ประสาท มีแต้ม

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาสำคัญหลายด้าน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำท่วมหาดใหญ่ ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เกิดจากคณะรัฐประหาร รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนท่วมหัวโดยไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเลย แต่ผมเห็นว่าปัญหาที่ได้กล่าวมานี้ยังสำคัญน้อยกว่าวิธีคิด/เหตุผลและวิธีการปฏิบัติที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาสำคัญดังกล่าว
Peter Drucker (1909–2005) นักคิดด้านการจัดการและสังคมศาสตร์ระดับโลกชาวออสเตรีย-อเมริกันกล่าวว่า “สิ่งอันตรายที่ใหญ่ที่สุดในสถานการณ์ที่ปั่นป่วน ไม่ใช่ตัวความปั่นป่วนเอง แต่คือการลงมือทำด้วยตรรกะของเมื่อวาน (The greatest danger in times of turbulence is not the turbulence; it is to act with yesterday’s logic.)”

คำกล่าวข้างต้นนี้สามารถนำไปใช้อธิบายกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ได้ดีครับ ไม่เฉพาะแต่ก่อนและขณะเกิดเหตุการณ์เท่านั้น แต่จะเป็นหลังเหตุการณ์ด้วย ผมเชื่อว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี(รักษาการณ์สัญจร 16 ธ.ค.68) จะมีการเสนอหรืออนุมัติโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เพื่อขุดคลองระบายน้ำเพิ่มเติมรวมทั้งการขุดอุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์ โดยไม่สนใจเทคโนโลยีการสื่อสารในรูปแบบใหม่ที่จะช่วยให้การบริหารจัดการของภาครัฐและภาคสังคมในเรื่องการเตือนภัย การเตรียมตัวก่อนเหตุการณ์เพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด เทคโนโลยีดังกล่าวนอกจากจะมีประสิทธิภาพสูงแล้ว ต้นทุนยังลดต่ำลงอย่างรวดเร็วด้วย
นอกจากนี้รัฐบาลไทยทุกชุดตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีความมุ่งมั่นอย่างจริงยังเพื่อปฏิบัติตาม “พันธกรณีที่ประเทศกำหนดเอง” หรือ NDC3.0 ภายใต้ความตกลงปารีส เพื่อร่วมกับประชาคมโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขั้นรุนแรงและบ่อยขึ้น
ผมไม่ได้ปฏิเสธการมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เพิ่มเติม แต่มันต้องมีความรอบคอบทางวิชาการ ไม่ใช่ฉาบฉวยแบบประชานิยามและสุกเอาเผากิน มันต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก นอกจากนี้ต้องพิจารณาทางเลือกหลายๆทาง และต้องมองไปถึงความไม่มั่นคงทางสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย ตามที่นายกรัฐมนตรี Sir Keir Starmer กล่าวไว้ดังภาพประกอบ
บางคนอาจจะคิดว่า นักการเมืองทุกประเทศก็ดีแต่พูด พูดอย่างทำอีกอย่าง แต่จากข้อมูลพบว่า ประเทศสหราชอาณาจักรได้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการผลิตไฟฟ้าจาก 315 กรัมต่อหน่วยไฟฟ้าในปี 2017 จนเหลือเพียง 177 กรัมต่อหน่วยไฟฟ้าในปี 2025 (https://app.electricitymaps.com/map/zone/GB/all/yearly) และยังได้ตั้งเป้าหมายว่าจะลดลงให้เหลือ 50 กรัมต่อหน่วย ภายในปี 2030 ในขณะที่ของไทยเราได้ลดลงจาก 507 ลงมาเหลือ 486 กรัมต่อหน่วย ในช่วงเวลาเดียวกัน
นอกจาก 4 ประโยคของสุนทรพจน์ที่กล่าวมาแล้ว Sir Starmer ยังได้กล่าวถึงผลดีของลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกว่า
“นี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่…สำหรับการลงทุน…สำหรับธุรกิจของสหราชอาณาจักร…สำหรับคนงานชาวอังกฤษ…ถ้าเราเริ่มลงมือทันที เพื่อเป็นผู้นำโลกในเศรษฐกิจแห่งอนาคต…นี่คือวิธีที่เราจะก้าวไปสู่งานที่ดีกว่า…ค่าใช้จ่ายพลังงานที่ต่ำกว่า…การเติบโตที่สูงขึ้น…อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต…และเพื่อรับรองความมั่งคั่งพร้อมความมั่นคงของชาติของเราในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า…และความมั่งคั่งพร้อมความมั่นคงของชาติ…คือสิ่งที่ประชาชนชาวอังกฤษให้ความสำคัญ…และนั่นคือเหตุผลว่า… ตั้งแต่ต้น รัฐบาลนี้ได้ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างแตกต่างออกไป…เราได้ฟื้นบทบาทของเราในฐานะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศบนเวทีโลก…และพร้อมกันนั้นก็ลงมือทำภายในประเทศด้วย”
ในฐานะที่ผมสนใจติดตามประเด็นพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมขอนำกฎทางวิทยาศาสตร์และผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกมาสนับสนุนคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร สั้น ๆ ดังนี้
จากกฎของ Clausius–Clapeyron ซึ่งเป็นรากฐานหรือบิดาของวิชาเทอร์โมไดนามิกส์สมัยใหม่ สามารถสรุปได้ว่า “เมื่ออุณหภูมิของอากาศสูงขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส อากาศจะสามารถกักเก็บไอน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7% จากระดับปกติ” ดังนั้น ถ้าอุณหภูมิอากาศโลกสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ไอน้ำในอากาศโลกก็เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 10% จากระดับปกติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงว่า ปี 2024 อุณหภูมิอากาศโลกเฉลี่ยทั้งปีก็เท่ากับ 1.54 องศาเซลเซียสแล้ว นอกจากนี้จากผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก (Dr. James Hansen) พบว่าอุณหภูมิของอากาศโลกไม่ได้เพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือแบบไปเรื่อย ๆ แต่จะเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง
อนึ่ง กลไกดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับกระบวนการระเหยของน้ำ กล่าวคือ เมื่ออุณหภูมิอากาศสูงขึ้น อุณหภูมิผิวน้ำทะเลก็สูงขึ้นตาม ส่งผลให้อัตราการระเหยของน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการฟิสิกส์อีกแบบหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับกฎ Clausius–Clapeyron โดยตรง
ไอน้ำที่ระเหยไปนี้จะไปรวมกันที่มีลักษณะเป็นแถบไอน้ำขนาดใหญ่และยาวหลายพันกิโลเมตร ปริมาณไอน้ำมากกว่าแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึง 10-15 เท่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งให้ความสนใจและตั้งชื่อเป็นทางการว่า ที่เรียกว่า“แม่น้ำลอยฟ้า (Atmospheric River, AR)” เมื่อประมาณปี 1994 นี่เอง
นอกจากแม่น้ำลอยฟ้าดังกล่าวแล้ว ยังมีปรากฎการณ์ที่อุณหภูมิของผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย(Indian Ocean Dipole หรือ IOD) ถ้าอุณหภูมิน้ำทะเลฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรอินเดียสูงกว่าของฝั่งตะวันตก จะส่งผลให้เกิดกระแสลมพัดพาเอาไอน้ำมาตกเป็นฝนในบริเวณประเทศไทย อินโดนีเซียและออสเตรเลีย
ปรากฎการณ์ IOD นี้ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งให้ความสนใจศึกษา ผลงานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า “ในศตวรรษที่ 20 IOD เกิดขึ้น 17 ปีต่อครั้ง แต่ในศตวรรษที่ 21 จะเกิดบ่อยขึ้นเป็น 6 ปีต่อครั้ง หากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง” (Nature, 11 June 2014)
ในช่วงที่น้ำท่วมหาดใหญ่ ค่า IOD ยังไม่ได้รุนแรงมากนัก แต่เมื่อมาเสริมกับปรากฎการณ์แม่น้ำลอยฟ้าและลานีญาอ่อนๆ ผลก็เป็นอย่างที่เราทราบ คือ ฝนตกหนักในหาดใหญ่ 3 วันติดต่อกันมากกว่า 2 เท่าของค่าเฉลี่ยหลายปีของเดือนพฤศจิกายน ผมมีข้อมูลอยู่ภาพด้วยครับ (หมายเหตุ มีนักวิทยาศาสตร์จากประเทศบรูไน พูดถึง IOD กับเหตุการณ์นี้ด้วย)

ขอกลับมาที่สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรอีกครั้งครับ ท่านได้เชื่อมโยงให้เราเห็นว่า ความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของโลกจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีความมั่นคงทางสภาพภูมิอากาศ โลกมันใหญ่กว่าประเทศนะ
กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทั้ง 4 เรื่องนี้ซึ่งขึ้นด้วยคำว่า “ความมั่นคง” คือเรื่องเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้เลย
ชาติจะมีความมั่นคงได้อย่างไร ในเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นหนี้ครัวเรือนรวมกันถึง 89% ของจีดีพี โดยที่ที่มาของจีดีพีของประเทศส่วนมากก็มาจากธุรกิจส่งออกไม่กี่ชนิด ไม่กี่คน
ชาติจะมั่นคงได้อย่างไรในเมื่อความสามารถในการพึ่งตนเองด้านพลังงานลดลงกว่า 3 เท่าในช่วงเวลา 2536 ถึง 2567 กล่าวคือ เราเคยนำเข้าพลังงานคิดเป็น 2.7% ของจีดีพีเมื่อปี 2536 แต่กลับเพิ่มขึ้นเป็น 12.2% ในปี 2565 ดังภาพประกอบ

เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้มีกระแสเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ทั้งโดยรัฐสภาและภาคประชาสังคม ผู้ที่คัดการแก้ไขดังกล่าวก็อ้างว่า “มัวแต่สนใจจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไมไม่แก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน” นี่เป็นวิธีแบบเดิมที่ตั้งอยู่บนตรรกะของเมื่อวาน เพราะโลกสมัยใหม่เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลถึงกันหมด
ผมเองในฐานะที่สนใจประเด็นพลังงานพบว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกจากทั้งหมด 20 ฉบับบที่ได้บัญญัติคำว่า “ความมั่นคงด้านพลังงาน” (มาตรา 72 วรรค 5 ในหมวด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ) แต่ไม่มีคำอธิบายหรือนิยามใดๆเลย นอกจากนี้พบว่ามีคำว่า “ความมั่นคง” ทั้งหมด 17 ครั้ง เป็น “ความมั่นคงของรัฐ” 10 แห่ง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” 3 แห่ง และ ความมั่นคงเฉยๆอีก 3 แห่ง ทั้งหมดไม่มีคำอธิบาย
ดังนั้น หากจะมีการเขียนรัฐธรรมไทยฉบับเกิดขึ้นอีก(ซึ่งจำเป็นต้องมีไม่วันใดก็วันหนึ่ง) นอกจากมีคำว่าความมั่นคงด้านพลังงาน(พร้อมคำนิยาม) ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมเห็นว่าควรจะมีคำว่า “ความมั่นคงทางสภาพภูมิอากาศ” ด้วย
ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้ว สรุปได้ประเทศไทยกำลังถูกคุกคามด้วย 3 ภัยสำคัญเป็นอย่างน้อย หนึ่ง กำลังประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากความไม่มั่นคงทางสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ภัยที่สองคือความไม่มั่นคงทางด้านพลังงานเนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงคิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับจีดีพี และภัยที่สามคือหนี้ครัวเรือนที่เกิดจากการผูกขาดในธุรกิจพลังงาน คำถามก็คือชาติและคนไทยจะมีความมั่นคงในชีวิตได้อย่างไร คำตอบอยู่ในแนวทางที่นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้นำเสนอ โปรดพิจารณาด้วยสายตาที่เปิดกว้างนะครับ




