พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเอกฉันท์เลือก “โต เลิม” นั่งเลขาธิการใหญ่สมัยที่ 14

โต เลิม (ที่สองจากขวา) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามอีกครั้ง ที่มาภาพ:https://english.vov.vn/en/politics/domestic/to-lam-re-elected-party-chief-as-vietnam-enters-new-development-phase-post1263681.vov

โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ สมัยที่ 14 อีกครั้ง ในการประชุมเต็มคณะครั้งแรกของคณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 14 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 23 มกราคม

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกโต เลิม (To Lam) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอีกครั้งสำหรับวาระปี 2569-2573 ในการประชุมเต็มคณะครั้งแรกของคณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 14 เมื่อวันที่ 23 มกราคม เพื่อยืนยันถึงความต่อเนื่องของความเป็นผู้นำ ในขณะที่ประเทศกำลังเข้าสู่ระยะการพัฒนาที่สำคัญก่อนถึงหมุดหมายสำคัญในปี 2573

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 (14th National Congress of the Communist Party of Vietnam) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2569

สำนักข่าว Voice of Vietnam รายงานว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 เลขาธิการพรรค โต เลิม ได้สร้างผลงานที่โดดเด่นในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศ โดยได้ผลักดันการปฏิรูปเชิงสถาบันในวงกว้าง การกวดขันระเบียบวินัย และการวางลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อการพัฒนาประเทศ

หนึ่งในโครงการริเริ่มที่สำคัญที่สุดภายใต้การนำของโต เลิม คือการปรับโครงสร้างระบบการเมืองและระบบบริหารจัดการขนานใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมติที่ 18 ของกรมการเมือง (Politburo) การยกเครื่องใหม่นี้ดำเนินการภายในระยะเวลาอันสั้น และถือเป็นความพยายามในการปรับปรุงองค์กรให้มีความกระชับครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีการปรับรูปโฉมใหม่ทั้งในส่วนของพรรค รัฐ และองค์กรประชาชน ตั้งแต่ระดับส่วนกลางไปจนถึงระดับท้องถิ่น

การปฏิรูปดังกล่าวช่วยลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้าง ลดขั้นตอนการบริหารจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เวียดนามได้นำรูปแบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นแบบ 2 ชั้น (two-tier model) มาใช้ทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการกระจายอำนาจ เสริมสร้างความรับผิดชอบ และทำให้การบริหารภาครัฐเข้าถึงประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ในบทความเชิงนโยบายล่าสุด เลขาธิการพรรคได้เน้นย้ำว่า ด้วยใกล้จะถึงวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ และครบรอบ 100 ปีการสถาปนารัฐเวียดนามสมัยใหม่ จึงไม่มีเวลาสำหรับความล่าช้าหรือความไม่ต่อเนื่องของนโยบายอีกต่อไป โดยระบุว่าการจะบรรลุเป้าหมายระยะยาวของชาตินั้น จำเป็นต้องมีการปฏิรูปกลไกองค์กรของระบบการเมืองอย่างเร่งด่วนและครอบคลุมทุกมิติ

นอกจากการลดขนาดองค์กรแล้ว การปรับโครงสร้างนี้ยังมุ่งหวังที่จะปลดล็อกทรัพยากรเพื่อการพัฒนา โดยการลดรายจ่ายประจำ การสร้างความชัดเจนในเรื่องขอบเขตอำนาจระหว่างระดับการบริหาร และการปรับปรุงการให้บริการสาธารณะ โดยการปฏิรูปเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังและเชิงสถาบัน สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะต่อไป

นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 กรมการเมือง (Politburo) ได้ออกมติเชิงยุทธศาสตร์รวมทั้งสิ้น 9 ฉบับ ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ ซึ่งมติเหล่านี้ประกอบกันเป็นกรอบนโยบายที่ประสานกันเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญครั้งใหม่กับการวางแผนระยะยาว การปฏิรูปสถาบัน และความมุ่งมั่นทางการเมือง ในขณะที่เวียดนามกำลังวางรากฐานสำหรับก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการเติบโต

การต่อต้านการทุจริตและการป้องกันการสิ้นเปลืองยังคงเป็นวาระหลักที่สำคัญของผู้นำพรรค โดยทางการยังคงเดินหน้าดำเนินคดีต่าง ๆ ด้วยแนวทางที่เจ้าหน้าที่อธิบายว่า “ไม่มีเขตต้องห้าม และไม่มีข้อยกเว้น” ซึ่งเป็นจุดยืนที่ช่วยเสริมสร้างวินัยภายในพรรคและความเชื่อมั่นของประชาชนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

พัฒนาการที่น่าจับตาคือ การขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอำนวยการกลาง (Central Steering Committee) ให้ครอบคลุมถึงการป้องกันการสิ้นเปลือง โดยผู้นำพรรคได้เน้นย้ำว่าการสิ้นเปลืองนั้นก่อให้เกิดความเสี่ยงที่เทียบเท่าหรืออาจร้ายแรงกว่าการทุจริต และจะต้องได้รับการแก้ไขโดยให้ลำดับความสำคัญในระดับเดียวกัน

สวัสดิการสังคมเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่โดดเด่นในวาระการนำของเลขาธิการพรรค โดยได้เรียกร้องหลายครั้งให้มีการดำเนินการที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อปรับปรุงบริการด้านสาธารณสุขและการศึกษา ขยายการสนับสนุนสำหรับผู้พิการ และสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะแปรเป็นการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง

เจ้าหน้าที่พรรคระบุว่า มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามในวงกว้างที่จะปรับประสานการปฏิรูปการบริหารราชการ นโยบายทางสังคม และยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่เวียดนามมุ่งหวังจะรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางสังคมและความเชื่อมั่นของสาธารณชน