ASEAN Roundup ชาติแรกในเอเชียและของโลก ฟิลิปปินส์เตรียมใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อความโปร่งใสของงบประมาณ

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 11-17 มกราคม 2569

  • ชาติแรกในเอเชียและของโลก ฟิลิปปินส์เตรียมใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อความโปร่งใสของงบประมาณ
  • รายได้ต่อหัวชาวเวียดนามปี 2568 พุ่งสูง 9.3%
  • นายกฯ เวียดนามสั่งเปิดตัวศูนย์กลางการเงินนานาชาติโฮจิมินห์ 9 ก.พ.นี้
  • ทุเรียนแช่แข็งอินโดนีเซียล็อตแรกถึงจีนผ่านเส้นทางเรือ เปิดเส้นทางสายการค้าใหม่
  • มาเลเซียเตรียมปรับเพิ่มเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำ “เท่าตัว” สำหรับ Expat เริ่ม 1 มิถุนายนนี้
  • สปป.ลาว ตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 6% ในปี 2569

ชาติแรกในเอเชียและของโลก ฟิลิปปินส์เตรียมใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อความโปร่งใสของงบประมาณ

กรุงมนิลา ฟิลิปปินส์ ที่มาภาพ: https://www.bworldonline.com/opinion/2021/11/21/412110/the-reasons-and-way-forward-for-unlivable-metro-manila/

ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาบูรณาการเข้ากับงบประมาณรายจ่ายทั่วไป และเป็นประเทศแรกในโลกที่มีงบประมาณแห่งชาติบนระบบ On-chain อย่างเต็มรูปแบบ นายเฮนรี โรเอล อากูดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (DICT) ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี(15 มกราคม 2569) ที่ผ่านมา

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 จะได้ถูกประทับ “ตราดิจิทัลแห่งความจริง” (Digital Seal of Truth) อย่างถาวรและเป็นฉบับทางการที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม นายอากูดากล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับทนายความ แคลร์ คาสโตร รองเลขาธิการสำนักงานสื่อสารประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่สื่อทำเนียบรัฐบาล

“นี่หมายความว่าเงินของประชาชนจะมีใบเสร็จดิจิทัลที่คงอยู่ถาวร ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนได้” นายอากูดากล่าว “ในขณะที่ประเทศอื่นใช้บล็อกเชนเพียงบางส่วนของงบประมาณ แต่ในปีนี้ฟิลิปปินส์จะเป็นประเทศแรกที่ทำให้วงจรงบประมาณทั้งหมดอยู่ในระบบที่ป้องกันการปลอมแปลงได้สำเร็จ”

ระบบบล็อกเชนนี้ครอบคลุมกระบวนการงบประมาณตั้งแต่การอนุมัติ การใช้จ่าย การเบิกจ่าย ไปจนถึงการรายงานผล โดยเริ่มจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ความคิดริเริ่มนี้มีชื่อว่า “Digital Bayanihan Chain” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง DICT, รัฐสภา และกระทรวงงบประมาณและการจัดการ (DBM) เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณของรัฐบาลจะมีความชัดเจน ตรงตามจริง และไม่สามารถถูกลบเลือนโดยกาลเวลาหรือการเมือง

นายอากูดาอธิบายว่า บล็อกเชนทำหน้าที่เป็น “ชั้นแห่งความซื่อตรง” (Integrity layer) หรือสุนัขเฝ้าบ้านให้กับรัฐบาล โดยข้อมูลจะเปิดให้สาธารณชนและกลุ่มภาคประชาชนเข้าถึงเพื่อติดตามการใช้จ่ายของรัฐบาล

“ระบบนี้ไม่ได้แค่แสดงข้อมูล แต่มันปกป้องและรักษาความจริง ไม่มีระบบหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งถือครองความจริงเพียงผู้เดียว พวกเราทุกคนร่วมกันทำหน้าที่เหมือนเซิร์ฟเวอร์ความโปร่งใส คล้ายกับระบบการเลือกตั้ง” นายอากูดากล่าว

เทคโนโลยีนี้จะให้หลักฐานดิจิทัลที่ถาวรสำหรับงบประมาณรายจ่ายทั่วไป ปกป้องฉบับทางการของงบประมาณ และรับประกันว่าประวัติศาสตร์จะไม่ถูกลบ

นายเดฟ อัลมิรอล รองเลขาธิการ DICT กล่าวว่า ในที่สุดระบบจะเปลี่ยนไปสู่บล็อกเชนแบบกลุ่ม (Consortium Blockchain) โดยมีโหนด (Nodes) ที่ดำเนินงานโดย DICT, สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (COA) และ DBM ซึ่งจะทำให้ทั้งสามหน่วยงานเห็นการบันทึกข้อมูลงบประมาณแบบเรียลไทม์

“เมื่อ DBM ป้อนข้อมูลต้นทุน DICT จะเห็นทันที COA ก็จะเห็นด้วย เมื่อโครงการถูกส่งมอบให้กับผู้รับเหมา เซิร์ฟเวอร์ทั้งสามจะเห็นข้อมูลเหมือนกัน ซึ่งหมายความว่าจะไม่มี ‘โครงการทิพย์’ (Ghost projects) อีกต่อไป เราสามารถตรวจสอบได้ทุกอย่าง” นายอัลมิรอลกล่าว

โครงการบล็อกเชนนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากบริษัทเอกชนชื่อ Bayani Chain โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่วางแผนที่จะย้ายระบบไปยังโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลเองในอนาคต

นอกจากนี้ จะมีพอร์ทัลความโปร่งใสที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลงบประมาณ และสามารถใช้ AI ในการสอบถามข้อมูลด้วยภาษาธรรมชาติเกี่ยวกับรายการที่ราคาแพงเกินจริง หรือโครงการต่างๆ ในท้องถิ่นของตน

นายอากูดาสรุปประโยชน์หลัก 4 ประการ ได้แก่:

  1. ป้องกันการคอร์รัปชัน ผ่านบันทึกดิจิทัลถาวรที่ไม่สามารถแอบแก้ไขได้
  2. ติดตามการจัดสรรและการใช้เงิน ได้อย่างชัดเจน
  3. รักษาหลักฐาน ไว้ได้ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนไปกี่ชุด
  4. สร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน ผ่านความแน่นอนของข้อมูล

“งบประมาณถูกบิดเบือนไม่ได้ ก็ไม่มีข้ออ้างในการทุจริต ประชาชนจะรู้สึกว่าการบริหารงานแบบดิจิทัลนั้นได้ผลจริง” นายอากูดากล่าว

นายอากูดากล่าวอีกว่า โครงการนี้สอดคล้องกับคำสั่งของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล

นอกจากนี้ DICT ยังได้เปิดตัว OPLAN Bantay Padala พอร์ทัลตรวจสอบสำหรับรับเรื่องร้องเรียนบริการขนส่งและเดลิเวอรี่ และ OPLAN Bantay Signal สำหรับตรวจสอบคุณภาพบริการอินเทอร์เน็ต

ระบบ Bantay Padala จะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับบริการจัดส่งด่วนและบริการส่งเอกสารของเอกชน โดยจะมีการรายงานปัญหาด้านบริการจัดส่งให้แก่ DICT เป็นรายสัปดาห์ โดยมีผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ 6 รายได้ลงทะเบียนเข้าร่วม หลังมีโครงการเว้นบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับอนุญาต

โดยระบบ Bantay Signal ได้รวบรวมรายงานคุณภาพสัญญาณจากประชาชนแล้วกว่า 600,000 ฉบับ เพื่อระบุพื้นที่ที่ต้องปรับปรุง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนส่งผลการทดสอบความเร็วผ่านแอปพลิเคชัน Ookla Speed

ในส่วนของ eGov Super App นายอัลมิรอลระบุว่าเวอร์ชัน 2.0 จะเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมฟีเจอร์ที่อัปเกรดขึ้น เพื่อรองรับผู้ใช้งานกว่า 36 ล้านคนที่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันไปแล้วและมีปริมาณธุรกรรมกว่า 400 ล้านรายการ

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ระบบงบประมาณบนบล็อกเชนนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลมาร์กอส จูเนียร์ ในด้านความโปร่งใสและความรับผิดชอบ โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อป้องกันการคอร์รัปชันและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล

รายได้ต่อหัวชาวเวียดนามปี 2568 พุ่งสูง 9.3%

ที่มาภาพ: https://vietreader.com/46846-what-to-know-about-vietnam-population.html

ผลสำรวจเผยรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร เวียดนามปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 5.9 ล้านด่อง (225 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 9.3% จากปี 2567

ตามผลการสำรวจเบื้องต้นจาก “การสำรวจมาตรฐานความเป็นอยู่ของครัวเรือนปี 2565” (Household Living Standards Survey 2025) ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า การเติบโตแบบปีต่อปี (year-on-year)ของ รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร (per capita income)นี้ สูงกว่าอัตรา 9.1% ของปี 2567

ส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นนี้ มาจากรายได้ที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการและพนักงานของรัฐที่เกษียณอายุหรือลาออก ภายหลังการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรในระบบการเมืองให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

นางเหงียน ถิ เฮือง (Nguyen Thi Huong) ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติฯ ระบุว่า โครงสร้างรายได้กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ก้าวหน้าและยั่งยืนมากขึ้น โดยสัดส่วนของค่าจ้างและรายได้ที่คล้ายกับค่าจ้างในรายได้รวมของครัวเรือนยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลสำรวจระบุว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ของครัวเรือนยังคงมีเสถียรภาพตลอดปี 2568 โดยรายได้ครัวเรือนในปีนี้มีแนวโน้มที่มั่นคงและเป็นบวกมากกว่าในปี 2567 โดย 31.3% ของครัวเรือนที่สำรวจรายงานว่ามีรายได้สูงขึ้น 65% ระบุว่ารายได้คงเดิม 2.8% รายงานว่ารายได้ลดลง และ 0.9% ไม่แน่ใจ

สำนักงานสถิติฯ วิเคราะห์ว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นและความมั่นคงของมาตรฐานความเป็นอยู่เกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ การผลิตและผลประกอบการทางธุรกิจในทั้งสามภาคเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและรายได้ที่สูงขึ้นสำหรับคนงานและครัวเรือน มีการดำเนินโครงการสวัสดิการอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ เช่น การสนับสนุนกลุ่มผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ชาติ คนจน กลุ่มเปราะบาง และผู้รับสวัสดิการสังคมต่างๆ ส่งผลบวกต่อสภาพความเป็นอยู่

การบรรเทาทุกข์หลังภัยพิบัติเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมียอดรวมการช่วยเหลือถึง 92.4 ล้านล้านดอง (เพิ่มขึ้น 32.4% จากปี 2567) รวมถึงโครงการระดับชาติเพื่อขจัดที่พักชั่วคราวและบ้านเรือนที่ทรุดโทรม

นอกจากนี้ รายได้เฉลี่ยของคนงานเพิ่มขึ้น 8.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ระดับการจ้างงานยังคงทรงตัว และอัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำและปรับตัวดีขึ้นกว่าปี 2567 แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนถึงตลาดแรงงานที่เป็นบวกมากขึ้น โดยแรงงานที่มีรายได้สูงเป็นปัจจัยหนุนของรายได้ครัวเรือน

นโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงาน ลูกจ้าง และกองกำลังติดอาวุธ ภายใต้บริบทของการปรับปรุงระบบการเมืองให้มีความคล่องตัว (Streamlining) ยังมีส่วนช่วยในการยกระดับรายได้และสร้างแหล่งทำกินใหม่ๆ ให้กับประชากรบางส่วน นอกจากนี้ การสนับสนุนบัตรประกันสุขภาพฟรีและบัตรตรวจโรคอย่างต่อเนื่องสำหรับกลุ่มผู้มีสิทธิ ยังช่วยบรรเทาภาระทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพได้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีครัวเรือนส่วนน้อยที่ยังคงเผชิญความยากลำบาก โดยในกลุ่มที่รายได้ลดลง (2.8%) ระบุสาเหตุหลักว่ามาจาก

  • การตกงานหรือการพักงานชั่วคราว (37.5%)
  • การลดขนาดการผลิตหรือธุรกิจ (24.1%)
  • ต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น (21.2%)
  • ราคาสินค้าที่ขายได้ลดลง (19.5%)

นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม พายุ และภัยแล้ง ยังคงสร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยและการทำมาหากิน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท บนภูเขา และแถบชายฝั่ง

เพื่อให้รายได้ต่อหัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำนักงานสถิติฯ เสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินโครงการสวัสดิการสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาคุณภาพงานและโอกาสในการจ้างงาน รักษาระดับการสนับสนุนกลุ่มเปราะบางให้ทันท่วงที เสริมสร้างการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านระบบเตือนภัยล่วงหน้า การวางผังที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย และการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอาชีพ

นายกฯ เวียดนามสั่งเปิดตัวศูนย์กลางการเงินนานาชาติโฮจิมินห์ 9 ก.พ.นี้

นครโฮ จิมินห์ ที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Ho_Chi_Minh_City_metropolitan_area#/media/File:DJI_0550-HDR-Pano.jpg

นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋ห์ (Pham Minh Chinh) เร่งให้เปิดตัว ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Center) ในนครโฮจิมินห์อย่างเร็วที่สุดภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นี้ โดยเน้นย้ำว่า “ประสิทธิภาพ” ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก

ในการประชุมเมื่อวันศุกร์( 16 มกราคม 2569) ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการพัฒนาศูนย์กลางการเงินที่เมืองดานังควบคู่กันไป รวมถึงการเร่งสรุปกรอบการบริหารภาครัฐและโครงสร้างเชิงสถาบัน  โครงสร้างพื้นฐาน การสรรหาบุคลากร และการจัดตั้ง “ศาลชำนาญพิเศษ” (Specialized Court) เพื่อรองรับการทำธุรกรรมทางการเงิน

โครงการ IFC ได้รับอนุมัติจากสมัชชาแห่งชาติเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมาภายใต้ โมเดล “หนึ่งศูนย์กลาง สองจุดหมาย” (One Center, Two Destinations) โดยมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่าง นครโฮจิมินห์อ ศูนย์กลางเศรษฐกิจทางใต้และ ดานังเมืองศูนย์กลางชายฝั่งดังนี้

นครโฮจิมินห์ จะเป็นศูนย์กลางการเงินขนาดใหญ่บนพื้นที่ 899 เฮกตาร์ (ประมาณ 5,600 ไร่) มุ่งเน้นตลาดหุ้น พันธบัตร การธนาคาร การบริหารจัดการกองทุน และบริการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ดานัง เป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินที่เชื่อมโยงกับ โลจิสติกส์ พาณิชย์นาวี การค้าเสรี และห่วงโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรม-เกษตรกรรม บนเนื้องที่ 300 เฮกตาร์ (ประมาณ 1,800 ไร่)

รัฐบาลเวียดนามยอมรับว่า การจัดตั้ง IFC ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะการแข่งขันกับศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาคและระดับโลกในการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพสูงและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ

โครงสร้างพื้นฐานของเมือง การบริการ ตลอดจนพื้นที่การทำงานและการอยู่อาศัยตามมาตรฐานสากล ยังจำเป็นต้องมีการวางแผนที่เป็นรูปธรรม พร้อมด้วยการจัดสรรทรัพยากรที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยศึกษานโยบายจากต่างประเทศ เพื่อเสนอร่างระเบียบและสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมสำหรับดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ

นครโฮจิมินห์ต้องประสานงานกับ Viettel (ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม) และเมืองดานัง เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีให้ “ถูกต้อง สะอาด เชื่อมถึงกัน และแบ่งปันข้อมูลได้”

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าทั้งสองเมืองต้องไม่แข่งขันกันเองจนเกิดการกระจัดกระจายของทรัพยากร แต่ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ธนาคาร UOB (United Overseas Bank) จากสิงคโปร์ เตรียมเป็นธนาคารต่างชาติแห่งแรกที่จะสร้างสำนักงานใหญ่ในศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ที่นครโฮจิมินห์

ทุเรียนแช่แข็งอินโดนีเซียล็อตแรกถึงจีนผ่านเส้นทางเรือ เปิดเส้นทางสายการค้าใหม่

ที่มาภาพ: https://english.news.cn/20260108/c68e9db91d7f4dd78ae0e9d8ad1f917d/c.html

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ผ่านมา ณ ท่าเรือชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ได้มีการจัดพิธีเฉลิมฉลองการมาถึงของทุเรียนแช่แข็งตู้คอนเทนเนอร์แรกจากอินโดนีเซียที่ส่งออกมายังจีนผ่านการขนส่งทางเรือ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายการค้าสินค้าเกษตรทวิภาคี

ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุเนื้อทุเรียนแช่แข็งและทุเรียนกวนรวม 23 ตันจากอินโดนีเซีย นำเข้าโดยบริษัท Guangxi Jiarong Food Technology Co., Ltd. โดยเรือได้ออกจากท่าเรือจาการ์ตาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 และหลังจากเสร็จสิ้นพิธีการทางศุลกากร สินค้าได้มาถึงคลังสินค้าทัณฑ์บนในเขตปลอดอากรชินโจวเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569  นับเป็นการเปิดเส้นทางเดินเรือเฉพาะกิจที่เชื่อมโยงแหล่งผลิตในอินโดนีเซียเข้ากับตลาดจีนอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ ทุเรียนแช่แข็งจากอินโดนีเซียถูกนำเข้ามาในจีนเพียงจำนวนน้อยผ่านทางอากาศเพื่อทดลองตลาด แต่ด้วยการสนับสนุนจากเส้นทางเดินเรือและระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) ที่มั่นคง คาดว่าทุเรียนแช่แข็งจากอินโดนีเซียจะสามารถส่งออกไปยังจีนได้ในขนาดที่ใหญ่ขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างอินโดนีเซียและจีน

นายอู๋ จวินยี่ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทฯ กล่าวว่า ทุเรียนแช่แข็งเหล่านี้จะถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มหลากหลายชนิด เช่น เนื้อทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนอบแห้งแบบแช่เยือกแข็ง

บริษัทได้ลงทุนงบประมาณกว่า 30 ล้านหยวน (ประมาณ 4.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปทุเรียนอัจฉริยะที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การคัดแยกด้วยภาพถ่ายความละเอียดสูง (Hyperspectral Sorting) โดยใช้ AI, การแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว และการอบแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (freeze-drying)

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้การผลิตมีมาตรฐาน แก้ไขปัญหาคอขวดที่เรื้อรังมานานเกี่ยวกับการใช้แรงงานคนคัดแยกและการควบคุมคุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ

นายอู๋กล่าวเสริมว่า บริษัทจะใช้โมเดลการนำเข้าทุเรียนนี้เป็นต้นแบบ เพื่อนำร่องและสร้างแนวทางที่เป็นมาตรฐานและสามารถนำไปใช้ได้กับการนำเข้าและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรพิเศษอื่นๆ จากกลุ่มประเทศอาเซียน

ในอดีต ผลิตภัณฑ์ทุเรียนอินโดนีเซียต้องถูกแปรรูปในประเทศที่สามก่อนจึงจะเข้าสู่ประเทศจีนได้ แต่การขนส่งล็อตนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการลงนามในพิธีสารด้านสุขอนามัยพืชระหว่างสำนักงานทั่วไปด้านศุลกากรของจีน (GACC) และหน่วยงานกักกันของอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งได้ยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าวไป

นายบูดี ฮันสยาห์ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศจีน กล่าวว่า การเข้าสู่ตลาดจีนของทุเรียนแช่แข็งอินโดนีเซียแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นและมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศ

ปัจจุบัน มีบริษัทอินโดนีเซีย 8 แห่งที่ได้รับอนุมัติจากศุลกากรจีนให้ส่งออกทุเรียนแช่แข็งได้ และกำลังมีการเจรจาเพื่อขอเปิดตลาดทุเรียนสดเพิ่มเติม นายบูดีกล่าวอีกว่า ทุเรียนอินโดนีเซียมีสายพันธุ์ที่หลากหลายซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน โดยทุเรียนแช่แข็งได้รับความนิยมอย่างมากในการนำไปทำขนม เค้ก และไอศกรีม ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในจีน

นายเฉิน จิงเอิน รองนายกเทศมนตรีเมืองชินโจว ระบุว่า ท่าเรือชินโจวซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของระเบียงการค้าทางบกและทางทะเลระหว่างประเทศสายใหม่ (New International Land-Sea Trade Corridor) ปัจจุบันมีเส้นทางเดินเรือ 44 เส้นทางที่เชื่อมต่อกับประเทศอาเซียน ในขณะที่บริการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ “เรือ-ราง” ช่วยสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สินค้าเกษตรของอินโดนีเซียเข้าถึงตลาดในพื้นที่ตอนในของจีนได้อย่างรวดเร็ว หรือเชื่อมต่อกับรถไฟขนส่งสินค้าจีน-ยุโรปได้

ในอนาคต การเปิดใช้งาน คลองผิงลู่ (Pinglu Canal) ที่มีกำหนดในปี 2569 คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลงได้ประมาณ 30% ซึ่งจะยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอินโดนีเซียและอาเซียนเข้าสู่ตลาดจีน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กว่างซีได้เดินหน้ากระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติกับประเทศอาเซียนในด้านการค้าสินค้าเกษตร ข้อมูลจากกรมพาณิชย์ส่วนภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2568 ด่านศุลกากรในกว่างซีได้นำเข้าผลไม้จากอาเซียนมากกว่า 2.65 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยมีมูลค่ารวมกว่า 4.06 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้น 22%

จีนยังคงเป็นผู้นำเข้าระดับโลกและผู้บริโภคทุเรียนรายใหญ่ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การค้า “ราชาแห่งผลไม้” นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความร่วมมือด้านเกษตรกรรมระหว่างจีนและอาเซียน การนำทุเรียนแช่แข็งของอินโดนีเซียเข้ามาในตลาดจะช่วยขยายโอกาส และทำให้ประเทศอาเซียนสามารถแบ่งปันผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ลึกยิ่งขึ้น

มาเลเซียเตรียมปรับเพิ่มเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำ “เท่าตัว” สำหรับ Expat เริ่ม 1 มิถุนายนนี้

ที่มาภาพ: https://www.businesstoday.com.my/2023/06/16/dosm-malaysias-fdi-recorded-rm74-6-billion-while-dia-registered-rm58-6billion-the-highest-since-2021/

ข้อกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับการขอใบอนุญาตทำงาน (Employment Pass หรือ EP) ในประเทศมาเลเซียสำหรับชาวต่างชาติ กำลังจะถูกปรับเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเกือบทุกประเภท โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนปี 2569 นี้ เป็นต้นไป ตามประกาศของ MDEC (Malaysia Digital Economy Corporation)

การปรับปรุงเกณฑ์ในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2559 โดยจะส่งผลให้เกณฑ์เงินเดือนระดับเริ่มต้นในหมวดหมู่ต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จากการประกาศของ MDEC วันที่มีผลบังคับใช้ คือ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ข้อกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำครอบคลุมทั้ง การยื่นคำขอใหม่ (New Application) และการต่ออายุ (Renewal)

MDEC ได้ให้คำแนะนำแก่บริษัทต่างๆ ว่าควรวางแผนล่วงหน้าและปรับกลยุทธ์การจ้างงานแรงงานต่างชาติที่มีทักษะให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่ เพื่อป้องกันการหยุดชะงักในการดำเนินงานหรือปัญหาในการยื่นขอต่ออายุวีซ่า

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ดำเนินการภายใต้ขอบเขตอำนาจของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งการจัดประเภทใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากภายใต้แนวทางปฏิบัติปัจจุบันของกรมตรวจคนเข้าเมือง ผู้ถือบัตรผ่านประเภทที่ 3 (Category III) โดยทั่วไปจะไม่มีสิทธิ์พาผู้อยู่ในอุปการะหรือครอบครัวมาด้วยได้ ในขณะที่ผู้ถือบัตรผ่านประเภทที่ 1 และ 2 (Category I และ II) สามารถทำได้

นอกจากนี้ ระยะเวลาพำนักของบัตรผ่าน (Pass Validity) ยังแตกต่างกันไปตามทั้ง 3 ประเภท ประเภทที่ 1 (Category I) มีอายุใช้งานสูงสุด 5 ปี ประเภทที่ 2 (Category II)  มีอายุใช้งานสูงสุด 2 ปี

ทั้งสองประเภทนี้ได้รับอนุญาตให้ต่ออายุได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ขึ้นอยู่กับสัญญาจ้างงาน ส่วนประเภทที่ 3 (Category III) มีอายุใช้งานสูงสุดเพียง 1 ปี และจำกัดการต่ออายุได้ไม่เกิน 2 ครั้ง เท่านั้น

สปป.ลาว ตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 6% ในปี 2569

ที่มาภาพ: https://laotiantimes.com/2026/01/15/laos-targets-6-percent-economic-growth-in-2026-amid-reforms-election-preparations/

รัฐบาลลาวได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 6% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการปฏิรูปการคลัง โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งระดับชาติ ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล

นายสอนไซ สิดพะไซ โฆษกรัฐบาล ประกาศเป้าหมายทางเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 13 มกราคม ภายหลังการประชุมรัฐบาลสมัยสามัญครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 มกราคม

เป้าหมายหลักของวาระปี 2569  รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มรายได้ของรัฐให้ได้อย่างน้อย 20% ของ GDP ผ่านการปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีและรายได้ให้ทันสมัย เพื่อปิดช่องโหว่ทางภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ

การควบคุมเงินเฟ้อ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อลดลงจากจุดสูงสุดที่ 31.23% ในปี 2566 มาอยู่ที่ 23.13% ในปี 2567 และลดลงเหลือ 7.7% ในปี 2568

รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายสร้างเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน เสริมความแข็งแกร่งให้ค่าเงินกีบ และขยายการใช้เงินตราท้องถิ่นในการค้าภูมิภาค

ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน รัฐบาลลาวมุ่งไปที่โครงสร้างพื้นฐาน ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวและการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยได้มีการอนุมัติโครงการใหญ่หลายโครงการ หรือเริ่มดำเนินการ ได้แก่

โครงการทางรถไฟ ลาว-เวียดนาม (ระยะที่ 1) เส้นทางระยะทาง 147 กิโลเมตร เชื่อมต่อเมืองท่าแขกไปยังชายแดนลาว-เวียดนาม ในแขวงคำม่วน ภายใต้รูปแบบการลงทุน BOT (สร้าง-บริหาร-โอน) คาดว่าโครงการนี้จะช่วยเสริมการเชื่อมต่อทางรถไฟที่มีอยู่แล้วกับจีนและไทย

นอกจากนี้ยังมีแผนการสร้างสะพานรถไฟแห่งที่สองข้ามแม่น้ำโขงเพื่อเชื่อมต่อกรุงเวียงจันทน์กับจังหวัดหนองคายของประเทศไทยอีกด้วย

การพัฒนาด้านพลังงานยังคงเป็นเสาหลักสำคัญอีกประการหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโต รองรับทั้งความต้องการภายในประเทศและการส่งออกพลังงานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ภาคส่วนนี้ยังคงดึงดูดการลงทุนในด้านพลังงานสะอาดและการส่งกระแสไฟฟ้าข้ามพรมแดนอย่าง ลาวได้เปิดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ในแขวงอุดมไซเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

สปป.ลาว เตรียมจัดการเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติชุดที่ 10 ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ และรัฐบาลยังคงพยายามผลักดันให้ลาวพ้นจากสถานะประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Country LDC) ภายในปี 2569

ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี(2569-2573) ฉบับที่ 10 รัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ยอย่างน้อย 6% ต่อปี โดยคาดการณ์ว่า GDP ต่อหัวจะสูงถึง 3,104 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573