัฒนา เช่น มินดาเนาและปาลาวัน

เลขาธิการ ลีโอ เทเรโซ แมกโน ประธานหน่วยงานพัฒนามินดาเนา (MinDA) เปิดเผยว่า ความร่วมมือเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมมหาภาคตะวันออกของอาเซียน (Brunei Darussalam-Indonesia-Malaysia-Philippines East ASEAN Growth Area:BIMP-EAGA) ครั้งนี้ถือเป็น “ช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง” สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 4 ประเทศ

ในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์( 8 พฤษภาคม 2569) ณ ศูนย์สื่อมวลชนนานาชาติ แมกโนระบุว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้ได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จที่ผ่านมาภายใต้กรอบ BIMP-EAGA พร้อมกับวางแนวทางสำหรับทศวรรษหน้า โดยวิสัยทัศน์ 2035 ที่ได้รับอนุมัตินั้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เริ่มแรกของกรอบความร่วมมือ คือการพัฒนาพื้นที่ที่ห่างไกลทางภูมิศาสตร์และยังเข้าไม่ถึงการพัฒนาในทั้ง 4 ประเทศสมาชิก

“เป้าหมายคือเพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่ที่ยังขาดโอกาสในทั้ง 4 ประเทศ จะได้รับการดูแล โดยเฉพาะในบรูไนทั้งหมด ส่วนฟิลิปปินส์คือมินดาเนาและปาลาวัน รวมถึงพื้นที่ในอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วย” แมกโนกล่าว

แมกโนกล่าวต่อว่า ผู้นำได้อนุมัติกรอบแนวคิดสำหรับโรดแมปใหม่นี้ตั้งแต่การประชุมปีที่แล้วที่กัวลาลัมเปอร์ และในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้ง 4 ประเทศภายใต้การให้คำปรึกษาจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้ร่วมกันจัดทำรายละเอียดของกรอบการทำงานจนนำมาสู่การลงนามรับรองในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฟิลิปปินส์ต่อการเติบโตที่ครอบคลุม ความยืดหยุ่น และเสถียรภาพในภูมิภาค

หลังจบการประชุม ผู้นำได้ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อน BIMP-EAGA ให้เป็น “แพลตฟอร์มที่คล่องตัวสำหรับความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาค” โดยภายใต้กรอบงานใหม่นี้ สมาชิกตกลงที่จะบรรลุผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่

  1. อุตสาหกรรมเกษตรและประมงที่ชาญฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศ
  2. การเดินทางที่ไร้รอยต่อและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
  3. แหล่งผลิตที่เข้มแข็งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  4. กำลังคนที่มีความคล่องตัวและพร้อมสำหรับอนาคต

นอกจากนี้ การประชุมยังให้ความสำคัญกับการขยายโครงสร้างพื้นฐาน โดยแมกโนระบุว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานบุริมภาพ (Priority Infrastructure Projects) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 57 โครงการในปี 2015 เป็น 217 โครงการในปีที่แล้ว และพุ่งสูงถึง 265 โครงการในปีนี้

ในส่วนของกลไกการขับเคลื่อน ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ได้ผลักดันให้ใช้รูปแบบ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships หรือ PPP) ในการพัฒนาพื้นที่ขาดโอกาส โดยเน้นย้ำว่าในอดีตการพัฒนาส่วนใหญ่พึ่งพาความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) แต่ปัจจุบันฟิลิปปินส์ส่งเสริมให้สมาชิกหันมาใช้โมเดลความร่วมมือกับภาคเอกชนและกลุ่มระหว่างประเทศแทน

ทั้งนี้ ทั้ง 4 ประเทศยังให้คำมั่นที่จะปรับทิศทางโครงการต่างๆ ของ BIMP-EAGA ให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน โดยประธานาธิบดีมาร์กอสได้กล่าวขอบคุณพันธมิตรเพื่อการพัฒนา อาทิ เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และคาดหวังที่จะยกระดับความร่วมมือกับสหภาพยุโรป เพื่อนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วนต่อไป

ไทย-มาเลเซียหารือผลักดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน

นายกฯ หารือผู้นำมาเลเซียอย่างใกล้ชิด เดินหน้าความร่วมมือรอบด้าน ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน–สันติสุขภาคใต้ ยกระดับความเชื่อมโยงไทย–มาเลเซีย บนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองผู้นำ

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.45 น. ณ โรงแรมแชงกรีลา นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างเป็นกันเองและใกล้ชิด เพื่อกระชับความร่วมมือทวิภาคี และผลักดันประเด็นสำคัญร่วมกันอย่างรอบด้าน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซียในปัจจุบันที่อยู่ในระดับดีมาก ทั้งสองฝ่ายมีความใกล้ชิด คุ้นเคย และสามารถประสานงานกันได้อย่างราบรื่น ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยแทบไม่มีประเด็นค้างคา เนื่องจากผู้นำทั้งสองมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี พร้อมกล่าวถึงการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งเดิมมีกำหนดเมื่อปลายปีที่ผ่านมาแต่ต้องเลื่อนออกไป โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมที่จะเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการภายในปีนี้ และกล่าวด้วยว่าอยากมีโอกาสทำความรู้จักประเทศมาเลเซียให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความร่วมมือสำคัญระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการเร่งผลักดันการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน ทั้งการเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม จังหวัดสงขลา และโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้า การเดินทาง และการไปมาหาสู่กันของประชาชนทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ในด้านความมั่นคงและสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้ฝ่ายมาเลเซียทราบว่า รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชุดใหม่ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างดี พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทยในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันว่าความสงบสุขและเสถียรภาพในพื้นที่ จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านการส่งเสริมการเดินทางและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมถึงการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับมาเลเซียในระดับรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความคุ้นเคยและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ที่พร้อมร่วมกันผลักดันความร่วมมือเชิงรูปธรรม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน’

ไทย-สิงคโปร์ เดินหน้าเชื่อมต่อพลังงาน ASEAN

นายกฯ หารือทวิภาคีนายกฯ สิงคโปร์ เห็นพ้องทำอาเซียนให้แข็งแกร่ง เดินหน้าเชื่อมต่อพลังงาน ASEAN

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569) เวลา 17.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง 5081 โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง (H.E. Mr. Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 (ASEAN Summit) ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้
 
บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างกันเอง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงแนวคิด “Synergise Our Strength” โดยเห็นว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมกันมองหาโอกาสและเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน มากกว่ามองกันเองในฐานะคู่แข่งขัน พร้อมเสนอให้อาเซียนใช้จุดแข็งของภูมิภาคในการยกระดับอำนาจต่อรองกับภูมิภาคอื่นของโลก แม้แต่ละประเทศจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่เมื่อรวมกันแล้ว อาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง และเป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกของสินค้าหลายประเภท จึงควรผลักดันให้อาเซียนมีบทบาทและเสียงที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ

ด้านนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เห็นพ้องกับข้อเสนอของไทยอย่างยิ่ง และยืนยันพร้อมสนับสนุนความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ

ในด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายยืนยันสนับสนุนการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเชื่อมโยงด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว

ไทย-เวียดนาม เร่งดันการค้าแตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายกฯ อนุทิน หารือ นายกฯ เวียดนาม เดินหน้าความร่วมมือรอบด้าน เร่งดันการค้าแตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569) เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับ นายเล มิญ ฮึง(Mr. Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 (ASEAN Summit) ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
 
นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรีเวียดนามในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และย้ำว่าเวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทย
 
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นสำคัญ ดังนี้  1. ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพและปลอดภัย ท่ามกลางวิกฤตในหลายภูมิภาคของโลก พร้อมเห็นว่าการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามจะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนและเติบโตไปด้วยกันได้มากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรีขอให้เวียดนามสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของไทยในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชิญชวนเวียดนามลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงแผนการลงทุนของสายการบิน VietJet ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของไทย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้แล้วเสร็จในช่วงการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโต เลิม เพื่อเสริมสร้างการเกื้อกูลระหว่างเศรษฐกิจของสองประเทศ

3. ด้านความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านและประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอนุภูมิภาค ไทยและเวียดนามควรมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในภูมิภาค โดยทั้งสองฝ่ายเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางส่งเสริมการพัฒนาและความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป