ttb analytics ชี้ รพ.เอกชนไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง หนุนธุรกิจเร่งปรับจาก ‘รักษาโรค’ สู่ ‘บริหารสุขภาพครบวงจร’

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองว่าธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญจากแรงกดดันจากอุปสงค์ในประเทศที่เริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งด้านประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งผลให้การเติบโตของธุรกิจในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอลง โดยคาดว่ามูลค่าตลาดโรงพยาบาลเอกชนไทยในปี 2569 จะขยายตัวต่ำเพียง 2.4% จากปีก่อน

ภายใต้บริบทดังกล่าว ธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์จากการพึ่งพารายได้ในส่วนค่ารักษาพยาบาลแบบดั้งเดิม ไปสู่การพัฒนาบริการด้านสุขภาพเชิงรุกที่ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อเพิ่มความจำเป็น และความถี่ในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ผ่านการบริการใน 3 กลุ่มบริการสำคัญ ได้แก่ 1) การแพทย์เฉพาะทาง 2) เวชศาสตร์ความงาม และ 3) เวชศาสตร์เชิงป้องกัน ควบคู่กับการยกระดับ Medical Tourism โดยเฉพาะการสร้างตลาด Niche Medical Tourism เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีความต้องการเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แม้โรงพยาบาลเอกชนจะเป็นหนึ่งในธุรกิจบริการที่มีการเติบโตสูงต่อเนื่องและมีความผันผวนต่อสภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเป็นธุรกิจบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเริ่มมองเห็นสัญญาณชะลอตัวมากขึ้น สะท้อนผ่านอัตราเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.0% ต่อปี เมื่อเทียบกับในช่วง 10 ปีก่อนหน้า (2555-2565) ที่ขยายตัวด้วยอัตราเร่งระดับ 2 digit เฉลี่ย 11.6% ต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากแรงขับเคลื่อนของอุปสงค์ในประเทศไม่ได้อยู่ในช่วง “โตตามจำนวนผู้ป่วย” เหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่เน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ”

สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนไทยที่มีแนวโน้มทรงตัวต่ำ และเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวมากขึ้น โดยในปี 2566-2568 จำนวนผู้ป่วยในประเทศเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 0.9% ต่อปี แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติยังคงเพิ่มขึ้นที่ 4.5% ต่อปี แต่ยังมีสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยชาวไทย ในขณะที่ภาพรวมรายได้ยังคงขยายตัวได้จากค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นเป็นหลัก  

จากทิศทางการเติบโตดังกล่าว สะท้อนว่าธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มจำนวนผู้ป่วย แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากร เศรษฐกิจ และพฤติกรรมด้านสุขภาพที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

2 เทรนด์กำหนดทิศทางการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน

ttb analytics มองธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยในระยะต่อไปจะถูกกำหนดโดยแรงเปลี่ยนผ่านสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจใช้บริการทางการแพทย์และรูปแบบการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต ที่อาจทำให้การแข่งขันในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนสูงขึ้นกว่าที่ผ่าน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจใช้บริการทางการแพทย์

  • โครงสร้างประชากรไทยที่มีทิศทางเป็นขาลงและเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นฐานรายได้หลักของครัวเรือนกำลังลดลง โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) มีสัดส่วนคิดเป็น 62.5% ของประชากรทั้งหมด ลดลงจากช่วง 10 ปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วนถึง 66.0% สอดคล้องกับอัตราการพึ่งพิง (Dependency Ratio) ในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 60.1% และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 75.0% ภายใน 10 ปีข้างหน้า สะท้อนภาระการดูแลสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นต่อกลุ่มวัยทำงาน ขณะที่กำลังซื้อสำหรับการใช้บริการทางการแพทย์เริ่มเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะบริการที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง ซึ่งอาจกดดันให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ชะลอการเข้ารับบริการที่ไม่เร่งด่วน หรือหันไปเลือกใช้บริการที่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายมากขึ้น
  • อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยที่อยู่ในระดับสูงเฉลี่ย 10-11% ต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สูงกว่ารายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปีเท่านั้น แม้แรงกดดันด้านต้นทุนมีแนวโน้มทยอยผ่อนคลายในระยะข้างหน้าจากการชะลอตัวของโครงสร้างประชากรและการแข่งขันในธุรกิจที่รุนแรงขึ้น แต่ในปัจจุบัน ค่ารักษาพยาบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยบางส่วนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพของบริการมากกว่าเดิม และมีแนวโน้มเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะบริการที่ไม่เร่งด่วน เช่น การตรวจสุขภาพ หรือการทำหัตถการเพื่อการป้องกันโรค
  • การเข้ามาของโมเดลประกันสุขภาพแบบ Co-payment ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผู้เอาประกันร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนในสัดส่วน 10-50% ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในระยะสั้นอาจส่งผลให้ผู้บริโภคลดพฤติกรรมการเคลมเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผู้ป่วยนอก (OPD) อย่างไรก็ตามในระยะยาว เมื่อค่าเบี้ยประกันสามารถปรับลดลงและผู้บริโภคเข้าถึงระบบประกันได้มากขึ้น อาจเป็นแรงหนุนให้ตลาดรวมของผู้ทำประกันสุขภาพขยายตัวในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นอุปสงค์ใหม่ให้กับโรงพยาบาลเอกชนได้เช่นกัน
  • กลุ่มตลาดผู้ป่วยต่างชาติ แม้มีสัดส่วนรายได้เพียง 16.8% ของรายได้รวมโรงพยาบาลเอกชนในปี 2568 รวมถึงตลาดผู้ป่วยในโซนตะวันออกกลางบางส่วนเริ่มพึ่งพาการแพทย์ในประเทศมากขึ้น แต่ยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับตลาดในประเทศ สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 8.5% ต่อปี เปรียบเทียบกับรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยที่โตต่ำเพียง 1.3% ต่อปี จากจุดแข็งของโรงพยาบาลของไทยที่มีมาตรฐานการรักษาที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลกในราคาที่สามารถแข่งขันได้

(2) การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค จาก “รักษาเมื่อเจ็บป่วย” สู่ “ดูแลสุขภาพเชิงรุก”

  • ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองโรงพยาบาลเป็นเพียงสถานที่รักษาโรค แต่คาดหวังให้เป็น “Lifelong Health Partner” หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพที่ช่วยดูแลในทุกช่วงวัย ตั้งแต่การป้องกัน คัดกรองความเสี่ยง ติดตามสุขภาพ ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องในระยะยาว
  • เทรนด์การดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการบริการสุขภาพเชิงป้องกัน เวชศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) การดูแลผู้สูงอายุ และการบริหารจัดการโรคเฉพาะทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับภาพรวมรายได้ธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ กลุ่มโรงพยาบาลเฉพาะทาง และกลุ่ม Wellness ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) เติบโตเฉลี่ย 22.9% 34.0% และ 11.4% ต่อปี ตามลำดับ
  • ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว และประสบการณ์การใช้บริการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนัดหมายผ่านช่องทางดิจิทัล การพบแพทย์ทางไกล หรือบริการติดตามผลสุขภาพผ่านแอปพลิเคชัน ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ ความคาดหวังก็มีความซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน โดยไม่ได้พิจารณาเฉพาะคุณภาพการรักษาหรือชื่อเสียงของแพทย์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์โดยรวมตลอดเส้นทางการรักษา ตั้งแต่การเดินทาง การสื่อสารหลายภาษา การดูแลหลังการรักษา ตลอดจนบริการด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการพักฟื้น

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของมูลค่าตลาดโรงพยาบาลเอกชนไทยในปี 2569 ทาง ttb analytics มองว่ารายได้ในภาพรวมยังพอขยายตัวได้ แต่เติบโตต่ำที่ 2.4% ซึ่งมีมูลค่าตลาดราว 3.4 แสนล้านบาท จากผลของ Price Effect เป็นหลัก สอดคล้องกับอัตราค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ย 6-7% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งการเติบโตโดยอาศัยผลของราคาต่อไปอาจเผชิญข้อจำกัดจากความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จำเป็นจะต้องอาศัยกลยุทธ์เชิงรุกสำหรับแนวทางขยายการให้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น และเพิ่มความจำเป็นในการเข้ารับบริการ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตแบบยั่งยืนในอนาคตต่อไป

กล่าวโดยสรุป ท่ามกลางโจทย์การเปลี่ยนแปลงนี้แนวทางขยายตลาดของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนจึงไม่ใช่การพึ่งพาจำนวนผู้เข้ารับบริการที่เพิ่มขึ้น หรือการแข่งขันด้านราคาเท่านั้น แต่คือการเพิ่มรูปแบบการให้บริการด้านสุขภาพให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้คนไข้กลับมาใช้บริการต่อเนื่องและเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อครั้งสูงขึ้น

กลยุทธ์แรกคือการขยายบริการใน 3 แกนสำคัญ ประกอบด้วย 1) การแพทย์เฉพาะทาง สอดคล้องกับสังคมสูงวัยและความต้องการรักษาโรคซับซ้อนมากขึ้น 2) เวชศาสตร์ความงาม โดยไทยมีฐานความเชี่ยวชาญและเป็นหนึ่งในบริการเด่นของ Medical and Wellness Tourism และ 3) เวชศาสตร์เชิงป้องกัน ซึ่งกำลังขยายตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น

หากโรงพยาบาลต่อยอดบริการจาก “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่ “ดูแลก่อนป่วย-ดูแลหลังรักษา-ดูแลเพื่อคุณภาพชีวิต” ผ่านโปรแกรมตรวจคัดกรองเฉพาะบุคคล เวชศาสตร์ชะลอวัย ฟื้นฟูผู้สูงอายุ และโภชนาการที่เหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มทั้งความถี่ในการเข้ามารับบริการและมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

กลยุทธ์ที่สองคือการยกระดับ Medical Tourism ให้พ้นจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านความน่าเชื่อถือ ผลลัพธ์การรักษา และประสบการณ์คนไข้ รวมถึงการสร้างตลาด “Niche Medical Tourism” เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีความต้องการเฉพาะทาง และเป็นจุดแข็งของไทยที่โดดเด่น เช่น ภาวะมีบุตรยาก ศัลยกรรมตกแต่งและสร้างอวัยวะใหม่ (Gender-Affirming Care) การฟื้นฟูผู้สูงวัย และ Long-Term Wellness การเจาะตลาดเฉพาะจะช่วยลดการเปรียบเทียบราคาโดยตรงและสร้างอำนาจในการกำหนดราคาจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตลอดจนสร้างเครือข่ายส่งต่อผู้ป่วยและกระจายฐานลูกค้าไปยังหลายประเทศเพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

จากที่กล่าวไปข้างต้น ผู้ป่วยต่างชาติยังเป็นกลุ่มศักยภาพที่สร้างรายได้โดดเด่นกว่าในเชิงคุณภาพอย่างชัดเจน สะท้อนว่าหากมีความน่าเชื่อถือและเจาะตลาดได้ถูกจุด ผู้ป่วยต่างชาติยังเป็นแหล่งรายได้ที่เติบโตเร็วกว่าฐานในประเทศได้ ท้ายที่สุด การแข่งขันของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น Volume ไปสู่ Value และจาก “รักษาโรค” ไปสู่ “บริหารสุขภาพ” ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์ในระยะยาว