1721955
ข่าวใหญ่ในแวดวงศิลปะช่วงที่ผ่านมา คือการปล้นสายฟ้าแล่บที่ฉกภาพวาดมูลค่ารวมเกือบ 350 ล้านบาทไปเพียงไม่กี่นาที การปล้นเกิดขึ้นในคืนวันที่ 22 มีนาคม 2026 ที่มูลนิธิมาญญานี รอกก้า พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอกชนในชนบท ใกล้เมืองปาร์มา ทางตอนเหนือของอิตาลี สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองปาร์มาประมาณ 12 ไมล์ โจรสวมหน้ากาก 4 คนบุกทะลวงประตูชั้นหนึ่งของวิลล่าที่เรียกว่า “Villa of Masterpieces” ในช่วงดึกระหว่างรอยต่อของคืนวันที่ 22 ถึงเช้าวันที่ 23 มีนาคม กลุ่มโจรบุกเข้าทางประตูหน้า แล้วมุ่งตรงไปยังห้องแสดงงานศิลปะฝรั่งเศสโดยทันที แสดงให้เห็นว่ารู้เป้าหมายล่วงหน้าอย่างชัดเจน
กล้องวงจรปิดบันทึกภาพโจรขนภาพวิ่งหนีข้ามสวนสาธารณะของวิลล่า ขณะที่ระบบสัญญาณเตือนภัยกำลังดังอยู่ในเบื้องหลัง และหนีออกไปโดยปีนข้ามรั้ว ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น เชื่อกันว่าแผนเดิมของโจรถูกเปลี่ยนเนื่องจากพวกเขาทิ้งภาพชิ้นที่สี่ไว้ในที่เกิดเหตุขณะหลบหนี อย่างไรก็ตามผลงานทั้งหมดที่พวกเขาได้ไปมีมูลค่ารวมกันไม่น้อยกว่า 10.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านบาท!

CNN รายงานว่า ‘ทางพิพิธภัณฑ์เลือกที่จะปิดข่าวการปล้นจากสาธารณชน โดยหวังว่าจะจับโจรได้หากพวกเขากลับมา ทนายความของมูลนิธิบอกกับ CNN ว่าการปล้นครั้งนี้เป็น “การกระทำที่มีโครงสร้างและจัดการมาอย่างดี” หน่วยงานที่รับผิดชอบการสืบสวนคือ Carabinieri (Comando Carabinieri per la Tutela del Patrimonio Culturale – TPC) ของอิตาลี อันเป็นหน่วยปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage Protection Unit-หรือตำรวจเฉพาะคดีจารกรรมผลงานศิลปะหน่วยงานแรกของโลก) แห่งเมืองโบโลญญา ขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด‘
Smithsonian แมกกาซีนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ‘เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 5 เดือนหลังจากที่กลุ่มโจรบุกขโมยเครื่องประดับอัญมณีและมงกุฎฝรั่งเศสรวม 8 ชิ้นจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีส โดยทั้งสองเหตุการณ์มีลักษณะคล้ายกัน คือรวดเร็ว มีการวางแผนมาดี และคดีในฝรั่งเศสอาจเป็นไอเดียตั้งต้นให้เกิดการปล้นเลียนแบบนี้ในอิตาลี’
นิตยสาร Smithsonian ระบุว่า ‘ทนายความด้านการกู้คืนงานศิลปะ คริสโตเฟอร์ มารีเนลโล ผู้ก่อตั้ง Art Recovery International (ARI-บริษัทเอกชนระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านการ ติดตาม สืบเสาะ และเจรจาเพื่อคืนงานศิลปะที่ถูกโจรกรรม หรือถูกยึดไปโดยมิชอบ มีฐานในอังกฤษและอเมริกา) ให้ความเห็นว่าโจรในคดีนี้น่าจะ “เรียนรู้จากคดีลูฟร์ว่าพวกเขาสามารถบุกเข้าพิพิธภัณฑ์ใดก็ได้หากปิดหน้าและเคลื่อนที่เร็วพอ” และเตือนว่า “พิพิธภัณฑ์ต้องเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ของการปล้นภายในสามนาที”‘
FYI ฉกอัญมณีล้ำค่า 8 ชิ้นจากลูฟร์
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2025 กลุ่มโจรปลอมตัวเป็นคนงานก่อสร้างบุกเข้าปล้นอัญมณีมงกุฎฝรั่งเศส 8 ชิ้น มูลค่าประมาณ 88 ล้านยูโร (ราว 3,300 ล้านบาท) จากห้อง Galerie d’Apollon (ห้องแสดงงานอพอลโล) ของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีส ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึง 8 นาที โดยอยู่ในพิพิธภัณฑ์จริง ๆ เพียง 4 นาที และเกิดขึ้นในช่วงเวลาทำการปกติที่มีนักท่องเที่ยวอยู่ นับเป็นการโจรกรรมครั้งแรกจากลูฟร์นับตั้งแต่ปี 1998
เช้าวันนั้น รถบรรทุกคันหนึ่งพร้อมลิฟต์ขนเฟอร์นิเจอร์แบบกลไก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในปารีส จอดเทียบข้างอาคาร Denon Wing โจร 4 คนสวมเสื้อกั๊กสีเหลืองและส้มเหมือนทีมงานก่อสร้าง ไม่มีใครสงสัย จากนั้นสองคนใช้ลิฟต์ขึ้นไปยังระเบียงชั้นหนึ่ง ใช้เครื่องตัดแผ่นดิสก์เจาะกระจกหน้าต่างเข้าไปในห้องแสดงงาน พร้อมคุกคามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า ก่อนจะบุกทุบตู้กระจกแสดงงาน 2 ใบ
โจรขโมยเครื่องประดับราชวงศ์ 8 ชิ้น รวมถึงสิ่งของจากคอลเลกชันของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และพระมเหสีจักรพรรดินีเออเฌนี หนึ่งในชิ้นที่ถูกขโมยคือมงกุฎไข่มุกและเพชรของจักรพรรดินี โจรเกือบได้ไป 9 ชิ้น แต่ระหว่างหลบหนีได้ทำมงกุฎทองประดับมรกตของจักรพรรดินีเออเฌนีหล่นไว้ มงกุฎชิ้นนั้นถูกสร้างขึ้นสำหรับงาน Universal Exhibition ปี 1855 ประดับด้วยมรกต 56 เม็ด นกอินทรีทอง 8 ตัว และเพชร 1,354 เม็ด
การสอบสวนพบว่าโจรหนีออกมาได้โดยมีเวลาเหลืออยู่เพียง 30 วินาที รายงานของรัฐสภาระบุว่าเกิดจากความล้มเหลวหลายชั้นพร้อมกัน กล้องวงจรปิดที่ครอบคลุมจุดบุกรุกมีเพียงตัวเดียวจากสองตัวที่ใช้งานได้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขาดจอมอนิเตอร์เพียงพอ และเมื่อสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ตำรวจถูกส่งไปผิดจุด
นอกจากนี้ยังพบว่ามีเพียง 39% ของห้องในพิพิธภัณฑ์ที่ติดตั้งกล้องวงจรปิด และกล้องในห้องแสดงงานอพอลโลหันหน้าผิดทาง ที่น่าตกใจกว่านั้นคือมีรายงานว่ารหัสผ่านของระบบสอดส่องคือคำว่า “Louvre” ซึ่งง่ายต่อการคาดเดา
ภายในหนึ่งสัปดาห์มีการจับกุมชายวัย 30 ปีสองคน ต่อมามีผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 9 คนถูกควบคุมตัว โดย 6 คนได้รับการปล่อยตัว มีการตั้งข้อหากับผู้ต้องสงสัย 5 คน แต่จนบัดนี้ยังไม่ทราบที่อยู่ของอัญมณีที่ถูกขโมยไป
3 ภาพที่หายไป
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ The Art Newspaper ระบุว่าภาพทั้งสามที่ถูกขโมยได้แก่ Les Poissons (1917) โดยปีแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์, Still Life with Cherries (ราวปี 1890) โดยพอล เซซาน และ Odalisque on the Terrace (1922) โดยอ็องรี มาติส ทั้งยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ‘มูลนิธิมาญญานี รอกก้า ก่อตั้งขึ้นในปี 1977 โดยนักสะสมศิลปะ ลุยจิ มาญญานี และเปิดให้สาธารณชนเข้าชมนับตั้งแต่ปี 1990 คอลเลกชันในวิลล่าแห่งนี้ประกอบด้วยผลงานของศิลปินระดับโลกอาทิ โมเน่ต์, เรอนัวร์, เซซาน, โกยา, ทิเชียน, ดือเรอร์, เดอ คีรีโก, รูเบนส์, ฟาน ไดค์ รวมถึงคอลเลกชันงานของ จอร์โจ โมรันดิ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลนิธินี้เคยให้ยืมงานศิลปะแก่สถาบันระดับโลก ทั้ง David Zwirner Gallery ในนิวยอร์ก และ Getty Museum ในลอสแอนเจลิส
Les Poissons (1917-ปลา) โดยปีแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 40 × 51.5 เซนติเมตร มูลค่าราว 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (230-240 ล้านบาท)
ภาพนี้แสดงจานปลาที่วาดในช่วงปลายชีวิตของศิลปิน และถือเป็นหนึ่งในการปรากฏตัวอย่างถาวรที่หายากของจิตรกรอิมเพรสชันนิสต์ชั้นนำในคอลเลกชันถาวรในอิตาลี ย้อนไปราวปี 1892 เรอนัวร์เริ่มป่วยด้วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และในปี 1907 เขาย้ายไปอาศัยที่ Les Collettes ฟาร์มในเมือง Cagnes-sur-Mer บริเวณชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อรับอากาศที่อบอุ่นกว่า เขายังคงวาดภาพต่อเนื่องในช่วง 20 ปีสุดท้ายของชีวิต แม้โรคข้อจะจำกัดการเคลื่อนไหวอย่างหนัก นิ้วมือและข้อมือผิดรูปทรง และไหล่ขวาแข็งทื่อ ต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคการวาดภาพใหม่ทั้งหมด
ภาพหุ่นนิ่งนี้ที่แสดงปลาไม่กี่ตัววางอยู่บนโต๊ะหรือถาดไม้ โดดเด่นด้วยการใช้ฝีแปรงที่นุ่มนวลและการไล่เฉดสีรุ้งบนเกล็ดปลา แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการเล่นกับ “แสงที่สะท้อนบนพื้นผิว(Luminosity)” ซึ่งเป็นลายเซ็นของเรอนัวร์ที่นักสะสมทั่วโลกปรารถนา และนี่คือผลงานในช่วง “Grand Style” ของเรอนัวร์ แม้ในช่วงเวลานั้นเขาจะป่วยเป็นโรคข้ออักเสบอย่างรุนแรงจนต้องพันพู่กันไว้กับมือที่บิดเบี้ยว แต่เขากลับถ่ายทอด “ประกายชีวิต” ลงบนวัตถุที่ตายแล้วอย่างปลาได้อย่างน่าอัศจรรย์
แม้ร่างกายจะพิการ แต่เรอนัวร์ไม่เคยหยุดวาดภาพ และคุณภาพงานของเขาก็ไม่เคยลดลง ฝีแปรงสั้นและรวดเร็วอันเป็นเอกลักษณ์ในงานช่วงปลายชีวิต น่าจะเป็นผลมาจากโรคข้ออักเสบที่ทำลายนิ้วและมือของเขา ในช่วงปลายชีวิต เรอนัวร์พบว่าการทำงานบนผ้าใบขนาดเล็กทำได้ง่ายกว่า อีกทั้งปี 1917 ที่เขาวาดภาพนี้ เรอนัวร์อายุ 76 ปีแล้ว นั่งอยู่บนรถเข็น มือผิดรูป ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 1 และเสียชีวิตอีกเพียง 2 ปีหลังจากนั้น
ทำไมภาพนี้ถึงแพง?
1. เว็บไซต์ Wanted in Milan ให้ความเห็นว่า ‘ภาพนี้หายากมากในคอลเลกชันถาวรของอิตาลี Les Poissons ถือเป็นหนึ่งในงานถาวรที่หายากของเรอนัวร์ในคอลเลกชันสาธารณะอิตาลี เพราะงานของเรอนัวร์ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศสและอเมริกัน’
2. เว็บ Artlyst ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ‘เป็นงานจากช่วงที่นักสะสมให้ราคาสูงที่สุด เรอนัวร์วาดในช่วงปลายอาชีพ ซึ่งเป็นยุคที่เขาอยู่แนวหน้าของลัทธิอิมเพรสชันนิสต์ฝรั่งเศส งานช่วงปลายชีวิตมักได้รับความสนใจจากนักสะสมในฐานะ “พินัยกรรมทางศิลปะ” ของจิตรกร’
3. เชื่อมโยงกับ อ็องบรัวส์ โวลลาร์ ดีเลอร์ระดับตำนาน นี่คือการวิเคราะห์จากหน่วยงานประมูลชื่อดัง christies ระบุว่า ‘ตามบันนทึกประวัติการครอบครอง (provenance) ของภาพปลาเรอนัวร์ในยุคนี้มักเริ่มต้นที่ Ambroise Vollard ในปารีส ซึ่งเป็นดีเลอร์ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในโลกศิลปะต้นศตวรรษที่ 20 และยังเป็นผู้จัดพิมพ์แคตาล็อกรวบรวมงานของเรอนัวร์ในปี 1918 การมีชื่อ Vollard ในสายการครอบครองเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือของภาพอย่างมาก’
4. ตลาดงาน Renoir ร้อนแรงมาก คือความเห็นจากสถาบันประมูลศิลปะระดับโลก sothebys ให้ความเห็นว่า ‘ภาพปลาในสไตล์เดียวกันของเรอนัวร์จากยุคเดียวกัน (ราวปี 1915) ถูกประมูลที่ Sotheby’s ในราคาประเมิน 200,000–300,000 ปอนด์ (ราว 13 ล้านบาท) แสดงให้เห็นว่าตลาดงานประเภทนี้มีมูลค่าสูง และภาพที่อยู่ในคอลเลกชันพิพิธภัณฑ์ระยะยาวย่อมมีมูลค่าสูงกว่านั้นอีกมาก
ในปี 1919 ปีสุดท้ายของชีวิต เรอนัวร์ได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เพื่อดูภาพวาดของตนเองที่แขวนอยู่เคียงข้างผลงานของปรมาจารย์ยุคเก่า นั่นคือฉากสุดท้ายของชีวิตชายผู้วาดภาพท่ามกลางความเจ็บปวดจนวาระสุดท้าย และ Les Poissons คือหนึ่งในงานที่เขาสร้างในช่วงเวลานั้น
Still Life with Cherries (หุ่นนิ่งกับเชอร์รี่หลายผล-ราวปี 1890) โดย พอล เซซาน ภาพนี้สร้างขึ้นราวปี 1890 ด้วยเทคนิคดินสอและสีน้ำบนกระดาษขาว ขนาด 38 × 49 เซนติเมตร ภาพแสดงบรรยากาศภายในห้องเรียบง่าย บนโต๊ะมีถ้วยและจานเชอร์รีวางอยู่ ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการสำรวจทางศิลปะที่เซซานดำเนินมาตลอดชีวิต ซึ่งงานวาดหุ่นนิ่ง แบบที่นักเรียนศิลปะทั้งหลายต้องฝึกเป็นประจำ มีบทบาทหลักในการทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ การรับรู้ และโครงสร้างภาพ
เว็บไซต์ Artpro และFinestre sull’Arte ให้ข้อมูลว่า ‘ภาพชิ้นนี้ไม่ได้รับการประเมินมูลค่าแยกต่างหากจากสื่อ แต่สามารถประเมินได้จากตลาดสีน้ำของเซซานดังนี้ สีน้ำของเซซานทำสถิติที่สำคัญในตลาด เมื่อเดือนตุลาคม 2020 งาน “Nature morte avec pot au lait, melon et sucrier” ขายได้ 28.65 ล้านดอลลาร์ (ราว 918 ล้านบาท) ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดสำหรับสีน้ำของเซซานในตลาดโลก’ ส่วนเว็บ MutualArt ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ‘สถิติสูงสุดตลอดกาลของเซซานในการประมูลอยู่ที่ 137.79 ล้านดอลลาร์ (4,413 ล้านบาท) สำหรับภาพ La Montagne Sainte-Victoire ที่ Christie’s นิวยอร์กในปี 2022’
อย่างไรก็ตามงาน Still Life with Cherries ชิ้นนี้เป็นสีน้ำขนาดเล็ก ไม่ใช่ภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่ จึงอยู่ในช่วงราคาที่ต่ำกว่างานชั้นนำอื่น ๆ สื่ออิตาลีประเมินว่ามูลค่าของภาพน่าจะราว ๆ 1–2 ล้านยูโร (ประมาณ 37–74 ล้านบาท)
ความหายากที่ทำให้มันพิเศษเพราะนี่คือสีน้ำที่แท้จริงของเซซานนั้นหายากมาก เขาหันมาใช้เทคนิคนี้ในช่วงปลายชีวิต ค่อย ๆ เคลื่อนจากสีทึบหนักแน่นไปสู่โทนสีที่เบาและโปร่งใสกว่า เว็บ finestresullarte ระบุว่า ‘ภาพนี้ถือเป็นหนึ่งในงานที่หายากมากของเซซานที่พบในอิตาลี ความหายากของงานเซซานในพิพิธภัณฑ์อิตาลีนั้นเกิดจากทศวรรษแห่งการตัดสินใจที่พลาดโอกาส และการไม่ยอมรับคุณค่าของจิตรกรผู้วางรากฐานศิลปะสมัยใหม่ในเวลานั้น’
กล่าวคือ สารานุกรมของโฟวิสต์ Fauve Encyclopedia Britannica บันทึกไว้ว่า ‘เซซาน ถูกยกย่องในฐานะ “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่” เซซานจึงถือเป็นบรรพบุรุษที่สำคัญที่สุดของภาพแนวนามธรรมในศิลปะศตวรรษที่ 20 เขาพัฒนาภาษาภาพล้วน ๆ ที่สร้างสมดุลระหว่างการวิเคราะห์กับอารมณ์ โครงสร้างกับบทกวี การสำรวจเชิงพื้นที่ทางปัญญาของเขาวางรากฐานให้ปีกัสโซและศิลปินคนอื่น ๆ พัฒนาลัทธิคิวบิสม์ ขณะที่การสำรวจสีสันและฝีแปรงของเขาส่งอิทธิพลต่อมาติสและศิลปิน’
ปีกัสโซกล่าวถึงเซซานอย่างชัดเจนว่า “เซซานคือบิดาของพวกเราทุกคน” ซึ่งยืนยันว่าเซซานปฏิวัติความเป็นไปได้ทางศิลปะด้วยการทลายกฎเกณฑ์คร่ำครึแห่งยุคเรเนซองส์
ในภาพ Still Life เซซานเล่นกับมุมมองและพื้นผิวแบน แสดงวัตถุเดียวกันจากหลายมุมพร้อมกันในภาพเดียว เขาเน้นวัตถุแต่ละชิ้นแยกจากกันแทนที่จะมองเป็นฉากรวม ก่อให้เกิดองค์ประกอบที่ดึงดูดสายตาแต่บิดเบือนอย่างตั้งใจ หลักการนี้ต่อมามีบทบาทสำคัญมากในลัทธิคิวบิสม์
นักประวัติศาสตร์ศิลปะ เมเยอร์ ชาปิโร ได้วิเคราะห์งาน Still Life ของเซซานอย่างสำคัญ โดยเน้นลักษณะที่เป็นนวัตกรรมอย่างลึกซึ้ง ในการตีความของเขาว่า “ความสามารถของเซซานในการวาดทั้ง Still Life และภูมิทัศน์สะท้อนความต้องการอย่างรุนแรงที่จะวาดสิ่งที่อยู่ภายนอกมนุษย์”
“ความจริงที่น่าสนใจคือ ภาพสีน้ำขนาดเพียง 38 × 49 เซนติเมตรที่วาดโดยเซซาน ไม่ได้แพงเพราะความสวยงามของเชอร์รีบนโต๊ะ แต่แพงเพราะเซซานคือจุดเชื่อมต่อระหว่างอิมเพรสชันนิสม์ศตวรรษที่ 19 กับศิลปะนามธรรมศตวรรษที่ 20 ทุกฝีแปรงของเขาคือต้นทางของแนวทางศิลปินสมัยใหม่รุ่นหลังจากเขาอาทิ ปาโบล ปีกัสโซ, อ็องรี มาติส และจอร์จ บรัก การเป็นเจ้าของงานของเซซาน จึงเท่ากับเป็นเจ้าของ DNA ของศิลปะสมัยใหม่ทั้งหมด”
Odalisque sur la terrasse (โอดาลิสก์บนระเบียง-1922) ภาพพิมพ์โลหะโดย ฌาค เวียง ตามภาพต้นแบบของ อ็องรี มาติส
เว็บไซต์ Masterworks Fine Art ระบุว่า ‘ความซับซ้อนของภาพนี้คือ มันสร้างขึ้นในปี 1922 เป็น ภาพพิมพ์โลหะ (aquatint) สีต้นฉบับ แกะสลักแบบพิมพ์โดย ฌาค วียง (Jacques Villon) ตามต้นแบบภาพสีน้ำมันบนผ้าใบต้นฉบับปี 1921 ของมาติส ที่ชื่อว่า “Au bord de la mer (ริมทะเล)” ลงนามด้วยหมึกสีดำโดยอ็องรี มาติสในขอบล่างขวา และยังมีลายเซ็นในแผ่นพิมพ์ด้านล่างซ้ายด้วย มีหมายเลขจากจำนวนพิมพ์ 200 ชุด พิมพ์บนกระดาษ Arches แบบมีลายน้ำ จัดพิมพ์โดย Galerie Bernheim-Jeune กรุงปารีส’
ขนาดแผ่นพิมพ์ 60.4 × 48.6 เซนติเมตร ภาพประกอบด้วยสองร่าง คนหนึ่งนอนพิงรับแสงอาทิตย์ อีกคนถือไวโอลิน เส้นสายและโทนสีอ่อนนุ่มของสีแดง ชมพู น้ำเงิน และส้ม ตัดกับองค์ประกอบเส้นสีดำที่กระจายตัวอย่างประณีต ชุดพิมพ์นี้ยังมีสำเนาอยู่ในคอลเลกชันถาวรของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ MoMA นิวยอร์ก ซึ่งได้รับบริจาคมา
บริบทของศิลปิน ยุคนีซ และการเกิดใหม่ของมาติส มาติสได้รับการยกย่องร่วมกับปีกัสโซว่าเป็นหนึ่งในศิลปินที่ช่วยนิยามพัฒนาการปฏิวัติในศิลปะทัศนศิลป์ตลอดช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20 ความเข้มข้นของสีสันในงานระหว่างปี 1900–1905 ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในศิลปินโฟวิส (Fauves) ในปี 1917 เขาย้ายไปอยู่ชานเมืองนีซบนริเวียราฝรั่งเศส และสไตล์ที่ผ่อนคลายมากขึ้นในงานยุค 1920s ทำให้เขาได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ว่าเป็นผู้ค้ำจุนประเพณีคลาสสิกในภาพวาดฝรั่งเศส
เว็บ The Common ให้ข้อมูลว่า ‘มาติสออกจากปารีสไปนีซในตุลาคม 1917 เพราะหมดแรง หลังจากทศวรรษแห่งการปฏิวัติศิลปะที่ดุเดือดที่สุดในชีวิต เขาได้ทำลายขนบของเรอแนสซองส์ สำรวจลัทธิโฟวิสม์ แล้วก็เดินหน้าไกลกว่าจนเกือบถึงนามธรรมล้วน ๆ และเขาเหนื่อยล้า’
นักวิจารณ์ศิลปะ อัลเฟรด บารร์ บรรยายยุค 1920s ว่า “เป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของชีวิตและศิลปะของมาติส ระหว่างปี 1920–1925 มาติสทำงานด้วยพลังงานที่ไม่ลดน้อย ผลิตงานหลายสิบชิ้นที่ใช้ชุดสีและลวดลายที่กล้าหาญเกินกว่าพลังของศิลปินมีชีวิตคนอื่นใดจะทำได้” โรเจอร์ ฟราย นักวิจารณ์ศิลปะอีกคนบันทึกว่า “ความนิยมอย่างยิ่งใหญ่ของมาติสมาจากงานช่วงปี 1920–1925 เป็นหลัก ในแสงสว่างอันใสบริสุทธิ์ของสตูดิโอในนีซ ท่ามกลางของตกแต่งแบบตะวันออกและสวนโพรวองซ์อันอุดมสมบูรณ์ เขาพัฒนา arabesques (รูปแบบเส้นสายการตกแต่งภาพที่เน้นความคดเคี้ยวและต่อเนื่อง) สีสันที่เย้ายวนและกังวานกว่าที่เคยมีมา มาติสเป็นผู้ที่มีความสุขอย่างสงบ เสรีอย่างสมบูรณ์ ตอบสนองต่อความสุขทางประสาทสัมผัสเสมอ”
FYI โอดาลิสก์คืออะไร และทำไมมาติสถึงหลงใหล
Norton Simon Museum อธิบายว่า “โอดาลิสก์คือสตรีในฮาเร็ม เป็นหัวข้อยอดนิยมในศิลปะยุโรปตลอดช่วงอาณานิคม ภาพเหล่านี้ซึ่งแสดงถึงผู้หญิงในโลก “ตะวันออก” ที่คลุมเครือทางภูมิศาสตร์ ก่อให้เกิดจินตนาการถึงชีวิตแห่งความหรูหราห่างไกลจากสังคมอุตสาหกรรมศตวรรษที่ 19 บ่อยครั้งที่สภาพแวดล้อมฮาเร็มถูกสร้างขึ้นในสตูดิโอของศิลปิน ใช้นางแบบที่แต่งกายชุดเครื่องแต่งกายพร้อมอุปกรณ์ประกอบฉากแบบตะวันออก”
The Metropolitan Museum เคยบันทึกไว้ว่า ‘มาติสอธิบายว่า “ฉันวาดโอดาลิสก์เพื่อวาดนู้ด มิฉะนั้นนู้ดจะถูกวาดขึ้นมาได้อย่างไรโดยไม่เป็นการจัดฉากขึ้น? แต่ฉันก็รู้ว่าพวกเธอมีอยู่จริง ฉันเคยไปโมร็อกโก ฉันเคยเห็นพวกเธอ”’
Norton Simon Museum ให้ข้อมูลเสริมว่า ‘ในยุค 1920s มาติสตั้งรกรากในนีซ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์เงียบของฝรั่งเศส อาจได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ท้องถิ่น เขาเริ่มสร้างฉากแบบโอเรียนทัลในสตูดิโอริมทะเลด้วยผ้าแขวนผนัง พรม และเครื่องแต่งกายที่หลากหลายเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตลอด 8 ปี มาติสอุทิศตนให้กับธีมโอดาลิสก์ โดยใช้นางแบบชื่อ เฮนเรียตต์ ดาร์ริการ์เร เป็นหลัก ซึ่งทำงานเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์เมื่อพบกับศิลปินครั้งแรก’
โอดาลิสก์ ตามความหมายดั้งเดิมจากประวัติศาสตร์ออตโตมัน Odalisque (โอดาลิสก์) มีความหมายที่เปลี่ยนไปตามบริบทของประวัติศาสตร์และศิลปะ โดยเริ่มต้นจากตำแหน่ง “นางสนม” ในราชสำนักก่อนจะกลายเป็น “ภาพจำ” สำคัญในโลกศิลปะตะวันตก
ในภาษาตุรกี คำนี้มาจากคำว่า odalık แปลว่า “หญิงรับใช้ในห้องพัก(Oda แปลว่า ห้อง)” เดิมทีหมายถึงหญิงรับใช้ที่เป็นทาสใน ฮาเร็ม ของสุลต่านแห่งจักรวรรดิอ็อตโตมัน หน้าที่หลักของเธอคือการดูแลทำความสะอาดห้อง และรับใช้ภรรยาหรือนางสนมของสุลต่าน เธอไม่ได้มีสถานะเป็นนางสนมโดยตรง แต่หากเธอมีความงามหรือความสามารถโดดเด่น ก็อาจจะได้รับการฝึกฝนและเลื่อนระดับขึ้นไปเป็นนางสนม (Concubine) ของสุลต่านได้ในภายหลัง
ความหมายในโลกศิลปะ ในเชิง Orientalism ที่ชื่นชมสิ่งแปลกใหม่จากโลกตะวันออก ในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ศิลปินชาวยุโรปเกิดความหลงใหลในวัฒนธรรมตะวันออก (ในที่นี้คือตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ) หรือที่เรียกว่ากระแส Orientalism คำว่า Odalisque จึงถูกนำมาใช้เรียกภาพวาด “หญิงสาวที่นอนเปลือยกายหรือกึ่งเปลือย” ในบรรยากาศแบบตะวันออกตามสมัยนิยมยุคนั้น
โอดาลิสก์จึงเป็นเหมือนมิวส์ “นางผู้เป็นแรงบันดาลใจ สรีระสมบูรณ์แบบ หรือมีลักษณะชวนหลงใหลบางอย่าง มีความงามประหลาดชวนใฝ่ฝันหรือลี้ลับน่าค้นหา” มักจะเป็นผู้หญิงนอนเอนกายบนพรมหรือหมอนอิง ท่าทางดูผ่อนคลาย ยั่วยวน และลึกลับ รายล้อมด้วยข้าวของเครื่องใช้แบบตะวันออก เช่น ผ้าม่านไหม, พัด, ยาสูบ หรือเครื่องประดับทอง
ภาพแนวนี้สะท้อนถึงจินตนาการของชายชาวตะวันตกที่มีต่อโลกฮาเร็ม ซึ่งมองว่าเป็นพื้นที่แห่งความสุขทางกามารมณ์และความแปลกใหม่ น่าตื่นตะลึง และมีศิลปินระดับปรมาจารย์หลายคนวาดรูปแนวนี้จนเป็นตำนาน
วกกลับมาเหตุการณ์ที่อิตาลี ภาพนี้ไม่ใช่ภาพวาด แต่เป็นภาพพิมพ์ Masterworks Fine Art อธิบายว่า “ฌาค วียง (1875–1963) เป็นจิตรกรและช่างพิมพ์ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียง เป็นพี่ชายของมาร์เซล ดูชองป์ ศิลปิน Dada เจ้าของโถฉี่ในตำนาน เขาเป็นผู้แปลภาพสีน้ำมันต้นฉบับของมาติสให้กลายเป็นภาพพิมพ์สี ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ทักษะสูงมากในการรักษาจิตวิญญาณของต้นฉบับไว้”
มีจำนวนพิมพ์ 200 ชุด นอกจากนี้ยังมี artist’s proof เพิ่มเติมอีก 10 ชุด และอีก 21 ชุดที่พิมพ์ในสีดำ ภาพนี้จึงแตกต่างจากสองชิ้นแรกที่ถูกขโมยไปในแง่ที่ว่ามันเป็นภาพพิมพ์ไม่ใช่งานต้นฉบับ ทำให้ราคาต่างออกไป จากข้อมูลการประมูลที่รวบรวมได้ สำเนาของภาพนี้เคยปรากฏในการประมูลของ Sotheby’s, Phillips, Swann Galleries และ Koller Auctions โดยราคาประเมินในตลาดรองสำหรับชุดพิมพ์ปกติอยู่ในช่วง หลักหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์ (สามแสน-สามล้านบาท) ขึ้นอยู่กับหมายเลขชุด สภาพ และประวัติการครอบครอง
แต่ที่มาญญานี รอกก้านั้น ชิ้นนี้น่าจะมีมูลค่าสูงกว่านั้นมากด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ คือเป็นชุดพิมพ์ที่มีประวัติการครอบครองชัดเจนในคอลเลกชันพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง เก็บรักษามาเป็นเวลาหลายสิบปี และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มงานฝรั่งเศสที่หายากในอิตาลี สื่อประเมินมูลค่าน่าจะราว 3 ล้านยูโร หรือประมาณ 50–100 ล้านบาท
Masterworks Fine Art ให้ความเห็นว่า “ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจและซับซ้อนที่สุดของภาพนี้คือมันไม่ใช่งานต้นฉบับโดยมาติสโดยตรง แต่มีสิ่งที่ทำให้มันยังมีคุณค่าสูงอยู่ 3 ประการ ประการแรก ภาพนี้ได้รับการลงนามด้วยลายมือของมาติสเองในหมึกสีดำ ไม่ใช่แค่พิมพ์ลายเซ็น ประการที่สอง มันเป็นผลงานความร่วมมือโดยตรงระหว่างมาติสกับวียง ซึ่งมาติสต้องอนุมัติทุกขั้นตอน ประการที่สาม ภาพนี้รวมเสน่ห์ของตะวันออกและสีสันของโกตดาซูร์ (แนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียนในฝรั่งเศส) เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งตรงกับแก่นของยุคนีซที่ถือเป็นช่วงเวลาที่นักสะสมให้ความสนใจสูงมากในปัจจุบัน”
ภาพที่ไม่ถูกขโมยไป
แม้แหล่งข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้ระบุชื่อภาพที่สี่ ที่คนร้ายหมายตาแต่สุดท้ายทิ้งไว้ แต่ Parma Today สื่ออิตาลีเปิดเผยข้อมูลนี้ไว้ว่าภาพดังกล่าวนั้นคือ Paysage de Cagnes ของ ปีแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ ภาพนี้ถูกตำรวจพบและนำกลับคืนได้ไม่นานหลังเกิดเหตุ มันมีขนาดเล็ก 40 × 51.5 เซนติเมตร
Paysage de Cagnes ทิวทัศน์แห่งกานส์ ซึ่งหมายถึงเมือง กานส์ ซูร์ แมร์ (Cagnes-sur-Mer) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเมืองที่เรอนัวร์ใช้ชีวิตช่วงสุดท้าย เขาย้ายมาที่นี่ต้งแต่ปี 1907 และเสียชีวิตที่นั่นในปี 1919 ภาพประเภทนี้เป็นงานที่เขาวาดในช่วงปลายชีวิตขณะป่วยหนัก มองออกไปยังสวนมะกอกและชนบทเมดิเตอร์เรเนียนรอบบ้าน
อันที่จริงชื่อภาพนี้เป็นภาพชุด Paysage de Cagnes เรอนัวร์วาดซ้ำ ๆ หลายสิบชิ้น บางชิ้นก็มีชื่อซ้ำกัน แต่ในกลุ่มภาพนี้ มีอยู่เพียงชิ้นนี้ที่เขาวาดขึ้นในปี 1905-1908 เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันถาวรของลุยจิ มาญญานี และเป็นหนึ่งในงานหายากของเรอนัวร์ที่มองเห็นได้ในคอลเลกชันของอิตาลี Il Resto del Carlino สื่ออิตาลีระบุชัดว่านี่คือ “ภาพทิวทัศน์ที่งดงาม ซึ่งเป็นพยานของพัฒนาการทางสไตล์ของปรมาจารย์สู่เส้นขอบที่เบาบางลงเรื่อย ๆ และการแสดงออกทางสีสันที่เข้มข้น”
ภาพนี้เป็นผลงานจากช่วงกลางถึงปลายอาชีพของเรอนัวร์ สิ่งที่ทำให้ภาพนี้พิเศษ เพราะมันคือ “ภาษาใหม่” ของเรอนัวร์ นักวิจารณ์ศิลปะ ไลโอเนลโล เวนตูริ อธิบายงานในยุคนี้ว่า “ยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ การนำเสนอโลกแห่งจินตนาการมีชัยเหนือความเป็นจริง ยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ความกระตือรือร้นเชิงกวีนิพนธ์ของจิตรกรต่อแสงและชีวิตรวมตัวอยู่ในพัฒนาการอิสระของเขา” ความเร็วของฝีแปรงที่ซ้อนทับกัน เกือบจะยุ่งเหยิงเพื่อแสดงถึงพืชพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่ง สอดคล้องกับการสังเคราะห์ พลังงานของศิลปินที่ตอนนี้ติดตามเสรีภาพภายในของวิสัยทัศน์และการดำเนินการที่ไม่มีใครเทียบได้ในบรรดาศิลปินร่วมสมัยของเขา
ชายผู้รวบรวมภาพเหล่านี้ ลุยจิ มาญญานี (1906–1984)
เว็บไซต์ของมิวเซียมของเขาระบุว่า ลุยจิ มาญญานี เกิดในปี 1906 ที่เมือง เรจโจ เอมีเลีย ทางตอนเหนือของอิตาลี เขาเป็นบุตรของ จูเซปเป มาญญานี ผู้ผลิตชีสยี่ห้อ Parmigiano Reggiano อันเป็นชีสชั้นดี (และมีขายในตลาดบ้านเราด้วย) และ เออเจเนีย รอกก้า จากตระกูลขุนนางแห่งลิกูเรีย (Liguria) เขาศึกษาวรรณคดีสมัยใหม่ที่มหาวิทยาลัยโรม และสำเร็จการศึกษาปี 1927 ด้วยวิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ เขาเป็นทั้งนักวิจารณ์ศิลปะ นักดนตรีวิทยา นักประพันธ์ และนักเปียโน
มาญญานีไม่เคยอยากถูกเรียกว่า “นักสะสม” เขาอธิบายวิธีการของตนเองไว้ว่า “ฉันไม่ได้เป็นเพื่อนกับพ่อค้าของเก่า ฉันไม่เข้าร่วมการประมูล ฉันไม่ไปเยี่ยมชมนิทรรศการ ฉันมีพิพิธภัณฑ์ในจินตนาการของตนเอง ประกอบด้วยงานที่รักและชื่นชมมากที่สุด และงานอื่น ๆ ที่โชคชะตานำมาให้ ทุกชิ้นล้วนเป็นสิ่งที่ฉันรักเท่า ๆ กัน พวกมันมีชีวิตอยู่ในใจฉันเหมือนในบ้านฉัน และหากชิ้นใดไม่เหมาะสมกับการจัดเรียงในอุดมคตินี้ ก็จะขึ้นไปอยู่ในห้องใต้หลังคา ขณะที่ชิ้นอื่น ๆ ที่ผ่านมาในท้องฟ้าของฉัน ก็วางตัวเองลงในช่องว่างเหล่านั้นอย่างเงียบ ๆ ราวกับทูตสวรรค์”
แต่เขาคงไม่รู้ว่ามีมือดีฉกฑูตสวรรค์ได้ราคางามไปแล้วและยังจับมือใครดมไม่ได้เลย



