
ผู้ถือหุ้นการบินไทย พบข้อสงสัยกับการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปลายปีซ้ำซ้อน เกรงจะมีวาระแอบแอบแฝง เปิดโอกาสให้การเมืองแทรกแชงการบินไทยอีก ยื่นร้องเรียนต่อ รมว.คลัง และเลขาธิการ ก.ล.ด. ให้ตรวจสอบมติกรรมการจัดประชุมผู้ถือหุ้นที่อาจขัดต่อข้อบังคับและกฎหมาย
วันที่ 15 ธันวาคม 2568 กลุ่มถือหุ้นการบินไทยโดยดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ถือหุ้นการบินไทยและนางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ผู้ถือหุ้นการบินไทย และ อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการทางกฎหมายต่อคณะกรรมการบริษัท การบินไทยฯ และยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ให้ยกเลิกการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เพื่อป้องกันการแทรกแซงการบริหารของรัฐที่อาจขัดต่อกฎหมาย
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ และนายรัชตกร ศรีบุญโรจน์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท ภายหลังบอร์ดมีมติจัดและเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ในวันที่ 19 ธันวาคม ซึ่งผู้ถือหุ้นเห็นว่าอาจขัดต่อข้อบังคับบริษัทและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอาจเข้าข่ายผิดฎหมายหลักทรัพย์ฯ
ผู้ถือหุ้นชี้ว่า ในช่วงเดือนมีนาคม 2568 ระหว่างที่บริษัทฯ อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งศาลล้มละลาย ได้มีการประชุมผู้บริหารแผนได้ใช้อำนาจและสิทธิของผู้ถือหุ้นตามกฎหมายฟื้นฟูกิจการในการประชุมพิจารณางบการเงิน และแต่งตั้งผู้สอบบัญชี ซึ่งเป็นวาระที่จะต้องประชุมในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ดังนั้น จึงถือได้ว่า บริษัทฯ ได้จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ตามที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนไปแล้ว การที่คณะกรรมการยังคงนัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอีกครั้งในเดือนธันวาคม ซึ่งถือเป็นการประชุมหลังพ้นกำหนด 4 เดือนนับจากสิ้นรอบบัญชี จึงอาจเป็นการดำเนินการที่ฝ่าฝืนข้อบังคับบริษัทและกฎหมายบริษัทมหาชนฯ
ผู้หุ้นระบุเพิ่มเติมว่า ตามข้อบังคับบริษัทและกฎหมาย หากมีการประชุมผู้ถือหุ้นหลังพ้นกำหนด 4 เดือน จะต้องจัดเป็น “การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น” เท่านั้น ขณะที่วาระ “เลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ” เป็นวาระที่กฎหมายกำหนดให้พิจารณาเฉพาะในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น
จึงทำให้ผู้ถือหุ้นตั้งข้อสังเกตว่า การที่คณะกรรมการกำหนดให้การประชุมครั้งนี้เป็น “การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น” อาจมีเจตนาแอบแฝงเพื่อผลักดันวาระเลือกกรรมการให้เกิดขึ้นภายในเดือนธันวาคม เพื่อเอาผู้บริหารแผนเดิมออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งคนของฝ่ายการเมืองแทน การจัดประชุมลักษณะนี้อาจขัดต่อกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท
นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นยังตั้งคำถามถึงแรงจูงใจของคณะกรรมการในการเร่งเปลี่ยนแปลงเอากรรมการที่เคยทำหน้าที่ผู้บริหารแผนจนประสบความสำเร็จ ซึ่งศาลล้มละลายกลางเคยระบุว่าปฏิบัติหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพตามแผนพื้นพื้นฟูกิจการ แต่กลับถูกผลักดันให้พ้นตำแหน่งภายในเดือนธันวาคมนี้
การยืนยันจัดประชุมผู้ถือหุ้นที่อาจไม่ขอบด้วยกฎหมายของกรรมการบริษัทฯ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ราคาหุ้นการบินไทยลดลงต่อเนื่องตั้งแต่มีข่าวดังกล่าว โดยราคาหุ้นจากระดับ 14.50 บาท (มูลค่าบริษัท 410,398 ล้านบาท) ลดลงเหลือ 8.35 บาท หรือลดลง 42.4% ส่งผลให้มูลค่าบริษัทเหลือ 236,332 ล้านบาท คิดเป็นความเสียหายสะสมต่อมูลค่าบริษัทกว่า 174,065 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ผู้ถือหุ้นได้แจ้งความนี้เพื่อลงบันทึกประจำวันที่ สน.สุทธิสาร เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าการดำเนินการของคณะกรรมการเข้าช่ายฝ่าฝืนข้อบังคับหรือกฎหมายหรือไม่ และอาจพิจารณาดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อผู้เกี่ยวข้อง หากการประชุมดังกล่าวถูกตรวจสอบแล้วว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ ท่ามกลางการคัดค้านจากผู้ถือหุ้นนและการตรวจสอบของ ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง ยังเป็นที่จับตาว่า บริษัทฯ จะยังเดินหน้าจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 ธันวาคมนี้หรือไม่

หมายเหตุ
(1) การที่คณะกรรมการบริษัทฯ มีมตีให้จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 ในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ย่อมถือว่าป็นการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งขัดต่อข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อที่ 32 และเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 98 กล่าวคือ
ข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อ 32. ได้กำหนดไว้ว่า
“ข้อ 32. คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมสามัญประจำปี ภายใน 4 เดือน นับแต่วันสิ้นสุดรอบบัญชีของบริษัท
การประชุมผู้ถือหุ้นคราวอื่นนอกจากที่กล่าวแล้ว ให้เรียกว่าการประชุมวิสามัญ คณะกรรมการจะเรียกผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมวิศามัญเมื่อใดก็ได้สุดแต่จะเห็นสมควร”
ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 98 ของพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งวางหลักไว้ว่า
“มาตรา 98 คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมสามัญประจำปีภายในสี่เดือนนับแต่วันแต่วันสิ้นสุดของรอบปีบัญชีของบริษัท
การประชุมผู้ถือหุ้นคราวอื่นนอกจากวรรคหนึ่ง ให้เรียกว่าการประชุมวิสามัญ”
ปรากฎข้อเท็จจริงว่า คณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ได้ใช้อำนาจหน้าที่และสิทธิในการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ตามกฎหมายฟื้นฟูกิจการ กล่าวคือ คณะผู้บริหารแผนได้จัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาอนุมัติวาระในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ตามที่ระบุในข้อบังคับของบริษัทขัอ 39 ภายใน 4 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดรอบปีบัญชีของบริษัทฯ ครบถ้วนตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 คณะผู้บริหารแผนพื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ได้จัดให้มีการประชุมผู้บริหารแผนครั้งที่ 6/2568 ตามกฎหมายพื้นฟูกิจการ โดยมีมติอนุมัติงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 และอนุมัติจ่ายเงินปันผลการดำเนินการประจำปี 2567 และ
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 คณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ได้จัดให้มีการประชุมผู้บริหารแผนครั้งที่ 6/2568 ตามกฎหมายฟื้นฟูกิจการ โดยมีมติอนุมัติการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าตรวจสอบบัญชี
การประชุมผู้บริหารแผนข้างต้นที่ได้ดำเนินการพิจารณาวาระในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จึงป็นการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ปี 2568 ของบริษัทฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 อีกแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ภายหลังจากการประชุมผู้บริหารแผนข้างต้น ซึ่งถือเป็นการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ตามกฎหมายล้มละลายและข้อหารือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์แล้ว ผู้บริหารแผนก็ได้ด้าเนินการเรียกและจัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 เพื่อให้ผู้ถือหุ้นกำหนดจำนวนกรรมการ แต่งตั้งตั้งกรรมการ และกำหนดกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษับริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในการประชุมครั้งดังกล่าว บริษัทฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการในระหว่าง วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2568
ดังนั้น จึงถือได้ว่า บริษัทฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นตัดสินใจเลือกตั้งบุคคคลที่มีความเหมาะสมให้เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทฯ อย่างครบถ้วนเพียงพอแล้ว
จากข้อเท็จจริง ข้อบังคับของบริษัทฯ และพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2534 คณะกรมการไม่สามารถเรียกและจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นภายหลังจาก 4 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดรอบบัญชีของบริษัทฯ หรือภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 โดยในกรณีที่กรรมการบริษัทฯ ประสงค์จะเรียกประชุมภายหลังกำหนดเวลาข้างต้น (หลังจาก 30 เมษายน 2568) กรรมการบริษัทฯ จะต้องจัดเป็นการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเท่านั้น


