ASEAN Roundup สิงคโปร์ทำงบประมาณปี 2569 รับโลกผันผวน วางยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งเศรษฐกิจ-แรงงาน-AI

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ 2569

  • สิงคโปร์ทำงบประมาณปี 2569 รับโลกผันผวน วางยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งเศรษฐกิจ-แรงงาน-AI
  • สิงคโปร์ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 เป็น 2-4%
  • สิงคโปร์คาดการลงทุนหนุนสร้างงาน 15,700 ตำแหน่งในช่วง 5 ปี
  • เศรษกิจมาเลเซีย-อินโดนีเซียเติบโตเร็วสุดในรอบ 3 ปี
    • มาเลเซียโต 5.2% สูงกว่าคาดการณ์
    • อินโดนีเซียไตรมาสที่ 4 เร่งตัวเกินคาด
  • ฟิลิปปินส์–อินโดนีเซียจับมือยกระดับห่วงโซ่มูลค่านิกเกิล
  • เวียดนามอนุมัติยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเหล็ก ตั้งเป้าผลิต 80 ล้านตันในปี 2593

สิงคโปร์ทำงบประมาณปี 2569 รับโลกผันผวน วางยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งเศรษฐกิจ-แรงงาน-AI

ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สิงคโปร์ ที่มาภาพ:เพจ Facebook Lawrence Wong

นายกรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวแถลงงบประมาณปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 ต่อรัฐสภา ว่า รัฐบาลจะเปิดตัวภารกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับชาติชุดใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสิงคโปร์ พร้อมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาวของสิงคโปร์ ซึ่งรวมถึงมาตรการในการสร้างแรงงานที่มีความสามารถและแข็งแกร่ง ตลอดจนเสริมสร้างการสนับสนุนครอบครัวและครัวเรือนที่มีรายได้น้อย

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายกรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอให้รัฐสภาอนุมัตินโยบายการคลังสำหรับปีงบประมาณ 1 เมษายน 2569 – 31 มีนาคม 2570 พร้อมประกาศว่างบประมาณฉบับนี้เป็นฉบับแรกในวาระรัฐบาลใหม่ และเป็นจุดเริ่มต้นของช่วง “หลัง SG60” ของเส้นทางการสร้างชาติ โดยย้ำว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ต้องปรับยุทธศาสตร์ระดับประเทศใหม่ทั้งหมด

รัฐบาลระบุว่าเกือบ 80 ปีที่ผ่านมา โลกได้รับประโยชน์จากระเบียบระหว่างประเทศที่เอื้อต่อเสถียรภาพและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ภายใต้บทบาทนำของสหรัฐอเมริกา ซึ่งค้ำจุนความมั่นคงโลก ส่งเสริมตลาดเสรี และสร้างกติกาที่นำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันทั่วโลก รวมถึงเอเชีย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์มองว่า “ยุคดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว” โดยสหรัฐกำลังทบทวนและในบางด้านรื้อถอนระบบที่ตนเองเคยสร้าง กฎการค้าถูกละทิ้ง สถาบันระหว่างประเทศถูกเลี่ยงผ่าน และบรรทัดฐานเดิมมีความน่าเชื่อถือน้อยลง ส่งผลให้ระบบพหุภาคีอ่อนแอลง หลายประเทศหันไปดำเนินการฝ่ายเดียวมากขึ้น ขณะที่กลไกควบคุมความขัดแย้งค่อย ๆ เสื่อมลง ทำให้โลกมีการแข่งขันสูง แตกแยก และอันตรายยิ่งขึ้น

แม้ในปีที่ผ่านมาเคยมีความกังวลว่ามาตรการภาษีการค้าของสหรัฐจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างรุนแรง แต่สถานการณ์จริงไม่เลวร้ายเท่าคาด หลายบริษัทเร่งปรับตัว ข้อตกลงการค้าใหม่และการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานช่วยลดผลกระทบ อีกทั้งการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจหลักทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเตือนว่าปี 2569 อาจต่างออกไป เหตุการณ์เพียงเดือนแรกของปีได้เพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่หนี้สาธารณะของประเทศใหญ่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงในตลาดการเงินสูงขึ้น และราคาสินทรัพย์มีโอกาสปรับฐาน ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจจริง

สำหรับสิงคโปร์ เศรษฐกิจปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 5% จากอุปสงค์ภายนอกที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชีวการแพทย์ แต่ปี 2569 คาดว่าจะชะลอลง โดยรัฐบาลประเมินการเติบโตไว้ที่ 2–4% และเงินเฟ้อ 1–2%

แม้ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น รัฐบาลย้ำว่าสิงคโปร์ยังมีความได้เปรียบจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่สร้างมาอย่างยาวนาน ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนในเทคโนโลยี และภาพลักษณ์ประเทศที่มั่นคงและน่าเชื่อถือสำหรับนักลงทุน แต่ก็เตือนว่า “ความสำเร็จในอดีตไม่เพียงพออีกต่อไป” และประเทศไม่สามารถรอให้โลกกลับมาปกติ

ในฐานะงบประมาณฉบับแรกของวาระรัฐบาลใหม่ และเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคหลัง SG60 งบประมาณฉบับนี้จึงถูกวางตำแหน่งให้เป็นก้าวแรกในการปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติและเสริมสร้าง “สัญญาประชาคม” (Social Compact) ให้เข้มแข็ง เพื่อประกันอนาคตของสิงคโปร์ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

โดยรัฐบาลกำหนดแผนงานหลัก 6 ด้าน ได้แก่

  1. ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่
  2. ใช้ AI เป็นความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์
  3. สร้างแรงงานที่ยืดหยุ่นและมีทักษะสูง
  4. เพิ่มความมั่นคงให้ครอบครัว
  5. เสริมความมั่นคงและความยั่งยืนของประเทศ
  6. เสริมสร้างเอกภาพของสังคมสิงคโปร์

รัฐบาลระบุว่านโยบายทั้งหมดจะเป็นรากฐานในการนำประเทศเข้าสู่ช่วงพัฒนาถัดไป “ร่วมกันในฐานะประชาชนหนึ่งเดียว” โดยจะทยอยชี้แจงรายละเอียดของแต่ละด้านต่อไป

สาระสำคัญ 8 ข้อที่นายกรัฐมนตรีหว่องได้แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ ในงบประมาณประจำปี ประกอบด้วย

  • เร่งการนำ AI มาใช้งาน (Accelerating AI adoption)

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวว่า วิธีที่สิงคโปร์นำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้นั้นจะเป็น “ปัจจัยชี้ขาดสู่ความสำเร็จ” ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเป็นการเร่งการนำมาใช้งานให้เร็วขึ้น รัฐบาลจะมีการแนะนำโครงการใหม่ๆ พร้อมทั้งยกระดับแผนงานเดิมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council) ชุดใหม่ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีหว่องเป็นประธาน จะเป็นผู้ขับเคลื่อนวาระด้าน AI ของสิงคโปร์ ในขณะที่ “พันธกิจ AI ระดับชาติ” (National AI missions) จะเข้ามาปฏิรูป 4 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง (Advanced manufacturing) การเชื่อมต่อและสื่อสาร (Connectivity) การเงิน (Finance) และการสาธารณสุข (Healthcare)

ซึ่งกระบวนการนี้จะรวมถึงการทบทวนกฎระเบียบข้อบังคับ และการสร้างพื้นที่ทดสอบ (Sandboxes) เพื่อให้เกิดการทดลองใช้ AI อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “Champions of AI” ที่จะสนับสนุนบริษัทต่างๆ ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านธุรกิจด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมทั้งการปฏิรูปองค์กรและการฝึกอบรมทักษะให้กับบุคลากร

โครงการ Enterprise Innovation Scheme จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายด้าน AI ในฐานะกิจกรรมที่เข้าเงื่อนไขการรับสิทธิประโยชน์ และโครงการ Productivity Solution Grant จะรองรับโซลูชันด้านดิจิทัลและ AI ที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิม

เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และสร้างความร่วมมือ จะมีการจัดตั้ง AI park ขนาดใหญ่ขึ้นที่ย่าน one-north โดยต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการนำร่อง “Lorong AI” ที่ถนน Cross Street

สำหรับกลุ่มคนทำงาน จะมีการสนับสนุนเพื่อช่วยสร้างขีดความสามารถด้าน AI ในเชิงปฏิบัติ โดยจะเริ่มจากการใช้โปรแกรม Tech Skills Accelerator เพื่อติดอาวุธทักษะด้าน AI ให้กับบุคลากรในวิชาชีพกฎหมายและบัญชี

ชาวสิงคโปร์ที่ลงทะเบียนในหลักสูตร AI ที่กำหนด จะได้รับสิทธิ์ใช้งานเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมฟรีเป็นเวลา 6 เดือน

  • การอำนวยความสะดวกสู่การขยายธุรกิจระดับโลก

ภาคธุรกิจจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้นในการรุกตลาดต่างประเทศเพื่อสร้างการเติบโต:

ธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จะได้รับเงินทุนสนับสนุนสูงสุดถึง 70% ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ใช่ SMEs จะได้รับสูงสุด 50% สำหรับแผนงานการขยายธุรกิจไปต่างประเทศที่มีอยู่เดิม

จะมีการยกระดับเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือเตรียมความพร้อมด้านการตลาด (Market Readiness Assistance – MRA) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และสร้างรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้นในตลาดเดิม

จะขยายขอบเชตของกิจกรรมด้านการขยายธุรกิจสู่สากลที่จะได้รับสิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (Double Tax Deduction) โดยอัตโนมัติให้มากขึ้น และมีการปรับเพิ่มเพดานการขอใช้สิทธิ์จาก 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 400,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อปีภาษี

จะมีการเพิ่มวงเงินกู้สูงสุดสำหรับการค้าและสินทรัพย์ถาวรภายใต้โครงการ Enterprise Financing Scheme เพื่อให้ภาคธุรกิจมีสภาพคล่องและมีความยืดหยุ่นทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น

  •  เงินทุนเพื่อการเติบโต

ในปัจจุบัน สตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระยะเริ่มต้น (Early-stage) ได้ดีกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้ว แต่หลายแห่งยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากใน “ระยะเติบโต” (Growth stage) เนื่องจากเงินทุนหมุนเวียนในระยะนี้ทั่วโลกเริ่มตึงตัวขึ้น รัฐบาลจึงจะดำเนินการสนับสนุนในส่วนนี้เพิ่มเติม:

โครงการ Startup SG Equity จะได้รับเงินอัดฉีดจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมขยายขอบเขตจากการสนับสนุนเงินทุนระยะเริ่มต้น ให้ครอบคลุมถึงบริษัทที่อยู่ในระยะเติบโตด้วย

สำหรับสตาร์ทอัพที่มีอัตราการเติบโตสูงและมีความพร้อมที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Public listings) จะมีการเปิดตัวกองทุน Anchor Fund รอบใหม่มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลและ Temasek

กองทุนพัฒนาภาคการเงิน (Financial Sector Development Fund) จะได้รับงบประมาณสมทบอีก 1.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อสานต่อการดำเนินการฟื้นฟูตลาดทุนของสิงคโปร์ โดยต่อยอดจากสัญญาณการเติบโตที่ดีในช่วงที่ผ่านมา

  • การปรับเปลี่ยนนโยบายแรงงานต่างชาติ

รัฐบาลได้ประกาศการปรับปรุงนโยบายแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นที่เพิ่มสูงขึ้น โดย การปรับเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำ (Minimum Qualifying Salary) สำหรับผู้ถือบัตรผ่านการทำงานประเภท EP และ S Pass โดยเงินเดือนขั้นต่ำ ผู้ถือ EP จะเพิ่มขึ้นจาก 5,600 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 6,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือจาก 6,200 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 6,600 ดอลลาร์สิงคโปร์ สำหรับผู้ที่ทำงานในภาคการเงิน

สำหรับผู้ถือ S Pass เงินเดือนขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นจาก 3,300 ดอลลาร์สิงคโปร์เป็น 3,600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือสำหรับภาคการเงินจาก 3,800 ดอลลาร์สิงคโปร์เป็น 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

เงินเดือนขั้นต่ำสำหรับผู้ยื่นขอ EP และ S Pass เดิมจะถูกปรับเพิ่มขึ้นพร้อมกัน โดยจะมีผลบังคับใช้สำหรับผู้ยื่นรายใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคม 2027 และการต่ออายุตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานก็จะได้รับการปรับขึ้น ค่าธรรมเนียมสำหรับแรงงาน “ทักษะพื้นฐาน” ในภาคการเดินเรือและภาคกระบวนการผลิตจะเพิ่มขึ้น 100 ดอลลาร์สิงคโปร์และ 150 ดอลลาร์สิงคโปร์ตามลำดับ ขณะที่โครงสร้างค่าธรรมเนียมสำหรับภาคการผลิตและบริการจะถูกปรับให้ง่ายขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ เงินเดือนขั้นต่ำที่กำหนดสำหรับแรงงานท้องถิ่นในบริษัทที่จ้างแรงงานต่างชาติจะเพิ่มขึ้นจาก 1,600 ดอลลาร์สิงคโปร์ในปีนี้เป็น 1,800 ดอลลาร์สิงคโปร์

  • สมาชิก CPF มีทางเลือกลงทุนใหม่

สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง (Central Provident Fund:CPF) จะมีทางเลือกลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพูนเงินออมภายใต้โครงการลงทุนแบบสมัครใจใหม่

โครงการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีระยะเวลาการเกษียณที่ยาวนานกว่าและพร้อมที่จะรับความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อผลตอบแทนที่อาจสูงขึ้น

โครงการนี้จะใช้แนวทางการลงทุนตามช่วงชีวิต โดยสมาชิกที่อายุน้อยกว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น และจะมีการปรับสมดุลการลงทุนไปสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าเมื่อใกล้เกษียณ

ค่าธรรมเนียมจะอยู่ในระดับต่ำ และจะเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือสองถึงสามรายเพื่อให้เลือกได้ง่ายขึ้น

  • การปรับภาษีรถยนต์

ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเพิ่มเติมแบบพิเศษ (Preferential Additional Registration Fee:Parf) จะลดลง 45 จุดและวงเงินสูงสุดในการขอคืนภาษี Parf จะลดลงเหลือ 30,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากเดิม 60,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลบังคับใช้กับรถยนต์ทุกคันที่มีใบอนุญาตการครอบครองรถยนต์ (Certificate of Entitlement) ที่ได้รับจากการประมูลครั้งต่อไป

  • แจกคูปองเงินสดเพิ่มลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ

นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวว่า แม้อัตราเงินเฟ้อจะลดลง แต่ชาวสิงคโปร์ยังคงเผชิญกับความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

เพื่อบรรเทาผลกระทบ ครัวเรือนชาวสิงคโปร์ทุกครัวเรือนจะได้รับคูปองเงินสดจากสภาพัฒนาชุมชน (Community Development Council :CDC) เพิ่มอีก 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ในเดือนมกราคม 2027

นอกจากนี้ ยังมีการจ่ายเงินพิเศษเพื่อชดเชยค่าครองชีพครั้งเดียวจำนวน 200 ถึง 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ สำหรับผู้ใหญ่ชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มากกว่าหนึ่งแห่ง

ครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์จะได้รับส่วนลด U-Save เพิ่มเติมสำหรับค่าสาธารณูปโภค ในขณะที่ครอบครัวที่มีเด็กจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในรูปแบบเครดิตใน LifeSG มูลค่า 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเด็กสิงคโปร์ 1 คนที่มีอายุ 12 ปีหรือต่ำกว่า

  • คงภาษีคาร์บอนในระดับต่ำต่อไปอีกนาน

สิงคโปร์กำลังประเมินแนวทางของอัตราภาษีคาร์บอนอย่างระมัดระวัง โดยพิจารณาจากพัฒนาการในระดับนานาชาติ:

หากกระแสความตื่นตัวด้านภูมิอากาศโลกยังคงอ่อนแรงลง อัตราภาษีอาจถูกกำหนดไว้ที่ ขอบล่างของช่วง 50 ถึง 80 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตัน ภายในปี 2030

นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวว่า เส้นทางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของสิงคโปร์จะต้องพึ่งพา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างมาก

แม้จะมีปัจจัยภายนอก แต่สิงคโปร์ยังคงเดินหน้าลดการปล่อยมลพิษอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการปรับเพิ่มเป้าหมายการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ระดับชาติเป็น 3 gigawatt-peak (GWp) ภายในปี 2030 จากเดิม 2 GWp ซึ่งสิงคโปร์ทำได้สำเร็จแล้ว

จะมีการขยายระยะเวลาโครงการ Energy Efficiency Grant (เงินอุดหนุนเพื่อประสิทธิภาพการใช้พลังงาน) และ Enterprise Finance Scheme เพื่อช่วยเหลือธุรกิจต่างๆ ในการเปลี่ยนผ่าน

สิงคโปร์ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 เป็น 2-4%

ที่มาภาพ เพจ:Singapore Tourism Board

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ของสิงคโปร์ ประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจหลังเศรษฐกิจปี 2568 โตแกร่งถึง 5% โดยปรับขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 1-3% เป็น 2% ถึง 4% สำหรับปี 2569 เนื่องจากได้รับแรงหนุนสำคัญจากกระแสการลงทุนใน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

เศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัว 5% ในปี 2568 สูงกว่าการประมาณการเบื้องต้นที่ 4.8% แม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปี 2567 ที่โต 5.3% แต่ยังถือว่าสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

ในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ผ่านมา GDP พุ่งแรงถึง 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สูงกว่า 4.6% ในไตรมาสที่ 3

เมื่อปรับตามฤดูกาลและเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เศรษฐกิจขยายตัว 2.1% ชะลอลงจากการเติบโต 2.6% ในไตรมาสก่อน

กระทรวงระบุว่า การคาดการณ์การเติบโต GDP ครั้งก่อนในเดือนพฤศจิกายน 2568 ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศจะชะลอตัวในปีนี้ เนื่องจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐจะค่อยๆ ส่งผ่านสู่เศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจประเทศหลักส่วนใหญ่กลับเติบโตแข็งแกร่งกว่าที่คาดในไตรมาส 4 ปี 2568

“ที่สำคัญ กิจกรรมการค้าโลกยังคงมีความยืดหยุ่นแม้มีมาตรการภาษีของสหรัฐ ซึ่งน่าจะสะท้อนว่าอัตราภาษีที่บังคับใช้จริงต่ำกว่าอัตราที่ประกาศไว้ การเบี่ยงทิศทางการค้าที่เกิดจากการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน และการส่งออกที่แข็งแกร่ง (ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์) ท่ามกลางกระแสการลงทุนด้าน AI ที่เฟื่องฟู” กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ระบุ

การเติบโตของ GDP ในปี 2568 ขับเคลื่อนหลักโดยภาคการผลิต การค้าส่ง และภาคการเงินและประกันภัย โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในภาคการผลิต และหมวดเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุในภาคค้าส่ง เติบโตแข็งแกร่งจากอุปสงค์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มสูงขึ้น ตามแถลงข่าวของกระทรวง

ภาคการเงินและการประกันภัย เติบโตในวงกว้างครอบคลุมทุกกลุ่มย่อย สะท้อนถึงสถานะของสิงคโปร์ในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ยังคงแข็งแกร่งและได้รับผลบวกจากกระแสการลงทุน

กระทรวงระบุว่า แรงส่งในไตรมาสสุดท้ายคาดว่าจะต่อเนื่องในปี 2569 นอกจากกระแสการลงทุนด้าน AI แล้ว เศรษฐกิจอย่างสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น ยังมีแนวโน้มใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว ขณะที่ภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายก็จะช่วยหนุนการเติบโตในช่วงไตรมาสต่อ ๆ ไป

“เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ แนวโน้มการเติบโต GDP ของประเทศคู่ค้าหลักของสิงคโปร์ในปี 2569 จึงปรับดีขึ้นเมื่อเทียบกับประมาณการเมื่อเดือนพฤศจิกายน” กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ระบุ

ตัวอย่างเช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในภาคการผลิตคาดว่าจะเติบโตแข็งแกร่งกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ชิปเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่ภาคข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารจะได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการโซลูชันดิจิทัลและ AI ของภาคธุรกิจที่ต่อเนื่อง

กระทรวงระบุว่า อัตราการเติบโตยังคาดว่าจะชะลอลงจากระดับในปี 2568 ส่วนหนึ่งเนื่องจากผลกระทบตลอดทั้งปีของมาตรการภาษีสหรัฐและอุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มขึ้น

เมื่อประเมินทั้งปัจจัยบวกและความเสี่ยง กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ระบุว่า หากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ฟื้นตัวแรงกว่าที่คาด อาจช่วยหนุนความต้องการอิเล็กทรอนิกส์และผลักดันตลาดหุ้นให้ปรับตัวขึ้นเพิ่มเติม แต่หากมาตรการภาษีทวีความรุนแรงอีกครั้ง หรือเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็อาจกดดันความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและครัวเรือน

สำหรับประเทศคู่ค้าของสิงคโปร์ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะทรงตัวในวงกว้าง โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และแรงกระตุ้นทางการคลังจากกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act

ในยูโรโซน การเติบโตมีแนวโน้มอ่อนแรงลงบางส่วนจากมาตรการภาษีของสหรัฐและความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้การใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวขึ้นในเยอรมนีและข้อตกลงการค้าระหว่างอินเดีย–สหภาพยุโรปอาจช่วยพยุงการเติบโตได้

ส่วนเศรษฐกิจจีนคาดว่าจะชะลอลง เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักอ่อนแรงลง กระทบการขยายตัวของการส่งออก ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังน่าจะเติบโตจากแรงหนุนของการบริโภคและการลงทุน แต่ในอัตราที่ช้ากว่าปี 2568

สิงคโปร์คาดการลงทุนหนุนสร้างงาน 15,700 ตำแหน่งในช่วง 5 ปี

ที่มาภาพ:https://mothership.sg/2026/02/edb-singapore-create-jobs-next-5-years/

คำมั่นการลงทุนที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ในปี 2568 คาดว่าจะสร้างงานราว 15,700 ตำแหน่งในประเทศ เมื่อโครงการลงทุนทยอยเกิดขึ้นจริงในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยประมาณ 2 ใน 3 ของตำแหน่งงานจะมีค่าจ้างรวมต่อเดือนมากกว่า 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

ตามรายงานปี 2568 ของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Economic Development Board:EDB) การจ้างงานเหล่านี้คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจราว 18,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

การสร้างงานส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งในกลุ่มวิชาชีพ ผู้จัดการ ผู้บริหาร และช่างเทคนิค (PMET) โดยจะมาจากภาคบริการ (40%) ภาคการผลิต (37%) และภาควิจัยและพัฒนา (R&D) และนวัตกรรม (23%)

คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ ระบุเพิ่มเติมว่า ตำแหน่งงานจะเปิดโอกาสทั้งสำหรับบัณฑิตจบใหม่และผู้สมัครที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนอาชีพ

นอกจากนี้ ประมาณ 2 ใน 3 ของตำแหน่งงานคาดว่าจะมีค่าจ้างรวมต่อเดือนมากกว่า 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (EDB) ระบุว่า งานในภาคบริการกำลังถูกกำหนดทิศทางโดยแนวโน้มกว้างๆ อย่างระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืน ขณะที่ภาคการผลิตยังคงเปิดโอกาสที่แข็งแกร่งและเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ

EDB ยังระบุด้วยว่า ในปีที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับบริษัท พันธมิตรด้านการฝึกอบรม และสมาคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของกำลังแรงงานสิงคโปร์

ในด้านการลงทุนคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ ระบุว่า คำมั่นการลงทุนในปี 2568 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้เผชิญสภาพแวดล้อมโลกที่ผันผวน ภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดายาก และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed asset investment:FAI) มีมูลค่ารวม 14,200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่การใช้จ่ายทางธุรกิจรวมอยู่ที่ 8,900 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

จากคำมั่นการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร มูลค่า 14,200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ราว 12,100 ล้านดอลลาร์มาจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิต

ส่วนคำมั่นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจรวม มูลค่า 8,900 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปยังการลงทุนด้านสำนักงานใหญ่ (HQ) บริการวิชาชีพ และการวิจัยและพัฒนา (R&D)

บริษัทจากจีน สหรัฐ และยุโรปยังคงตั้งสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ และใช้เป็นฐานขยายธุรกิจระหว่างประเทศนอกตลาดประเทศแม่อย่างต่อเนื่อง

บริษัทเทคโนโลยีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการลงทุนด้านสำนักงานใหญ่ รองลงมาคือบริษัทในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการวิชาชีพ

คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ คาดว่าการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนทั่วโลกจะยังคงมีต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ยิ่งทำให้ภาคอุตสาหกรรมถูกพลิกโฉม

ปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้การสร้างงานทำได้ยากขึ้น

เพื่อดึงดูดการลงทุนที่สร้างงานคุณภาพและโอกาสให้ชาวสิงคโปร์ต่อไป EDB ระบุว่าจะเสริมความเป็นผู้นำของสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมแห่งการเติบโต(growth sectors) โดยร่วมมือกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านโรงงานการผลิต และสนับสนุนการขยายบทบาทองค์กรและบริการวิชาชีพในด้านต่าง ๆ เช่น การค้าและการบริหารความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

EDB ระบุเพิ่มเติมว่าจะเดินหน้าคว้าโอกาสใหม่ ๆ เพื่อสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่มีอยู่ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสที่หลากหลายยิ่งขึ้นให้กับชาวสิงคโปร์

นอกจากนี้ จะมุ่งคัดเลือก ดึงดูด และตั้งฐานบริษัทที่มีการเติบโตสูงและมีศักยภาพเป็นผู้นำในอนาคต พร้อมทั้งทำงานต่อเนื่องกับภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐเพื่อยกระดับทักษะของแรงงานสิงคโปร์ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรม

“คำมั่นการลงทุนในปี 2568 แสดงให้เห็นว่า ในโลกที่แตกแยกมากขึ้น สิงคโปร์ยังคงเป็นศูนย์กลางที่น่าเชื่อถือสำหรับบริษัทระดับโลกในการเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจและสร้างมูลค่าในระยะยาว” นายเผิง เจิง บูน ประธาน EDB กล่าว

นายเผิงกล่าวอีกว่า “EDB จะเดินหน้าทุ่มเทเพื่อดึงดูดการลงทุนที่สร้างงานคุณภาพ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของภาคการเติบโตเดิม การสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ และการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนสำหรับอนาคต”

เศรษกิจมาเลเซีย-อินโดนีเซียเติบโตเร็วสุดในรอบ 3 ปี

เศรษฐกิจของมาเลเซียและอินโดนีเซียในปี 2568 ต่างขยายตัวเร็วสุดในรอบ 3 ปี และสูงกว่าที่คาดการณ์ ด้วยแรงหนุนจากการบริโภคภาคครัวเรือนที่แข็งแกร่งและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 4 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ และแนวโน้มปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้อาจเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของตลาด

  • มาเลเซียโต 5.2% สูงกว่าคาดการณ์
ที่มาภาพ: https://www.businesstoday.com.my/2023/06/16/dosm-malaysias-fdi-recorded-rm74-6-billion-while-dia-registered-rm58-6billion-the-highest-since-2021/

เศรษฐกิจมาเลเซียในปี 2568 ขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี และสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ การส่งออก และการลงทุนที่แข็งแกร่ง และแรงส่งมีแนวโน้มต่อเนื่องในปีนี้ ธนาคารกลางมาเลเซียแถลงเมื่อวันศุกร์(13 ก.พ.2569)

ตลอดทั้งปี 2568 เศรษฐกิจเติบโต 5.2% สูงกว่าการขยายตัว 5.1% ในปีก่อนหน้า และเกินกว่ากรอบคาดการณ์อย่างเป็นทางการที่ 4%–4.8% ถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดของประเทศนับตั้งแต่ที่เคยขยายตัว 9% ในปี 2565 ตามข้อมูลของรัฐบาลและธนาคารกลาง

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวถึง 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 12 ไตรมาส (3 ปี) และยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ตัวเลขการเติบโตในไตรมาสที่ 3 ยังปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% จากเดิม 5.2% ที่รายงานไว้

นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Reuters และการประมาณการล่วงหน้าของรัฐบาล ได้คาดการณ์ว่าการเติบโตของ GDP แบบปีต่อปี (YoY) ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมจะอยู่ที่ 5.7%

เมื่อปรับผลกระทบทางฤดูกาลแล้ว GDP ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ซึ่งเติบโตสูงถึง 2.7%

ธนาคารกลางระบุว่า การใช้จ่ายภาคครัวเรือนในปีนี้จะได้รับอานิสงส์จากการจ้างงาน การเติบโตของค่าจ้าง และนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ ในขณะที่กิจกรรมการลงทุนและการส่งออกจะยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

“คาดว่าโมเมนตัมการเติบโตนี้จะต่อเนื่องไปในปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออกที่แข็งแกร่ง” ดาโต๊ะอับดุล ราชีด ฆอฟฟูร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) ระบุในแถลงการณ์

รัฐบาลและธนาคารกลางมาเลเซียคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวระหว่าง 4% ถึง 4.5% ในปีนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ของผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยปัจจุบันมาเลเซียต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าในอัตรา 19% สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ในการประชุมนโยบายการเงินครั้งแรกของปี 2569 ธนาคารกลางมาเลเซียได้มีมติ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% โดยชี้ว่า เศรษฐกิจเติบโตอย่างสม่ำเสมอ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และแนวโน้มเศรษฐกิจที่เป็นบวกในปีนี้

ธนาคารกลางมาเลเซียปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นการดำเนินมาตรการเชิงรุกหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าในอัตราสูงต่อคู่ค้าส่วนใหญ่

ความไม่แน่นอนด้านการค้าเริ่มคลี่คลายลง หลังจากอัตราภาษีที่บังคับใช้กับมาเลเซียถูกปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในเอเชีย

ผลสำรวจจาก Reuters คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะเติบโต 4.5% ในปีนี้ ซึ่งเป็นขอบบนของช่วงที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้  นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2569 และบางส่วนมองว่าการดำเนินการครั้งต่อไปอาจเป็นการ “ปรับขึ้น” แทนที่จะเป็นการปรับลด

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังคนที่ 2 ของมาเลเซีย ระบุเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลอาจพิจารณา ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้ขึ้น หลังจากเห็นสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ธนาคารกลางมาเลเซียระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ในปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.4% และ 2% ตามลำดับ และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมในปีนี้

ด้านค่าเงินริงกิตแม้จะยังคงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก แต่ธนาคารกลางเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานในประเทศที่แข็งแกร่ง และความพยายามของธนาคารกลางในการส่งเสริมกระแสเงินหมุนเวียนในตลาด จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับค่าเงิน

ตั้งแต่ต้นปี 2567 ค่าเงินริงกิตแข็งค่าขึ้นประมาณ 17% ส่งผลให้เป็นสกุลเงินที่ปรับขึ้นมากสุดในเอเชีย ในช่วงเวลานั้น ปัจจุบันค่าเงินริงกิตมีการซื้อขายอยู่ในระดับที่ แข็งค่าที่สุดในรอบ 8 ปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

  • อินโดนีเซียไตรมาสที่ 4 เร่งตัวเกินคาด
ที่มาภาพ: https://www.aseanbriefing.com/

ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) ระบุว่า อินโดนีเซียรายงานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในรอบ 3 ปีในปี 2568 เนื่องจากอัตราการขยายตัวในไตรมาสที่ 4 เร่งตัวขึ้นเกินความคาดหมาย โดยได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุน

ภาพรวมทั้งปี 2568 เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ขยายตัว 5.1% ซึ่งสูงกว่า 5%ในปี 2567 แต่ต่ำกว่าเป้าหมาย 5.2% ที่รัฐบาลตั้งไว้เล็กน้อย

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ต้องการให้เศรษฐกิจมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เติบโต 8% ภายในปี 2572 แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่ายังเผชิญแรงกดดัน ทั้งจากการค้าระหว่างประเทศที่ชะลอตัวเนื่องจากมาตรการภาษีของสหรัฐและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงปัจจัยภายในประเทศอย่างความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ลดลง

รัฐบาลได้เพิ่มมาตรการกระตุ้นทางการคลังในปี 2568 เพื่อพยุงอุปสงค์ และให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าต่อในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 1.50% ระหว่างเดือนกันยายน 2567 ถึงกันยายน 2568 และนักวิเคราะห์คาดว่าอาจมีการลดเพิ่มอีก

ในไตรมาส 4 อัตราการเติบโตอยู่ที่ 5.39% เมื่อเทียบรายปี เร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565 สูงกว่า 5.01% ที่นักวิเคราะห์ในการสำรวจของรอยเตอร์คาดไว้

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการเศรษฐกิจ กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่พุ่งแตะระดับ 5.39% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ G20

“นี่คือตัวเลขที่สูงที่สุดในกลุ่ม G20 นอกจากนี้ การเติบโตแบบปีต่อปีที่ 5.11% ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากเช่นกัน” นายฮาร์ตาร์โตกล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ณ ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์

นางอมาเลีย อะดินิงการ์ วิดยาสันติ หัวหน้าสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย (Statistics Indonesia) ระบุว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 16.23 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 965 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในไตรมาสสุดท้าย มีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันการใช้จ่ายภาคครัวเรือนให้สูงขึ้น ในขณะที่การลงทุนยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่ง

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครอบคลุมถึงการแจกข้าวให้กับครัวเรือนจำนวน 18.3 ล้านครัวเรือน และการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับคนทำงานในภาคการท่องเที่ยว

การใช้จ่ายภาคครัวเรือน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP อินโดนีเซีย ขยายตัว 5.11% ในไตรมาสเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ซึ่งเป็นอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 2 ปี

ทั้งปี 2568 การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัว 4.98% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2562 ในขณะที่การลงทุนเติบโตถึง 5.09% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2561

คริสตัล ตัน นักเศรษฐศาสตร์จาก ANZ ให้ความเห็นว่า “อุปสงค์ภายในประเทศกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 4 ปี 2568 จากการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการคลัง ภายหลังการเปลี่ยนแปลงผู้นำในกระทรวงการคลังเมื่อเดือนกันยายน 2568” พร้อมระบุว่าการเติบโตนี้มีความ “แข็งแกร่ง”

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา นักเศรษฐศาสตร์สายสนับสนุนการเติบโต (Pro-growth) ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แทนที่ นางศรี มุลยานี อินดราวาตี ซึ่งมีแนวทางสายอนุรักษ์นิยมทางการคลัง (Fiscally conservative) มากกว่า

แต่การสั่งปลด นางศรี มุลยานี อย่างกะทันหันกระทบ ประกอบกับการขาดดุลงบประมาณที่มากขึ้น และการแต่งตั้งหลานชายของ ประธานาธิบดีปราโบโว เข้าดำรงตำแหน่งในธนาคารกลาง ทำให้เงินทุนไหลออก จนส่งผลให้ ค่าเงินรูเปียะฮ์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในเดือนที่ผ่านมา

รัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 5.4% ในปี 2569 โดยฝากความหวังไว้กับการใช้จ่ายในโครงการเรือธงของประธานาธิบดีปราโบโว และการลงทุนผ่านกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ “Danantara”

นายไบรอัน ลี นักเศรษฐศาสตร์จาก Maybank คาดว่าเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยระบุว่าการเทขายในตลาดหุ้นจาการ์ตาเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเกิดจากความกังวลด้านความโปร่งใสและสภาพคล่อง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

นักวิเคราะห์มองว่าการที่ปราโบโวเข้ากวาดล้างภาคทรัพยากร รวมถึงการเข้ายึดเหมืองทองคำ Martabe ในเกาะสุมาตราเหนือ อาจส่งผลลบต่อบรรยากาศการลงทุน

นักเศรษฐศาสตร์หลายรายเริ่มตั้งคำถามถึง “ความสมจริง” ของข้อมูล GDP โดยชี้ให้เห็นถึง รายได้จากการเก็บภาษีลดลงในปี 2568 และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ทรงตัว

นายริซกี สิเรการ์ จากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย ตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขการบริโภคภาคครัวเรือนที่สูงเกินไปนั้นดูไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่ซบเซา ภาคการท่องเที่ยวที่เงียบเหงา และรายได้ภาษีที่ต่ำ

นายไนลุล ฮูดา นักเศรษฐศาสตร์จาก Center of Economic and Law Studies(CELIOS) ชี้ถึงความขัดแย้งระหว่างข้อมูลการส่งออกสุทธิที่สูงปี 2568 กับการเติบโตของการลงทุนที่อ้างว่ามาจากการนำเข้าเครื่องจักร

สถาบันวิจัยในประเทศหลายแห่งตั้งข้อสังเกตว่า GDP ไตรมาส 3 ของปีที่แล้วไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของยอดขายรถยนต์ที่ลดลง กิจกรรมการผลิตที่หดตัว และรายงานการเลิกจ้างงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ฟิลิปปินส์–อินโดนีเซียจับมือยกระดับห่วงโซ่มูลค่านิกเกิล

ที่มาภาพ: เพจ Facebook Philippine Nickel Industry Association

ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสองประเทศผู้ผลิตนิกเกิลรายสำคัญของโลก ได้กระชับความร่วมมือด้านห่วงโซ่มูลค่านิกเกิลมากขึ้น

สมาคมอุตสาหกรรมนิกเกิลฟิลิปปินส์ (Philippine Nickel Industry Association :PNIA) และสมาคมผู้ประกอบการเหมืองนิกเกิลอินโดนีเซีย (Asosiasi Penambang Nikel Indonesia :APNI) เปิดตัวโครงการ IndoPhil Nickel Corridor เพื่อประสานทิศทางด้านการส่งเสริมการลงทุน การหารือนโยบาย และการทำเหมืองอย่างรับผิดชอบ

ชาร์เมน โอเลอา-คาปิลี ผู้อำนวยการบริหาร PNIA ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์(13 ก.พ.2569) ว่า “แม้ความร่วมมือนี้จะเริ่มต้นจากภาคอุตสาหกรรม แต่เราตั้งใจให้การทำงานสอดคล้องและตอบสนองต่อทิศทางของอาเซียน”

โอเลอา-คาปิลี ชี้ไปที่ หลักการอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาแร่ธาตุอย่างยั่งยืน(Asean Principles for Sustainable Minerals Development) ซึ่งยอมรับบทบาทสำคัญของแร่ธาตุต่อภาคยุทธศาสตร์ เช่น พลังงาน การคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

กรอบดังกล่าวยังเรียกร้องความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชนและนักลงทุน

โอเลอา-คาปิลี กล่าวว่า ทั้งสองประเทศกำหนดเสาหลักความร่วมมือ 5 ด้าน เพื่อเปลี่ยนหลักการระดับภูมิภาคให้เป็นการปฏิบัติในอุตสาหกรรม ได้แก่

  1. การแบ่งปันข้อมูลและมุมมองเชิงนโยบาย
  2. การสร้างเวทีหารือภาคอุตสาหกรรม
  3. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และศึกษาดูงาน
  4. การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทุนมนุษย์ และมาตรฐาน ESG
  5. การปรับความร่วมมือให้ยืดหยุ่นตามลำดับความสำคัญที่เปลี่ยนไป

PNIA ระบุว่า ทั้งสองชาติจะจัดประชุมเชิงเทคนิค การหารือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเยี่ยมชมเหมือง และกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อกำหนดประเด็นสำคัญด้านธรรมาภิบาลและความสอดคล้องด้านกฎระเบียบ

โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาทรัพยากรแร่ให้ยั่งยืนและรับผิดชอบ

ความร่วมมือยังครอบคลุมการส่งเสริมการลงทุน การเพิ่มมูลค่าแร่ การพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงการยอมรับของชุมชนตลอดห่วงโซ่นิกเกิล

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐลงนามความร่วมมือกับ 11 ประเทศ รวมถึงฟิลิปปินส์ เพื่อจัดตั้งกรอบความร่วมมือด้านแร่สำคัญ (critical minerals)

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ราฟาเอล โลตียา รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมฟิลิปปินส์ และเจคอบ เฮลเบิร์ก รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐฝ่ายเศรษฐกิจ ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน

โลตียาระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยผลักดันการแปรรูปแร่สำคัญภายในประเทศ

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ตรี วินาร์โน อธิบดีกรมแร่และถ่านหิน อินโดนีเซีย เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์สื่อที่อาคารกรมแร่และถ่านหินในกรุงจาการ์ตา ว่า กระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย (ESDM) ได้ออกแผนงานและงบประมาณการทำเหมืองนิกเกิลประจำปี 2569 แล้ว โดยโควตาการผลิตแร่นิกเกิลที่อนุมัติอยู่ในช่วง 260–270 ล้านตัน

“วันนี้เราได้ประกาศเป้าหมายการผลิตนิกเกิลตาม แผนงานและงบประมาณแล้ว อยู่ที่ 260–270 ล้านตัน” ตรีกล่าว

ปริมาณโควตาการทำเหมืองที่อนุมัติสอดคล้องกับระดับการผลิตที่สมาคมผู้ทำเหมืองนิกเกิลอินโดนีเซีย (APNI) เคยเปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้เป็นส่วนใหญ่

เวียดนามอนุมัติยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเหล็ก ตั้งเป้าผลิต 80 ล้านตันในปี 2593

ที่มาภาพ: https://en.baochinhphu.vn/steel-industry-development-strategy-approved-111260209164452815.htm

รัฐบาลเวียดนามอนุมัติยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กถึงปี 2573 และวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 โดยตั้งเป้าเสริมความสามารถการแข่งขันตามมาตรฐานสากล และเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านวัตถุดิบอุตสาหกรรมในประเทศ

แผนยุทธศาสตร์กำหนดให้ภาคอุตสาหกรรมเหล็กสามารถตอบสนองความต้องการภายในประเทศ 80–85% ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 85–90% ภายในปี 2578

ด้านกำลังการผลิต คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเป็น 25–26 ล้านตัน ภายในปี 2573 จากนั้นเพิ่มเป็น 33–36 ล้านตัน ภายในปี 2578 และ 75–80 ล้านตัน ภายในปี 2593

แผนยุทธศาสตร์ระบุแนวทางสำคัญทั้งด้านนโยบาย สถาบัน การพัฒนาตลาด เทคโนโลยี บุคลากร และสภาพแวดล้อม พร้อมมาตรการเฉพาะตามประเภทผลิตภัณฑ์เหล็ก

รัฐบาลจะส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์การผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ให้กับเหล็กก่อสร้าง เหล็กอัลลอย เหล็กโครงสร้าง เหล็กรูปพรรณ แผ่นเหล็กเคลือบ ท่อเหล็ก และเหล็กรีดร้อน เพื่อรักษาเสถียรภาพทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก

เวียดนามยังตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ เพื่อผลิตเหล็กคุณภาพสูง เช่น แผ่นเหล็กกำลังสูง เหล็กอัดแรงและคอนกรีตอัดแรง สเตนเลสทนการกัดกร่อนสำหรับโครงการนอกชายฝั่งและเกาะ เหล็กน้ำหนักเบาสำหรับอุตสาหกรรมขนส่ง เหล็กรีดเย็นน้ำหนักเบา และเหล็กสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือ

พร้อมกันนี้ จะวิจัยผลิตเหล็กสำหรับโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เหล็กรางรถไฟความเร็วสูง ท่อไร้รอยต่อสำหรับการส่งก๊าซเหลว ท่อไร้รอยต่อสำหรับการต่อเรือ  เสากังหันลม และผลิตภัณฑ์เหล็กเพื่อความมั่นคงและการป้องกันประเทศ