ถึงเวลาของระบบไฟฟ้าไทย: จาก LNG สู่ Solar + Battery

ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค

โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด-เขื่อนสิรินธร

ขณะนี้เรายังประเมินไม่ได้ว่าสงครามสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านจะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าไทยแพงขึ้นเท่าใด แต่เรามีบทเรียนที่ชัดเจนแล้วจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน (เริ่ม 24 ก.พ.2564) ได้ทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 19% (หรือเพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาท) ในปี 2565 เมื่อเทียบกับปีก่อน  โดยที่ส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้เกือบทั้งหมดมาจากค่าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ซึ่งเกิดจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้นจากสงคราม

คำถามคือ เราจะยอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกหรือไม่

วันนี้ผมขอนำเสนอข้อมูลใหม่ 3 ชิ้น ซึ่งมาจากทั้งงานวิจัย การใช้งานจริงแล้ว และโครงการระดับประเทศที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อชี้ว่าประเทศไทยสามารถลดความเสี่ยงนี้ได้ทันที หากรัฐบาลตัดสินใจบนฐานของข้อมูล

ข้อมูลใหม่ชิ้นแรก: ผลงานวิจัยชื่อ “Battery storage is now cheap enough to unleash India’s full solar potential” เผยแพร่ 7 เมษายน 2026 โดย Ember องค์กรวิจัยด้านพลังงานระดับโลกที่ไม่แสวงหากำไร

ผลงานวิจัยสรุปได้ว่า วันนี้ ถ้าเราต้องการไฟฟ้าเทียบเท่ากับโรงก๊าซฯ 1 โรงขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เราไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เลยใช้เพียงโซลาร์ประมาณ 4,900 เมกกะวัตต์กับแบตเตอรี่ (13.5 GWh) ที่เก็บไฟได้ราวครึ่งวันก็สามารถจ่ายไฟได้เกือบทั้งปี  มากถึง 90% ของความต้องการ ในต้นทุนเพียงหน่วยละประมาณ 1.85 บาท และที่สำคัญมากคือไม่ต้องซื้อเชื้อเพลิงไปอีกเลยตลอด 25 ปี

นอกจากข้อสรุปดังกล่าวแล้ว เพื่อความเข้าใจในเชิงลึก ผมได้เสนอผลงานวิจัยที่อยู่ในลักษณะของกราฟการผลิตไฟฟ้ารายวันตลอดทั้งปีด้วย (ดังรูป)

คราวนี้เราลองมาคำนวณต่อเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า หากประเทศไทยเราสามารถใช้โซลาร์และแบตเตอรี่(ขนาดดังกล่าวแล้ว) เพื่อแทนโรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 1,000 เมกะวัตต์ โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์ 85%  ในเวลา 1 ปีจะสามารถลดการนำเข้าก๊าซ LNG ได้เท่าใด  

โดยอาศัยข้อมูลจริงของกระทรวงพลังงานไทยที่ว่า ในปี 2565 ไทยนำเข้าก๊าซ LNG ในราคาเฉลี่ย 797 บาทต่อล้านบีทียู โดยที่ 1 ล้านบีทียูสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 130 หน่วย (1 หน่วย ใช้ก๊าซ 6.13 บาท) ดังนั้น เราสามารถลดการนำเข้า LNG ได้ประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี (0.85×1,000×1,000x365x24x6.13 = 45.64 หมื่นล้านบาท)

นี่เป็นการลงทุนที่คุ้มมากเพื่อเทียบการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ ในขณะที่อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ประมาณ 10 ปี ของแผงโซลาร์ประมาณ 25-30 ปี และไม่ต้องซื้อเชื้อเพลิงอีกเลย

ข้อมูลใหม่ชิ้นที่สอง:ในบางเวลาในรัฐแคลฟอร์เนียสามารถผลิตไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่แล้วถึง 42.8% ของความต้องการ

ข้อมูลนี้ผมได้มาจาก บิล แมคคิบบิน (Bill McKibben เกิด 1960) เป็นนักเขียน นักสิ่งแวดล้อม และนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกการสื่อสารเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่สาธารณะ ผลงานของเขาได้จุดประกายขบวนการรณรงค์ระดับโลกด้านพลังงานสะอาดและความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม เขาเป็นผู้ก่อตั้งองค์กร 350.org และ Third Act ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

บิล แมคคิบบิน ได้คัดลอกการผลิตไฟฟ้าแบบ real time ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ผมได้นำมาเสนอต่อในภาพถัดไปครับ

ก่อนที่จะไปข้อมูลใหม่ชิ้นสุดท้าย ผมขอทำความเข้าใจกับกราฟการผลิตไฟฟ้านี้ใน 2 ประเด็นครับ

หนึ่ง ระบบไฟฟ้าจะอนุญาตให้ไฟฟ้าที่ผลิตจากแสงแดดและกังหันลมซึ่งมนุษย์ควบคุมไม่ได้ ให้สามารถป้อนเข้าระบบสายส่งได้ก่อนโดยไม่จำกัดจำนวน พร้อมกับลดการผลิตจากก๊าซและแหล่งอื่นๆ หากผลิตได้มากกว่าความต้องการก็เก็บเข้าแบตเตอรี่ แล้วนำไปใช้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด (ในภาพแสงแดดเริ่มหมดเมื่อเวลาประมาณ 19 น.)

สอง พื้นที่ที่ระบายด้วยสีเหลืองแทนการผลิตจากโซลาร์ ในวันดังกล่าว (29 มี.ค.69) ผมคำนวณอย่างคร่าวๆว่า สามารถผลิตด้วยโซลาร์อย่างเดียวประมาณ 160 ล้านหน่วย ถ้าคูณด้วยราคา LNG ก็จะได้ประมาณ 980 ล้านบาท

นี่คือจำนวนเงินที่ไหลออกไปนอกประเทศในเวลาเพียง 1 วัน เท่ากับ 980 ล้านบาท  รัฐบาลสามารถป้องกันไม่ให้ไหลออกไปได้ หากมีเจตจำนง

ข้อมูลใหม่ชิ้นที่สาม : ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ กำลังดำเนินการ Solar + Battery ใหญ่ที่สุดในโลก

ผมรับทราบข่าวนี้จากบทความของบิล แมคคิบบิน เช่นเดียวกัน

ก่อนจะไปถึงสาระของข่าว ขอเล่าเรื่องเล็กน้อย

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE เป็นประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรอาหรับ มีพรมแดนติดกับซาอุดีอาระเบียและโอมาน มีชายฝั่งติดอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งสูงและมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะในด้านพลังงาน การท่องเที่ยว และการเงิน

UAE มีประชากร 11 ล้านคน เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของ OPEC รายได้หลักของประเทศยังมาจากน้ำมันและก๊าซ ประเทศนี้ส่งออกน้ำมันวันละ 2.2-2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 2 เท่าของที่ประเทศไทยใช้

ประเทศนี้ได้ริเริ่มโครงการที่ชื่อว่า Masdar RTC Project (ดูรายละเอียดในภาพ) จากข้อมูลการลงทุนจริงซึ่งเกิดจาการประมูล(ไม่ใช่คัดเลือก) พบว่าต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LCOE) ประมาณ  $0.045-0.055 ต่อหน่วยหรือ 1.48 ถึง 1.82 บาทต่อหน่วย เท่านั้น ต่ำกว่าผลงานวิจัยของ Ember ในกรณีของอินเดียเล็กน้อย

สรุป ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ

บทความนี้เริ่มต้นจากการนำเสนอทางออกของวิกฤติพลังงานไฟฟ้า โดยอ้างอิงหลักฐานจาก 3 แหล่งสำคัญ ได้แก่

(1) ผลการจำลองระบบไฟฟ้าจากข้อมูลจริงในประเทศอินเดีย

(2) การใช้งานแบตเตอรี่เชิงพาณิชย์จริงในรัฐแคลิฟอร์เนีย

และ (3) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่กำลังดำเนินการอยู่

ผลลัพธ์จากทั้งสามกรณีสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ คือ ระบบ Solar + Battery สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ในต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LCOE) ที่ต่ำกว่าอัตราค่าไฟฟ้าขายส่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจำหน่ายให้กับ กฟน. และ กฟภ. อย่างชัดเจน

แม้ข้อมูลของ Ember จะไม่ได้ศึกษาประเทศไทยโดยตรง แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านศักยภาพแสงอาทิตย์ยืนยันว่า ไทยอยู่ในระดับทรัพยากรแสงอาทิตย์ที่เทียบเคียงได้กับพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้น

ดังนั้น นี่ไม่ใช่คำถามเชิงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นคำถามเชิงนโยบายของประเทศ

รัฐบาลนี้ต้องตัดสินใจระหว่างการเดินหน้าพึ่งพา LNG ซึ่งมีต้นทุนผันผวนสูงและสร้างภาระระยะยาวจากการนำเข้าเชื้อเพลิง หรือการเปลี่ยนไปสู่ระบบพลังงานที่ไม่มีค่าเชื้อเพลิงเลยและมีต้นทุนคงที่ระยะยาวจากโซลาร์และแบตเตอรี่