ASEAN Roundup ประจำวันที่ 8-14 มีนาคม 2569
- อาเซียนเลิกใช้กลไกปล่อยตามราคาตลาด หันใช้มาตรการ “คลัง-ภาษี-กฎหมาย” รับมือวิกฤติพลังงาน
- ฟิลิปปินส์เล็งทบทวนกฎหมายเปิดเสรีน้ำมัน หลังราคาพุ่งสูงคุกคามเศรษฐกิจ
- เวียดนามปรับลดภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% จนถึงเดือนหน้า
- อินโดนีเซียเล็งปัดฝุ่นแผน “B50” รับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง
- มาเลเซียเตรียมมาตรการรับมือแรงกระแทกด้านราคาและอุปทาน
- สิงคโปร์ใช้มาตรการหลากหลายเพื่อปกป้องความมั่นคงทางพลังงาน
- ลาวยืนยันปริมาณน้ำมันยังคงเสถียร ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัด
อาเซียนเลิกใช้กลไกปล่อยตามราคาตลาด หันใช้มาตรการ“คลัง-ภาษี-กฎหมาย” รับมือวิกฤติพลังงาน

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างมาก กำลังเผชิญกับบททดสอบด้านความมั่นคงทางพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดล้อม กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอาจจะผลักดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งทะยานสู่ระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากที่พุ่งสูงทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
วิกฤตครั้งนี้กำลังส่งผลกระทบไปทั่วทั้งภูมิภาค โดยฟิลิปปินส์ ต้นทุนการขนส่งและการผลิตอาหารพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทย เผชิญกับภาวะความเสี่ยงที่ราคาค่าไฟฟ้าจะปรับตัวสูงขึ้น มาเลเซียและอินโดนีเซีย ต้องแบกรับภาระงบประมาณการอุดหนุนราคาพลังงาน (Subsidies) ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล และสิงคโปร์ ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มดีดตัวสูงขึ้นจนแตะระดับใกล้เคียงกับวิกฤตพลังงานในปี 2022
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” (Energy Security) กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกรัฐบาลในอาเซียนต้องเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งนำเข้าสำรอง หรือการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันดิบเพียงแหล่งเดียวในอนาคต
รัฐบาลและภาคธุรกิจทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งมืออย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะการขาดแคลนพลังงาน ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้นไม่ให้มีการสัญจรทางเรือ ท่ามกลางผลกระทบที่บานปลายจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน
รัฐบาลทุกประเทศเลิกใช้กลไกปล่อยตามราคาตลาด แต่หันมาใช้มาตรการ “คลัง-ภาษี-กฎหมาย” เข้าแทรกแซงอย่างเต็มตัว พร้อมพยายามพึ่งพาตัวเองด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) การบริหารสต็อกและผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า
ฟิลิปปินส์เล็งรื้อกฎหมายเปิดเสรีน้ำมัน หลังราคาพุ่งสูงคุกคามเศรษฐกิจ

ฟิลิปปินส์กำลังพิจารณาทบทวนกฎหมายที่มีอายุกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปิดเสรีอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยรัฐบาลตั้งเป้าที่จะเข้ามาควบคุมราคาเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงเนื่องจากสงครามอิหร่าน
นางชารอน การิน (Sharon Garin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาสนับสนุนข้อเสนอของสมาชิกสภานิติบัญญัติบางส่วน ในการทบทวนกฎหมายปี 1998 ซึ่งเธอกล่าวว่ากฎหมายฉบับนี้ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมัน “ขาดการควบคุมโดยสิ้นเชิง” และกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก
“มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง โดยเรียนรู้จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ รวมถึงบทเรียนจากปีก่อนๆ เมื่อเกิดปัญหาด้านน้ำมันในอีกฟากหนึ่งของโลก” นางการิน กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ อีวอน แมน (Yvonne Man) และ เดวิด อิงเกิลส์ (David Ingles) ทางสถานีโทรทัศน์ Bloomberg เมื่อวันศุกร์( 13 มีนาคม 2569) ที่ผ่านมา
นางการินกล่าวอีกว่า “ตลาดที่ขาดการควบคุมนั้นจะใช้การได้ดีก็ต่อเมื่อสถานการณ์ปกติ ในช่วงเวลาที่ดี มันคือระบบตลาดที่ยอดเยี่ยม แต่ในยามวิกฤต มันกลับเป็นระบบที่เลวร้าย ดังนั้น พลังอำนาจของกระทรวงพลังงานจำเป็นต้องมีความสมดุลมากกว่านี้”
ฟิลิปปินส์ซึ่งนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดของความต้องการใช้ในประเทศ มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างรุนแรงอีกระลอกในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่า ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นถึง 16% ในเดือนเมษายน ตามข้อมูลจากรัฐมนตรีการิน
การพุ่งสูงขึ้นของราคาเหล่านี้อาจกลายเป็นตัวเร่งให้อัตราเงินเฟ้อรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อก็ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปีไปแล้ว
“ฟิลิปปินส์ไม่สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่ตลาดโลกเป็นผู้กำหนดราคาเพียงฝ่ายเดียว” นางการินกล่าว พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความพยายามของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการเร่งเพิ่มสัดส่วนของ พลังงานหมุนเวียน (Renewable Power) ในระบบพลังงานของประเทศ
บริษัทน้ำมันในฟิลิปปินส์กำลังพยายามมองหาแหล่งจัดส่งน้ำมันจากประเทศอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง แต่รัฐมนตรีพลังงานยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ
“ประเด็นมันไม่ใช่แค่เรื่องการมีน้ำมันให้ซื้อ แต่มันคือเรื่องของ ‘ราคา’” นางการินกล่าว “และต่อให้หาซื้อได้ ก็ต้องหาเรือที่เต็มใจจะล่องมาส่งให้ถึงประเทศ ซึ่งค่าขนส่งโลจิสติกส์นั้นพุ่งสูงขึ้นทุกวัน แถมค่าประกันภัยเรือก็แพงมหาศาล ดังนั้นจึงมีปัจจัยมากมายที่ต้องนำมาพิจารณา”
- เล็งนำเข้าจากรัสเซีย
นางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร (Ma. Theresa Lazaro) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (13 มีนาคม 2569) ว่า ฟิลิปปินส์กำลัง “พิจารณา” การนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย หลังจากที่มีการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบของรัสเซียที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเลเป็นการชั่วคราว
ในการแถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN) นัดพิเศษ นางลาซาโรตอบรับว่ารัฐบาลเปิดรับความเป็นไปได้ในการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ท่ามกลางภาวะชะงักงันของพลังงานโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ
นางลาซาโรกล่าวว่า “เป็นเรื่องที่กำลังได้รับการพิจารณา แต่จะยกหน้าที่นี้ให้กับหน่วยงาน หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งก็คือกระทรวงพลังงาน”
ด้านชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ประมาณ 98% ของน้ำมันดิบที่ใช้ในประเทศมาจากตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ปัจจุบันถูกอิหร่านปิดล้อมอยู่
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้อนุญาตเป็นการชั่วคราว ให้มีการส่งมอบและซื้อขายน้ำมันดิบรวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งได้บรรทุกขึ้นเรือไปแล้วตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม โดยอนุญาตให้ทำการขนส่งได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน จนถึงวันที่ 11 เมษายนนี้
การผ่อนปรน (Waiver) ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียกำลังติดอยู่ในวงล้อมของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน
- มาร์กอสลงนามรับรองร่างกฎหมายระงับ/ลดภาษีสรรพสามิตผลิตภัณฑ์น้ำมันเร่งด่วน
ทำเนียบรัฐบาลฟิลิปปินส์ (Malacañang) เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า บริษัทน้ำมันหลายแห่งได้ให้ความมั่นใจแก่รัฐบาลว่าจะมีปริมาณเชื้อเพลิงสำรองที่เพียงพอ ในขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีมาร์กอสกำลังยกระดับมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก
คำยืนยันดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลและผู้บริหารในอุตสาหกรรมน้ำมัน ณ ทำเนียบมาลากันยัง ในกรุงมะนิลาเมื่อวันพฤหัสบดี (12 มีนาคม 2569) เพื่อหารือเรื่องเสถียรภาพของอุปทานและป้องกันการปรับขึ้นราคาน้ำมันเกินควร
นายราล์ฟ เรคโต (Ralph Recto) เลขาธิการบริหาร ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลร่วมกับ ชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่าการหารือครั้งนี้เป็นไปอย่าง “สร้างสรรค์”
“การประชุมมุ่งเน้นไปที่เรื่องปริมาณน้ำมันและราคา รวมถึงวิธีที่จะรักษาเสถียรภาพของทั้งสองส่วนท่ามกลางความผันผวนที่เรากำลังเผชิญอยู่” นายเรคโตกล่าวในแถลงการณ์ และว่า การหารือครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งโดยตรงของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่ต้องการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นต่อประชาชน
เรคโตระบุว่า ประธานาธิบดีได้ลงนามรับรองร่างกฎหมายอนุญาตให้ระงับหรือลดภาษีสรรพสามิตผลิตภัณฑ์น้ำมันในช่วงภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องเร่งด่วนแล้ว “ประธานาธิบดีต้องการให้ร่างกฎหมายนี้ส่งถึงโต๊ะทำงานโดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้ลงนามประกาศใช้”
ร่างกฎหมายสภาผู้แทนราษฎรฉบับที่ 8418 อนุญาตให้ประธานาธิบดีระงับหรือลดภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงได้นานถึง 6 เดือน อำนาจที่ได้รับภายใต้มาตรการนี้สามารถใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028
ในขณะเดียวกัน วุฒิสภาได้มีข้อเสนอเพื่อที่จะจัดตั้งกลไกที่จะอนุญาตให้ระงับหรือลดภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงโดยอัตโนมัติเมื่อราคาน้ำมันโลกถึงระดับวิกฤติ
มาตรการนี้เสนอการแก้ไขมาตรา 148 ของประมวลกฎหมายภาษีสรรพสามิตแห่งชาติปี 1997 (National Internal Revenue Code of 1997) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎหมายปฏิรูปภาษีเพื่อเร่งรัดและรวม (Tax Reform for Acceleration and Inclusion:TRAIN)
ภายใต้ร่างกฎหมายของวุฒิสภา ประธานาธิบดีอาจระงับหรือลดภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงผ่านคำสั่งบริหารเมื่อราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย โดยอิงจากค่าเฉลี่ยของ Platts Singapore ถึง 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นเวลาหนึ่งเดือน ตามคำแนะนำของคณะกรรมการประสานงานงบประมาณเพื่อการพัฒนา
การระงับหรือลดภาษีจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติเมื่อราคาน้ำมันโลกลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินมาตรการแทรกแซงอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย รวมถึงแคมเปญการอนุรักษ์พลังงาน และการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือกลุ่มภาคขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น
การประชุมครั้งนี้ยังได้หารือถึงประเด็นปัญหาในห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ “โชคดีที่บริษัทน้ำมันต่างๆ ให้การยืนยันว่า ความท้าทายด้านการดำเนินงานในการนำผลิตภัณฑ์เข้ามายังประเทศนั้นยังอยู่ในระดับที่จัดการได้” นายเรคโตกล่าว
นายเรคโตเสริมว่า รัฐบาลกำลังสำรวจแหล่งจัดหาพลังงานทางเลือกในกรณีที่ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าวแย่ลงจนจำกัดอุปทานน้ำมันโลก “นี่คือรูปแบบของ ‘การทูตน้ำมัน’ (Oil Diplomacy) ที่ผู้บริหารบริษัทน้ำมันและรัฐบาลจะต้องร่วมมือกันดำเนินการ” เรคโตกล่าว “ประเด็นสำคัญที่ต้องจัดการเชิงรุกในวิกฤตที่มีความผันผวนสูงมากเช่นนี้ คือเรื่องการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน”
ในขณะเดียวกัน นางการิน (รัฐมนตรีพลังงาน) ได้เตือนบริษัทน้ำมันให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่า การปรับราคาหน้าปั๊มต้องสะท้อนสภาวะตลาดที่แท้จริง พร้อมย้ำว่าการขึ้นราคาที่เร็วเกินไป เกินกว่าเหตุ หรือไม่สมเหตุสมผล จะไม่ได้รับการผ่อนปรนและจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย
เวียดนามปรับลดภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% จนถึงเดือนหน้า

รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศใช้ คำสั่งฉบับที่ 72 เพื่อปรับลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงหลายประเภทลงเหลือ 0% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ถึง 30 เมษายน นี้ เพื่อพยายามรักษาเสถียรภาพของตลาดเชื้อเพลิงภายในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลาง
รายละเอียดการปรับลดภาษีภายใต้คำสั่งฉบับนี้ ซึ่งออกในวันที่ 9 มีนาคม อัตราภาษีที่เรียกเก็บกับทุกประเทศที่ได้สิทธิ MFN ของน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและวัตถุดิบผสม (เช่น แนพทา และ รีฟอร์เมต) ลดลงจาก 10% เหลือ 0% น้ำมันดีเซล, น้ำมันเตา, น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และน้ำมันก๊าด ปรับลดจาก 7% เหลือ 0% วัตถุดิบปิโตรเคมี (ไซลีน, คอนเดนเสท และ พาราไซลีน): ปรับลดจาก 3% เหลือ 0% และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดวงอื่น ๆ: ปรับลดจาก 2% เหลือ 0%
กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า เมื่อคำนวณจากปริมาณการนำเข้าในปี 2025 การปรับลดภาษีในครั้งนี้อาจทำให้รายได้งบประมาณของรัฐลดลงประมาณ 1.024 ล้านล้านด่อง (หรือประมาณ 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
คำสั่งนี้ระบุเพิ่มเติมว่า หากมีความจำเป็น กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าอาจเสนอให้มีการขยายระยะเวลาของมาตรการดังกล่าวออกไป เพื่อสร้างความมั่นใจในเสถียรภาพของตลาด
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
การปิดล้อม ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโอมานและอิหร่าน ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้ทั่วโลก รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวนมหาศาล ซึ่งหากมีการปิดล้อมเกิดขึ้น อาจส่งผลให้ไม่สามารถขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปยังโรงกลั่นต่างๆ ได้ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะบีบบังคับให้โรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิตและจำกัดการส่งออกในที่สุด
โรงกลั่นน้ำมันของเวียดนามอาจเผชิญกับความลำบากเช่นกัน หากการนำเข้าน้ำมันดิบเกิดการหยุดชะงัก
ปัจจุบัน การนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่ของเวียดนามมาจากกลุ่มประเทศอาเซียนและเกาหลีใต้ โดยได้รับสิทธิภาษีเป็นศูนย์ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) อย่างไรก็ตาม การตึงตัวของอุปทานทั่วโลกอาจส่งผลให้แหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ มีน้อยลงและมีราคาสูงขึ้น
อินโดนีเซียเล็งปัดฝุ่นแผน “B50” รับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง

อินโดนีเซียอาจรื้อฟื้นแผนการเปิดตัวน้ำมันไบโอดีเซลสูตร B50 (ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม 50%) ภายในกลางปีนี้ เนื่องด้วยราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตามการเปิดเผยของ นายยูลีออต ตันจุง (Yuliot Tanjung) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงาน
อย่างไรก็ตาม นายยูลีออตได้ระบุในความเห็นที่ส่งถึงสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก “ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย” เกี่ยวกับเรื่องนี้
ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม ทางการอินโดนีเซียได้พับแผนการเปิดตัว B50 (ไบโอดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 50% และดีเซลปกติ 50%) สำหรับปีนี้ไป เนื่องจากความกังวลด้านเทคนิคและงบประมาณสนับสนุน โดยเลือกที่จะคงไว้ที่สูตร B40 แทน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน นายยูลีออตระบุว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาแผนงานแบ่งเป็น 2 สถานการณ์ (Scenarios)
“เราอาจเริ่มใช้ B50 ในช่วงครึ่งปีหลังหรืออาจเร็วกว่านั้น… แต่ในขณะนี้ มติของคณะกรรมการอำนวยการยังคงให้ใช้ B40 ไปจนถึงสิ้นปี 2026” นายยูลีออตกล่าว พร้อมเสริมว่าทางการกำลังติดตามความเคลื่อนไหวของราคาแบบเรียลไทม์
ทั้งนี้ คณะกรรมการอำนวยการดังกล่าวประกอบด้วยรัฐมนตรีจากหลายกระทรวง ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบายไบโอดีเซลโดยเฉพาะ โดยมี นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจเป็นประธาน
มาตรการบังคับใช้ไบโอดีเซลของอินโดนีเซีย มักส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลก เนื่องจากปริมาณการใช้ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจะไปลดปริมาณน้ำมันปาล์มที่มีไว้สำหรับการส่งออก
เมื่อวันจันทร์(9 มีนาคม)ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดีดตัวสูงขึ้นตาม เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบที่แพงขึ้นจะกระตุ้นความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในฐานะวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซล
นายยูลีออตไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเมื่อวันจันทร์ อย่างไรก็ตาม นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย (Bahlil Lahadalia) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่ารัฐบาลอาจตัดสินใจเร่งโครงการเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ให้เร็วขึ้น ซึ่งรวมถึงแผน B50 และแผนการบังคับใช้ส่วนผสมของไบโอเอทานอลในน้ำมันเบนซิน ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการเริ่มใช้ B50 ภายในปีนี้ นายแอร์ลังกา ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า ทางการกำลังติดตามและประเมินผลกระทบของความขัดแย้งที่มีต่อนโยบายไบโอดีเซลอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา (Purbaya Yudhi Sadewa) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าอินโดนีเซียมีความพร้อมที่จะ “เพิ่มงบประมาณอุดหนุนราคาพลังงาน” เพื่อดูดซับแรงกระแทกจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันโลก ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนรุนแรงจนเกินไป
มาเลเซียเตรียมมาตรการรับมือแรงกระแทกด้านราคาและอุปทาน

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม แถลงผ่านโทรทัศน์เมื่อวันพุธ ( 11 มีนาคม)ว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการที่ครอบคลุมในทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าจะบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางต่อราคาอาหารและพลังงานภายในประเทศให้เหลือน้อยที่สุด
นอกจากนี้ จะมีการบังคับใช้มาตรการรัดเข็มขัด (Austerity measures) ในบางส่วน ซึ่งรวมถึงการจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศของรัฐมนตรี และกำหนดให้หน่วยงานรัฐทุกแห่งเดินทางได้เฉพาะตามกำหนดการเดิมที่วางไว้แล้วเท่านั้น พร้อมทั้งขอให้หน่วยงานรัฐและบริษัทในเครือรัฐบาล (GLCs) ปรับลดขนาดการจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาล Eid al-Fitr (รายอ) ให้เล็กลง
นายกรัฐมนตรีอันวาร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย ยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของมาเลเซียยังคงจัดการได้ แม้ว่าความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกก็ตาม
นายอันวาร์ระบุว่าปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศ มีเพียงพออย่างน้อยจนถึงเดือนพฤษภาคม 2026 โดยรัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวมาเลเซีย รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพและการแก้ปัญหาผ่านทางการทูต
นอกจากนี้ นายอันวาร์ยังกล่าวเสริมว่า จะมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการพิเศษ” เพื่อศึกษาผลกระทบของความขัดแย้งที่มีต่อเศรษฐกิจของชาติโดยเฉพาะ
นายกรัฐมนตรีอันวาร์ระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพลเมืองมาเลเซียในตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่าได้เตรียมพร้อมปฏิบัติการอพยพเพื่อพาชาวมาเลเซียกลับบ้านท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเอเชียตะวันตก พร้อมเผยว่าเมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา มีชาวมาเลเซีย 163 คนที่ตกค้างอยู่ในหลายประเทศในภูมิภาคดังกล่าวได้เดินทางกลับถึงบ้านเกิดอย่างปลอดภัยแล้ว
ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน กำลังสร้าง “ผลกระทบระลอกคลื่น” (Ripple Effects) ที่แผ่ขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งจุดชนวนให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการค้าโลก โดยเฉพาะในภาคน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ค่าใช้จ่ายในการอุดหนุนราคาน้ำมันของมาเลเซียพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า มาอยู่ที่ประมาณ 3.2 พันล้านริงกิต (ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ต่อเดือน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางผลักดันราคาน้ำมันโลกให้สูงขึ้น ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อสถานะทางการเงินของรัฐบาล
ค่าใช้จ่ายในการอุดหนุนราคาน้ำมันของมาเลเซียพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า มาอยู่ที่ประมาณ 3.2 พันล้านริงกิต ต่อเดือน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางผลักดันราคาน้ำมันโลกให้สูงขึ้น ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อสถานะทางการเงินของรัฐบาล
นายอามีร์ ฮัมซาห์ อาซีซัน (Amir Hamzah Azizan) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังคนที่ 2 ระบุว่า ต้นทุนรายเดือน เพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 700 ล้านริงกิต สะท้อนถึงราคาซูเปอร์พุ่งพรวดของน้ำมันดิบนับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน และการจัดสรรงบปัจจุบัน 2 พันล้านริงกิต สำหรับอุดหนุนน้ำมันเบนซิน และอีก 1.2 พันล้านริงกิต สำหรับอุดหนุนน้ำมันดีเซล
แม้ราคาพลังงานโลกจะพุ่งสูงขึ้น แต่รัฐบาลมาเลเซียยังคงยืนยันนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันต่อไป เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
นายอามีร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษเมื่อวันศุกร์ (13 มีนาคม) ว่า “เราไม่ได้บอกว่าเราไม่ได้รับผลกระทบ เราได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะราคาสินค้าต่าง ๆ ถูกชี้นำโดยราคาน้ำมัน ซึ่งถูกกำหนดโดยกลไกตลาดโลก”
อย่างไรก็ตาม นายอามีร์ระบุว่ารัฐบาลยังคงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งพอที่จะแบกรับภาระงบประมาณการอุดหนุนที่สูงขึ้นนี้ได้ โดยอ้างถึงผลสำเร็จจากการปฏิรูปการคลังและมาตรการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ภายใต้นโยบายปัจจุบัน ชาวมาเลเซียสามารถซื้อน้ำมันเบนซิน RON95 ในราคาอุดหนุนที่ 1.99 ริงกิตต่อลิตร (ประมาณ 15-16 บาท) โดยจำกัดปริมาณสูงสุดไม่เกิน 300 ลิตรต่อเดือน
ในทำนองเดียวกัน บริษัทที่ได้รับสิทธิ์ภายใต้โครงการกองยานพาหนะและดีเซล (Fleet and Diesel programmes) ยังคงสามารถเข้าถึงน้ำมันดีเซลในราคาอุดหนุนที่ 2.15 ริงกิตต่อลิตร โดยปริมาณการเติมจะขึ้นอยู่กับโควตาเฉพาะที่ได้รับอนุมัติของแต่ละบริษัท
ในการแถลงข่าวเดียวกันนี้ นายฟะห์มี ฟัดซิล (Fahmi Fadzil) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสาร เปิดเผยว่า มาเลเซียกำลังพิจารณาอนุญาตให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยข้อเสนอนี้จะเข้าสู่การหารือในรัฐสภาในวันอังคารหน้า
สิงคโปร์ใช้มาตรการหลากหลายเพื่อปกป้องความมั่นคงทางพลังงาน

สิงคโปร์ได้ออกมาตรการหลายด้านเพื่อสร้างความมั่นใจในความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้จะมีการคาดการณ์ว่าราคาไฟฟ้าจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยรัฐบาลเตรียมพร้อมที่จะออกมาตรการช่วยเหลือสำหรับผู้อยู่อาศัยและภาคธุรกิจ
นายตัน ซี เล้ง (Tan See Leng) รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน รวมถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ระบุเมื่อวันที่ 12 มีนาคมว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซอันเนื่องมาจากความขัดแย้ง จะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลกจากตะวันออกกลาง และมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกสูงขึ้นในระยะอันใกล้นี้
นายตันกล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่สภาวะแวดล้อมทั่วโลกเริ่มมีความไม่แน่นอนและขาดเสถียรภาพมากขึ้น เหตุการณ์เชื้อเพลิงขาดแคลนและความผันผวนของราคาจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น โดยผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลมาถึงสิงคโปร์ ซึ่งต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าถึงประมาณ 95%
สำหรับมาตรการที่รัฐบาลสิงคโปร์เตรียมไว้เพื่อรับมือกับการพุ่งสูงขึ้นของราคาก๊าซทั่วโลกนั้น นายตันเน้นย้ำว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของก๊าซที่ใช้ในสิงคโปร์เป็นการส่งผ่านท่อก๊าซมาจากประเทศในภูมิภาค ดังนั้นจึง “ไม่ได้รับผลกระทบ” นอกจากนี้ ยังชี้ว่า สิงคโปร์ได้กระจายแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ให้มีความหลากหลาย จึงทำให้ประเทศ “ไม่ต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากตะวันออกกลางมากจนเกินไป”
นายตันกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของสิงคโปร์มีแหล่งนำเข้าจากทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ซึ่งสามารถดึงมาใช้ทดแทนสินค้าที่เดิมต้องมาจากตะวันออกกลางได้ สำหรับการนำเข้า LNG หนึ่งเที่ยวเรือจากตะวันออกกลางนั้น นายตันระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับผู้นำเข้าเพื่อหาเที่ยวเรืออื่นมาทดแทน
นอกจากนี้ นายตันยังชี้ว่า สิงคโปร์ได้จัดตั้งคลังสำรองเชื้อเพลิง ซึ่งประกอบด้วยก๊าซและน้ำมันดีเซล เพื่อให้บริษัทผลิตไฟฟ้าสามารถนำออกมาใช้ได้ในกรณีที่เกิดการหยุดชะงักของอุปทานก๊าซอย่างรุนแรง
โดยระบุว่าสำนักงานตลาดพลังงาน (Energy Market Authority – EMA) กำหนดให้กังหันผลิตไฟฟ้าของสิงคโปร์ต้องสามารถทำงานได้ด้วยทั้งก๊าซและน้ำมันดีเซล พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าสำนักงานฯ มีการทดสอบโรงไฟฟ้าทั้งหมดเป็นประจำ เพื่อให้แน่ใจว่าโรงไฟฟ้าเหล่านั้นสามารถสลับไปใช้การผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซลได้ทันทีหากมีความจำเป็น
ลาวยืนยันปริมาณน้ำมันยังคงเสถียร ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัด

รัฐบาลลาวระบุว่าปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของอุปทานน้ำมันทั่วโลก
ปริมาณเชื้อเพลิงสำรองภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับระยะเวลาหนึ่ง” นายสอนไซ สิดพะไซ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและโฆษกประรัฐบาล กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ร่วมกับ นายจันทะบูน สุกอาลุน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า
คำยืนยันที่สร้างความเชื่อมั่นนี้มีขึ้นเพื่อลดความกังวลที่เพิ่มขึ้นของประชาชน รวมถึงตอบโต้รายงานข่าวบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
นายสอนไซกล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีผลมาจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ผลิตและส่งออกน้ำมันปริมาณมหาศาลของโลก การหยุดชะงักที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อทั้งการผลิตและการส่งออกน้ำมัน ซึ่งผลักดันให้ราคาสูงขึ้นและทำให้ปริมาณน้ำมันในหลายประเทศตึงตัว รวมถึงใน สปป. ลาว ด้วยเช่นกัน
รัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ รวมถึงอำนาจการปกครองในระดับแขวง (จังหวัด) เพื่อให้มั่นใจว่าเชื้อเพลิงจะยังคงไปถึงประชาชนทั่วไปและโครงการพัฒนาที่สำคัญต่างๆ นายสอนไซกล่าว
นายสอนไซกล่าวว่า ปัญหาการขาดแคลนชั่วคราวที่รายงานในปั๊มน้ำมันบางแห่งนั้น สาเหตุหลักมาจากความล่าช้าในการขนส่งเชื้อเพลิงจากคลังจัดเก็บไปยังสถานีบริการ มากกว่าที่จะเป็นการขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นจริงภายในประเทศ
รัฐบาลได้ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อรักษาการนำเข้าและสร้างเสถียรภาพของอุปทานน้ำมัน นายสอนไซกล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะกลางเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“เราได้วางมาตรการฉุกเฉินซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระยะเวลา 1 ถึง 30 วัน และระยะเวลา 3 ถึง 12 เดือน” นายสอนไซกล่าว “มาตรการเหล่านี้จะได้รับการทบทวนและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป”
ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ระบุว่า ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงในเดือนนี้ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปกติ แต่การลดลงดังกล่าวยังไม่ถือว่ามีนัยสำคัญ
ท่ามกลางการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันโลก นายจันทะบูน สุกอาลุน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อจำกัดการขึ้นราคาที่เกิดจากต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น
“มาตรการหนึ่งที่ได้เริ่มใช้แล้วคือ การปรับลดราคาน้ำมันลงประมาณ 200 กีบต่อลิตรในน้ำมันทุกประเภท” นายจันทะบูนกล่าว
นอกจากนี้ ยังระบุว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องการอุดหนุนราคา (Subsidies) โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในภาคการขนส่ง เกษตรกรรม และการผลิต โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังประเมินจำนวนเงินอุดหนุนต่อลิตร และคาดว่าจะสรุปผลการคำนวณได้ภายในสองวันข้างหน้า
นายจันทะบูนระบุเพิ่มเติมว่า การประกาศใช้มาตรการใหม่ๆ จะต้องเป็นไปตามตัวบทกฎหมายของลาวอย่างเคร่งครัด
การปรับเปลี่ยนอัตราภาษีศุลกากร (Tariff rates) และมาตรการด้านราคาอื่นๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนการเสนอให้สมัชชาแห่งชาติ (National Assembly) พิจารณาอนุมัติเสียก่อน
“เราจะพิจารณาว่าขั้นตอนใดบ้างที่สามารถทำได้ หากจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนที่นอกเหนือไปจากกรอบกฎหมายปัจจุบัน” นายจันทะบูนกล่าว “ในกรณีดังกล่าว จะต้องมีการยื่นข้อเสนอต่อสภาแห่งชาติเพื่อพิจารณาเพิ่มเติมหากจำเป็น ควบคู่ไปกับมาตรการต่างๆ ที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว”
นายจันทะบูนกล่าวว่า ลาวต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด 100% เนื่องจากประเทศไม่มีแหล่งน้ำมันสำรองหรือโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ และในช่วงที่เกิดการหยุดชะงักของอุปทานในขณะนี้ มีรายงานว่าเส้นทางการขนส่งน้ำมันบางเส้นทางต้องปิดตัวลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันทั่วโลกหายไปเกือบ 20%
ในขณะเดียวกัน ประชาชนได้แห่กันไปยังสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งทำให้กระบวนการกระจายน้ำมันจากคลังจัดเก็บไปยังหัวจ่ายช้าลง และส่งผลให้เกิดการขาดแคลนชั่วคราวในบางพื้นที่
นายจันทะบูนย้ำว่า สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ขอความร่วมมือให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างระมัดระวังและประหยัดที่สุด
นายจันทะบูนยอมรับว่า แม้การนำเข้าน้ำมันในขณะนี้จะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และยังไม่ถึงขั้นวิกฤตรุนแรง แต่ปริมาณน้ำมันก็ลดลงกว่าช่วงปกติอย่างเห็นได้ชัด
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือทุกคนต้องร่วมมือกันประหยัดน้ำมัน” นายจันทะบูนกล่าว พร้อมย้ำว่าลาวมีความเปราะบางสูงเนื่องจากพึ่งพาการนำเข้า 100% และมีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้มากมาย
“มีปัจจัยที่เราคาดการณ์ไม่ได้ เพราะเราต้องพึ่งพาการซื้อน้ำมันจากประเทศอื่น และเราไม่สามารถรับประกันได้เต็มร้อยว่าผู้จัดจำหน่ายจะมีน้ำมันขายให้เราเสมอไป… วิธีที่ดีที่สุดคือเริ่มประหยัดตั้งแต่วันนี้ เพื่อสะสมปริมาณสำรองไว้ใช้ในยามที่จำเป็นจริงๆ”
รัฐบาลได้ขอให้ข้าราชการและธุรกิจลดการเดินทางที่ไม่จำเป็นลดการใช้น้ำมัน พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงประหยัดพลังงานด้วยวิธีอื่นๆ
รัฐบาลเตือนผู้ประกอบการห้ามกักตุนน้ำมันหรือขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม โดยเปิดสายด่วน 1510 และเว็บไซต์คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการโก่งราคา
นายสอนไซกล่าวปิดท้ายว่า ความสามัคคีและการร่วมมือกันของประชาชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้โดยไม่เกิดการหยุดชะงักที่รุนแรง
กระทรวงอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ลาวได้สั่งการให้หน่วยงานทั่วประเทศลาวตรวจสอบการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมันและคลังเก็บน้ำมัน หลังจากมีความกังวลเกี่ยวกับการกระจายน้ำมันที่ไม่เสถียรและการกักตุนน้ำมันที่อาจเกิดขึ้น
ประกาศอย่างเป็นทางการที่ออกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ได้สั่งการให้สำนักงานระดับจังหวัดและอำเภอทำการตรวจสอบสถานที่ที่ดำเนินการโดยผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและผู้จัดจำหน่ายภายในประเทศทั่วประเทศ
การตรวจสอบเป็นการดำเนินการล่าสุดในการตอบสนองของรัฐบาล
เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบระดับน้ำมันเชื้อเพลิงที่คลังและสถานีบริการน้ำมัน โดยเฉพาะสถานีที่เพิ่งปิดหรือหยุดให้บริการ และจะตรวจสอบผู้ประกอบการว่ามีกิจกรรมที่ผิดปกติหรือไม่
หากสถานีบริการน้ำมันใดหมดน้ำมันจริง ๆ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจะต้องตรวจสอบสัญญาจัดหาน้ำมันกับผู้จัดจำหน่าย และตรวจสอบบันทึกการส่งมอบและการขายย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เพื่อพิจารณาว่าการขาดแคลนเกิดจากสถานีบริการน้ำมันเองหรือจากบริษัทจัดจำหน่าย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังจะตรวจสอบว่าเวลาทำการของสถานีบริการน้ำมันตรงกับตารางเวลาที่แสดงต่อสาธารณะในแต่ละแห่งหรือไม่
บริษัทหรือสถานีบริการน้ำมันที่พบว่าละเมิดกฎระเบียบจะได้รับคำเตือนอย่างเป็นทางการ ระงับใบอนุญาตประกอบกิจการ หรือการเปิดเผยต่อสาธารณะว่าเป็นผู้กักตุนน้ำมัน
กระทรวงฯ สนับสนุนให้ประชาชนรายงานกิจกรรมการจัดหาน้ำมันที่น่าสงสัย เพื่อสนับสนุนความพยายามในการตรวจสอบและรักษาเสถียรภาพการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ



