ASEAN Roundup เวียดนามตั้งเป้า GDP โตเฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี ในช่วง 2569-2573

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 19-25 เมษายน 2569

  • เวียดนามตั้งเป้า GDP โตเฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี ในช่วง 2569-2573
  • อินโดนีเซียปฏิเสธเก็บค่าธรรมเนียมช่องแคบมะละกา
  • สมาชิกอาเซียนหันไปพึ่งพาเชื้อเพลิงจากรัสเซียมากขึ้น
  • อินโดนีเซียเตรียมนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย 150 ล้านบาร์เรล จนถึงสิ้นปี 2569
  • สิงคโปร์หันมาใช้เชื้อเพลิงรัสเซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • เมียนมาลงนามข้อตกลงรัสเซีย ท่ามกลางวิกฤติเชื้อเพลิงในประเทศ

เวียดนามตั้งเป้า GDP โตเฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี ในช่วง 2569-2573

นครโฮ จิมินห์ ที่มาภาพ:https://en.wikipedia.org/

วันที่ 24 เมษายน 2569 สมัชชาแห่งชาติเวียดนาม (National Assembly :NA) ได้ให้การรับรองมติกำหนดเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและยั่งยืน โดยตั้งเป้าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)เฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ รักษาสมดุลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างครอบคลุม

มติว่าด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในช่วงปี 2569-2573 ได้รับการเห็นชอบในวันสุดท้ายของการประชุมสมัยแรกของสภาแห่งชาติชุดที่ 16 โดยมีสมาชิกทั้ง 494 รายที่เข้าร่วมประชุมลงคะแนนเห็นชอบ (คิดเป็น 100% ของผู้เข้าประชุม และ 98.9% ของสมาชิกสมัชชาทั้งหมด)

มติดังกล่าวยังกำหนดเป้าหมายให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็น ประเทศกำลังพัฒนาที่มีอุตสาหกรรมทันสมัยและมีสถานะรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-Middle Income) ภายในปี 2573 โดยตั้งเป้าติดอันดับ 1 ใน 30 ระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อวัดจาก GDP

ประเด็นสำคัญในมติประกอบด้วย การสร้างสถาบันเพื่อการพัฒนาที่ทันสมัยและยั่งยืน พัฒนาโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่สอดประสานกัน  เสริมสร้างขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพแรงงาน

นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาวัฒนธรรมและทรัพยากรมนุษย์อย่างรอบด้าน ปกป้องสิ่งแวดล้อม รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ยุติธรรม มีระเบียบวินัย และปลอดภัย พร้อมยืนหยัดในความมั่นคงและการป้องกันประเทศ พร้อมยกระดับสถานะและเกียรติภูมิของเวียดนามในเวทีโลก

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญได้แก่ GDP ต่อหัว ตั้งเป้าที่ 8,500 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 อายุขัยเฉลี่ย เพิ่มขึ้นเป็น 75.5 ปี ลดอัตราความยากจนแบบหลายมิติลง 1-1.5% ต่อปี บรรลุเป้าหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ครอบคลุม 42%

ภารกิจหลักประกอบด้วย การปฏิรูปสถาบัน, การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม, การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, การปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการป้องกันประเทศและการบูรณาการระหว่างประเทศ

​ในวันเดียวกัน สมัชชาฯ ยังได้ผ่านมติเกี่ยวกับ แผนการเงินแห่งชาติและการจัดการหนี้สาธารณะปี 2569-2573 เพื่อสร้างระบบการเงินที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบการเงินของชาติที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน โดยให้ปัจจัยด้านนโยบายการคลังมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนการเติบโต ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการปรับโครงสร้างงบประมาณภาครัฐ การรักษาบทบาทนำของงบประมาณส่วนกลางพร้อมไปกับการเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้แก่ท้องถิ่น และการระดมทรัพยากรเพื่อการสร้างจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์รวมถึงสวัสดิการสังคม

ทั้งนี้คาดการณ์รายรับรวมของงบประมาณรัฐอยู่ที่ประมาณ 16.4 พันล้านล้านด่อง (ประมาณ 6.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีการระดมรายได้เฉลี่ยที่ 18% ของ GDP ซึ่งรายได้จากในประเทศคิดเป็น 87-88% ของการจัดเก็บรายได้รวม

ประมาณการรายจ่ายรวมไว้ที่ 21.2 พันล้านล้านด่อง โดยตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณเฉลี่ย 5% ของ GDP และจะรักษาความมั่นคงของหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้เพดานที่กำหนด

​มติว่าด้วย แผนการลงทุนภาครัฐระยะกลางปี 2569-2573 ระบุว่าการลงทุนของรัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับผลกระทบเชิงบวก (Spillover Effects) จากการลงทุนภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งดึงดูดการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนให้มากขึ้น และเร่งการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและสอดประสานกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สวัสดิการสังคม และการป้องกันประเทศ

การลงทุนภาครัฐจะมีสัดส่วนเป็น 20-22% ของการลงทุนทางสังคมทั้งหมด โดยรายจ่ายเพื่อการพัฒนาจะคิดเป็นประมาณ 40% ของรายจ่ายงบประมาณรัฐรวม และตั้งเป้าเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุนภาครัฐที่จัดสรรไว้ให้ได้มากกว่า 95%

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณแบบเจาะจงและเลือกสรร โดยตั้งเป้า ลดจำนวนโครงการลงอย่างน้อย 30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการตามผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

มติทั้งสามเรื่องนี้รวมกันเป็นโครงสร้างนโยบายที่ครอบคลุม เพื่อขับเคลื่อนเส้นทางการพัฒนาของเวียดนามในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นที่ การเติบโตสูง ความยั่งยืน และความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง

อินโดนีเซียปฏิเสธเก็บค่าธรรมเนียมช่องแคบมะละกา

ที่มาภาพ: https://www.idnfinancials.com/news/63239/malacca-strait-in-focus-as-hormuz-disruption-reverberates-globally

นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา (Purbaya Yudhi Sadewa) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย ได้ปฏิเสธระบุว่าอินโดนีเซียไม่มีแผนที่จะจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมการผ่านทางจากเรือต่างชาติที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่หนาแน่นที่สุดในโลก

เมื่อวันพุธ ( 22 เมษายน 2569) นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา ได้กล่าวระหว่างการเสวนาทางวิชาการที่กรุงจาการ์ตาโดยเป็นการแสดงความเห็นแบบทีเล่นทีจริง (offhand remark) เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมกับเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงแผนการของอิหร่านที่จะเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นายปูร์บายากล่าวว่า “ถ้าเราแบ่งรายได้กันสามฝ่ายระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มันคงจะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากเลยใช่ไหมล่ะ?

หลังจากนั้นก็มีคำถามหนึ่งดังระงมไปทั่วเส้นทางการเดินเรือและแวดวงการทูตระดับโลกว่า อินโดนีเซียจะเจริญรอยตามโมเดลของอิหร่าน ด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่หนาแน่นที่สุดในโลกหรือไม่?

ต่อมาในวันศุกร์(24 เมษายน) นายปูร์บายากล่าวกับผู้สื่อข่าวที่จาการ์ตา เพื่อยุติความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นมาหลายวันว่า “นั่นไม่ใช่บริบทที่จริงจัง เราไม่เคยมีแผนที่จะจัดเก็บภาษีเช่นนั้น”

ถ้อยแถลงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสยบรายงานข่าวที่อ้างว่าเขาเป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากไม่เพียงแต่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านและนักสังเกตการณ์ทั่วโลกด้วย

เบื้องหลังการตอบโต้ของนายปูร์บายามีกรอบกฎหมายที่ลึกซึ่งควบคุมมหาสมุทรทั่วโลก โดยนายปูร์บายาได้อ้างถึง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea:UNCLOS) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศที่ปกป้องหลักการ “เสรีภาพในการเดินเรือ”

ความคุ้นเคยของนายปูร์บายากับอนุสัญญานี้ไม่ใช่เพียงแค่ในทางทฤษฎี เพราะในช่วงเดือนพฤษภาคม 2561 ถึงกันยายน 2563 นายปูร์บายาเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงในการกำกับดูแลด้านอธิปไตยทางทะเลและการประสานงานด้านพลังงาน

นายปูร์บายากล่าวว่า ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นของอินโดนีเซียในการผดุงไว้ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศในน่านน้ำของตน รวมถึงช่องแคบมะละกาซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเส้นทางการเดินเรือสากล

หัวใจสำคัญของ UNCLOS คือกฎที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ก็คือ เรือต้องได้รับอนุญาตให้แล่นผ่านไปได้

“ในแง่ของเสรีภาพในการเดินเรือ เรามีหน้าที่ต้องอนุญาตให้เรือแล่นผ่านเขตเศรษฐกิจจำเพาะของเรา และต้องรับประกันความปลอดภัยให้แก่เรือเหล่านั้นด้วย” นายปูร์บายากล่าว โดยอ้างถึงพันธกรณีทางทะเลของอินโดนีเซีย

นายปูร์บายาย้ำว่าอินโดนีเซียซึ่งได้ให้สัตยาบันใน UNCLOS แล้ว ไม่มีเจตนาที่จะละเมิดข้อตกลงหรือทำลายหลักการของอนุสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด

“เราจะรักษากฎหมายที่เราได้ลงนามไว้” นายปูร์บายากล่าว โดยเน้นย้ำถึงการดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่องมากกว่าการสร้างความปั่นป่วน ซึ่งการชี้แจงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภูมิภาคแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการใช้นโยบายดังกล่าวจริง

นายทีบี ฮาซานุดดิน (TB Hasanuddin) สมาชิกคณะกรรมาธิการการป้องกันประเทศ สภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย ได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่า ช่องแคบมะละกาไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับคลองสุเอซหรือคลองปานามาได้

นายฮาซานุดดินชี้ว่า ช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางน้ำตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นเส้นทางเปิดสำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน ต่างจากคลองเหล่านั้นที่เป็นทางน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น การจัดเก็บค่าผ่านทางในน่านน้ำลักษณะนี้อาจจุดชนวนความตึงเครียดทางการทูต และทำลายสถานะของอินโดนีเซียในเวทีโลกได้

“ผลกระทบจะรุนแรงยิ่งกว่าแค่เรื่องชื่อเสียง เพราะมันอาจกระตุ้นให้เกิดการโต้กลับจากนานาชาติ หรือแม้กระทั่งการคว่ำบาตร เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎหมายทางทะเลที่กำหนดไว้” นายฮาซานุดดินกล่าว

ข้อบัญญัติทางกฎหมายได้ตอกย้ำความกังวลดังกล่าว โดยภายใต้มาตรา 38 ของ UNCLOS เรือต่างๆ มีสิทธิในการ “ผ่านทางโดยการเดินทางผ่าน” (Transit Passage) ในช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ โดยต้องไม่มีการขัดขวางหรือการแทรกแซงจากรัฐชายฝั่ง นอกจากนี้ มาตรา 44 ยังระบุว่าประเทศชายฝั่งต้องไม่ขัดขวางหรือทำให้การเดินทางผ่านล่าช้า เพื่อให้มั่นใจว่าการขนส่งสินค้าทั่วโลกจะไม่หยุดชะงัก

กฎเกณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่รายละเอียดทางเทคนิค แต่เป็นโครงสร้างหลักของการค้าสมัยใหม่

นักวิเคราะห์ระบุว่า ความพยายามที่จะจัรจัดเก็บภาษีมีความเสี่ยงที่จะขัดต่อหลักการเหล่านี้ และจะสร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้วจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ด้านนายซูกิโอโน (Sugiono) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ย้ำจุดยืนดังกล่าวว่า อินโดนีเซียจะไม่จัดเก็บภาษีในช่องแคบมะละกาไม่ว่าในกรณีใดๆ พร้อมยืนยันว่าอินโดนีเซียเคารพ UNCLOS ซึ่งรับรองว่าอินโดนีเซียเป็นรัฐหมู่เกาะ ขณะเดียวกันก็กำหนดให้ประเทศต้องเปิดช่องแคบไว้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ

ช่องแคบมะละกาซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมาตรา 37, 38 และ 39 ของอนุสัญญาฯ ยังคงเป็นเส้นทางเดินเรือที่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับทั่วโลก นายซูกิโอโนกล่าวว่า อินโดนีเซียสนับสนุนการเดินทางผ่านทางทะเลที่เสรีและปลอดภัย โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาการจราจรทางน้ำที่ราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

คำยืนยันจากทางรัฐบาลได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากบรรดานักสังเกตการณ์ด้านนโยบายต่างประเทศ

นายดิโน ปัตติ จาลัล (Dino Patti Djalal) ผู้ก่อตั้งชุมชนนโยบายต่างประเทศแห่งอินโดนีเซีย (Foreign Policy Community of Indonesia:FPCI) ได้กล่าวชื่นชมการชี้แจงของรัฐบาล โดยระบุว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซีย

“ผมขอชื่นชมการปฏิเสธแนวคิดที่จะเก็บภาษีเรือในช่องแคบมะละกา” นายดิโนโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X โดยเตือนว่า หากมีการดำเนินนโยบายดังกล่าวจริง อาจส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ระดับสากลของอินโดนีเซีย และบทบาทในฐานะหนึ่งในผู้ออกแบบหลักของ UNCLOS

นอกจากนี้ เรื่อง “จังหวะเวลา” ก็เป็นปัญหาเช่นกัน เนื่องจากอินโดนีเซียกำลังเตรียมตัวสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งสำคัญ ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต มีกำหนดการเข้าร่วมพร้อมกับผู้นำภูมิภาค นโยบายทางทะเลที่อื้อฉาวอาจกลายเป็นประเด็นที่บดบังการประชุม และทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตซับซ้อนขึ้น

นอกเหนือจากด้านการทูตแล้ว เดิมพันทางเศรษฐกิจก็มหาศาลเช่นกัน ระบบการขนส่งสินค้าโลกยังคงมีความเปราะบาง โดยห่วงโซ่อุปทานยังคงอยู่ในช่วงปรับตัวจากความขัดแย้งต่างๆ รวมถึงในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งเพิ่มเติม ในเส้นเลือดใหญ่ของโลกอย่างช่องแคบมะละกา อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดพลังงาน แหล่งผลิตอุตสาหกรรม และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก

นายดิโนย้ำว่าอินโดนีเซียพึ่งพา UNCLOS ในฐานะรากฐานทางกฎหมายสำหรับบูรณภาพแห่งดินแดน เนื่องจากอนุสัญญาดังกล่าวช่วยรับรองสิทธิความเป็นรัฐหมู่เกาะของประเทศ และมอบอธิปไตยเหนือผืนน้ำที่ครั้งหนึ่งเคยถูกถือว่าเป็นทะเลสากล การทำลายกรอบการทำงานนี้จึงถือเป็นความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์

นายดิโนยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐระมัดระวังในการสื่อสารต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบระดับโลก โดยเน้นว่าแนวคิดเชิงนโยบายควรได้รับการประสานงานอย่างรอบคอบระหว่างกระทรวงและผ่านความเห็นชอบจากระดับสูงสุดก่อนจะประกาศสู่สาธารณะ

สำหรับตอนนี้ สารจากอินโดนีเซียมีความชัดเจนและปราศจากความคลุมเครือว่า จะไม่มี “ด่านเก็บค่าผ่านทาง” ในช่องแคบมะละกา มีเพียงการไหลเวียนของเรืออย่างต่อเนื่องผ่านหนึ่งในเส้นทางยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลกเท่านั้น

สมาชิกอาเซียนหันไปพึ่งพาเชื้อเพลิงจากรัสเซียมากขึ้น

ที่มาภาพ:https://hiia.hu/en/russia-and-the-global-oil-market-why-price-drops-dont-always-mean-pain-for-moscow/

สถานการณ์เผชิญหน้าในช่องแคบฮอร์มุซยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากขึ้นเริ่มหันไปหาประเทศรัสเซียเพื่อจัดหาเชื้อเพลิง ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคนี้

ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งรวมถึงฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และเมียนมา ต่างแสดงความสนใจที่จะซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย ท่ามกลางปริมาณสำรองภายในประเทศที่ลดน้อยลง

ฟิลิปปินส์ได้เริ่มรับมอบน้ำมันจากรัสเซียแล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวเมื่อวันที่ 18 เมษายนว่า Petronas ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของรัฐ จะดำเนินการเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อรับประกันว่าจะมีปริมาณเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และเมื่อวันที่ 13 เมษายน ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้เข้าพบประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ณ กรุงมอสโก เพื่อจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซหุงต้ม (LPG) จากรัสเซีย

ด้านรัฐสมาชิกอาเซียนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซียเริ่มมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนขึ้น โดย เวียดนาม ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ได้เดินทางเยือนมอสโกเป็นเวลา 4 วันและเข้าพบนายปูติน ซึ่งเป็นการเยือนต่อเนื่องหลังจากที่ปูตินได้เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการในปี 2568 โดยระหว่างการเยือนครั้งนี้ Novatek ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ได้ลงนามในสัญญาเบื้องต้นกับผู้ซื้อเวียดนาม และประกาศความพร้อมที่จะเริ่มส่งมอบสินค้าในอนาคตอันใกล้

ส่วนเมียนมา สำนักข่าวอิรวดีรายงานว่า นายโก โก ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานของเมียนมา ได้เดินทางเยือนมอสโกในเดือนเมษายน เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในราคาพิเศษ ภายใต้ข้อตกลงการจัดหาระยะยาวโดยอาศัยความสัมพันธ์แบบ “มิตรภาพทวิภาคี” ทั้งนี้ รัสเซียถือเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์และผู้จัดหาอาวุธหลักให้กับรัฐบาลทหารเมียนมานับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564

สำหรับมาเลเซีย นายอันวาร์ อิบราฮิมได้เดินทางเยือนรัสเซียถึง 2 ครั้งนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนอันยาวนานของมาเลเซียในการดำเนินนโยบายแบบเน้นผลในทางปฏิบัติ (Pragmatic) และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในการปฏิสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ

เมื่อวันที่ 13 เมษายน ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้เข้าพบปะกับนายปูติน ณ กรุงมอสโก เพื่อหารือเกี่ยวกับสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง และแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพลังงาน

สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องหยุดชะงักลง โดยประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากร้อยละ 80 ของการส่งออกผ่านเส้นทางนี้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เอเชีย ตามข้อมูลจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)

นักวิเคราะห์ระบุว่า ด้วยเหตุนี้ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงหันไปหาแหล่งพลังงานที่ใกล้และราคาถูกพอที่จะหาได้ในขณะนั้น เพื่อเร่งสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน

“ในบริบทนี้ รัสเซียเสนอในสิ่งที่มีพร้อมอยู่แล้ว ทั้งในแง่ของปริมาณและสินค้าที่บรรทุกอยู่บนเรือกลางทะเล ซึ่งสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปยังที่ที่ต้องการได้ทันที” อับเดลาซิซ อัลบ็อกดาดี ผู้จัดการฝ่ายวิจัยตลาดและกลยุทธ์ฟินเทคจากบริษัทบริการทางการเงิน FXEM กล่าว

สหรัฐฯ ได้ขยายเวลาการผ่อนปรนให้รัสเซียสามารถขายน้ำมันได้แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก โดยอนุญาตให้มีการซื้อขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่บรรทุกอยู่บนเรือเดินสมุทรอยู่แล้วได้จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม จากเดิมสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 11 เมษายน การผ่อนปรนนี้มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาภาวะวิกฤติพลังงานที่ถูกซ้ำเติมโดยสงครามอีกแห่งหนึ่งกับอิหร่านซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แต่มีข้อกำหนดไม่รวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน คิวบา และเกาหลีเหนือ

“ในขณะเดียวกัน การผ่อนปรนชั่วคราวจากสหรัฐฯ ก็ช่วยให้การไหลเวียนของพลังงานเหล่านี้มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ แม้จะยังมีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ก็ตาม”

อย่างไรก็ตาม อัลบ็อกดาดีเตือนว่า ในอีกระยะหนึ่ง การพึ่งพาผู้จัดหาที่มีความ “อ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์” อย่างรัสเซีย อาจสร้างจุดอ่อนและรอยร้าวกับสหรัฐฯ และพันธมิตรได้

อัลบ็อกดาดีกล่าวอีกว่า “นอกจากนี้ การพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซียยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทาน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียถูกโจมตีจนได้รับความเสียหายอยู่เป็นประจำ”

นอกเหนือจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว อีกหนึ่งคำถามที่สำคัญคือ ปริมาณน้ำมันของรัสเซียจะมีเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่

มู่หยู สวี่ (Muyu Xu) นักวิเคราะห์อาวุโสด้านน้ำมันดิบจากบริษัทข้อมูลการค้าระดับโลก Kpler ระบุว่า ยูเครนได้เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียในทะเลดำและทะเลบอลติก ซึ่งขัดขวางความสามารถของรัสเซียในการเร่งส่งออกน้ำมัน

สวี่ให้สัมภาษณ์กับ CNA ว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ยอดการส่งออกของรัสเซียลดลง “เล็กน้อย”

“ยูเครนไม่พอใจกับการที่สหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร จึงได้ยกระดับการส่งโดรนเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซียเพิ่มขึ้น” เธอกล่าว

“แม้ว่าในขณะนี้สภาพตลาดจะเอื้ออำนวยมาก คือ (รัสเซีย) สามารถขายน้ำมันได้ในราคาที่สูงขึ้น และมีหลายประเทศเต็มใจที่จะรับซื้อ แต่ปัญหาที่แท้จริงคือเรื่องของกำลังการผลิตและจัดส่ง”

นายคิริลล์ ดมิทรีเยฟ (Kirill Dmitriev) ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวว่า การขยายเวลาผ่อนปรนของสหรัฐฯ ในครั้งนี้จะครอบคลุมน้ำมันรัสเซียอีก 100 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำมันรวมทั้งหมดที่ได้รับการผ่อนปรนจากทั้งสองรอบอยู่ที่ 200 ล้านบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม สวี่ระบุว่าข้อมูลจาก Kpler แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ฟิลิปปินส์เป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย

แม้สวี่จะสังเกตเห็นว่ารัฐสมาชิกอาเซียนอื่นๆ กำลังเจรจาซื้อน้ำมันกับรัสเซียอยู่เช่นกัน แต่เธอก็ตั้งคำถามว่าพวกเขาจะสามารถจัดหามาได้จริงเท่าใด

“เพราะในขณะนี้ สินค้าส่วนใหญ่ถูกอินเดียและจีนกวาดซื้อไปหมดแล้ว ดังนั้นเรื่องปริมาณน้ำมันที่มีอยู่นั้นจึงเป็นปัญหาสำคัญ” สวี่กล่าว

ด้านอัสรุล ซานี (Asrul Sani) รองประธานฝ่ายบริหารของบริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ The Asia Group กล่าวกับ CNAว่า “การเข้าถึงน้ำมันของรัสเซียยังคงขึ้นอยู่กับราคาและข้อจำกัดด้านการคว่ำบาตร เนื่องจากผู้ซื้อรายใหญ่อย่างจีนและอินเดียครองสัดส่วนการส่งออกส่วนใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำมันที่จะเหลือมาถึงตลาดที่เล็กกว่าอย่างมาเลเซียนั้นมีจำกัด”

เมื่อเดือนธันวาคม 2565 กลุ่มพันธมิตรนานาชาติ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกา, กลุ่มประเทศ G7, สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ได้กำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซีย เพื่อจำกัดรายได้ของมอสโกที่จะนำไปใช้เป็นทุนในสงครามกับยูเครน โดยไม่ให้กระทบต่อการไหลเวียนของน้ำมันในตลาดโลก

มาตรการคว่ำบาตรนี้จำกัดให้การบริการทางทะเลของชาติตะวันตก เช่น การประกันภัยและการขนส่งสินค้า สามารถดำเนินการได้เฉพาะกับน้ำมันรัสเซียที่ขายในราคาต่ำกว่าที่กำหนดเท่านั้น

นิธิน ปรากาศ (Nithin Prakash) จาก Rystad Energy ระบุว่า เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดแล้ว การนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียอาจไม่ได้ให้ผลกำไรที่งดงามอย่างที่คิดเสมอไป

“เมื่อพิจารณาถึงระยะทางการขนส่งที่ยาวไกลขึ้น ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น รวมถึงการปรับจูนในกระบวนการผสมหรือกลั่นน้ำมัน ผลประโยชน์สุทธิทางเศรษฐกิจจึงลดน้อยลง” ปรากาศกล่าว

ขณะนี้ รัฐสมาชิกอาเซียนแทบจะไม่มีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมนอกเหนือจากรัสเซียในการนำเข้าน้ำมัน สวี่จาก Kpler กล่าว

สวี่ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มประเทศอาเซียนที่ผลิตน้ำมันได้เองต่างก็ให้ความสำคัญกับการส่งน้ำมันให้โรงกลั่นในประเทศตนเองก่อน และการจะไปซื้อน้ำมันจากแอฟริกาตะวันตก อเมริกาใต้ หรือสหรัฐฯ นั้นก็ทำได้ยากเนื่องจากระยะทางที่ไกลเกินไปและปริมาณการผลิตที่ไม่เพียงพอ

“ด้วยสงครามครั้งนี้ เรากำลังพูดถึงอุปทานที่หายไปถึง 11-12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่ประเทศต่างๆ จะหาแหล่งอื่นมาชดเชยได้” สวี่กล่าว

“คุณอาจจะหาเพิ่มจากสหรัฐฯ ได้สัก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่นั่นถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความสูญเสียถึง 12 ล้านบาร์เรลต่อวันในระบบ”

สวี่ ให้ความเห็นว่า รัฐสมาชิกอาเซียนจะไม่ได้กังวลมากนักเกี่ยวกับผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับยูเครนหรือประเทศอื่นๆ จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย

“พวกเขาเห็นปริมาณน้ำมันสำรองลดลงสู่ระดับวิกฤติ และหากไม่สามารถจัดหาอุปทานได้เพียงพอ พวกเขาจะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นจริง” สวี่กล่าวและว้า “ดังนั้น ความกังวลด้านการทูตเหล่านั้น ไม่คิดว่าเป็นประเด็นหลักในขณะนี้”

ทางด้านอัสรุล จาก The Asia Group ระบุว่า การคัดค้านจากยูเครนไม่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับมาเลเซีย เนื่องจากเหตุผลพิจารณาภายในประเทศจะ “มีความสำคัญเหนือกว่าความเสี่ยงด้านชื่อเสียงระดับโลก”

อัสรุลอธิบายเพิ่มเติมว่า การซื้อน้ำมันรัสเซียอาจส่งผลต่อมุมมองของพันธมิตรตะวันตกรายสำคัญว่า มาเลเซียกำลังทำธุรกรรมที่ท้าทายมาตรการคว่ำบาตรที่มีอยู่ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลปุตราจายากำลังพยายามดึงดูดการลงทุนจากตะวันตกในด้านเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

“มันอาจเป็นการทดสอบนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่มาเลเซียพยายามประคับประคองมาอย่างดี และอาจทำให้วอชิงตันหรือบรัสเซลส์ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของมาเลเซียในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์” อัสรุบกล่าว

อย่างไรก็ตาม อัสรุลยืนยันว่าแรงกดดันภายในประเทศจะเป็น “ปัจจัยชี้ขาด” มากกว่าสำหรับมาเลเซีย

“งบประมาณอุดหนุนเชื้อเพลิงกำลังตึงตัวจากความผันผวนของราคาโลก และเมื่อการเลือกตั้งทั่วไปใกล้เข้ามา เสถียรภาพของราคาเชื้อเพลิงจึงกลายเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดทางการเมือง” อัสรุลระบุ

ทั้งนี้ มาเลเซียจะต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งถัดไปภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2571

อัลบ็อกดาดีจาก FXEM ระบุว่า แนวทางที่แตกต่างกันของสมาชิกอาเซียนสะท้อนถึงความแตกต่างในด้านการจัดวางตัวทางภูมิรัฐศาสตร์ ลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจ และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รวมถึงขีดความสามารถในการหาแหล่งพลังงานอื่น

“บางประเทศให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการนำเข้าและสร้างความมั่นคงทางพลังงานเป็นหลัก ในขณะที่ประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินตะวันตกหรือพึ่งพาเครือข่ายการค้าโลกสูง อาจจะมีความระมัดระวังมากกว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางเทคนิค เช่น รูปแบบของโรงกลั่น และความเหมาะสมของน้ำมันดิบเกรดรัสเซีย รวมถึงความรุนแรงของการขาดแคลนที่มีส่วนต่อการตัดสินใจ”

อย่างไรก็ตาม โยฮาเนส (Yohanes) จากมหาวิทยาลัย Achmad Yani ให้ความเห็นเตือนว่าประเทศอาเซียนควรระมัดระวังในการหันไปพึ่งพาน้ำมันรัสเซีย ยุโรปจะแสดงความไม่พอใจอย่างแน่นอน เพราะเงินเหล่านี้จะกลายเป็นทุนให้รัสเซียใช้ในการโจมตียูเครนต่อไป

ประเทศในตะวันออกกลางก็อาจจะไม่พอใจเช่นกัน ไม่ใช่เพียงเพราะการสูญเสียลูกค้ารายประจำ แต่เป็นเพราะรัสเซียคือพันธมิตรของอิหร่าน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้อิหร่านได้พุ่งเป้าโจมตีเรือและโรงกลั่นน้ำมันในตะวันออกกลางโดยใช้อาวุธและเทคโนโลยีของรัสเซีย

เตอูกู เรซาชะห์ (Teuku Rezasyah) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก President University ของอินโดนีเซีย กล่าวว่า รัสเซียสามารถใช้ประโยชน์จากความ “เข้าตาจน” ของประเทศต่างๆ ที่ต้องการน้ำมันมาเป็นเครื่องมือต่อรองได้

“รัสเซียสามารถผลักดันให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น บีบให้ประเทศเหล่านั้นซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารของรัสเซีย หรือแม้กระทั่งกดดันให้วางตัวสอดคล้องกับวาระระดับโลกที่รัสเซียพยายามผลักดัน” เตอูกูให้สัมภาษณ์กับ CNA

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่าการแห่กันไปซื้อน้ำมันรัสเซียในครั้งนี้จะ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ถาวร

ปรากาศจาก Rystad Energy ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันต่างมองหา “น้ำมันส่วนเพิ่ม” (Incremental Barrels) เพื่อช่วยบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางค่าระวางเรือและราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นจากสภาวะสงคราม “น้ำมันดิบรัสเซียตอบโจทย์ในจุดนี้ ไม่ใช่ในฐานะตัวตายตัวแทนระยะยาว แต่เป็นส่วนเติมเต็มตามโอกาสเมื่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเอื้ออำนวย”

สวี่จาก Kpler ชี้ให้เห็นว่า หลายประเทศในอาเซียนมีสัญญาซื้อขายระยะยาวกับประเทศในแถบตะวันออกกลางอยู่แล้ว ซึ่งการขนส่งใช้เวลาเพียง 20-30 วัน ซึ่งถือว่า “ค่อนข้างใกล้” เมื่อเทียบกับน้ำมันรัสเซียที่ใช้เวลาเดินทางนานกว่าเล็กน้อย อีกทั้งตลาดรัสเซียยังถูกครอบงำโดยผู้ซื้อรายใหญ่อย่างจีนและอินเดียที่มีเครือข่ายคู่ค้าที่แข็งแกร่งกว่า

“ในตอนนี้ น้ำมันรัสเซียเป็นเพียง ทางออกชั่วคราว เพื่อเติมเต็มช่องว่างของอุปทานที่หายไปเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีประเทศไหนพร้อมที่จะเปลี่ยนโครงสร้างทางพลังงานของตนเองอย่างขนานใหญ่หรือในระดับรากฐาน” สวี่กล่าว

สวี่ปิดท้ายว่า “พวกเขาซื้อน้ำมันรัสเซียเพียงเพราะมันพร้อมส่ง อยู่ใกล้ (ในแง่ของเรือที่ลอยลำอยู่) มีปริมาณมาก และราคาถูก แต่ในอนาคตเมื่อสงครามครั้งนี้สิ้นสุดลง พวกเขาก็คงจะกลับไปใช้แหล่งพลังงานเดิมเหมือนช่วงก่อนหน้านี้”

อินโดนีเซียเตรียมนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย 150 ล้านบาร์เรล จนถึงสิ้นปี 2569

ที่มาภาพ: https://www.heygotrade.com/en/news/indonesia-import-150m-barrels-russian-crude-through-2026/

นายยูลิออต (Yuliot) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี ยืนยันว่าอินโดนีเซียได้รับคำมั่นในการนำเข้าน้ำมันดิบจำนวน 150 ล้านบาร์เรลจากรัสเซีย โดยจะแบ่งการนำเข้าเป็นระยะไปจนถึงสิ้นปี 2569

“การนำเข้าจะดำเนินการเป็นเฟสๆ” นายยูลิออตกล่าว ณ ที่ทำการกระทรวงเมื่อวันศุกร์(24 เมษายน)

รัฐมนตรีช่วยฯ อธิบายว่า สาเหตุที่ตัดสินใจนำเข้าน้ำมันเป็นระยะแทนการนำเข้าลอตใหญ่ในคราวเดียว เนื่องจากต้องพิจารณาถึงขีดความสามารถในการจัดเก็บน้ำมันของอินโดนีเซียประกอบด้วย โดยน้ำมันที่นำเข้าจากรัสเซียนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการบริโภคของภาคประชาชนเท่านั้น แต่จะจัดสรรไปยังภาคอุตสาหกรรม การทำเหมือง และภาคปิโตรเคมีด้วย

“การนำเข้าน้ำมัน 150 ล้านบาร์เรลนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ของเราไปจนถึงสิ้นปีนี้” เขากล่าวเสริม

แม้จะตัดสินใจนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย แต่อินโดนีเซียยังคงมุ่งมั่นที่จะจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกาเพื่อช่วยตอบสนองความต้องการพลังงานภายในประเทศ โดยนายยูลิออตอธิบายว่า ปัจจุบันอินโดนีเซียมีความต้องการใช้น้ำมันอยู่ที่ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ขีดความสามารถในการผลิตภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้อินโดนีเซียมีส่วนต่างที่ขาดอยู่ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“สถานการณ์นี้บีบให้เราต้องจัดหาน้ำมันเพิ่มจากประเทศอื่นๆ (นอกเหนือจากรัสเซีย) ซึ่งรวมถึงจากสหรัฐอเมริกาด้วย” นายยูลิออตกล่าว

เมื่อวันพฤหัสบดี (23 เมษายน) นายฮาซิม โจโจฮาดิกุสุโม (Hasjim Djojohadikusumo) ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า อินโดนีเซียได้บรรลุข้อตกลงกับรัสเซียในการจัดหาน้ำมัน 100 ล้านบาร์เรลใน “ราคาพิเศษ”

นายฮาซิมกล่าวอีกว่า หากอินโดนีเซียต้องการอุปทานเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเศรษฐกิจ รัสเซียก็พร้อมที่จะจัดหาน้ำมันดิบให้อีกสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล

“ประธานาธิบดีไม่ได้เดินทางไปมอสโกเพื่อใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่ไปที่นั่นเพื่อหารือกับประธานาธิบดีปูตินเป็นเวลาถึง 3 ชั่วโมง จนกระทั่งได้รับคำมั่นสัญญาในการนำเข้าน้ำมันจากประธานาธิบดีปูติน” นายฮาซิมระบุ

ข้อผูกพันจากมอสโกในครั้งนี้ ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของอินโดนีเซียในการบรรเทาผลกระทบจากความไม่มั่นคงที่เกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อการค้าโลกในขณะนี้

นายฟับบี ตูมิวา (Fabby Tumiwa) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสถาบัน Institute for Essential Services Reform (IESR) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในอินโดนีเซีย กล่าวว่า แม้ความร่วมมือกับรัสเซียจะเป็นทางออกในระยะสั้น แต่ก็ไม่ควรทำให้อินโดนีเซียไขเขวจากการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน

“สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือวิกฤติพลังงานฟอสซิล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบพลังงานของอินโดนีเซียนั้นเปราะบางเพียงใดต่อแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เราควบคุมไม่ได้” ตูมิวากล่าวกับ CNA

“ตราบใดที่อินโดนีเซียยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซหุงต้ม (LPG) ความขัดแย้งระดับโลกใดๆ ก็ตามจะส่งแรงกดดันโดยตรงต่องบประมาณแผ่นดิน เพิ่มภาระการอุดหนุน และทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ”

สิงคโปร์หันมาใช้เชื้อเพลิงรัสเซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มาภาพ: https://www.straitstimes.com/singapore/transport/more-tanker-vessel-arrivals-shipping-fuel-sold-through-spore-port-in-march

สิงคโปร์ หนึ่งในประเทศที่รวยที่สุดในโลกและเป็นท่าเรือเติมน้ำมันเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมาทดแทนสินค้าที่ขาดหายไปจากตะวันออกกลาง ในขณะที่สงครามอิหร่านยังคงสร้างความไร้เสถียรภาพให้กับตลาดพลังงานโลก จากรายงานของ UKRAINSKA PRAVDA โดยอ้างรายงานของ Financial Times

การนำเข้าน้ำมันเตา (Fuel Oil) จากรัสเซียมายังสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้ง ข้อมูลจาก Vortexa ระบุว่าปริมาณการนำเข้าในเดือนเมษายนได้แซงหน้าค่าเฉลี่ยรายเดือนของปี 2565 ไปมากกว่าสองเท่าแล้ว

สงครามและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซได้ผลักดันให้ราคาพลังงานโลกสูงขึ้น และทำให้เกิดการขาดแคลนผลิตภัณฑ์สำคัญ รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและน้ำมันเชื้อเพลิงเรือ (Bunker)

ราคาน้ำมันซึ่งส่งผลต่อต้นทุนเชื้อเพลิงทางทะเลได้ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนเมษายน โดยในเวลานั้นน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคากลางทั่วโลกเกือบแตะระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี(23 เมษายน)ที่ผ่านมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 106 ดอลลาร์สหรัฐ

ภายใต้กฎเกณฑ์ที่กลุ่มประเทศ G7 และสหภาพยุโรป (EU) นำมาใช้ น้ำมันเตาของรัสเซียตกอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรและไม่สามารถนำเข้าโดยประเทศเหล่านั้นได้ อย่างไรก็ตาม การค้ายังคงได้รับอนุญาตภายใต้กรอบเพดานราคา (Price Cap) ซึ่งอนุญาตให้บริษัทต่างๆ ขนส่งเชื้อเพลิงได้หากซื้อในราคาไม่เกิน 45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

สหรัฐอเมริกาได้รปรับเปลี่ยนนโยบายส่วนหนึ่ง โดยผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียทางทะเลเป็นการชั่วคราว เพื่อยั้งราคาที่พุ่งสูงขึ้น

ในส่วนของสิงคโปร์เองนั้น ไม่ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเฉพาะเจาะจงของรัสเซีย แต่ผู้ค้าต้องปฏิบัติตามเพดานราคาหากการขนส่งนั้นเกี่ยวข้องกับการบริการทางทะเลของตะวันตก

การนำเข้าน้ำมันเตาจากตะวันออกกลางมายังสิงคโปร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังสงครามเริ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Vortexa ระบุว่าการจัดหาจากรัสเซียในเดือนมีนาคมและเมษายนได้ช่วยชดเชยการลดลงจากกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้บางส่วน

ปริมาณรวมจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียในเดือนมีนาคมและเมษายนลดลงเหลือ 336,000 บาร์เรลต่อวัน (เทียบกับ 522,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์) ปริมาณรวมจากรัสเซียในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นจาก 372,000 เป็น 585,000 บาร์เรลต่อวัน

เมียนมาลงนามข้อตกลงรัสเซีย ท่ามกลางวิกฤติเชื้อเพลิงในประเท

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของรัฐบาลเมียนมาร์ โก โก ลวิน และเจ้าหน้าที่จากกองทุนพัฒนาการลงทุนของรัสเซีย (Russian Investment Development Fund) เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในกรุงมอสโก เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่มาภาพ: https://www.irrawaddy.com/business/regime-energy-minister-signs-deals-in-russia-amid-fuel-crisis.html

รัฐบาลกึ่งพลเรือนของเมียนมาที่กำลังเผชิญกับวิกฤติขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนัก ได้หันไปพึ่งพารัสเซียเพื่อจัดหาน้ำมันและก๊าซในราคาถูก โดยมีการลงนามข้อตกลงด้านพลังงานฉบับใหม่ในมอสโก ในขณะที่รัฐบาลทหารต้องพึ่งพาพันธมิตรมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อประคับประคองประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้

นายโก โก ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน ใช้เวลาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในประเทศจีนและรัสเซีย เพื่อแสวงหาโอกาสในความร่วมมือระยะยาวด้านภาคไฟฟ้าและพลังงาน รวมถึงดึงดูดการลงทุน

ในมอสโก นายโก โก ลวินได้พบกับบริษัทรัสเซียหลายแห่งเพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม, ก๊าซ LNG, ก๊าซ LPG และปุ๋ย ในราคาพิเศษตามกรอบ “มิตรภาพทวิภาคี” ภายใต้ข้อตกลงการจัดหาระยะยาว นอกจากนี้ยังได้หารือกับบริษัท Inter RAO เกี่ยวกับแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมัน และคลังก๊าซ LNG ที่ท่าเรือน้ำลึกทวาย ต่อมาในวันเดียวกัน นายโก โก ลวิน ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับกองทุนพัฒนาการลงทุนของรัสเซีย (RC Investments) ซึ่งครอบคลุมโครงการด้านพลังงานและการจัดหาน้ำมันดิบระยะยาว

นายอเล็กซานเดอร์ ชาติรอฟ ผู้อำนวยการ RC Investments กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจนี้สะท้อนถึง “ผลประโยชน์ร่วมกัน” และวางรากฐานให้เมียนมากลายเป็น ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ (Strategic Hub) สำหรับการส่งออกปิโตรเลียมของรัสเซียไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และยังเสริมว่าความร่วมมือนี้ “มีอนาคตที่สดใสมาก”

นายโก โก ลวิน ยังได้พบกับ นายเซอร์เก ซิวิเลฟ รัฐมนตรีพลังงานรัสเซีย และ นายอันตอน โคเบียคอฟ ที่ปรึกษาประธานาธิบดี เพื่อหารือเกี่ยวกับการขอเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน (Concessional Loans) จากมอสโกเพื่อเร่งดำเนินโครงการต่างๆ นักสังเกตการณ์ชี้ว่าความเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำถึงการที่รัฐบาลทหารต้องพึ่งพามอสโกมากขึ้น ทั้งในด้านการเงินและเทคนิค เนื่องจากวิกฤติเชื้อเพลิงที่ดำเนินอยู่กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเจรจาระหว่างมอสโกและเนปิดอว์เรื่องโรงกลั่นและการนำเข้าเชื้อเพลิงนั้นยืดเยื้อมานานหลายปีแต่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม แม้ในปี 25652 รัฐบาลทหารจะเคยตั้งคณะกรรมการเพื่อนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียโดยเฉพาะ แต่นักวิเคราะห์มองว่ายังไม่แน่ชัดว่าข้อตกลงล่าสุดนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงหรือไม่

เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว พลเอกเมียะ ตุน อู (Mya Tun Oo) รัฐมนตรีคมนาคม (ในขณะนั้น) ได้นำเสนอเมียนมาในฐานะ “ประตู” สำหรับความทะเยอทะยานทางการค้าของรัสเซียในอาเซียน โดยเน้นย้ำว่าสินค้าจากรัสเซียสามารถขนส่งผ่านพอร์ตย่างกุ้ง และกระจายต่อผ่านระบบรางและถนนไปยังจุดหมายอื่นๆ ในภูมิภาค พร้อมเชิญชวนให้นักลงทุนรัสเซียเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาท่าเรือ รถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

เมียนมานำเข้าเชื้อเพลิงเกือบร้อยละ 97 ของความต้องการทั้งหมด ในแต่ละปีต้องใช้เงินกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเข้าเชื้อเพลิง 5 ล้านตัน ทว่าตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลได้เริ่มมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงโดยใช้ระบบปันส่วนอย่างเข้มงวด ท่ามกลางการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจากวิกฤตตะวันออกกลาง

  • ผลกระทบในเมือง: การขาดแคลนและราคาที่พุ่งสูงส่งผลกระทบต่อครัวเรือนและธุรกิจในย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์ ทำให้ค่าขนส่ง อาหาร และต้นทุนการเกษตรสูงขึ้น
  • คำเตือนจาก WFP(World Food Programme): โครงการอาหารโลกเตือนว่าวิกฤติกำลังรุนแรงขึ้น ราคาอาหารหลัก (ข้าว, น้ำมันปาล์ม, เกลือ) พุ่งสูงขึ้นร้อยละ 19 ทั่วประเทศ
  • ภาคการเกษตร: เกษตรกรต้องลดการใช้ปุ๋ยเนื่องจากราคาแพงและของขาดตลาด ซึ่งการลดการใช้ปุ๋ยในนาข้าวลงร้อยละ 50 อาจทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 10-15 ซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางอาหาร

แม้ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะทำสงครามกับอิหร่าน เมียนมาก็เผชิญกับวิกฤติเชื้อเพลิงอยู่แล้วเนื่องจากการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ จนต้องจำกัดการนำเข้าและพยายามเชิญชวนประเทศในตะวันออกกลางมาลงทุนในแหล่งก๊าซของประเทศ

ก่อนเดินทางไปรัสเซีย นายโก โก ลวิน ได้แวะเยือนจีนเพื่อหารือเรื่องการนำเข้าเชื้อเพลิงระยะยาวในราคาถูก และเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อเร่งความร่วมมือให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากมอสโกและปักกิ่ง แต่ความไม่สงบและสงครามกลางเมืองที่ยังดำเนินอยู่ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ยังไม่กล้าเข้ามาลงทุนจริง ทิ้งให้รัฐบาลทหารต้องฝากความหวังไว้กับ “คำมั่นสัญญา” ของโครงการในอนาคตเพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานที่กำลังรัดตัวอยู่ในขณะนี้