การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 ก้าวสำคัญนำประเทศสู่ยุคใหม่

เลขาธิการใหญ่พรรค โต เลิม, ประธานาธิบดีเลือง เกื่อง, นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มินห์ จิ๋งห์, ประธานสภาแห่งชาติ เจิ่น แทงห์ เหมิน และ สมาชิกถาวรของคณะกรรมการกลางพรรคเจิ่น กัม ตู เข้าร่วมการประชุมเตรียมการ ที่มาภาพ: ttps://e.vnexpress.net/photo/politics/vietnams-top-leaders-gather-at-preparatory-session-for-14th-national-party-congress-5007305.html

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 (14th National Congress of the Communist Party of Vietnam) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2569 ที่กรุงฮานอยนั้น ถูกระบุอย่างเป็นทางการว่าเป็นเพียงการดำเนินวาระทางการเมืองตามปกติทุกๆ 5 ปี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การประชุมครั้งนี้กำลังจะมีความสำคัญยิ่งกว่าเดิมมาก นั่นคือเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์” บนเส้นทางสู่ความทันสมัยที่เวียดนามวางแผนไว้อย่างรอบคอบและยาวนาน

การเตรียมการที่เกี่ยวข้องกับการประชุมใหญ่ครั้งนี้ อย่างยิ่งใหญ่บ่งบอกถึงนัยสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ โดยจะมีผู้เข้าร่วมเกือบ 1,600 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของสมาชิกพรรคกว่า 5.6 ล้านคน มารวมตัวกันเพื่อกำหนดทิศทางทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ความสนใจจากนานาชาติก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศลงทะเบียนเข้าร่วมจำนวนมาก และมีการเปิดศูนย์สื่อมวลชนระหว่างประเทศล่วงหน้าอย่างมาก สำหรับประเทศที่โดยปกติแล้วระมัดระวังเรื่องการเปิดเผยข้อมูลทางการเมืองเช่น เวียดนาม การเปิดกว้างในลักษณะนี้ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึง “ความเชื่อมั่น” และ “ความทะเยอทะยาน” ที่เพิ่มมากขึ้น

ความเชื่อมั่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลิตผลจากการปฏิรูปที่ดำเนินมานานร่วม 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่การประกาศใช้นโยบาย “โด่ย เหม่ย” (Doi Moi) ในปี 2529 ซึ่งเป็นจุดที่เวียดนามเริ่มเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางที่บอบช้ำจากสงครามและการถูกโดดเดี่ยว ไปสู่การเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น้อยคนนักที่จะปฏิเสธผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้ เพราะในปัจจุบันเวียดนามได้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจรายได้ปานกลางระดับต่ำ (lower-middle-income economy) บูรณาการเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกเหนียวแน่น และมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ บนแผนที่เศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

เสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นคุณลักษณะเด่นที่เกื้อหนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ประเทศเวียดนามสามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนด้านนโยบายอย่างที่มักพบเห็นได้ในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ฝ่ายที่สนับสนุนให้ความเห็นว่า ความต่อเนื่องนี้ช่วยให้เกิดการวางแผนระยะยาว การบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคอย่างมีวินัย และการปฏิรูปที่สม่ำเสมอ ล้วนเป็นเงื่อนไขที่ดึงดูดทั้งผู้ประกอบการในประเทศและนักลงทุนจากต่างชาติ ฝั่งผู้วิพากษ์วิจารณ์ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดที่มีอยู่ในระบบดังกล่าว แต่จากมุมมองด้านการพัฒนาโดยแท้จริงแล้ว รูปแบบนี้นำมาซึ่งการเติบโต

ตัวเลขล่าสุดยิ่งฉายภาพชัด เวียดนามรายงานอัตราการเติบโตของ GDP ประมาณ 7.1% ในปี 2567 และคาดว่าจะเกิน 8% ในปี 2568 ทำให้เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน ภาคการผลิต การส่งออก และภาคบริการต่างฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงหลังการระบาดใหญ่ ขณะที่กระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทข้ามชาติกำลังกระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อไม่ให้พึ่งพาจีนมากเกินไป

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่สอดรับกับนโยบายต่างประเทศที่มีความมั่นใจมากขึ้น เวียดนามดำเนินนโยบายที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ความเป็นอิสระ การกระจายความเสี่ยง และพหุภาคี โดยเสริมสร้างบทบาทของตนในอาเซียนไปพร้อมกับการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับมหาอำนาจต่างๆ อย่างรอบคอบ ในยุคที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น ความสามารถของเวียดนามในการรักษาสมดุลผลประโยชน์โดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างโจ่งแจ้งได้กลายเป็นข้อดีเชิงยุทธศาสตร์

ภายใต้บริบทนี้ การประชุมพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามครั้งที่ 14 จึงมีความสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงแค่การเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีต แต่เป็นการเผชิญหน้ากับ “ข้อจำกัดในอนาคต” เวียดนามกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดของรูปแบบการเติบโตเดิม ค่าแรงที่สูงขึ้น ความกดดันด้านสิ่งแวดล้อมการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการแตกแยกทางเศรษฐกิจโลก ล้วนเป็นความท้าทายต่อยุทธศาสตร์ที่เน้นการส่งออกและใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งเคยสร้างความสำเร็จให้กับประเทศมาโดยตลอด

ผู้นำพรรคต่างส่งสัญญาณว่ามีความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ และคาดว่าสมัชชาใหญ่จะให้การรับรองการปรับเปลี่ยนทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ไปสู่รูปแบบการเติบโตใหม่ที่ยึดโยงอยู่กับผลิตภาพ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การให้ความสำคัญกับ “ปฏิรูปเชิงสถาบัน”มากขึ้น ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การบริหารจัดการทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนโยบายทางสังคม วัฒนธรรม การป้องกันประเทศ และการทูตอีกด้วย

ที่เห็นได้ชัดคือ ผู้กำหนดนโยบายของเวียดนามกำลังวางกรอบการพัฒนาโดยยึดความสมดุลของ “3 เสาหลัก” ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม นับป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงวาทกรรมที่สำคัญสำหรับระบบที่เคยให้ความสำคัญกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลักมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การปกป้องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์วัฒนธรรมจะสามารถถูกยกระดับขึ้นมาให้มีความสำคัญเท่าเทียมกันได้จริงหรือไม่ แต่ความตั้งใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นต่อ “สิ่งที่ต้องแลก” (trade-offs) ซึ่งเวียดนามกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

การประชุมสมัชชาใหญ่ในครั้งนี้จะกำหนด “เป้าหมายระยะยาว” ซึ่งมีนัยสำคัญทั้งในเชิงสัญลักษณ์และในทางปฏิบัติ โดยภายในปี 2573 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ เวียดนามตั้งเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (upper-middle-income country) พร้อมด้วยอุตสาหกรรมที่ทันสมัย

ภายในปี 2588 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งรัฐเวียดนามใหม่ เวียดนามมุ่งหวังที่จะบรรลุสถานะประเทศที่มีรายได้สูง (high-income status) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะทำให้เวียดนามก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วของเอเชีย

บางทีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนการมากกว่าด้านวาทศิลป์ ต่างจากการประชุมสมัชชาครั้งก่อนๆ ที่มติมักตามมาด้วยความล่าช้าในการดำเนินการ ครั้งนี้ทางการอ้างว่าแผนปฏิบัติการโดยละเอียดพร้อมกรอบเวลาและกลไกการตรวจสอบความรับผิดชอบได้ถูกจัดทำขึ้นแล้ว หากเป็นจริง ก็อาจช่วยทำให้เป้าหมายและการปฏิบัติจริงไม่ห่างกันมาก ซึ่งช่องว่างของเป้าหมายและการปฏิบัติจริงเป็นจุดอ่อนเรื้อรังในระบบของประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง

ดังนั้น สำหรับเวียดนามแล้ว การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคครั้งที่ 14 จึงถือเป็น “ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน” ประเทศเวียดนามไม่ได้ถูกนิยามด้วยภาพการฟื้นฟูหลังสงครามหรือความสำเร็จจากการปฏิรูปในระยะเริ่มแรกอีกต่อไป ทว่าในขณะเดียวกัน เวียดนามก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” (middle-income trap) ได้อย่างเต็มตัว

การตัดสินใจต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ณ กรุงฮานอย ในช่วงต้นปี 2569 นี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าเวียดนามจะสามารถรักษาการเติบโตในระดับสูงเอาไว้ได้หรือไม่ ในขณะที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และระเบียบโลกที่ไม่มั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งหมดในภาพรวมนี้คือเรื่องราวของชาติที่กำลังเคลื่อนจากการมุ่งเน้นเพียง “การอยู่รอด” ไปสู่การเน้น “ยุทธศาสตร์” และจากที่เคยเน้น “ความเร็ว” ไปสู่การเน้น “คุณภาพ” ทิศทางของการขับเคลื่อนนั้นชัดเจน แต่คำถามสำคัญคือ เวียดนามจะสามารถรักษาแรงส่ง (momentum) นี้ไว้ได้หรือไม่ และจะสามารถปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจการเมืองของตนเองให้สอดรับกับอนาคตที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนด “บทต่อไป” ของประเทศเวียดนาม

หมายเหตุ:ภาพจาก