ASEAN Roundup อินโดนีเซียเผยภาษีนำเข้าสหรัฐลดเหลือ 15% หลังศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัย

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 22-28 กุมภาพันธ์ 2569

  • อินโดนีเซียเผยภาษีนำเข้าสหรัฐลดเหลือ 15% หลังศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัย
  • เวียดนาม- European Free Trade Association เร่งเจรจาปิดดีล FTA
  • เวียดนามพร้อมเดินหน้าเจรจาภาษี–กระชับความร่วมมือกับ EU
  • ครัวเรือน 5% แรกในสิงคโปร์ถือครองความมั่งคั่ง 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ
  • แรงงานฟิลิปปินส์ส่งเงินกลับประเทศพุ่งแตะ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568
  • รัฐบาลลาวผ่านยุทธศาสตร์พัฒนา 10 ปี ควบคู่ปฏิรูปกฎหมายและนโยบาย
  • สปป.ลาวเก็บภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำลดลง 49%
  • สหรัฐอเมริกาและเมียนมาลงนาม MoU ซื้อกากถั่วเหลือง

อินโดนีเซียเผยภาษีนำเข้าสหรัฐลดเหลือ 15% หลังศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัย

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ลงนามในเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อตกลง ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีนายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ อยู่ด้านหลัง ที่มาภาพ:https://jakartaglobe.id/opinion/between-the-rta-and-the-global-tariff-testing-consistency-and-confidence

อินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันศุกร์(27 กุมภาพันธ์ 2569) ว่า อัตราภาษีที่สหรัฐอเมริกาเรียกเก็บจากสินค้าส่งออกของอินโดนีเซียจะอยู่ที่ 15% ไม่ใช่ 19% ตามที่เคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ในการเจรจาการค้าทวิภาคีที่กรุงวอชิงตัน

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวว่า การปรับลดอัตราภาษีดังกล่าวเป็นผลจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐที่เพิกถอนนโยบายภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ซึ่งริเริ่มโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

“ดังนั้น อัตราภาษีที่มีผลบังคับใช้จะเป็นอัตราภาษีมาตรฐานทั่วโลกที่ระดับ 15%” นายแอร์ลังกากล่าวกับผู้สื่อข่าวที่กรุงจาการ์ตา

ระหว่างการเยือนกรุงวอชิงตันของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อินโดนีเซียและสหรัฐได้ตกลงกันในหลักการให้อัตราภาษีอยู่ที่ 19% ลดลงจากข้อเสนอเดิมที่ 32% ก่อนที่คำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐจะเปลี่ยนแปลงฐานทางกฎหมายของนโยบายดังกล่าว

นายแอร์ลังกาย้ำว่า ข้อตกลงการค้าในภาพรวมยังคงมีผลบังคับใช้ โดยอยู่ระหว่างกระบวนการให้สัตยาบันจากรัฐสภา แม้ระดับภาษีจะมีการปรับลดลง

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว อินโดนีเซียได้รับสิทธิ์เข้าถึงตลาดสหรัฐด้วยอัตราภาษี 0% สำหรับสินค้าจำนวน 1,819 รายการ ครอบคลุมสินค้า เช่น น้ำมันปาล์ม กาแฟ โกโก้ เครื่องเทศ ยางพารา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอากาศยาน

ภาคสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของอินโดนีเซียจะได้รับประโยชน์จากอัตราภาษี 0% เช่นกัน แต่จะดำเนินการภายใต้กลไกโควตาภาษี (Tariff Rate Quota: TRQ) ซึ่งหมายความว่าสินค้าจะได้รับสิทธิ์ปลอดภาษีตามปริมาณที่กำหนด

การชี้แจงดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่ผู้ส่งออก จากที่เกิดความสับสนหลายวันภายหลังคำวินิจฉัยของศาลสหรัฐที่ส่งผลให้กรอบภาษีซึ่งรองรับข้อตกลงทวิภาคีนี้ต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่

เวียดนาม- European Free Trade Association เร่งเจรจาปิดดีล FTA

ที่มาภาพ: https://www.jonesday.com/en/insights/2020/07/vietnam-ratifies-its-eu-free-trade-agreement-and-other-investment-laws

การเจรจารอบที่ 19 เพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างเวียดนามและสมาคมการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association :EFTA) เริ่มขึ้นแล้วที่นครเจนีวา ซึ่งมีแรงส่งเชิงบวก หลังทั้งสองฝ่ายแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนในการผลักดันให้บรรลุข้อตกลงโดยเร็วที่สุด

เวียดนามและ EFTA ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ได้เดินหน้าเจรจาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

ในการเจรจารอบล่าสุด คณะผู้แทนทั้งสองฝ่ายมุ่งเน้นการแก้ไขประเด็นค้างคาที่สำคัญ โดยต่างระบุว่ามีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในหมวดหลัก อาทิ การค้าสินค้าและบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาที่ยั่งยืน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

เพื่อเร่งรัดกระบวนการ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องไม่เปิดประเด็นใหม่เข้าสู่โต๊ะเจรจา และจะมุ่งแก้ไขความเห็นต่างที่เหลืออยู่ด้วยความยืดหยุ่น ขณะเดียวกัน ทีมเทคนิคกำลังเร่งทบทวนถ้อยคำทางกฎหมายและดำเนินขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อปิดการเจรจาและอาจลงนามความตกลงได้ในการประชุมรัฐมนตรี EFTA ที่มีกำหนดจัดขึ้นที่ไอซ์แลนด์ในเดือนมิถุนายนนี้

ฝ่าย EFTA ชื่นชมเวียดนามที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการเจรจา รวมถึงข้อเสนอด้านการเปิดตลาด (market access) ที่มีความสร้างสรรค์ พร้อมย้ำจุดแข็งของกลุ่มในการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี

เมื่อการเจรจาแล้วเสร็จและมีการลงนาม ความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–EFTA คาดว่าจะช่วยยกระดับมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ขยายความร่วมมือกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วของยุโรป และมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ตลอดจนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันเวียดนามเข้าร่วมเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีแล้ว 17 ฉบับ ครอบคลุม 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมตลาดหลักสำคัญเกือบทั้งหมด โดยเครือข่าย FTA ของเวียดนามสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ความตกลงที่อิงกับกรอบอาเซียน ความตกลงการค้าเสรีรุ่นใหม่ (new-generation FTAs) และความตกลงทวิภาคี

ความตกลงการค้าเสรีมาตรฐานสูงของ Vietnam ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership:CPTPP) ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership:RCEP) และความตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรปเวียดนาม (The EU-Vietnam Free Trade Agreement: EVFTA) 

ความตกลงเหล่านี้ช่วยเชื่อมโยงเวียดนามเข้ากับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยุโรป และทวีปอเมริกา

เวียดนามพร้อมเดินหน้าเจรจาภาษี–กระชับความร่วมมือกับ EU

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ฟาม ทู ฮาง ที่มาภาพ: https://english.vov.vn/en/politics/diplomacy/vietnam-becomes-a-partner-country-of-brics-post1207294.vov

รัฐบาลเวียดนามยืนยันความพร้อมในการเปิดการเจรจาและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและมีความรับผิดชอบกับคณะมนตรียุโรป (European Council )และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เพื่อแลกเปลี่ยนความคืบหน้าในการปรับปรุงระบบกฎหมายและกรอบนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล นางฟาม ทู ฮาง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการตัดสินใจของสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการทบทวนโดยคู่เทียบ (peer review) ของ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ( Organisation for Economic Co-operation and Development:OECD)  เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลคำวินิจฉัยด้านภาษี (tax rulings) ในช่วงปี 2564–2566

โฆษกระบุว่า ตลอดกระบวนการทบทวนของ OECD เวียดนามได้บูรณาการข้อเสนอแนะต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดได้ปรับปรุงกฎหมายและเอกสารสำคัญด้านภาษี การเงิน และธรรมาภิบาลกิจการ อาทิ กฎหมายว่าด้วยการบริหารภาษี กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจ และประกาศฉบับที่ 168/2025/ND-CP ว่าด้วยการบริหารจัดการองค์กร ซึ่งช่วยยกระดับการปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านความโปร่งใสและการแลกเปลี่ยนข้อมูล

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเวียดนามกำลังจัดทำและดำเนินแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อรองรับข้อเสนอแนะจากเวทีโลกว่าด้วยความโปร่งใสและการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษีของ OECD พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือด้านภาษีกับพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป

ภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านเวียดนาม–อียู เวียดนามพร้อมเดินหน้าเจรจาและความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการพัฒนาระบบกฎหมายและนโยบายที่มีความสอดประสาน โปร่งใส และเป็นธรรม ตามแนวปฏิบัติสากล ซึ่งจะเอื้อต่อการประเมินความพยายามของเวียดนามอย่างรอบด้านและเป็นกลางยิ่งขึ้น และช่วยผลักดันความร่วมมือระหว่างเวียดนามกับหุ้นส่วนยุโรปเพื่อการพัฒนาและความรุ่งเรืองร่วมกันในระยะยาว

ครัวเรือน 5% แรกในสิงคโปร์ถือครองความมั่งคั่ง 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ

ที่มาภาพ: https://www.straitstimes.com/singapore/median-household-income-crosses-12000-mark-for-first-time-in-2025

ครัวเรือน 1% แรกของสิงคโปร์ถือครองความมั่งคั่งรวมของครัวเรือนทั้งประเทศประมาณ 14% ขณะที่ครัวเรือน 5% แรกถือครองราว 33% ของความมั่งคั่งทั้งหมด นายเจฟฟรีย์ เซียว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการ กล่าวในรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

นายเซียว ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยอาวุโสประจำกระทรวงการคลังด้วย กล่าวตอบคำถามของสมาชิกรัฐสภาที่ได้ยื่นถามเกี่ยวกับข้อมูลความมั่งคั่งและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งกระทรวงการคลัง (MOF) เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ไม่กี่วันก่อนการแถลงงบประมาณปี 2569

รายงานเฉพาะกิจของกระทรวงการคลังระบุว่า ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของสิงคโปร์อยู่ในระดับสูงกว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ โดยค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini coefficient) สำหรับความมั่งคั่งอยู่ที่ประมาณ 0.55 ขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์จีนีด้านรายได้อยู่ที่ 0.38 หลังหักภาษีและการโอนเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ

ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini coefficient) ใช้วัดระดับความเหลื่อมล้ำในช่วงตั้งแต่ 0 ถึง 1 โดยค่ายิ่งสูงยิ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้น

นายเซียวกล่าวในคำชี้แจงว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการกระจุกตัวของความมั่งคั่งควรตีความด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดตัวอย่าง และความเป็นไปได้ของการรายงานข้อมูลต่ำกว่าความเป็นจริงในการสำรวจ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูงมากและต่ำมาก ซึ่งอาจส่งผลให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

รัฐมนตรีกล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า ระดับการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในสิงคโปร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอื่น ๆ ที่มีค่าสัมประสิทธิ์จีนีด้านความมั่งคั่งในระดับใกล้เคียงกัน

ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) แสดงให้เห็นว่า สิงคโปร์มีสถานะใกล้เคียงกับประเทศอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฟินแลนด์ และมีการกระจุกตัวของความมั่งคั่งต่ำกว่าประเทศอย่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ

นายเซียวกล่าวเพิ่มเติมว่า ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งมักสูงกว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในทุกประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว เนื่องจากความมั่งคั่งมีการสะสมเพิ่มขึ้นตลอดช่วงชีวิตของบุคคล

แม้ข้อมูลความมั่งคั่งจะเป็นสิ่งที่ “วัดได้ยากอย่างมาก” โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงสินทรัพย์ในต่างประเทศและทรัพย์สินที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาด

แต่เขาระบุว่ารัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการประเมิน โดยผสานข้อมูลจากการสำรวจการใช้จ่ายครัวเรือนซึ่งจัดทำทุก ๆ 5 ปี เข้ากับข้อมูลทางปกครองของรัฐ เช่น ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ บัญชีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (CPF) พันธบัตรออมทรัพย์สิงคโปร์ และหลักทรัพย์ที่ถือครองผ่านบัญชีในศูนย์รับฝากหลักทรัพย์กลาง (Central Depository)

“ขณะนี้เราไม่มีแผนที่จะขออำนาจเพิ่มเติมทางกฎหมายหรือทางการบริหาร เพื่อบังคับให้มีการเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินในรายละเอียดที่มากขึ้น เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการวัดความเหลื่อมล้ำเท่านั้น” นายเซียวกล่าว

นายเซียวระบุว่า เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่สิงคโปร์จัดทำการประเมินค่าสัมประสิทธิ์จีนีด้านความมั่งคั่ง จึงยังไม่มีข้อมูลย้อนหลังในรูปแบบอนุกรมเวลา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะติดตามตัวชี้วัดดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และจะพิจารณาเพิ่มตัวชี้วัดอื่น ๆ ในการสำรวจการใช้จ่ายครัวเรือนครั้งถัดไป ซึ่งมีกำหนดในปี 2571

ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งพิจารณาจากการกระจายตัวของสินทรัพย์และหนี้สิน เช่น อสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อที่อยู่อาศัย หุ้น และเงินออม ขณะที่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้พิจารณาจากการกระจายตัวของรายได้ในประชากรทั้งหมด

รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสิงคโปร์เปิดเผยมาตรวัดความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งอย่างเป็นทางการ

นายเซียวตอบคำถามในสภาว่า แม้ตัวเลขค่าสัมประสิทธิ์จีนีในเชิงระดับสัมบูรณ์จะช่วยสะท้อนให้เห็นว่าสิงคโปร์อยู่ในจุดใดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แต่รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับแนวโน้มในระยะยาว เพื่อประเมินว่าความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของประเทศกำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่เหมาะสมหรือไม่

“ข้อมูลและระเบียบวิธีการที่มีการปรับปรุง ซึ่งเราใช้ทั้งในการวัดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และด้านความมั่งคั่ง จะช่วยยกระดับความเข้าใจของเราเกี่ยวกับสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในสิงคโปร์ และจะทำให้เราสามารถพัฒนานโยบายที่อิงหลักฐานมากขึ้น และมุ่งเป้าได้ตรงจุดยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวสิงคโปร์” นายเซียวกล่าว

แรงงานฟิลิปปินส์ส่งเงินกลับประเทศพุ่งแตะ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568

ที่มาภาพ: https://mainichi.jp/english/articles/20181117/p2a/00m/0na/012000c

ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) เปิดเผยว่า แรงงานชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในต่างประเทศส่งเงินกลับบ้านเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 โดยได้แรงหนุนจากโบนัสปลายปีและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาล ส่งผลให้ยอดเงินไหลเข้าทั้งปีสูงกว่าที่ธนาคารกลางคาดการณ์ไว้

ข้อมูลจาก BSP ระบุว่า เงินโอนกลับประเทศในเดือนธันวาคม 2568 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.52 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.2% จากระดับ 3.38 พันล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2567

ส่งผลให้ยอดเงินโอนกลับประเทศตลอดทั้งปี 2568 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3.563 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.3% จาก 3.449 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567

ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นยอดเงินไหลเข้าสูงสุดต่อปีเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ นอกจากนี้ ยอดรวมทั้งปียังสูงกว่าประมาณการเงินโอนกลับประเทศสำหรับปี 2568 ที่ธนาคารกลางตั้งเป้าไว้ด้วย

ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ คาดการณ์ว่า เงินโอนกลับประเทศในรูปเงินสดจะขยายตัวในอัตรา 3% ต่อปี โดยคาดว่ายอดเงินโอนในปี 2569 จะอยู่ที่ 3.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับเงินโอนกลับประเทศตลอดทั้งปี 2568 ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วน 39.7% ของยอดรวมทั้งหมด รองลงมาคือสิงคโปร์ 7.3% ซาอุดีอาระเบีย 6.6% ญี่ปุ่น 5.0% และสหราชอาณาจักร 4.6%

นายโจนาธาน แอล. ราเวลาส (Jonathan L. Ravelas) ที่ปรึกษาอาวุโสของ Reyes Tacandong & Co. ระบุว่า การพุ่งขึ้นของยอดเงินโอนในเดือนธันวาคม ซึ่งผลักดันให้ยอดรวมทั้งปีทำสถิติสูงสุดใหม่ มีปัจจัยหลักมาจากโบนัสปลายปีและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาล โดยชี้ว่า ตัวเลขที่ทำสถิติสูงสุดสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของการจ้างงานชาวฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า เงินโอนกลับประเทศมีส่วนช่วยหนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ราว 0.50% โดยเงินโอนในปี 2568 คิดเป็น 7.3% ของ GDP และ 6.4% ของรายได้ประชาชาติ (GNI)

เงินโอนกลับประเทศช่วยพยุงการบริโภค ภาคที่อยู่อาศัย และภาคบริการ แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงในปี 2568 จะชะลอลงเหลือ 4.4%

อย่างไรก็ดี ราเวลาส กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตคือภาษี 1% สำหรับเงินโอนจากสหรัฐฯ โดยระบุว่า “แม้มาตรการดังกล่าวจะไม่ทำให้กระแสเงินโอนสะดุดลงในทันที แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นอาจทำให้การโอนผ่านช่องทางทางการชะลอตัว และกดดันแรงส่งในระยะยาว”

ขณะเดียวกัน โดมินี เอส. เวลาสเกซ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มของ China Banking Corp. ระบุว่า การพุ่งขึ้นอย่างโดดเด่นในเดือนธันวาคมมีแรงหนุนจากปัจจัยตามฤดูกาล ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น และ อาจมีการเร่งโอนเงินล่วงหน้าก่อนการบังคับใช้กฎหมาย ‘One Big Beautiful Act’ ในเดือนมกราคม

เวลาสเกซยังชี้ว่า การอ่อนค่าของเงินเปโซในเดือนธันวาคมน่าจะช่วยหนุนกระแสเงินโอน เนื่องจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศใช้โอกาสจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อมากขึ้นในการส่งเงินกลับบ้าน

อย่างไรก็ตามโครงสร้างของกระแสเงินไหลเข้ากำลังเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเงินโอนจากยุโรปและโอเชียเนียที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกตินับตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้นและรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้นของแรงงานฟิลิปปินส์ในภูมิภาคเหล่านี้

ด้านจอห์น เปาโล ริเวรา นักวิจัยอาวุโสจาก Philippine Institute for Development Studies (PIDS) มีความเห็นตรงกับราเวลาสและเวลาสเกซในเรื่องปัจจัยตามฤดูกาลที่มีผลต่อกระแสเงินโอน นอกจากนี้ ริเวรายังระบุว่า สถิติสูงสุดในเดือนธันวาคม “ยังเป็นสัญญาณสะท้อนความแข็งแกร่งของการจ้างงานในต่างประเทศ และความต้องการแรงงานฟิลิปปินส์(Overseas Filipinos Workers:OFWs)  ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคสาธารณสุข การเดินเรือ และภาคบริการ”

การขยายตัวของเงินโอนตลอดทั้งปีในระดับสูงดังกล่าวถือเป็นกันชนสำคัญต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากช่วยชดเชยการลงทุนที่ชะลอตัวและการใช้จ่ายที่อ่อนแอ ด้วยการสนับสนุนการบริโภคภาคครัวเรือน

อย่างไรก็ดี หากมีการจัดเก็บภาษีเงินโอนจากสหรัฐฯ ตามข้อเสนอ ก็อาจบั่นทอนแนวโน้มในระยะยาวจากต้นทุนการโอนที่สูงขึ้น และอาจทำให้ยอดเงินสุทธิที่ส่งกลับลดลง ซึ่งอาจกระทบการบริโภคและการพยุงค่าเงินเปโซเล็กน้อย แม้ผลกระทบจะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากหลายครัวเรือนยังพึ่งพารายได้จากเงินโอนเป็นโครงสร้างหลัก

ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ระบุว่า ศูนย์รับส่งเงินหลายแห่งในต่างประเทศดำเนินการโอนเงินผ่านธนาคารคู่ค้า หรือที่เรียกว่า “ธนาคารตัวแทน” (correspondent banks) ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ เงินโอนที่ส่งผ่านบริษัทรับส่งเงินจะถูกบันทึกภายใต้ประเทศที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทนั้นตั้งอยู่ ซึ่งมักเป็นสหรัฐฯ แทนที่จะเป็นประเทศต้นทางที่แท้จริงของผู้โอนเงิน

สหรัฐฯ จึงเป็นแหล่งที่มาหลักของเงินโอนจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ เนื่องจากธนาคารจะระบุแหล่งที่มาของเงินตามแหล่งที่รับโอนล่าสุด  BSP อธิบาย

การเพิ่มขึ้นของเงินโอนในรูปเงินสดยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ “เงินโอนส่วนบุคคล” (personal remittances) ปรับตัวสูงขึ้น โดยเงินโอนส่วนบุคคลครอบคลุมทั้งเงินสดที่ส่งผ่านธนาคาร ช่องทางไม่เป็นทางการ ตลอดจนเงินส่งกลับในรูปสิ่งของ

เงินโอนส่วนบุคคลในเดือนธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.89 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.2% จาก 3.73 พันล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2567

ขณะที่ยอดเงินโอนส่วนบุคคลตลอดทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้น 3.3% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.962 หมื่นล้านดอลลาร์ จาก 3.834 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567

รัฐบาลลาวผ่านยุทธศาสตร์พัฒนา 10 ปี ควบคู่ปฏิรูปกฎหมายและนโยบาย

รถเมล์ BRT ในเวียงจันทน์ ที่มาภาพ เพจ:SouthEast Asia Infrastructure

รัฐบาลสปป.ลาวเห็นชอบในหลักการต่อการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมระยะ 10 ปี ฉบับปี 2569-2578 และวิสัยทัศน์ถึงปี 2598 ควบคู่กับการผลักดันชุดการปฏิรูปกฎหมายและนโยบาย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการวางแผนพัฒนาและกรอบกฎหมายและข้อบังคับของประเทศ

มติดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24-25กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรีสอนไซ สีพันดอน เป็นประธาน

ภายหลังการประชุม นายสอนไซ สิดพะไซ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาล ได้แถลงข่าวเมื่อวันพุธเพื่อสรุปผลการประชุมต่อสื่อมวลชน

ภายใต้วาระที่ 1 ว่าด้วยงานเร่งด่วน ที่ประชุมได้พิจารณาร่างรายงานของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 สำหรับปี 2569-2573

นอกจากนี้ ยังได้ประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวในปี 2568 และกำหนดทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวในระยะต่อไป

ที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงเนื้อหารายงานให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ และเป้าหมายที่กำหนดโดยการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคครั้งที่ 12 โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาเหมืองแร่และการท่องเที่ยว

ภายใต้วาระที่ 2 รัฐบาลเห็นชอบในหลักการต่อเอกสารกฎหมายและนโยบาย 4 ฉบับ ได้แก่ นโยบายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมระยะ 10 ปี 2569-2578 และวิสัยทัศน์ถึงปี 2598 ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการขนส่งวัตถุอันตราย และร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs)

ที่ประชุมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงร่างเอกสารดังกล่าว เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ยังมีการแจกจ่ายเอกสารเพิ่มเติมเพื่อรับฟังความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ ร่างมติว่าด้วยแผนปรับปรุงระบบจัดเก็บรายได้ให้ทันสมัยในช่วงปี 2569-2573 และร่างมติฉบับปรับปรุงเกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการขับเคลื่อนมติว่าด้วยการสร้างเศรษฐกิจที่เป็นอิสระและพึ่งพาตนเอง

ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะเดินหน้ารับมือความท้าทายทางการเงินและเศรษฐกิจ บริหารจัดการความผันผวนของราคา และแก้ไขปัญหาเนื้อสุกรล้นตลาด ส่วนโครงสร้างพื้นฐานจะเร่งปรับปรุงระบบจัดเก็บรายได้ให้ทันสมัย ก่อสร้างถนนและสะพานตามแผนให้แล้วเสร็จ และป้องกันไฟป่า โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่ต้นน้ำ

ในภาคการศึกษาและสาธารณสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับมอบหมายให้ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการวิจัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชาติ พร้อมทั้งพัฒนาบริการสาธารณสุขและทยอยปรับโรงพยาบาลไปสู่ความพอเพียงทางการเงิน

ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลจะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในแหล่งท่องเที่ยวหลัก และเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลบริษัทนำเที่ยว โรงแรม และสถานบันเทิง เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและสร้างความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว

ในมิติการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้เร่งดำเนินการตามผลการประชุมสุดยอดและแผนความร่วมมือกับมิตรประเทศ พร้อมเตรียมความพร้อมสำหรับการเยือนของผู้นำต่างประเทศในระยะต่อไป

สปป.ลาวเก็บภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำลดลง 49%

เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ที่มาภาพ:https://laotiantimes.com/2026/02/26/golden-triangle-sez-tax-revenue-plunges-49-in-2025-as-hundreds-of-businesses-shutter/

รายได้ภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ลดลงเกือบ 49% ในปี 2568 หลังมีธุรกิจปิดกิจการถึง 551 แห่ง

ตามรายงานภาษีประจำปี 2568 ของเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ระบุว่า รายได้รวมอยู่ที่ 32.27 พันล้านกีบ (ประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงจาก 127.73 พันล้านกีบ (เกือบ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2567

ทางการระบุว่า การลดลงอย่างมากของรายได้มีสาเหตุหลักจากการปิดกิจการของผู้ประกอบการจำนวนมาก รวมถึงความท้าทายต่อเนื่องในการจัดเก็บภาษี โดยการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเงินภายใต้วาระแห่งชาติช้ากว่าที่คาด เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและปัญหาการประสานงาน ส่งผลให้การสำรวจและจัดประเภทกิจการล่าช้า

หนังสือพิมพ์ Lao Economic Daily รายงานว่า มีบริษัทมากกว่า 551 แห่งในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ แขวงบ่อแก้ว ยุติการดำเนินงาน ขณะที่มีธุรกิจกว่า 1,200 แห่งต่อทะเบียนใหม่ และมีการออกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีรายใหม่ 165 ราย

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจจำนวนมากที่มีรายได้ต่อปีเกิน 400 ล้านกีบ (ราว 18,500 ดอลลาร์สหรัฐ) ยังไม่สามารถปรับเข้าสู่ระบบบัญชีที่ถูกต้องครบถ้วน ทำให้การประเมินภาษีทำได้ยาก ขณะเดียวกัน หนี้ภาษีค้างชำระ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณ ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของรายได้รัฐ

หน่วยงานภาษีได้กำหนดมาตรการฟื้นเสถียรภาพรายได้และเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลพื้นที่ เพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าว โดยจะประสานงานใกล้ชิดกับคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อปรับปรุงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมถนน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยื่นแบบและชำระภาษีด้วยตนเองผ่านระบบดิจิทัล TaxRIS

ทางการยังมีแผนเข้มงวดการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือนพนักงาน และกำกับให้มีการโอนค่าธรรมเนียมบัตรประจำตัวที่เกี่ยวข้องจาก Kings Romans Group เข้าสู่งบประมาณแผ่นดินอย่างครบถ้วน

กลุ่มดังกล่าวเป็นนักลงทุนหลักในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อยู่ภายใต้การบริหารโดยนักลงทุนจีนในแขวงบ่อแก้ว และตกเป็นประเด็นความสนใจของสาธารณชนตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเป็นศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ หน่วยงานภาษีจะขยายการเก็บข้อมูลไปยังโครงการโครงสร้างพื้นฐานและหน่วยธุรกิจใหม่ เพื่อลดการรั่วไหลของรายได้ และเพิ่มระดับการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีในปีถัดไป

เจ้าหน้าที่คาดหวังว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ในอนาคตได้ แม้ต้องเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างและภาพลักษณ์ของพื้นที่ในระยะยาว

สหรัฐอเมริกาและเมียนมาลงนาม MoU ซื้อกากถั่วเหลือง

ที่มาภาพ: https://www.moi.gov.mm/moi:eng/news/20378

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและเมียนมาได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยการจัดซื้อกากถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกา

อู เย มิน อ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัท เมียนมา อะกริบิสซิเนส พับลิก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Myanmar Agribusiness Public Corporation Limited :MAPCO) เปิดเผยว่า มีการลงนามข้อตกลงฉบับใหม่ระหว่างผู้ส่งออกสหรัฐอเมริกาและผู้ซื้อจากเมียนมา เพื่อเพิ่มการส่งออกกากถั่วเหลืองจากสหรัฐไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เราได้จัดการหารือแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ระหว่างบริษัทจากทั้งสองฝ่าย เพื่อขยายการผลิตน้ำมันถั่วเหลืองในโรงงานสกัดน้ำมันรำข้าวภายในประเทศที่กำลังก่อสร้าง เพิ่มมูลค่ากากถั่วเหลืองด้วยการผสมกับรำข้าว ปลายข้าว และผลพลอยได้อื่น ๆ จากโรงสีข้าว เพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์ และเปิดทางให้สามารถส่งออกอาหารสัตว์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ เรายังมีแผนขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนทวิภาคี รวมถึงการนำเข้าและจัดจำหน่ายถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองเพิ่มเติม” อู เย มิน อ่อง กล่าว

แถลงการณ์จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงย่างกุ้ง ระบุว่า ความร่วมมือในลักษณะนี้ไม่เพียงสร้างตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกรอเมริกัน แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ เมียนมาได้นำเข้ากากถั่วเหลืองจากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าเกือบ 43 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2562-2563 รวมถึงนำเข้าถั่วเหลืองมูลค่าเกือบ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในการผลิตนมถั่วเหลืองและเต้าหู้

เพจสำนักข่าว The Irrawaddy เมียนมารายงานว่า ข้อตกลงฉบับใหม่เพื่อขยายการส่งออกกากถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกาไปยังเมียนมา ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

สถานทูตสหรัฐระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ประกาศดังกล่าวได้ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากชาวเน็ตเมียนมาจำนวนมาก ที่กล่าวหาว่าวอชิงตันมองข้ามนัยทางการเมืองจากการทำธุรกิจกับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร

ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ระบุว่า เมียนมาเริ่มนำเข้ากากถั่วเหลืองจากสหรัฐในช่วงปี 2559-2557 ภายใต้รัฐบาลเต็ง เส่ง ในช่วงที่ประเทศเริ่มเปิดสู่ตลาดโลกอีกครั้งหลังจากถูกโดดเดี่ยวมานานหลายทศวรรษ การส่งออกสินค้าเกษตรของสหรัฐไปยังเมียนมาพุ่งสูงสุดในปี 2562 ก่อนที่การระบาดของโควิด-19 และการรัฐประหารในปี 2564 จะส่งผลให้ภาคปศุสัตว์หดตัว และทำให้การนำเข้ากากถั่วเหลืองลดลงอย่างมากในช่วงปี 2563-2566

กากถั่วเหลืองถือเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์สำหรับภาคปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเมียนมา อย่างไรก็ตาม การนำเข้าถูกกระทบจากกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าเกษตรโลกที่อยู่ในระดับสูง

ตั้งแต่ปี 2564-2565 เป็นต้นมา การขนส่งกากถั่วเหลืองจากสหรัฐส่วนใหญ่ถูกส่งผ่านประเทศไทยหรือจีน เพื่อลดข้อกำหนดด้านใบอนุญาตและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ โดยในปี 2568 สหรัฐส่งออกกากถั่วเหลืองไปยังเมียนมาปริมาณ 28,020 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่า 10.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การประชาสัมพันธ์ข้อตกลงล่าสุดจากสถานทูตสหรัฐ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากสหรัฐได้ถอดชื่อบริษัทและบุคคลบางรายที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลทหารออกจากบัญชีคว่ำบาตรในเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ก่อให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับความสอดคล้องของนโยบายสหรัฐต่อกองทัพเมียนมาและเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง