
SCB EIC ประเมินการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะเกิดขึ้นได้เร็ว หลังเห็นผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ที่ออกมา พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งครั้งนี้จะมีทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพได้หลายรูปแบบ และมี 3 รัฐมนตรีมืออาชีพสานนโยบายต่อหลังจากชนะการเลือกตั้งด้วยจำนวนที่นั่งมากถึง 193 ที่นั่ง (ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 นับแล้ว 94%) ทิ้งห่างจากพรรคอันดับสอง 118 ที่นั่งค่อนข้างมาก โดยมีพรรคประชาชนเป็นแกนนำฝ่ายค้าน (รูปที่ 1) ผลการเลือกตั้งเช่นนี้เร่งให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีเสถียรภาพ ลดความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย และสร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการ แผ่นดิน

ประเมินรัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เดือน พ.ค. การจัดทำงบประมาณปี 2027 จะล่าช้าเพียง 1-2 เดือน SCB EIC ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลครั้งนี้จะใช้เวลา 5 เดือน (2+2+1) โดย 2 เดือนแรกเป็นระยะเวลาตั้งแต่ยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 2025 ถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 และประเมินว่าจะใช้เวลาอีก 2 เดือนในการเลือก นายกรัฐมนตรีใหม่ และอีก 1 เดือนในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบภายในเดือน พ.ค. (รูปที่ 2)
โดยปกติแล้วการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลลดลง โดยเฉพาะงบลงทุน และมีความเสี่ยงประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปีถัดไปล่าช้า อย่างไรก็ดี ผลกระทบการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลรอบนี้ จะไม่รุนแรงนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการเร่งอนุมัติโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาล ดำเนินการไว้ก่อนยุบสภา สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 มีแนวโน้มประกาศใช้ได้ในเดือน พ.ย. 2026 ล่าช้าเพียง 1-2 เดือนจากกำหนดการปกติที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2026 ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนเลือกตั้ง เนื่องจากช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและช่วงเวลาการจัดทำรายละเอียดงบประมาณขนานกัน โดยผลการเลือกตั้งที่ออกมานี้จึงลดความเสี่ยงด้านลบจากกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 ที่จะล่าช้าออกไปมาก (รูปที่ 2)

พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าเศรษฐกิจขยายตัวกว่า 3% ผ่านชุดนโยบาย “10 พลัส” ยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลัง พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้ายกระดับให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงกว่า 3% อีกครั้ง ผ่านชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งครอบคลุมการฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และกระจายรายได้ลดความเหลื่อมล้ำ
โดยแบ่งเป็น 2 เสาหลัก ได้แก่
- โอบอุ้มรากฐาน สร้างความทั่วถึง : (1) คนตัวเล็ก ตัวน้อย พลัส ปิดหนีคนละครึ่งพลัส (2) ผู ้สูงวัย พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ มีคนดูแล (3) ชุมชน พลัส ท่องเที่ยวเมืองรอง ผลิตของที่ใช่ขายของที่ชอบ (4) การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์ม มีงานทำ (5) เมดอินไทยแลนด์ SMEs เงินทุน ดอกเบี้ยต่ำ เข้าถึงงานภาครัฐ
- ยกระดับศักยภาพการแข่งขันประเทศในระยะยาว : (6) ลงทุน พลัส เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP เน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (7) เศรษฐกิจสีเขียว พลัส มุ่ง Net zero ตลาดคาร์บอน (8) ดิจิทัล AI 4 พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ (9) Trade พลัส อัปเกรดการผลิต ยึดตลาดโลก (10) Thailand พลัส รัฐฉับไว อนุมัติไว
ข้อสังเกตของ SCB EIC ต่อชุดนโยบายนี้
- ทิศทางการดำเนินนโยบายยังไม่ชัดเจนนัก ชุดนโยบาย 10 Plus นี้ ครอบคลุมนโยบายมากกว่าชุดนโยบายที่ พรรคภูมิใจไทยเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้พร้อมวงเงินที่ใช้ดำเนินการตามนโยบายหาเสียง ซึ่งมีเพียง 8 นโยบาย และยังไม่ครอบคลุมบางนโยบายที่ประกาศในเวทีหาเสียงบางโอกาส เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ขณะเดียวกัน นโยบายที่เสนอยังเป็นเพียงกรอบแนวคิดกว้าง เช่น ชุมชนพลัส ลงทุนพลัส Trade พลัส และ ไทยแลนด์พลัส ซึ่งแม้จะสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ กลไกการ ดำเนินงาน แนวทางบังคับใช้ ตลอดจนสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ ทำให้การ ประเมินผลบวกต่อเศรษฐกิจยังทำได้จำกัด ทั้งนี้คาดหวังว่าทิศทางชุดนโยบายจะมีความชัดเจนขึ้นมากหลัง การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
- หลายนโยบายใน 10 พลัส พยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย เช่น การแก้ปัญหาหนี้ การสนับสนุน SME การปฏิรูปภาครัฐ การผลักดันดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว แต่หลายโครงการยังเน้น การให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์ระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส หากพิจารณาเฉพาะ 8 นโยบายที่พรรค ภูมิใจไทยนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง วงเงิน 1.48 แสนล้านบาทต่อปี พบว่าราว 30% เป็นการให้เงินอุดหนุนโดยตรง
- ข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2025 อยู่ที่ 64.8% และมี แนวโน้มชนเพดาน 70% ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 2 แห่ง Moody’s (29 เม.ย. 2025) และ Fitch (24 ก.ย. 2025) ได้ปรับลดมุมมอง (Outlook) เครดิตเรตติงของไทย เป็นลบ (Negative) แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาการคลังดังกล่าว ซึ่งจะสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุด นโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม และล่าสุด Fitch (11 ก.พ. 2026) ได้เน้นย้ำความสำคัญของเสถียรภาพการเมืองและเสถียรภาพการคลังเป็นหัวใจสำคัญในการคงสถานะความน่าเชื่อถือของ ประเทศ (รูปที่ 3)
- ความสำเร็จในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลบวกต่อเศรษฐกิจมีความท้าทาย รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงบริหาร งบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้าน เครดิตเรตติงของประเทศ

ผลการเลือกตั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC มากนัก เนื่องจาก ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. และ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 จะล่าช้าราว 1-2 เดือน แต่คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่สูงนี้ลดความเสี่ยงเชิงลบทางการเมืองลง อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอยู่ โดยเฉพาะประเด็นบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุ ตัวตนผู ้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความไม่เชื่อมั่นในผลคะแนนการเลือกตั้งต่าง ๆ ประเด็นคดีทางการเมืองของพรรคก้าวไกลเดิม (พรรคประชาชน) รวมถึงความเป็นไปได้ที่ การจัดทำงบประมาณปี 2027 จะล่าช้าเพิ่มเติม หากมีความพยายามผลักดันนโยบายหาเสียงของพรรคแกนนำและ พรรคร่วมรัฐบาล โดย SCB EIC อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดและจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ ภายในเดือน ก.พ. นี้
บทวิเคราะห์โดย… https://www.scbeic.com/th/detail/product/election2026-130226



