ASEAN Roundup ลาวเล็งระบายไฟฟ้าส่วนเกินให้การขุดเหมืองเงินดิจิทัล

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 17-23 สิงหาคม 2568

  • ลาวเล็งระบายไฟฟ้าส่วนเกินให้การขุดเหมืองเงินดิจิทัล
  • สส.ฟิลิปปินส์เสนอร่างกฎหมายให้ธนาคารกลางถือบิตคอยน์เป็นทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์
  • เวียดนามไฟเขียวโครงการรีสอร์ทและคาสิโนแบบครบวงจร
  • เวียดนามยกระดับและกระชับความร่วมมือกับ 11 ประเทศใน 7 เดือนแรกปี 2568
  • อินโดนีเซีย-จีนเปิดเส้นทางเดินเรือตรงสายใหม่
  • ลาวเดินหน้าแก้ไขข้อพิพาทอีคอมเมิร์ซ
  • ไทย – สิงคโปร์ นามความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต

ลาวเล็งระบายไฟฟ้าส่วนเกินให้การขุดเหมืองเงินดิจิทัล

เขื่อนไซยะบุรี ที่มาภาพ: https://www.ckpower.co.th/en/projects/hydro-power/58/xayaburi-hydroelectric-power-plant/

ลาวกำลังพิจารณาที่จะจัดสรรไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังน้ำไปให้กับการขุดเหมืองเงินดิจิทัล โดยวางตำแหน่งภาคส่วนนี้ให้เป็นเสาหลักที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทิศทางนี้เกิดขึ้นในการประชุมระดับสูงที่เวียงจันทน์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ซึ่งจัดโดยกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร เพื่อประเมินความคืบหน้าของโครงการนำร่องการขุดสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศ

การประชุมครั้งนี้มีนายบ่อเวียงคำ วงดาลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นประธาน โดยมีการกำหนดกรอบการริเริ่มเพื่อดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อแปลงข้อได้เปรียบทางธรรมชาติและเทคโนโลยีของลาวให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ประเด็นสำคัญของการประชุมอยู่ที่พลังงานน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศ

แม้ว่าลาวจะผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าที่สามารถส่งออกได้ในปัจจุบัน แต่ข้อจำกัดของความสามารถในการสจ่ายกระแสไฟฟ้าและการเจรจาที่ล่าช้าทำให้ทรัพยากรส่วนหนึ่งไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

เจ้าหน้าที่มองว่าการขุดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิผล ช่วยให้ประเทศสามารถเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

นอกเหนือจากการใช้พลังงานแล้ว โครงการนี้ยังมีเป้าหมายที่จะกระจายแหล่งรายได้ของประเทศ ด้วยฐานรายได้ที่จำกัดและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ ผู้กำหนดนโยบายจึงมองว่าการขุดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินและสนับสนุนการพัฒนาในอนาคต

 อีกด้านหนึ่งที่ให้ความสำคัญคือการส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ แทนที่จะพึ่งพาเงินทุนจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว โครงการนำร่องนี้จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการท้องถิ่น

โดยปัจจุบันกำลังพัฒนากฎระเบียบเพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน ควบคุมการไหลออกของสกุลเงินต่างประเทศที่ไม่จำเป็น และเป็นหลักว่าผลได้ทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ภายในประเทศ

รัฐมนตรีบ่อเวียงคำเน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการติดตามความคืบหน้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการแก้ไขความท้าทายสำคัญๆ อีกด้วย เช่น การจัดสรรไฟฟ้า ภาระผูกพันทางการเงิน และความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน

สส.ฟิลิปปินส์เสนอร่างกฎหมายให้ธนาคารกลางถือบิตคอยน์เป็นทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์

ที่มาภาพ:https://www.cryptotimes.io/2025/08/22/philippine-house-bill-421-proposes-a-strategic-bitcoin-reserve/

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิเกล หลุยส์ วิลลาฟูเอร์เต ได้เสนอร่างกฎหมาย Strategic Bitcoin Reserve Act ต่อสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์ ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางฟิลิปปินส์(Bangko Sentral ng Pilipinas:BSP) ต้องถือครองบิตคอยน์ (Bitcoin ) ทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์รวมมูลค่าถึง 10,000 BTC หรือราว 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐตามมูลค่าตลาดปัจจุบัน นานถึง 20 ปี

รัฐบาลทั่วโลกหันมาใช้บิตคอยน์มากขึ้นในฐานะสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ และให้ความสำคัญใกล้เคียงกับทองคำและทรัพยากรสำคัญอื่นๆ วิลลาฟูเอร์เต ชี้ให้เห็นถึงบริบทระดับโลกที่กำลังเติบโตซึ่งผลักดันมาตรการนี้

ผู้ที่สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ชี้ว่า การกระจายเงินทุนสำรองของประเทศนอกเหนือจากทองคำและดอลลาร์สหรัฐเป็นสิ่งจำเป็นต่อเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะในขณะที่ประเทศอื่นๆ เร่งดำเนินยุทธศาสตร์บิตคอยน์ของตนเอง

ร่างกฎหมายฉบับนี้ระบุว่า ฟิลิปปินส์ไม่สามารถปล่อยให้ประเทศล้าหลังได้ “สิ่งสำคัญคือประเทศต้องสำรองสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ เช่น บิตคอยน์ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินและปกป้องผลประโยชน์ของชาติ”

ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งยื่นในระหว่างการประชุมสมัยสามัญครั้งแรกของรัฐสภาชุดที่ 20 กำหนดให้ BSP ต้องซื้อบิตคอยน์ทุกปี ปีละ 2,000 BTC เป็นเวลา 5 ปี เพื่อสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวและเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากเงินดอลลาร์และทองคำ

บิตคอยน์ ที่ซื้อเข้ามาและถือครองไว้สามารถขายได้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการขายหรือแลกเปลี่ยน ยกเว้นการใช้ที่จำกัดวงในการชำระหนี้ของรัฐบาล เช่น การชำระหนี้ของรัฐบาล และห้ามขายบิตคอยน์สำรองเกิน 10% ในช่วงเวลา 2 ปี หลังจากระยะเวลาถือครองขั้นต่ำสิ้นสุดลง

ณ เดือนพฤศจิกายน 2567 หนี้ของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเป็น 16.09 ล้านล้านเปโซ (2.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยหนี้สินภายในประเทศคิดเป็นเกือบ 68% ของทั้งหมด

ภายใต้กฎหมายที่เสนอ ผู้ว่าการ BSP จะบริหารจัดการทุนสำรอง ด้วยการสนับสนุนจากกรมการคลัง กรมกลาโหม และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC)

พระราชบัญญัตินี้กำหนดให้มีการตรวจสอบว่ามีการสำรองจริงทุกไตรมาส โดยต้องมีการตรวจสอบจากบุคคลที่สามที่เป็นอิสระ พร้อมเผยแพร่รายงานออนไลน์เพื่อความโปร่งใส ร่างพระราชบัญญัตินี้ยังคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคลอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าบุคคลและธุรกิจต่างๆ ยังคงมีอิสระในการซื้อ ถือครอง และซื้อขายบิตคอยน์โดยรัฐบาลไม่เข้าแทรกแซง

ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้เชื่อว่ารัฐบาลอื่นๆ ที่ทำตามอาจกระตุ้นให้เกิดกระแสการซื้อขายบิตคอยน์ทั่วโลก ซึ่งจะยิ่งจำกัดอุปทานมากขึ้น เนื่องจากมีบิตคอยน์เพียง 21 ล้านบิตคอยน์ที่จะถูกขุด และเกือบ 20 ล้านบิตคอยน์ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบอยู่แล้วการสะสมบิตคอยน์ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มาภาพ:https://cointelegraph.com/news/philippine-bill-strategic-bitcoin-reserve-10000-btc

ในเอเชีย สมาชิกรัฐสภาฮ่องกงเรียกร้องให้มีทุนสำรอง BTC อย่างเป็นทางการ ภูฏานมีโรงงานขุดบิตคอยน์ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ และจีนยึดบิตคอยน์ไว้นานแล้ว รัสเซียซึ่งอยู่ภายใต้การคว่ำบาตร ได้พึ่งพาบิตคอยน์ในการค้าขาย โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน บอกว่า “ไม่อาจหยุดยั้งได้”

ในโลกฝั่งตะวันตก สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่ถือครองบิตคอยน์สูงสุดจากการยึดทรัพย์สินโดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ประเทศไทย มาเลเซีย และหลายประเทศในยุโรปกำลังศึกษากรอบการใช้บิตคอยน์เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ข้อมูลจาก CoinGecko แสดงให้เห็นว่า ณ เดือนสิงหาคม 2568 มีรัฐบาล 11 ประเทศที่ถือครองบิตคอยน์รวมกัน 480,196 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 55.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 2.29% ของปริมาณบิตคอยน์ทั้งหมด สหรัฐอเมริกาถือครอง บิตคอยน์สูงสุดที่ 198,022 BTC (22.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) รองลงมาคือจีนที่ 190,000 BTC (22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการยึดบิตคอยน์ สหราชอาณาจักรอยู่อันดับที่สามที่ 61,245 BTC (7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ประเทศที่ถือครองบิตคอยน์รายย่อยประกอบด้วยเกาหลีเหนือ (13,562 BTC) ภูฏาน (10,769 BTC) และเอลซัลวาดอร์ (6,268 BTC)

เอลซัลวาดอร์ยังคงเป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศที่ยอมรับบิตคอยน์และทำให้บิตคอยน์เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในปี 2564 แม้ว่าการใช้งานในร้านค้าปลีกจะลดลง แต่รัฐบาลยังคงสะสมบิตคอยน์ต่อไป โดยล่าสุดได้เพิ่มบิตคอยน์จำนวน 22 BTC เข้าในสินทรัพย์ที่ถือครอง ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 725 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ อาร์เจนตินาและเวเนซุเอลายังหันมาใช้บิตคอยน์และ Stablecoin เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและการขาดแคลนดอลลาร์

แนวโน้มนี้กำลังขยายไปยังอเมริกาใต้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม สภาผู้แทนราษฎรบราซิลได้อภิปรายร่างกฎหมาย 4501/24 ซึ่งจะจัดตั้งทุนสำรองบิตคอยน์ มูลค่า 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือที่เรียกว่า RESBit

สำหรับ ฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 3 ของภูมิภาคทั้งในด้านปริมาณการซื้อขายและการใช้งาน และอยู่ในอันดับที่ 7 ของโลกในรายงาน Geography of Crypto ประจำปี 2567 ของ Chainalysis

ร่างกฎหมายฉบับนี้มีการเสนอในขณะที่ฟิลิปปินส์ยังคงปรับปรุงจุดยืนเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ในเดือนเมษายน สำนักงานก.ล.ต. ได้เปิดตัวโครงการ Strategic Sandbox (StratBox) ซึ่งเป็นกรอบการกำกับดูแลที่อนุญาตให้บริษัทคริปโตสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม

ในเดือนธันวาคม โครงการ Project Agila ของ BSP ซึ่งเป็นโครงการทดลองสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) เชิงพาณิชย์แบบขายส่งได้เสร็จสิ้นลง โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการชำระบัญชีระหว่างธนาคารโดยใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ โครงการริเริ่มเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศกำลังแสวงหาความสมดุลระหว่างนวัตกรรม กฎระเบียบ และเสถียรภาพทางการเงิน

ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลได้เพิ่มการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ออกคำเตือนถึงแพลตฟอร์มระหว่างประเทศขนาดใหญ่ 10 แห่ง รวมถึง OKX, KuCoin, Kraken และ Bybit ฐานดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องในประเทศ

โดยเตือนว่าแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับอนุญาตจะทำให้ผู้ลงทุนชาวฟิลิปปินส์ต้องเผชิญ “ความเสี่ยงที่สำคัญ” และให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี เช่น Google, Apple และ Meta เพื่อจำกัดการเข้าถึง

เวียดนามไฟเขียวโครงการรีสอร์ทและคาสิโนแบบครบวงจร

ที่มาภาพ:https://vietnamnet.vn/en/vietnam-approves-usd-2b-van-don-casino-project-for-domestic-players-2433050.html

คณะกรรมการประชาชนจังหวัดกว๋างนิญได้อนุมัติโครงการนำร่องสำหรับโครงการรีสอร์ทและคาสิโนแบบครบวงจรระดับไฮเอนด์ในอำเภอเวิน โด่นอย่างเป็นทางการ โดยอนุญาตให้พลเมืองเวียดนามเข้าร่วมได้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด

จังหวัดมีมติอนุมัติการลงทุนให้แก่บริษัท Van Don Sun Joint Stock Company ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Sun Group ในฐานะผู้พัฒนาโครงการคาสิโนและการท่องเที่ยวแบบบูรณาการวัน โด่น คาสิโนแห่งนี้จะเป็นคาสิโนที่ได้รับใบอนุญาตแห่งแรกในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวิน โด่น Van Don ที่เปิดให้บริการแก่ผู้เล่นทั้งในและต่างประเทศ

โครงการดังกล่าว ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจเวิน โด่น ได้รับการอนุมัติในหลักการจากนายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์  เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568

โครงการนี้มีพื้นที่รวม 244.45 เฮกตาร์ มุ่งสร้างศูนย์กลางความบันเทิงและรีสอร์ทสุดหรูที่เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการพนันเดิมพันสูง ควบคู่ไปกับบริการด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก องค์ประกอบสำคัญของโครงการนี้ประกอบด้วยคาสิโน โรงแรมหรู รีสอร์ท คอนโดเทล ทาวน์เฮาส์เชิงพาณิชย์ ศูนย์การค้า บริการด้านสุขภาพ และสถานที่บันเทิงที่มีชีวิตชีวา

คอมเพล็กซ์แห่งนี้จะพัฒนาให้เป็นระบบนิเวศน์แบบครบวงจร โดยมุ่งเป้าไปที่นักท่องเที่ยวต่างชาติและกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและสูงที่กำลังเติบโตของเวียดนาม รวมทั้งคาดว่าจะจัดแสดงความบันเทิงระดับนานาชาติขนาดใหญ่ และกิจกรรมสันทนาการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับเวิน โด่นให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำเทียบเท่ากับมาเก๊าหรือลาสเวกัส

โครงการท่องเที่ยวและคาสิโนแบบบูรณาการเวิน โด่นจะมีการลงทุนรวมมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประกอบด้วยเงินทุนจากนักลงทุน เงินกู้ และแหล่งเงินทุนอื่นๆ ระยะเวลาดำเนินงานของโครงการจะไม่เกิน 70 ปี นับจากวันที่ได้รับการอนุมัติการลงทุน

การก่อสร้างและการดำเนินงานมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 9 ปีนับจากวันที่ได้รับการจัดสรรที่ดินและอนุมัติสัญญาเช่า

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดประการหนึ่งของโครงการนี้คือการมีคาสิโนระดับไฮเอนด์ที่เปิดให้พลเมืองเวียดนามเข้าได้ โดยบุคคลต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่เข้มงวดตามกฎหมายปัจจุบัน

กระทรวงการคลังได้เสนอว่าประชาชนเวียดนามต้องซื้อบัตรเข้าเล่นคาสิโนในราคา 2.5 ล้านด่อง (ประมาณ 96 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อ 24 ชั่วโมง หรือ 50 ล้านด่อง (1,915 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับบัตรรายเดือน

เวียดนามยกระดับและกระชับความร่วมมือกับ 11 ประเทศใน 7 เดือนแรกปี 2568

ที่มาภาพ:https://english.vov.vn/en/politics/diplomacy/vietnam-upgrades-and-deepens-partnerships-with-11-countries-in-first-7-months-post1224447.vov

ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2568 กิจกรรมการต่างประเทศของเวียดนามได้ก้าวหน้าอย่างมาก โดยประเทศได้ยกระดับและกระชับความสัมพันธ์ความร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ 11 ราย ทำให้จำนวนกรอบความร่วมมือรวมเป็น 38 กรอบ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางเล ถิ ทู ฮั่ง  ได้เปิดเผยข้อมูลนี้ ในการประชุมผู้เสนอรายงานพิเศษ ที่จัดโดย Information, Education and Mass Mobilisation Service ภายใต้คณะกรรมการพรรคของรัฐบาล ในกรุงฮานอย เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

ปัจจุบันเวียดนามยังคงความร่วมมือกับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน(comprehensive strategic partners) 13 ราย พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์( strategic partners) 10 ราย และพันธมิตรรอบด้าน 15 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานะระหว่างประเทศที่ดีขึ้นของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวียดนามได้เป็นพันธมิตร BRICS อย่างเป็นทางการในปีนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือ

รองรัฐมนตรีช่วยว่าการ เล ทิ ทู ฮัง กล่าวว่า ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี กิจกรรมต่างประเทศของเวียดนามช่วยให้มีภูมิทัศน์ทางการทูตที่ส่งเสริม คงสภาพแวดล้อมที่สงบสุขและมั่นคง ปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างมั่นคง และสร้างทรัพยากรและพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา

การดำเนินการด้านกิจการต่างประเทศครอบคลุมในเสาหลักสำคัญต่างๆ ได้แก่ การทูตของพรรค การทูตของรัฐ การทูตระดับประชาชน และการทูตรัฐสภา ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับสถานะและบทบาทของเวียดนามในกลไกระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภายในอาเซียนและสหประชาชาติ

โดยมีการดำเนินกิจกรรมทางการทูตระดับสูงรวม 55 ครั้ง ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และในโอกาสวันชาติเวียดนามครบรอบ 80 ปี (2 กันยายน) คาดว่าจะมีคณะผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศเดินทางมาเยือนเวียดนาม 7 คณะ ทั้งการเยือนอย่างเป็นทางการและการเข้าร่วมพิธีการ

การดำเนินการในการปกป้องพลเมืองยังให้ผลที่ดีมาก โดยสามารถส่งพลเมืองเวียดนามกว่า 2,000 คนกลับประเทศจากการพนันผิดกฎหมายในกัมพูชา พื้นที่ขัดแย้งในเมียนมา และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางได้สำเร็จ

มองไปข้างหน้ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า เวียดนามจะยังคงใช้ประโยชน์จากทิศทางของความร่วมมือที่ยกระดับอย่างมีประสิทธิผล ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการทูตเศรษฐกิจและการทูตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อดึงดูดความรู้และทรัพยากรทางเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ สนับสนุนเป้าหมายในการบรรลุการเติบโตของ GDP อย่างน้อย 8% ในปี 2568

  • การทูตช่วยเสริมสร้างสถานะระหว่างประเทศของเวียดนาม

ด้านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายบุ่ย แทงห์ เซิน  ได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จทางการทูตที่โดดเด่นของเวียดนาม การสนับสนุนของหน่วยงานการทูตต่อกระบวนการพัฒนาชาติในช่วง 8 ทศวรรษที่ผ่านมา และแนวทางการพัฒนาในอนาคต

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งภาคการทูต (28 สิงหาคม พ.ศ. 2488 – 2568) นายบุ่ย แทงห์ เซินกล่าวว่า การทูตของประเทศมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อเอกราช สงครามต่อต้าน และกระบวนการสร้างและป้องกันประเทศที่ต่อเนื่อง

ในช่วงเริ่มต้นที่ไม่มั่นคง การทูตของเวียดนามปกป้องชัยชนะจากการปฏิวัติ รักษารัฐบาลรุ่นใหม่ และมีเวลาเตรียมตัวสำหรับสงครามต่อต้านที่ยืดเยื้อผ่านข้อตกลงสำคัญต่างๆ มากมาย รวมถึงข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2489 ข้อตกลงชั่วคราวเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2489 และความพยายามไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการประชุมที่ดาลัตและพระราชวังฟงแตนโบลในฝรั่งเศส

ระหว่างการต่อสู้กับกองกำลังอาณานิคมและจักรวรรดินิยม ภาคการทูตของเวียดนามมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกองกำลังต่อต้าน ทะลายความโดดเดี่ยว ขยายความสัมพันธ์ และแสวงหาการสนับสนุนจากนานาชาติ เวียดนามใช้ประโยชน์จากชัยชนะทางทหารเพื่อนำประเทศต่างๆ เข้าสู่โต๊ะเจรจา ข้อตกลงเจนีวาและปารีสไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งสำคัญเท่านั้น แต่ยังปูทางไปสู่การปลดปล่อยและการรวมชาติของเวียดนามใต้ ยุติสงครามอันยากลำบากยาวนาน 30 ปีกับผู้รุกรานต่างชาติ

นอกจากนี้ นายบุ่ย แทงห์ เซินยังเน้นย้ำถึงการมีส่วนสนับสนุนของภาคส่วนต่างๆ ในช่วงการฟื้นฟูหลังสงคราม โดยระบุว่าภาคส่วนดังกล่าวได้นำความพยายามที่จะทะลายความโดดเดี่ยวและการคว่ำบาตร ช่วยให้ประเทศเอาชนะความยากลำบากทางเศรษฐกิจและสังคม ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนและสหรัฐอเมริกา ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขยายความสัมพันธ์ในระดับโลก

ด้วยนโยบายการกระจายความหลากหลายและความสัมพันธ์พหุภาคี ปัจจุบันเวียดนามมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับ 194 ประเทศ มีความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์หรือความร่วมมือรอบด้านกับ 38 ประเทศ ซึ่งรวมถึงสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทุกประเทศ กลุ่มประเทศ G7 และประเทศ G20 ส่วนใหญ่ นอกจากนี้ เวียดนามยังเป็นสมาชิกที่แข็งขันขององค์กรระหว่างประเทศมากกว่า 70 แห่ง นายบุ่ย แทงห์ เซินกล่าว

การทูตยังช่วยสร้างแนวชายแดนที่สันติและเป็นมิตร ปกป้องอธิปไตยและดินแดนของชาติ และสร้างกลไกความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนและดินแดนอย่างสันติ ควบคู่ไปกับการป้องกันประเทศและความมั่นคง การทูตพหุภาคีมีส่วนช่วยเปลี่ยนเวียดนามจากประเทศโดดเดี่ยวให้กลายเป็นประเทศสมาชิกที่แข็งขันและมีความรับผิดชอบของประชาคมระหว่างประเทศ การทูตทางเศรษฐกิจและการบูรณาการระหว่างประเทศได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยระดมทรัพยากรจากภายนอกเพื่อการพัฒนา กิจการเวียดนามโพ้นทะเล การทูตทางวัฒนธรรม ข้อมูลภายนอก และการคุ้มครองพลเมืองยังคงดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม

ตลอดระยะเวลา 80 ปีของประวัติศาสตร์ ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ภารกิจทางการทูตได้ก้าวข้ามความท้าทาย สืบสานประเพณีอันน่าภาคภูมิใจ รับใช้ชาติและประชาชน และมีส่วนสนับสนุนความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของการปฏิวัติ นายบุ่ย แทงห์ เซินกล่าว

นอกจากนี้ ภาคส่วนนี้เติบโตเต็มที่ผ่านการต่อต้านนานถึง 30 ปี และแข็งแกร่งขึ้นในช่วง 40 ปีแห่ง นโยบาย“โด่ย เหมย” ( Doi Moi)  ฝ่าฟันช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์การปฏิวัติของเวียดนาม และทิ้งบทเรียนอันทรงคุณค่าที่ยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน รวมถึงการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติ ภาคส่วนนี้ได้ผสานจุดแข็งทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงความมุ่งมั่นของชาติเข้ากับจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย เพื่อสร้างพลังร่วมที่แข็งแกร่ง และระดมการสนับสนุนทั้งทางวัตถุและกำลังใจอย่างมหาศาลจากประชาคมระหว่างประเทศที่ก้าวหน้า

บทเรียนเหล่านี้ช่วยหล่อหลอมค่านิยมหลักของการทูตที่หยั่งรากลึกในอัตลักษณ์และอุปนิสัยประจำชาติของเวียดนาม การทูตนี้มุ่งเน้นผลประโยชน์ของชาติและการรับใช้ประชาชน มีความแข็งแกร่ง มั่นคง ยืดหยุ่น และเชี่ยวชาญ สะท้อนถึงความกล้าหาญ ภูมิปัญญา และจิตวิญญาณของชาวเวียดนามที่สั่งสมมาหลายพันปี ขณะเดียวกัน การทูตของเวียดนามยังผสมผสานองค์ประกอบระดับชาติและนานาชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เปิดรับความสำเร็จจากภายนอก ขณะเดียวกันก็มีส่วนร่วมอย่างมีความรับผิดชอบต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลก และอารยธรรมมนุษย์

นายบุ่ย แทงห์ เซินกล่าวย้ำว่า หลังจากดำเนินนโยบาย “โด่ย เหมย” มาเกือบ 40 ปี เวียดนามได้บรรลุความสำเร็จและมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ โดยเสริมว่า ด้วยตำแหน่งและความแข็งแกร่งใหม่ของประเทศ คาดว่าภาคส่วนนี้จะเสริมสร้างบทบาทและมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาประเทศในยุคใหม่

ประการแรก ภาคส่วนนี้ต้องมีบทบาทนำและสำคัญในการสร้างและเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางการทูตที่ส่งเสริม ตามเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ ความมั่นคง การพัฒนา และการเสริมสร้างสถานะของประเทศ โดยมุ่งเน้นที่การกระชับความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และครอบคลุมด้านการเมือง การป้องกันประเทศ ความมั่นคง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การศึกษาและการฝึกอบรม วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระดับประชาชน

ประการที่สอง ด้วยการทูตด้านเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคส่วนนี้มีบทบาทสำคัญในการคว้าโอกาส ก้าวข้ามความท้าทาย และสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่สำหรับการพัฒนาประเทศด้วยการผสมผสานจุดแข็งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่สาม เวียดนามควรเสริมสร้างการมีส่วนร่วมต่อสันติภาพ ความร่วมมือ การพัฒนา และความก้าวหน้าในระดับโลก สถานะและความแข็งแกร่งใหม่ของประเทศยิ่งแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เอื้อให้สามารถมีส่วนร่วมในเวทีพหุภาคีที่หารือประเด็นระหว่างประเทศอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น อันจะนำไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนาในภูมิภาคและทั่วโลก

ประการที่สี่ ภาคส่วนนี้ยังมุ่งมั่นที่จะธำรงไว้ซึ่ง “soft power” ของประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และสถานะของเวียดนามในเวทีระหว่างประเทศ soft power ของประเทศไม่เพียงแต่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเวียดนามกับโลกอีกด้วย

ประการที่ห้า ให้ความสำคัญกับการสร้างการทูตเวียดนามที่ครอบคลุม ทันสมัย ​​และเป็นมืออาชีพที่ตอบสนองความต้องการของยุคใหม่ ตรงตามมาตรฐานระดับภูมิภาค และมีสถานะในระดับนานาชาติ

นายบุ่ย แทงห์ เซินเน้นย้ำถึงบทบาทของการทูตในการปฏิบัติตามมติ “เสาหลัก” 4 ประการของกรมการเมือง (Politburo) ซึ่งครอบคลุมถึงสถาบัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจภาคเอกชน และการบูรณาการระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำว่ามติที่ 59-NQ/TW ถือเป็นจุดเปลี่ยนในแนวทางการบูรณาการระหว่างประเทศของเวียดนามและชี้ว่าการบูรณาการระหว่างประเทศเป็นทั้งภารกิจที่ “สำคัญและต่อเนื่อง” และเป็น “แรงผลักดันสำคัญ” ที่นำพาเวียดนามสู่ยุคใหม่

ในปัจจุบัน การบูรณาการระหว่างประเทศไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวางตำแหน่งเวียดนามให้เป็น “ผู้มาทีหลัง” หรือเพียงแค่ผู้มีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกำหนดบทบาทของประเทศในการ “สร้าง” “กำหนดรูปแบบ” และ “เป็นผู้นำ” กรอบความร่วมมือที่สอดคล้องกับศักยภาพและเงื่อนไขใหม่ๆ ของประเทศอีกด้วย นายบุ่ย แทงห์ เซินกล่าว

พร้อมยังได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จของเวียดนามในการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจระหว่างประเทศและบทบาทของการทูตทางเศรษฐกิจในการมีส่วนสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาของประเทศ

เวียดนามได้สร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศและเขตปกครองกว่า 230 ประเทศ ลงนามและบังคับใช้ข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement:FTA) 17 ฉบับ รวมถึงข้อตกลงยุคใหม่หลายฉบับ และส่งเสริมการเจรจากับหุ้นส่วนอื่นๆ การทูตทางเศรษฐกิจมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาเวียดนามให้เป็นหนึ่งใน 32 ประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงสุดของโลก และติดอันดับ 20 ประเทศที่มีปริมาณการค้าและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศสูงสุด

การดำเนินการอย่างจริงจังของคำสั่งที่ 15 ของสำนักเลขาธิการว่าด้วยการทูตเศรษฐกิจได้ช่วยวางตำแหน่งเวียดนามให้เป็นผู้เล่นที่สำคัญในตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก ขยายความร่วมมือในภาคส่วนใหม่ๆ มีส่วนร่วมอย่างลึกยิ่งขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับสถานะของประเทศในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก

การทูตเศรษฐกิจจะมุ่งเน้นไปที่การได้ประโยชน์สูงสุดจากข้อตกลงการค้าและการลงทุนที่มีอยู่ การระดมการลงทุนและแหล่งการเงินใหม่ โดยเฉพาะจากกิจการและกองทุนขนาดใหญ่ และการแปลกรอบการทำงานที่ได้ยกระดับให้เป็นโปรแกรมและโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใช้งานได้จริงและมีประสิทธิผล ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาของประเทศ รวมถึงการเติบโตด้วยเลขสองหลักและวัตถุประสงค์ครบรอบ 100 ปี 2 ประการ

และจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเติบโตอย่างแข็งขันโดยการฟื้นตัวขับเคลื่อนแบบดั้งเดิม เช่น การลงทุน การส่งออก และการบริโภค ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ อย่างเข้มแข็ง เช่น วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล การเติบโตสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจฐานความรู้ คว้าโอกาสจากแนวโน้มใหม่ๆ สร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก รวมถึงประเทศและองค์กรในสาขาใหม่ เช่น เทคโนโลยีชั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีควอนตัม นายบุ่ย แทงห์ เซินกล่าว

นายบุ่ย แทงห์ เซินกล่าวอีกว่า ภาคส่วนนี้จะยังคงให้ความช่วยเหลือกระทรวง ท้องถิ่น และภาคธุรกิจต่างๆ ในการขจัดอุปสรรค ต่อยอด สร้างความเชื่อมโยง และดึงดูดโครงการและแผนความร่วมมือใหม่ๆ

นายบุ่ย แทงห์ เซินกล่าวอีกว่า เรื่องราวความสำเร็จของเวียดนามได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาคมโลก ปัจจุบัน เวียดนามได้รับการยกย่องอย่างสูงว่าเป็นประเทศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มีบทบาทและบทบาทที่มีอิทธิพลมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ

นายบุ่ย แทงห์ เซินได้อ้างคำพูดของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งได้กล่าวถึงเวียดนามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็น “แบบอย่างของสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน” และนายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ที่กล่าวว่าเวียดนามเป็นสมาชิกสำคัญที่ให้การสนับสนุนสำคัญในการเสริมสร้างความสามัคคีภายในอาเซียน และเสริมสร้างบทบาทและศักยภาพของกลุ่มในการเจรจาและความร่วมมือกับหุ้นส่วนทั่วโลก

อินโดนีเซีย-จีนเปิดเส้นทางเดินเรือตรงสายใหม่

เรือคอนเทนเนอร์ลำแรกของเส้นทางเดินเรือตรงใหม่ที่ดำเนินการโดย COSCO ของจีนจากท่าเรือบาตัม อินโดนีเซียไปยังท่าเรือหยางผู่ในมณฑลไหหลำทางตอนใต้ของจีน ที่มาภาพ: https://english.news.cn/20250823/1e20b9b1d1204d38a38665f38dfd661d/c.html

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้มีการเปิดตัวเส้นทางเดินเรือตรงสายใหม่ที่ดำเนินการโดย COSCO บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ของจีน จากท่าเรือบาตัม ในจังหวัดรีเยา อินโดนีเซียไปยังท่าเรือหยางผู่ในมณฑลไหหลำ ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเชื่อมต่อทางทะเลระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ที่บาตัมในวันนี้ ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความคึกคักและโอกาส เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวบริการตรงใหม่นี้” หวัง เหว่ย กรรมการผู้จัดการของ COSCO Shipping Lines Indonesia กล่าวในพิธีเปิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

หวัง เหว่ยกล่าวว่าเส้นทางใหม่ที่เชื่อมบาตัมและหยางผู่เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค “การเดินเรือตรงจะช่วยลดระยะเวลาการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และมอบความสะดวกสบายที่จับต้องได้สำหรับการค้าระหว่างจีน อินโดนีเซีย และภูมิภาคโดยรวม”

บาตัมตั้งอยู่บริเวณจุดตัดระหว่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นศูนย์กลางของ “สามเหลี่ยมการเติบโต” ของความร่วมมือไตรภาคี ในฐานะหนึ่งในเขตพัฒนาอุตสาหกรรมยุคแรกๆ ของอินโดนีเซีย บาตัมและเกาะใกล้เคียงอีกสองเกาะ ได้ก่อตั้งเขตการค้าเสรีขึ้นในปี 2552 กลายเป็นช่องทางสำคัญในการเปิดประเทศ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมต่างๆในบาตัมมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น อิเล็กทรอนิกส์ การต่อเรือ การผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ และการผลิตอุปกรณ์น้ำมันและก๊าซ ซึ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือบาตัมอยู่ที่ประมาณ 670,000 TEU ในปี 2567

“ในอดีต ท่าเรือบาตัมพึ่งพาอุปกรณ์พื้นฐานเป็นหลัก เช่น เครนติดรถบรรทุก ปัจจุบัน ท่าเรือได้ยกระดับเป็นท่าเทียบเรือตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐานสากล มีทั้งเครนขนสินค้าจากเรือเข้าฝั่ง เครนสนาม และรถยกตู้ตู้คอนเทนเนอร์” ดโจโก ปราเซตโย ประธานอำนวยการบริษัท Persero Batam ซึ่งเป็นผู้บริหารท่าเรือ กล่าว

“นอกจากนี้ การบริการโดยตรงยังช่วยประหยัดทั้งต้นทุนและเวลา ขณะเดียวกันยังส่งเสริมอุตสาหกรรมในท้องถิ่นอีกด้วย” ปราเซตโย กล่าวเสริม

การเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่นี้ยังนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ให้กับ Ecogreen Oleochemicals ในบาตัม ซึ่งเป็นผู้ผลิตแอลกอฮอล์จากธรรมชาติ(natural fatty alcohols)ชั้นนำระดับโลก ซึ่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทส่งออกไปทั่วโลก

“เส้นทางตรงนี้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมาก จีนเป็นหนึ่งในตลาดหลักของเรา และบริการใหม่นี้ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของเราในจีน” เฮอร์นี ลิม ผู้จัดการศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทกล่าว

หวัง เหว่ยกล่าวว่า เส้นทางนี้จะให้บริการตามตารางเวลาที่แน่นอน เชื่อมโยงบาตัม หยางผู่ และโกตาคินาบาลูในมาเลเซีย จากหยางผู่จะเชื่อมต่อกับบริการเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าสู่อเมริกาเหนือและใต้ กลายเป็นเส้นทางที่รวดเร็วจากอินโดนีเซียไปยังทวีปอเมริกา

“บริการใหม่นี้ไม่เพียงแต่สร้างสะพานเชื่อมการค้าจีน-อินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียน-จีนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นับเป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างแท้จริง” หวัง เหว่ยกล่าว

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและอินโดนีเซียพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียและเป็นหนึ่งในแหล่งการลงทุนจากต่างประเทศหลักของอินโดนีเซีย ความร่วมมือทวิภาคีได้ขยายตัวในหลายภาคส่วน อาทิ พลังงานใหม่ การผลิต และเศรษฐกิจดิจิทัล

ในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่น พันธมิตรท่าเรือ และตัวแทนจากบริษัทจีนและอินโดนีเซีย ได้มารวมตัวกันเพื่อเป็นสักขีพยาน ผู้เข้าร่วมงานต่างเห็นตรงกันว่าการเปิดตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องทางโลจิสติกส์ใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่างสองประเทศอีกด้วย

ลาวเดินหน้าแก้ไขข้อพิพาทอีคอมเมิร์ซ

ภาพต้นแบบ:https://www.yula.la/en/news/Yula.la-Releases-New-Ecommerce-App

ลาวกำลังเร่งดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในตลาดอีคอมเมิร์ซ ผ่านการนำระบบออนไลน์ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

เป้าหมายของโครงการนี้คือการพัฒนาระบบออนไลน์สำหรับรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซ โดยเป้าหมายหลักคือการสร้างความมั่นใจในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสตรีและผู้พิเป็นผู้นำ

โดยผลลัพธ์ที่คาดหวัง ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการค้าออนไลน์และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องจะดีขึ้น การเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาแนวปฏิบัติ และความร่วมมือที่ดีขึ้นระหว่างภาครัฐและเอกชน

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการค้าเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค เพื่อตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับการค้าออนไลน์ รวมถึงการฉ้อโกง การโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล และสินค้าที่ไม่ตรงตามที่ให้ข้อมูลไว้

การประชุมนี้เป็นการประชุมปิดเพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าจนถึงปัจจุบันจัดขึ้นที่กรุงเวียงจันทน์เมื่อวันอังคาร(19 สิงหาคม 2568)ที่ผ่านมา โดยนายสันติสุก พูนสะหวัด อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ นางสาวสีอานง พมกอง ผู้จัดการประจำภูมิภาคสำนักงานการค้าเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค และนายคาเมรอน อัลลันตัวแทนจากสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศลาว

นายสันติสุก พูนสะหวัด อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ กล่าวในการประชุมว่า อีคอมเมิร์ซเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น ขณะเดียวกันก็มอบความสะดวกสบาย ต้นทุนที่ต่ำลง และทางเลือกที่มากขึ้นให้กับผู้บริโภค แต่เมื่อตลาดเติบโตขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

“การร้องเรียนมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่กลไกที่มีอยู่ยังคงล่าช้าหรือมีขอบเขตจำกัด ระบบใหม่นี้จะนำเสนอวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการแก้ไขข้อพิพาทและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค” นายสันติสุขกล่าว

ในปี 2567 มูลค่าอีคอมเมิร์ซทั่วโลกสูงถึง 6.33 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 89%จากปี 2562 ซึ่งมีมูลค่า 3.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือระบบการระงับข้อพิพาทออนไลน์  (Online Dispute Resolution: ODR) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้อยู่แล้วในหลายประเทศ กลไกนี้ช่วยลดต้นทุน เร่งกระบวนการจัดการข้อร้องเรียน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

ระบบ ODR ของลาวจะอิงจากตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ซึ่งรวมถึงตัวอย่างที่พัฒนาโดยคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ อาลีบาบา และอีเบย์

ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการพัฒนาระบบ ODR ตั้งอยู่บนเสาหลัก 4 ประการ ได้แก่ การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล การปฏิรูปกฎหมายและข้อบังคับ การเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กร และการเสริมสร้างศักยภาพผู้บริโภค

นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งแพลตฟอร์มที่การเข้าถึงและบริหารจัดการลูกค้าอยู่ช่องทางเดียวเท่านั้น(single-entry platform) ด้วยการยกระดับระบบทะเบียน E-Trust (E-Trust Register ) ของกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ให้เป็นระบบ Trustmark และ ODR ร่วมกัน

วิธีนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ประกอบการได้รับการตรวจสอบความถูกต้องหรือไม่ และยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางเดียว

แผนนี้จะดำเนินการเป็นระยะๆ โดยเริ่มจากระบบ Trustmark ในปี 2570 จากนั้นจะเป็น ODR ขั้นพื้นฐานในปี 2571-2572 และเปิดตัว ODR อย่างเต็มรูปแบบในปี 2573

ตลอดระยะเวลาโครงการสี่เดือน ผู้เชี่ยวชาญของ RT4D และกรมการค้าภายในได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงต่างๆ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

โครงการนี้ได้นำเสนอผลลัพธ์ที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ มีการแปลความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค บทที่ 12 ว่าด้วยอีคอมเมิร์ซเป็นภาษาลาวของ มีแนวทางและแผนงานสำหรับกลไกการระงับข้อพิพาทอีคอมเมิร์ซ การเข้าถึงกระบวนการระงับข้อพิพาทอีคอมเมิร์ซทางออนไลน์ได้ฟรีผ่านทางเว็บไซต์ของกระทรวง และการปรึกษาหารือในเวียงจันทน์ หลวงพระบาง และปากเซ ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจ ผู้ประกอบการสตรี และกลุ่มคนพิการ

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อกำกับดูแลการพัฒนากลไกการระงับข้อพิพาทในระยะยาว

นางสาวสีอานง กล่าวว่าความสำเร็จของโครงการนี้เป็นผลมาจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ พันธมิตรด้านการพัฒนา และชุมชนลาว และกลไกการระงับข้อพิพาทอีคอมเมิร์ซที่มีประสิทธิภาพจะสร้างความไว้วางใจ ปกป้องผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจในเศรษฐกิจดิจิทัล

นายอัลลันกล่าวว่า ออสเตรเลียมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนลาวในการเสริมสร้างกรอบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการค้า และสร้างความมั่นใจว่าผลประโยชน์จากการเติบโตทางดิจิทัลจะถูกแบ่งปันอย่างกว้างขวาง

ในอนาคต กรมการค้าภายในวางแผนที่จะสร้างแพลตฟอร์มการรายงานและการยุติข้อพิพาทออนไลน์ เพื่อเร่งกระบวนการจัดการข้อพิพาท ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใส

นอกจากนี้ การเสริมสร้างศักยภาพสำหรับเจ้าหน้าที่และการสร้างความตระหนักรู้สำหรับผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็กจะมีความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ


ไทย – สิงคโปร์ ลงนามความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต

ไทย – สิงคโปร์ ลงนามความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ผลักดันการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ ภายใต้ความตกลงปารีส

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในนามผู้แทนประเทศไทย ร่วมลงนามในข้อตกลงด้านคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ ภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ร่วมกับ นายตัน ซี เหล่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและรัฐมนตรีกำกับดูแลด้านพลังงานและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ในฐานะผู้แทนประเทศสิงคโปร์ โดยมี นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ จากทั้ง 2 ประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ

โดยข้อตกลงในครั้งนี้ มุ่งเน้นให้ประเทศไทยและสิงคโปร์สามารถดำเนินการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ (Internationally Transferred Mitigation Outcomes: ITMOs) ที่ได้มาจากผลการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Nationally Determined Contribution: NDC) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก และช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน อีกทั้งยังสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน การลงนามครั้งนี้ยังช่วยยกระดับการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในหลากหลายด้าน อาทิ ด้านป่าไม้ ด้านพลังงานสะอาด ตลอดจนด้านนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีคุณภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางคาร์บอนเครดิตในภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต