อาเซียน วางตำแหน่งเป็นพันธมิตรที่ “เป็นกลาง มีพลวัต และมีความปลอดภัย” เกราะป้องกันความผันผวนของโลก

เวทีเสวนา Is ASEAN Moving Fast Enough? ในงาน WEF 2026 มีมาซาโตะ คันดะ ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศไทย เข้าร่วม และมีเจมส์ โฮ บรรณาธิการบริหารของ Straits Times สิงคโปร์ดำเนินรายการ ที่มาภาพ:https://www.mof.go.th/news/108875/#

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญเพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส โดยมุ่งเน้น การวางตำแหน่งตัวเองเป็นพันธมิตรที่ “เป็นกลาง มีพลวัต และมีความปลอดภัย” ให้แก่เหล่านักลงทุนและพันธมิตรที่ต้องการทำธุรกิจและการค้า

ในการประชุม World Economic Forum (WEF) Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งมีผู้นำทางความคิดและผู้กำหนดนโยบายระดับสูงเข้าร่วมนั้น ทิศทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน เป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของหลายวงเสวนา อาทิ เวทีเสวนา Is ASEAN Moving Fast Enough? ที่มีมาซาโตะ คันดะ (Masato Kanda) ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศไทย เข้าร่วม และมีเจมส์ โฮ (Jaime Ho) บรรณาธิการบริหารของ The Straits Times สิงคโปร์ดำเนินรายการ รวมไปถึงเวทีเสวนาอื่น ๆ ที่ให้มุมมองเกี่ยวกับอาเซียน

เว็บไซต์ WEF สรุปความเห็น มุมมองของวิทยากรจากหลายเวทีมานำเสนอในหัวข้อ Asia Pacific at Davos 2026: How ‘ASEAN’ is managing the risks and opportunities of global turbulence

โดยเริ่มว่า ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านทางภูมิรัฐศาสตร์ที่หยั่งรากลึกในปัจจุบัน นำมาซึ่งโอกาสและความเสี่ยงมหาศาลต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่คงไม่มีภูมิภาคใดที่จะได้รับผลกระทบมากไปกว่ากลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “อาเซียน” (ASEAN)

กลุ่มความร่วมมือ 11 ประเทศนี้ กำลังเดินหน้าสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยนำเสนอภาพลักษณ์ของการเป็นพันธมิตรที่เป็นกลาง มีการประสานนโยบายอย่างยืดหยุ่น เปิดกว้าง มีพลัง และมีความเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง ทูลซี ไนดู (Tulsi Naidu) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Zurich Insurance Group ได้กล่าวถึงอาเซียนว่าเป็น “โอกาสแห่งการเติบโตที่น่าดึงดูดอย่างยิ่ง”

ในฐานะภูมิภาคที่ถูกขนานนามว่า “ขับเคลื่อนด้วยการค้ามากที่สุด” อาเซียนได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่โดดเด่นภายใต้สภาพแวดล้อมทางการค้าที่ตึงเครียด ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกต้องเผชิญกับมาตรการภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงตั้งแต่ 10% ถึง 48%

สร้างความเข้มแข็งผ่านความร่วมมือ

มาซาโตะ คันดะ (Masato Kanda) ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เสนอแนะว่า “การเชื่อมโยงภายในภูมิภาคและการสร้างความหลากหลายในอุตสาหกรรมและการค้าให้มากขึ้น คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดต่อแรงกระแทกจากภายนอก” และด้วยความตระหนักของเหล่าผู้นำในเรื่องนี้ อาเซียนจึงกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านให้เร็วยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับกลุ่มการค้าอื่นๆ ในปัจจุบันอาเซียนกำลังหาวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ระบุว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องร่วมมือกันต่อไป ในขณะที่กลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคกำลังเข้ามาแทนที่ข้อตกลงและสถาบันพหุภาคีเดิม นักลงทุนย่อมจะมองหาพื้นที่ที่ปลอดภัยโดยสัญชาตญาณ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า “ความเป็นกลาง” ที่ยาวนานและระดับ “ความสงบสุข” ที่ค่อนข้างเสถียรของอาเซียนจะเป็นจุดดึงดูดที่สำคัญ นอกจากนี้ อาเซียนยังมีโอกาสที่จะกอบโกยผลประโยชน์จากการวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น “สปริงบอร์ด (ฐาน) เพื่อการเติบโตไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ”

ปัจจุบันอาเซียนมีข้อตกลงทางการค้ากับอย่างน้อย 7 ประเทศ ซึ่งรวมถึงจีนและอินเดีย และกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับแคนาดาอีกด้วย

มุ่งเน้นความรวดเร็วและคุณภาพในการเปลี่ยนผ่าน

ทั้ง “ความเร็ว” และ “คุณภาพ” ของการเปลี่ยนผ่านล้วนมีความสำคัญ ปัจจุบันอาเซียนมีเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังเติบโตทั้งด้านการขนส่งและพลังงาน และกำลังดำเนินการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผลจากการผลักดัน กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement:DEFA) ซึ่งมีกำหนดจะลงนามในปีนี้ เหล่าผู้นำอาเซียนต่างตระหนักดีว่า “ความสามารถในการทำงานข้ามระบบ” (Interoperability) จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง และอาเซียนต้องใช้พื้นฐานร่วมกัน ทั้งในด้านอัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity) กรอบการทำงาน อินเทอร์เฟซ การกำกับดูแล และท้ายที่สุดคือการบริการของระบบเหล่านี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้อาเซียนมีศักยภาพในการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในด้านต่างๆ เช่น การค้า สาธารณสุข โลจิสติกส์ และอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการนำผู้ประกอบการ MSMEs ที่มีเป็นกลุ่มใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ เข้าสู่ตลาดดิจิทัล ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตครั้งใหม่

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ที่มาภาพ:https://www.mof.go.th/news/108875/#

เข้าใจตนเองและความตระหนักรู้ถึงความท้าทาย

ผู้นำอาเซียนแสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้ในตนเองอย่างสูง โดยเฉพาะในด้านความท้าทายที่ภูมิภาคกำลังเผชิญ ภูมิภาคนี้มีศักยภาพที่จะได้รับ “ประโยชน์จากโครงสร้างประชากร” (Demographic Dividend) เนื่องจากมีประชากรถึง 213 ล้านคน จากทั้งหมด 680 ล้านคน ที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 34 ปี อย่างไรก็ตาม เมอุทยา วิอาด้า ฮาฟิด (Meutya Viada Hafid) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียเน้นย้ำว่า สิ่งนี้จะเป็นข้อได้เปรียบก็ต่อเมื่อมีการสร้างงานที่มีคุณภาพและแรงงานมีทักษะเท่านั้น หากไม่เป็นเช่นนั้น ภูมิภาคอาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านความไม่มั่นคงทางสังคม

สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจนี้ คือ มีการดำเนินการต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคเพื่อปรับปรุงการศึกษา การมีส่วนร่วม และการพัฒนา ในการประชุม WEF ที่ดาวอส ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) แห่งอินโดนีเซีย ได้กล่าวถึงโครงการระดับชาติขนาดใหญ่ที่รัฐบาลกำลังผลักดันเพื่อเสริมสร้างการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยมุ่งเน้นไปที่นักเรียนและกลุ่มเปราะบาง

ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้เปิดตัวโครงการอาหารฟรีทั่วประเทศที่มุ่งเป้าไปที่เด็กและกลุ่มเปราะบางอื่นๆ โดยตั้งเป้าที่จะจัดส่งอาหารเกือบ 83 ล้านมื้อต่อวันภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งถือเป็นการลงทุนทั้งในด้านความต้องการเร่งด่วนและเพื่อคนรุ่นอนาคต มีการมองกันว่าโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะให้ความช่วยเหลือด้านโภชนาการแก่บุคคลเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของ GDP สร้างงานผ่านการบริการเหล่านี้ และท้ายที่สุดคือการสร้างประชากรที่มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น

ร่วมมือกันให้มากขึ้น ถ้าไม่ทำเราทุกคนจะลำบาก

ประเด็นหลักที่หลายฝ่ายกังวลคือความเปราะบางของภูมิภาคต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ดังที่เห็นได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เหล่าผู้นำในภูมิภาคตระหนักดีว่าต้องมีความสามารถในการปรับตัว (Resilience) ที่มากขึ้น โดยทั่วไปมีความเข้าใจพื้นฐานว่า “การเตรียมพร้อมและการป้องกัน” เป็นสิ่งสำคัญในทุกมิติ ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานที่เป็นธรรม นอกจากนี้ ผู้นำหลายรายยังใช้โอกาสในการประชุมประจำปีนี้ ยืนยันความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายและข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศอีกครั้ง

ด้วยความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมมหาสมุทร ‘Blue Davos’ ในการประชุมประจำปี อินโดนีเซียได้ประกาศความร่วมมือในการจัดงาน Ocean Impact Summit ครั้งแรก ซึ่งจะจัดขึ้นที่เกาะบาหลีในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้การรักษาภาวะของมหาสมุทรเป็นมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในลำดับต้นๆ ซึ่งจำเป็นต่อการเติบโตที่ยั่งยืน การรับมือกับสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง

ในภาพรวมเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านที่ครอบคลุมกำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค โดย ดาเรน ถัง (Daren Tang) ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ระบุว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีจำนวนธุรกิจ “ยูนิคอร์น” (Unicorns) สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยมีจำนวนอยู่ที่ 45-50 ราย อีกทั้งงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ยังสูงถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อนวัตกรรม ขณะที่ยอดการจดสิทธิบัตรและการออกแบบก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ถังชี้ว่า อาเซียนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้บริโภคทรัพย์สินทางปัญญา ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างสรรค์ ประดิษฐ์ และนำไอเดียออกสู่ตลาด” พร้อมเสริมว่า อาเซียน “ไม่ได้มีดีแค่การท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่ยังโดดเด่นเรื่องความคิดสร้างสรรค์และผู้ประกอบการด้วย”

อย่างไรก็ตาม ผู้นำอาเซียนยังคงเกรงว่าภายใต้สภาพแวดล้อมปัจจุบัน พวกเขาจะต้อง “ร่วมมือกันให้มากขึ้น เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น เราทุกคนจะลำบาก” ตามความเห็นของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ภูมิภาคนี้ยังคงยึดถือว่า “สันติภาพและเสถียรภาพ” คือสินทรัพย์ที่มีค่า ซึ่งอาจกลายเป็นจุดขายที่ดึงดูดใจที่สุดในยุคสมัยแห่งความไม่แน่นอนนี้