รายละเอียดที่ซ่อนไว้ IT: Welcome to Derry (ตอนหนึ่ง)

1721955

ซีรีส์ช่อง HBO 8 ตอนจบ IT: Welcome to Derry (2025) พาเราย้อนกลับไปในปี 1962 ณ เมืองเดอร์รี่ รัฐเมน ท่ามกลางความตึงเครียดของยุคสงครามเย็นและความขัดแย้งทางเชื้อชาติ เมื่อครอบครัวของวิลล์ แฮนลอน (ในซีรีส์แสดงโดย เบลค คาเมรอน เจมส์ ต่อมาในฉบับภาพยนตร์ปี 2017 เขาจะกลายเป็นพ่อของไมค์ แฮนลอน) ย้ายเข้ามาประจำการที่ฐานทัพอากาศในเมืองนี้ แต่พวกเขากลับพบว่าเมืองที่ดูเงียบสงบนี้ปกคลุมไปด้วยความหวาดระแวงและกฎเคอร์ฟิวที่เข้มงวด เนื่องจากการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็ก ๆ ในเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผู้ใหญ่และทางการต่างพยายามหาเหตุผลมาอธิบายเหตุการณ์ประหลาดเหล่านี้ว่าเป็นเพียงอาชญากรรมทั่วไป ทั้งที่จริงแล้วมันคือสัญญาณเตือนว่าวงจรการตื่นขึ้นในรอบ 27 ปีของ “เพนนีไวส์-สิ่งชั่วร้ายโบราณ” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ขณะเดียวกันกลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งในเมืองที่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลและไม่อาจทนดูเพื่อนๆ หายไปทีละคนได้ตัดสินใจรวมตัวกันเพื่อออกตามหาเพื่อนที่หายไป ความอยากรู้อยากเห็นนำพาพวกเขาไปสำรวจสถานที่ต้องห้ามและตำนานเมืองที่ผู้ใหญ่ต่างหลีกเลี่ยง โดยหารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังก้าวล่วงเข้าไปในถิ่นที่อยู่ของปีศาจที่สามารถแปลงร่างเป็นสิ่งที่พวกเขากลัวที่สุด ปีศาจตนนี้พวกผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะมองไม่เห็น มีเพียงเด็ก ๆ ที่จะสัมผัส “มัน” ได้ และความโหดเหี้ยมของมันไม่ใช่แค่ออกมาหลอกหลอนแต่สามารถพรากชีวิตเด็ก ๆ ไปได้ในพริบตา ซีรีส์จะค่อยๆ เปิดเผยประวัติศาสตร์ด้านมืดของเมืองเดอร์รี่และจุดกำเนิดของคำสาป

IT ก็คือ Id

ซีรีส์นี้ดัดแปลงจากนิยายสุดโด่งดัง IT (1986) ของสตีเฟ่น คิง ไอเดียดั้งเดิมของเรื่องนี้ คิง ตั้งชื่อว่า IT ที่สื่อถึงสรรพนามเรียกสิ่งประหลาดระบุรูปร่างไม่ได้ หรือปีศาจไร้ชื่อ จึงเรียกโดยรวมว่า “มัน (ก่อนที่ภายหลังจะถูกเรียกว่า “เพนนีไวส์” ที่มีรูปลักษณ์แบบตัวตลกถือลูกโป่งสีแดง)” แต่ในเชิงจิตวิทยาแล้ว “มัน” ในที่นี้เป็นตัวแทนของ Id ด้วยเช่นกัน (อย่างที่เราเคยเรียนกันเกี่ยวกับ Id, Ego, Superego อะไรเทือกนั้น

ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ชาวออสเตรีย เขาเขียนต้นฉบับด้วยภาษาเยอรมัน คำที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษในภายหลังว่า Id  นั้นเดิมทีต้นฉบับเยอรมันใช้คำว่า “Das Es” คำนี้แปลได้ว่า “The It (มัน)” ดังนั้นโดยรากศัพท์แล้ว IT = Id คือสิ่งเดียวกัน คือ “มัน” ในสัญชาติญาณดิบ

IT (Id) แห่งเมืองเดอรร์รี ในทางจิตวิทยา Id คือส่วนที่ดิบเถื่อนที่สุดภายในจิตใจมนุษย์ เต็มไปด้วยสัญชาตญาณความต้องการ (Desire) ความกระหายหิว (Hunger) ความรุนแรง (Violence) และความหวาดกลัว (Fear) อย่างไม่คำนึงถึงศีลธรรมหรือเหตุผล อันเป็นลักษณะของปีศาจเพนนีไวส์ในเรื่อง มันกินมนุษย์สด ๆ อย่างหิวโหยไร้เมตตา, เปลี่ยนรูปไปมาตามความกลัวของจิตใต้สำนึกเหยื่ออย่างไร้เหตุผล มีพลังด้านลบที่ไร้การควบคุมพลุ่งพล่านอยู่ภายใต้เมืองเหมือน Id ที่ซ่อนซุกอยู่ภายใต้จิตสำนึก

นักวิจารณ์หลายคนมองว่า IT ก็คือ Id สัญชาตญานดิบ แทนความชั่วร้าย ความอยากใคร่ ความกลัว และความรุนแรงที่ไร้ขอบเขตและเกินจะควบคุม ส่วนกลุ่มเด็ก ๆ ที่พยายามจะขืนขึ้นสู้ก็คือ Ego ตัวตนที่อยู่กับความเป็นจริง พยายามจะจัดการกับ Id ในจิตใจด้วยเหตุผลและความกล้า เพื่อต่อสู้และควบคุมปีศาจตนนี้

ในนิยาย IT จะมีคู่ปรับคือ เต่ามาตูริน (เต่าผู้พิทักษ์แห่งแสง การคงอยู่อย่างสมดุล ความหวัง การต่อต้านความน่ากลัว จิตใจบริสุทธิ์-แต่ในฉบับคนแสดงทุกเวอร์ชั่นตัดเต่าตัวนี้ออก) อันเป็นตัวแทนของ กฎสังคม = Superego หรือ ศีลธรรม เป็นตัวแทนความสงบ การสร้างสรรค์ และกฎเกณฑ์ (หรืออาจตีความว่าผู้ใหญ่ในเมืองนี้ที่พยายามจะรักษากฎระเบียบจอมปลอม ก็อาจเป็น Superego ที่บิดเบี้ยวของสังคมก็เป็นได้เช่นกัน)

เมืองเดอร์รี ในเรื่องจึงเปรียบเสมือนร่างกายมนุษย์ ท่อระบายน้ำใต้ดิน (ที่เชื่อกันว่าเด็ก ๆ ถูกจับไปขังไว้ในนั้น) คือจิตใต้สำนึกที่เก็บซ่อนความเน่าเฟะ ขยะแขยง และปีศาจ (IT) เอาไว้ ดังนั้นการที่ผู้ใหญ่ในเมืองนี้มักจะมองไม่เห็นหรือเมินเฉยต่อความรุนแรงก็เหมือนกลไกทางจิตที่เรียกว่า การเก็บกด (Repression) คือความพยายามกดทับด้านมืด (Id) เอาไว้ไม่ให้โผล่ขึ้นมาบนผิวเมือง

ไทม์ไลน์และกฎ 27 ปี

นิยาย IT (1986) เคยถูกแปลงเป็นมินิซีรีส์ 2 ตอนจบ ตอนละชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงในปี 1990, ต่อมากลายเป็นซีรีส์อินเดีย 52 ตอนในชื่อ Woh, ก่อนจะกลายเป็นหนังสองภาค คือ IT (2017) และ IT Chapter 2 (2019) และซีรีส์ IT: Welcome to Derry (2025) ตามเนื้อหาที่มีมาตั้งแต่ในนิยาย IT หรือเพนนีไวส์ จะออกล่าเหยื่อในทุก ๆ 27 ปี ซึ่งในนิยายเล่าไทม์ในในปี 1958 และ 1978 ขณะที่ในฉบับหนังปี 2017 มีการย้ายไทม์ไลน์เพื่อให้เรื่องร่วมสมัยขึ้นไปเป็นปี 1989 (เพื่อเมื่อบวกไปอีก 27 ปีก็จะกลายเป็นปี 2016 พอดีกับช่วงที่หนังออกฉาย) ดังนั้นแล้วเหตุการณ์ในซีรีส์ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1962 จึงไม่ได้ใช้ไทม์ไลน์ร่วมกันกับในฉบับนิยาย แต่เปลี่ยนไปใช้ไทม์ไลน์ในฉบับหนังแทน (คือย้อนจากปี 1989 กลับไปอีก 27 ปี) อีกทั้งทางผู้สร้างซีรีส์ได้วางแผนล่วงหน้าไว้แล้วว่าซีซั่นต่อจากนี้จะย้อนกลับไปทีละ 27 ปี โดยซีซั่นถัด ๆ ไปจะเป็นปี 1935 เล่าเหตุการณ์ยุคแก๊งโจรแบรดลีย์ และปี 1908 ยุคโรงงานระเบิด อันเป็นประวัติศาสตร์สมมติในเมืองสมมติ เดอร์รี ที่ใช้เป็นฉากหลังในเรื่องนี้ ซึ่งมีอยู่ในนิยาย และคิง นำตำนานเมืองกับเรื่องเล่าลือพื้นบ้านไปจนถึงข่าวจริงมามิกซ์ดัดแปลงกันให้กลายเป็นนิยายในจักรวาลของสตีเฟ่น คิงอีกที

เมืองเดอร์รี

แม้เดอร์รีจะเป็นเมืองสมมติ แต่ในนิยายมันตั้งอยู่ในรัฐเมน เขตนิวอิงแลนด์ของสหรัฐที่มีอยู่จริง รัฐนี้มีพื้นที่เล็กเป็นอันดับ 12 จำนวนประชากรน้อยเป็นอันดับ 9 และความหนาแน่นของประชากรน้อยเป็นอันดับ 13 จากบรรดา 50 รัฐของสหรัฐ (แต่ในซีรีส์นี้เลือกจะถ่ายในเมืองพอร์ตโฮป และเมืองแฮมิลตัน ในรัฐออนทาริโอ ประเทศแคนาดา อันเป็นเมืองอุตสาหกรรมและยังคงลักษณะบางอย่างของแนวอาร์ตเดโคเอาไว้)

จริง ๆ แล้วรัฐเมนคือบ้านเกิดของคิง เขาเกิดในเมืองพอร์ตแลนด์ แต่ไม่ได้อยู่ที่นั่นตลอด คิงเคยเล่าว่า “แม้ผมจะเกิดที่พอร์ตแลนด์ แต่หลังจากพ่อทิ้งครอบครัวไปตอนอายุ 2 ขวบ แม่ก็ต้องกระเตงผมย้ายไปมาหลายรัฐ เช่น อินเดียน่า, คอนเนตทิคัต เพราะความลำบากทางการเงิน ผมย้ายกลับมาเมนอีกครั้งตอนอายุ 11 ขวบที่เมืองเดอร์แฮมจนเข้ามหาวิทยาลัย” อย่างไรก็ตามในนิยายเรื่องนี้เมืองที่เป็นแรงบันดาลใจของเขานอกจากจะเป็นพอร์ตแลนด์แล้ว อีกเมืองก็คือ บังกอร์ ซึ่งคิงย้ายมาอยู่ตอนเริ่มมีชื่อเสียงแล้วในช่วงปี 1979 และอาศัยอยู่กับภรรยา (ทาบิธา) กับลูก ๆ (นาโอมิ, โจเซฟ และโอเวน) ของพวกเขาก็เติบโตกันในบ้านหลังนี้เป็นเวลานานหลายสิบปี อันเป็นที่ที่เขาใช้เขียนนิยายดัง ๆ มากมาย

ปัจจุบันบ้านในเมืองบังกอร์กลายเป็นหอจดหมายเหตุเพื่อเก็บต้นฉบับงานของเขา และเป็นบ้านพักสำหรับนักเขียนรับเชิญ แต่ไม่ได้เปิดให้เข้าชมสาธารณะ แล้วเพราะแฟนคลับชอบแวะเวียนมารบกวนเวลาส่วนตัวของเขาทำให้เขามีบ้านหลัก ๆ อยู่อีก 2 แห่งคือ ในเมืองโลเวลล์ เขตเมนตะวันตก แต่พอหน้าหนาวก็จะย้ายไปบ้านในรัฐฟลอริดาบนเกาะส่วนตัวที่ชื่อเคซีย์คีย์

ดังนั้นเดอร์รี จึงเขียนมาจากความทรงจำส่วนตัวเกี่ยวกับเมืองเหล่านี้ที่เขาเคยอาศัยอยู่ คิงเลือกชื่อ “เดอร์รี” เพราะฟังง่าย สะกดง่าย เวลาออกเสียงจะนุ่มนวลแต่แฝงความลี้ลับ โดยทั่วไปแล้วเขามักจะตั้งชื่อเมืองที่สื่อถึงความลึกลับ หลอน โศกเศร้าแต่ไม่ตรงไปตรงมา เช่น Castle Rock, Jerusalem’s Lot แต่ในมุมของเดอร์รี คิงเล่าว่า “มันคือสัญลักษณ์ของเมืองที่ซ่อนความชั่วร้าย แม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่รุนแรงและสยดสยองมาก ทุกมุมเมืองเต็มไปด้วยความลับ”

เดอร์รี เป็นหนึ่งในสามเมืองอาถรรพ์สมมติในจักรวาลสตีเฟน คิง เขาใช้แลนด์มาร์คต่าง ๆ ของสถานที่จริงเพื่อสร้างรัฐเมนในจักรวานคู่ขนาน และจินตนาการถึงประวัติศาสตร์เมืองว่ามันเคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างในเดอร์รี อันเป็นภาพแทนของสิ่งที่สหรัฐกำลังเผชิญอยู่ในแต่ละช่วงเวลา

แต่นอกจากจะปรากฎในนิยาย IT (1986) แล้ว เดอร์รี่ ยังเป็นฉากหลังหลักในนิยายเรื่องอื่น ๆ ของคิงด้วย คือ Insomnia (1994) เล่าเหตุการณ์หลังยุค IT เมื่อชายชรานอนไม่หลับและเห็นออร่าประหลาด, Dreamcatcher (2001) เอเลี่ยนบุกโลกมาโผล่ใน เดอร์รี และทำลายล้างเมืองครั้งใหญ่, Bag of Bones (1998) ช่วงต้นเล่มตัวเอกใช้ชีวิตในเมืองเดอร์รี่ก่อนจะย้ายไปเมืองอื่น, ในนิย้าย 11/22/63 (2011) ตัวเอกย้อนเวลามาในเมืองนี้ปี 1958 และพบกับแก๊งเด็กในนิยาย IT ด้วย, Fair Extension (2010) เรื่องสั้นในรวมเรื่อง Full Dark, No Stars ตัวเอกทำสัญญากับปีศาจในเมืองนี้

เดอร์รีปรากฏหรือถูกพูดถึงในเล่มอื่น ๆ ด้วย เช่น Pet Sematary (1983) มีป้ายบอกทางไปเมืองเดอร์รี่, The Running Man (1982) ฉากสุดท้ายของเรื่องเกิดขึ้นที่สนามบินในเมืองเดอร์รี่, The Tommyknockers (1987): ตัวละครขับรถผ่านเมืองเดอร์รี่ และบอกว่ารู้สึกถึงความชั่วร้าย แถมมองเห็นตัวตลกโผล่มาจากท่อระบายน้ำ), Misery (1987) พูดถึงเมืองนี้ในฐานะสถานที่ใกล้เคียง, Secret Window, Secret Garden (1990) ตัวเอกอาศัยอยู่ในเมืองเดอร์รี่

อย่างไรก็ตามเดอร์รีเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ สตีเฟน คิง จึงไม่ค่อยปรากฏในงานของนักเขียนคนอื่นอย่างเป็นทางการ ยกเว้น…คนในครอบครัว อาทิ ในนิยาย NOS4A2 และ Horns ของ โจ ฮิลล์ ลูกชายของคิง มีการอ้างอิงถึงเมืองเดอร์รี ในแผนที่เมืองลึกลับและบทสนทนาซึ่งเป็นการเชื่อมจักรวาลของพ่อเข้ามาไว้ด้วยกัน, ในนิยาย One on One (1993) ทาบิธา คิง ภรรยาของสตีเฟนมีการกล่าวถึงเมืองนี้ โดยเธอขอบคุณสามีในคำท้ายบทที่อนุญาตให้ใช้ชื่อเมืองนี้ ในซีรีส์ Haven ที่ดัดแปลงมาจากเรื่อง The Colorado Kid ของคิง มีการพูดถึงเมืองเดอร์รีบ่อยครั้ง

ประวัติศาสตร์ของ Derry เต็มไปด้วยเลือดและความตาย ซึ่งเกิดจากการตื่นของ “IT” ทุก ๆ 27 ปี เหตุการณ์สำคัญในไทม์ไลน์นิยายและซีรีส์มีดังนี้

ยุคดึกดำบรรพ์: สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว (It) ตกลงมายังโลก ณ จุดที่ตั้งของเมือง (เพนนีไวส์จึงเป็น สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติจากนอกจักรวาล (macroverse))

1715-1740s: ผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรกกว่า 300 คนหายสาบสูญไร้ร่องรอย

1906 (หรือ 1908 ในซีรีส์): เหตุการณ์ Kitchener Ironworks Explosion โรงงานเหล็กระเบิดในวันเทศกาลล่าไข่อีสเตอร์ คร่าชีวิตเด็กไปจำนวนมาก

1929 (หรือ 1935 ในซีรีส์): เหตุการณ์ Bradley Gang Shootout ชาวเมืองรุมยิงสังหารหมู่กลุ่มโจรแบรดลีย์กลางเมืองอย่างโหดเหี้ยม

1930 (หรือ 1962 ในซีรีส์): เหตุการณ์ The Black Spot กลุ่มเหยียดผิว (KKK/Legion of White Decency) เผาคลับของคนผิวดำ

1957 (ในนิยาย): ยุคที่จอร์จี้ (น้องชายบิล) ถูกฆ่า และแก๊งขี้แพ้รวมตัวกันสู้กับ IT

1985 (ในนิยาย): เกิดพายุใหญ่และน้ำท่วมเมืองครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดจบของ It และเมืองบางส่วนพังทลายลง

แลนด์มาร์คสำคัญ

The Barrens (ทุ่งร้าง): พื้นที่รกร้างริมแม่น้ำ Kenduskeag ซึ่งเป็นที่เล่นของเด็ก ๆ แก๊งขี้แพ้ และเป็นทางเข้าสู่รังของ IT

The Standpipe: แท็งก์น้ำขนาดใหญ่สีขาว (ในเรื่องมีเด็กจมน้ำตายและมีวิญญาณสิง) ถอดแบบจาก Thomas Hill Standpipe ในเมืองบังกอร์ ของจริง

The Canal (คลอง): คลองระบายน้ำที่ไหลผ่านเมือง ซึ่ง เพนนีไวส์ ใช้เดินทางและล่อลวงเหยื่อ

Paul Bunyan Statue: รูปปั้นพอล บันยัน ยักษ์ตัดไม้ถือขวาน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง (ของจริงก็มีตั้งอยู่ที่มืองบังกอร์)

29 Neibolt Street: บ้านร้างที่แก๊งขี้แพ้ไปเผชิญหน้ากับ เพนนีไวส์ ครั้งแรก

Derry Public Library: ห้องสมุดเมืองซึ่งในซีรีส์มีทางลับเชื่อมไปยังประวัติศาสตร์มืดของเมือง

Duck and Cover

จุดเริ่มต้นและบริบททางประวัติศาสตร์สงครามเย็น คือ “Duck and Cover” เป็นวิธีปฏิบัติและแบบฝึกซ้อมเพื่อการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (Civil Defense) ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1950 ของสหรัฐอเมริกา อันเป็นยุคสงครามเย็น (Cold War) ที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่โซเวียตประสบความสำเร็จในการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกในปี 1949 ทำให้ชาวอเมริกันเกิดความวิตกกังวลต่อสงครามนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงริเริ่มโครงการเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียน เกี่ยวกับวิธีเอาตัวรอดหากเกิดการโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูแบบกะทันหัน

ภาพยนตร์และการ์ตูน “Bert the Turtle”: เครื่องมือสำคัญในการสื่อสารเรื่องนี้คือภาพยนตร์สั้นชื่อ “Duck and Cover” ที่ออกฉายในปี 1951 โดยมีตัวเอกเป็นเต่าการ์ตูนชื่อ “เบิร์ต” ในเรื่อง เบิร์ตจะรีบมุดหัวและขาเข้าไปในกระดองทันทีที่เห็นลิงจุดประทัดใส่ ภาพยนตร์นี้สอนให้เด็ก ๆ ทำตามเบิร์ตเมื่อเห็นแสงวูบวาบจากการระเบิด คือให้รีบ “มุด” (Duck) ลงใต้โต๊ะหรือกำแพง และ “กำบัง” (Cover) ศีรษะและลำคอด้วยมือ เพื่อป้องกันอันตรายจากความร้อนและแรงระเบิดในเบื้องต้น

ผลลัพธ์และสิ่งที่หลงเหลือในปัจจุบัน: ในยุคนั้นมีการถกเถียงกันถึงประสิทธิภาพของวิธีนี้ โดยฝ่ายวิจารณ์มองว่ามันเป็นการสร้างความมั่นใจหลอก ๆ (Psychological reassurance) เพราะโต๊ะเรียนคงไม่สามารถกันแรงระเบิดนิวเคลียร์จริง ๆ ได้ แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญบางส่วนระบุว่า หากอยู่นอกรัศมีการทำลายล้างสูงสุด วิธีนี้อาจช่วยลดการบาดเจ็บจากเศษวัสดุและความร้อนได้จริง ปัจจุบัน “Duck and Cover” กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวาดระแวงในยุคสงครามเย็น และมักถูกนำมาล้อเลียนในวัฒนธรรมป๊อปว่าเป็นวิธีรับมือภัยพิบัติที่ดูไร้เดียงสาและน่าขัน...

อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าจนบัดนี้ผ่านไป 80 ปี ในโลกชั่วร้ายนี้ มีเพียงสหรัฐที่เคยเอานิวเคลียร์ไปผลาญคร่าชีวิตคนเป็นเบือจริง ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงอันต่ำทราม และเป็นอเมริกาอีกนั่นเองที่สร้างภาพในนามพี่เบิ้มผู้รักษาสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ

Nose Art

ศิลปะบนจมูกเรือบิน คือการเพนต์ลวดลายตกแต่งบริเวณส่วนหน้าของลำตัวเครื่องบินทหาร ซึ่งมักจะเป็นรูปภาพหรือข้อความที่สื่อถึงเอกลักษณ์ของนักบินหรือลูกเรือ โดยเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นศิลปะพื้นบ้าน (Folk Art) แขนงหนึ่งที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ศิลปินส่วนใหญ่มักเป็นลูกเรือที่มีฝีมือทางศิลปะ หรือศิลปินสมัครเล่นในกองทัพ

จุดประสงค์หลักของ Nose Art คือการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหาร ทำหน้าที่คล้ายแม่ย่านางเพื่อให้แคล้วคลาดปลอดภัย ช่วยให้ผ่อนคลายจากความเครียดในยามสงคราม และสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่คณะ ลวดลายที่นิยมใช้มักเป็นรูปหญิงสาว (Pin-up girls) ตัวการ์ตูน สัตว์ดุร้าย หรือสัญลักษณ์นำโชคต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งก็แฝงไปด้วยอารมณ์ขัน หรือความประชดประชันต่อสถานการณ์สงคราม แม้ว่าในทางทหารจะมีการกำหนดระเบียบแบบแผน แต่ในทางปฏิบัติผู้บังคับบัญชามักจะอนุโลมให้มีการวาดลวดลายเหล่านี้ได้ ตราบใดที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีจนเกินไป

จุดเริ่มต้น: การเพนต์เครื่องบินเริ่มแรกสุดเกิดขึ้นโดยนักบินอิตาลีและเยอรมัน ในปี 1913 โดยวาดเป็นรูปสัตว์ประหลาดทางทะเล, ฉลามปากกว้าง: ลวดลาย “ปากฉลาม” (Shark mouth) ที่โด่งดังบนเครื่องบิน P-40 ของหน่วย Flying Tigers นั้น แท้จริงแล้วได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องบินรบของเยอรมัน (Luftwaffe), ดิสนีย์ก็มา: ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ศิลปินจากวอลต์ ดิสนีย์ ได้ออกแบบตราสัญลักษณ์ให้กับหน่วยงานทหารกว่า 1,200 แบบ ซึ่งหลายแบบถูกนำไปใช้เป็น Nose Art

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีข้อสังเกตว่า ยิ่งฝูงบินประจำการอยู่ “ไกลจากแผ่นดินใหญ่” หรือไกลจากหูตาผู้บังคับบัญชามากเท่าไหร่ รูปวาดผู้หญิงบนเครื่องบินก็จะยิ่ง “ใส่น้อยชิ้น” มากขึ้นเท่านั้น (บางลำถึงขั้นเปลือยอก) เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารที่คิดถึงบ้าน อย่างไรก็ตามชื่อนักบินที่เพนต์บนเครื่อง ไม่ได้แปลว่าเขาบินลำนั้นทุกวัน แต่มักจะเพนต์ชื่อหัวหน้าฝูงบินหรือคนที่ไปออกรบจริง ส่วนนักบินทั่วไปจะหมุนเวียนกันขับลำไหนก็ได้ ด้วยกฎระเบียบในปัจจุบัน: กองทัพอากาศสหรัฐฯ เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับ Nose Art โดยต้องเป็นภาพที่สุภาพ ไม่โป๊เปลือย และมีความเป็นกลางทางเพศ

มนุษย์ดาวอังคาร

วัฒนธรรมตะวันตกผูกพันกับแนวคิดที่ว่า “มนุษย์ต่างดาวนั้นเป็นชาวดาวอังคาร (Martians)” สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีจุดเริ่มต้นมาจาก “ความเข้าใจผิดทางภาษา” ผสมกับ “จินตนาการทางวิทยาศาสตร์” และจุดเริ่มต้นของมันเกิดจากความผิดพลาดเรื่อง คลองส่งน้ำ อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นในปี 1877 เมื่อ จิโอวานนี สเคียปาเรลลี นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ส่องกล้องดูดาวอังคารและเห็น “เส้นสาย” พาดผ่านบนพื้นผิว เขาบันทึกสิ่งที่เห็นเป็นภาษาอิตาลีว่า “Canali” ซึ่งแปลว่า “ร่องน้ำ” หรือ “ช่องทาง” ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ภายหลังคำนี้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Canals (คลองขุด)” ซึ่งคำนี้ในภาษาอังกฤษหมายถึง “คลองขุด” อันเป็นฝีมือของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา

เพอร์ซิวัล โลเวลล์ นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันผู้ร่ำรวย เชื่อเรื่อง “คลองขุด” นี้อย่างฝังใจ เขาถึงขั้นสร้างหอดูดาวเพื่อทำแผนที่ดาวอังคาร และเขียนหนังสือหลายเล่มโปรโมตทฤษฎีว่า “ดาวอังคารมีอารยธรรมที่กำลังจะตาย และกำลังขุดคลองยักษ์เพื่อดึงน้ำจากขั้วโลกมาใช้” แนวคิดนี้จุดประกายให้คนทั่วโลกเชื่อว่า “มีวิศวกรอยู่บนดาวอังคาร” อีกหนึ่งแนวคิดที่ทำให้ความคิดนี้ฝังหัว มาจากอิทธิพลของนิยายของเอช จี เวลลส์ เรื่อง War of the Worlds (1898) เขาได้หยิบทฤษฎีของโลเวลล์ มาต่อยอดเล่าเกี่ยวกับสงครามระหว่างพิภพ โดยจินตนาการว่า ชาวดาวอังคารไม่ได้แค่อยู่บนดาวของพวกมันเฉย ๆ แต่พวกมันกำลังหนีจากดาวที่แห้งแล้งและจ้องจะมายึดโลก ซึ่งภายหลังกลายเป็นความเชื่อที่ว่าแท้จริงแล้วชาวดาวอังคารมาอยู่บนโลกแล้ว และพวกมันอยู่ล้อมรอบตัวเรา แต่เราไม่รู้ว่าใครบ้างคือมนุษย์ดาวอังคาร

แต่เหตุการณ์ที่แตกแตนที่สุดคือ กรณีตื่นตระหนกจากวิทยุ ในปี 1938 เมื่อผู้กำกับหนัง ออร์สัน เวลส์ ได้นำนิยาย The War of the Worlds มาทำเป็นละครวิทยุ โดยจัดฉากให้เหมือนการรายงานข่าวสดว่า “มียานจากดาวอังคารตกลงที่นิวเจอร์ซีย์” ผู้ฟังจำนวนมากที่เปิดมาไม่ทันฟังตอนต้น เข้าใจผิดว่ามีการบุกจริง จนเกิดความโกลาหล เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่า ลึก ๆ แล้วผู้คนในยุคนั้นพร้อมที่จะเชื่อว่าการบุกจากดาวอังคารเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ทำไมไม่ใช่ดาวดวงอื่น? ทำไมหวยถึงมาออกที่ดาวอังคาร ไม่ใช่ดาวศุกร์หรือพฤหัส? เพราะแม้ดาวศุกร์จะอยู่ใกล้และขนาดเท่าโลก แต่ในยุคก่อน เรามองไม่เห็นพื้นผิวเพราะเมฆหนามาก ถึงขนาดนักวิทย์ยุคนั้นเคยเดาว่าใต้เมฆคือป่าดงดิบหรือหนองน้ำ แต่ต่อมาเราพบว่ามันร้อนนรกแตกและเต็มไปด้วยกรด ความหวังจึงดับไป ส่วนดาวพฤหัสหรือเสาร์ เป็นก๊าซ ไม่มีพื้นผิวแข็งให้อยู่ได้อาศัย และดวงจันทร์ ก็อยู่ใกล้โลกเกินไป จนเราส่องกล้องเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่ามันว่างเปล่า

มนุษย์ดาวอังคาร ถูกแปะป้ายเป็นศัตรูผู้รุกรานที่ฉลาดล้ำ

จุดพีคเกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น อันเป็นไทม์ไลน์ของซีรีส์นี้ เมื่อโลกเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐกำลังฟาดฟันกับพวกคอมมิวนิสต์สีแดง ผู้คนถูกฝังหัวหลอกหลอนว่าพวกแดงเหล่านี้มีแนวคิดผิดมนุษมนา นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950s เป็นต้นมาอันเป็นยุคทองของหนังไซไฟบุกโลก และเป็นยุคที่ความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ (Red Scare) ในอเมริกากำลังพุ่งถึงขีดสุด

เอเลี่ยนต่างดาว พวกดาวอังคาร จึงถูกเปรียบกับคอมมิวนิสต์ แฝงนัยยะทางการเมือง (Political Allegory) ที่ชัดเจนมาก ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ ดาวอังคารเป็นดาวสีแดง เช่นเดียวกับคอมมิวนิสต์เป็นภัยสีแดงที่ใช้ดาวแดงเป็นสัญลักษณ์ ความเชื่อมโยงนี้เรียบง่ายและทรงพลังมากในสื่อบันเทิง การให้ศัตรูมาจาก “ดาวสีแดง” จึงเป็นการสื่อถึง “สหภาพโซเวียต/พวกผีคอม/พวกคอมมี่” ได้โดยไม่ต้องเอ่ยชื่อตรง ๆ

การแทรกซึมและบ่อนทำลาย (Infiltration & Subversion) คือธีมที่ฮิตที่สุดในยุคนั้น ชาวอเมริกันสมัยนั้นหวาดระแวงว่าจะมี “สายลับรัสเซีย” ปะปนอยู่กับคนทั่วไป เพื่อนบ้านที่ดูใจดีอาจเป็นคอมมิวนิสต์ที่แฝงตัวมาบ่อนทำลายชาติ ในหนังไซไฟพวกเอเลี่ยนมักจะไม่ได้มาแบบยานรบโต้ง ๆ แต่จะมาในรูปแบบ “การเข้าสิง” หรือ “การปลอมตัวเป็นมนุษย์” (เช่นในหนัง Invaders from Mars หรือ Invasion of the Body Snatchers) นัยยะศัตรูอยู่ท่ามกลางพวกเรา (The Enemy Within) เหมือนกับความกลัวว่าคนข้างบ้านเป็นคอมมิวนิสต์ และความเชื่อนี้ยังคงถูกส่งต่อมาจนปัจจุบันเมื่อพวกเขาไม่ไว้ใจจีน

การสูญเสียความเป็นปัจเจก (Loss of Individuality) ค่านิยมอเมริกันยกย่องความเป็นอิสระ (Freedom) และความเป็นปัจเจกชน (Individualism) อเมริกันมองว่าคอมมิวนิสต์คือการทำให้ทุกคนเหมือนกันหมด ไร้ความคิดสร้างสรรค์ เป็นแค่ฟันเฟืองของรัฐ (Collectivism) ในหนังไซไฟพวกเอเลี่ยนมักจะมีลักษณะเป็น “Hive Mind” (จิตรวมหมู่) คือไม่มีความคิดของตัวเอง ทำตามคำสั่งนางพญา หรือไร้อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นภาพสะท้อนสิ่งที่อเมริกันกลัวว่าจะเกิดขึ้นหากถูกคอมมิวนิสต์ครอบงำ

แต่สิ่งนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในวัฒนธรรมป๊อป ในซีรีส์จงใจเล่าไทม์ไลน์ในปี 1962 อันเป็นปีกำเนิดของการ์ดสะสมสุดโหด Mars Attacks ผลิตโดยบริษัท Topps เรื่องราวบนการ์ดเล่าถึงการบุกรุกโลกของมนุษย์จากดาวอังคารที่มีรูปลักษณ์เป็นโครงกระดูกหัวโตและสมองปูดโปน มาพร้อมกับความโหดร้ายทารุณ การ์ดชุดนี้โด่งดังและอื้อฉาวมากในยุคนั้นเพราะภาพวาดที่แสดงความรุนแรง เลือดสาด และความสยดสยอง เกินกว่าจะเป็นของเล่นเด็ก จนเกิดกระแสต่อต้านจากผู้ปกครอง แต่ความอื้อฉาวนี้เองที่ทำให้มันกลายเป็นของสะสมระดับตำนานและเป็นที่ต้องการของนักสะสมมาจนปัจจุบัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปี 1996 ผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน ได้นำการ์ดชุดนี้มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน ซึ่งกลายเป็นเวอร์ชันที่คนทั่วโลกรู้จักดีที่สุด หนังนำเสนอในสไตล์ “ตลกร้ายและล้อเลียนหนังไซไฟเกรดบียุค 50s” อย่างเจ็บแสบ โดยขนทัพนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูดมาร่วมแสดง และมาตายกันอย่างบ้าคลั่ง เนื้อเรื่องยังคงเอกลักษณ์ความโหดมันฮาของเอเลี่ยนหัวโตที่ไล่ยิงมนุษย์จนเละเทะ ก่อนที่มนุษย์จะค้นพบจุดอ่อนสุดเพี้ยนของพวกมัน (ซึ่งในหนังคือเพลงแนวคันทรีของ Slim Whitman ที่ทำให้หัวพวกมันระเบิด)

ปัจจุบัน Mars Attacks ได้กลายเป็นหนังคัลท์คลาสสิก ผลงานขึ้นหิ้งที่แม้จะไม่ฮิตถล่มทลายในตอนที่เข้าฉาย แต่มีกลุ่มแฟนเดนตายเหนียวแน่นหนึบ มันถูกขยายจักรวาลไปสู่หนังสือการ์ตูน, วิดีโอเกม, และของเล่นมากมาย ดีไซน์ของมนุษย์ดาวอังคารในเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่ชัดเจนที่สุดเมื่อพูดถึงเอเลี่ยนในวัฒนธรรมป๊อปแบบย้อนยุค

โลนแรงเจอร์

ในซีรีส์จะมีอยู่แว่บหนึ่งที่คนดูจะเห็นหุ่นโมเดลที่ถูกทิ้งไว้บนหอคอยอ่างเก็บน้ำ มันคือหุ่นที่มาจากเรื่อง The Lone Ranger ที่ปรากฎครั้งแรกในรูปแบบรายการซีรีส์ทางวิทยุเมื่อปี 1933 ก่อนจะกลายเป็นเป็นหนังชุดในปี 1938-1940 และซีรีส์สุดป๊อปทางทีวีในปี 1949-1957 กลายเป็นการ์ตูนแล้วกลับมาฮิตอีกครั้งในปี 1961 ก่อนที่จะกลายเป็นหนังการ์ตูนในช่วง 1966-1968 แล้วมีการข้ามจักรวาลกับทาร์ซานในยุคต้น 1980 มีฉบับหนังโรงในปี 1958, 1981 แต่ก็มาพินาศเอาในฉบับรีเมคเมื่อปี 2013 โดยทีมสร้าง Pirates of the Caribbean ที่หวังจะพลิกคาแร็คเตอร์ของ จอห์นนี เดปป์ ด้วยบทชนพื้นเมืองข้างกายฮีโร่ แต่หนังเจ๊งยับเป็นอันดับ 3 สูงสุดตลอดกาล ขาดทุนสูงถึง 190 ล้านเหรียญ

ถึงจะเจ๊งในยุคเรา แต่มันดังมากในช่วงยุค 50-70s แม้มันจะเป็นตัวละครที่เป็นสัญลักษณ์ถึงความกล้าหาญ ความยุติธรรม และเป็นฮีโร่ในสายตาของเด็กอเมริกันยุคกลางศตรวรรษ แต่ในโลกของ IT ฮีโร่ไม่เคยมีอยู่จริง และเด็ก ๆ ถูกทำลายความไร้เดียงสาลง ฟิกเกอร์นี้ปรากฎเป็นตัวเล็ก ๆ นั่งอยู่บนปากขวดเบียร์อย่างน่าอนาถลดทอนความเป็นฮีโร่ลงเหลือเพียงของเล่นที่ไร้พลัง มันคือสัญลักษณ์ของความทรงจำจากอดีตที่ซีรีส์ใช้เป็นวัตถุวัยเด็กเพื่อแสดงถึงอดีตที่ยังคงตามมาหลอกหลอน ฮีโร่สวมหน้ากากอีกนัยยะหนึ่งคือตัวละครที่ซ่อนตัวตนที่แท้จริง

เนื้อหาของ The Lone Ranger โดยรวมเป็นเรื่องราวของ จอห์น รี้ด อดีตทนายหรือบางเวอร์ชั่นเป็นผู้รักษากฎหมายที่รอดชีวิตมาเพียงคนเดียวหลังจากกลุ่มผู้รักษากฎหมายถูกซุ่มโจมตีจนตายเกลี้ยง เขาถูกชายพื้นเมืองชื่อทอนโทพบแล้วช่วยชีวิตเอาไว้ เมื่อจอห์นฟื้นเขาพบว่าพี่ชายและเพื่อน ๆ ถูกสังหารหมดเขาจึงตัดสินใจสวมหน้ากากเพื่อปิดบังตัวตน และใช้ชื่อว่า โลนแรงเจอร์ จากนั้นเขาและทอนโทก็ร่วมกันทำภารกิจปราบอาชญากรและปกป้องผู้บริสุทธิ์ไปทั่วแดนตะวันตก

ความสัมพันธ์กับชนพื้นเมืองอเมริกาในความเป็นจริง

The Lone Ranger เป็นเรื่องราวในโลกฮอลลีวูดที่สร้างภาพคนดีของพวกอเมริกันชนล้างสมองคนทั่วโลก ทว่า “ความจริงทางประวัติศาสตร์” โหดเหี้ยมกว่านั้นมาก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปกลุ่มแรกกับชนพื้นเมือง (Native Americans) นั้นซับซ้อน แต่บทสรุปสุดท้ายคือ “การรุกรานและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide)”

ในช่วงแรกสุดที่คนขาวมาถึง เช่น ที่เจมส์ทาวน์ หรือพลีมัธ พวกเขาทำอะไรไม่เป็นเลย ปลูกพืชเมืองหนาวไม่ได้ และกำลังจะอดตาย ชนพื้นเมืองบางเผ่า เช่น Wampanoag ยื่นมือเข้ามาช่วยสอนวิธีปลูกข้าวโพดและหาอาหารให้ แต่ความช่วยเหลือนี้ไม่ได้เกิดจากมิตรภาพอันดื่มด่ำ แท้จริงคือการเมืองเมื่อชนพื้นเมืองบางกลุ่มต้องการพันธมิตรที่มีอาวุธปืนเพื่อไปคานอำนาจกับเผ่าศัตรู ทว่าทันทีที่คนขาวตั้งตัวได้ เริ่มมีจำนวนมากขึ้น พวกคนขาวก็เริ่มต้องการครอบครองดินแดนเพิ่ม อันเป็นจุดเริ่มต้นของการทรยศในประวัติศาสตร์จริงของแผ่นดินอเมริกา

ไม่เท่านั้นก่อนการยิงสังหารหมู่ชนพื้นเมืองเป็นเบือ สิ่งที่ผลาญคร่าชีวิตพวกพื้นเมืองกว่า 90% คือเชื้อโรค คนขาวนำไข้ฝีดาษ (Smallpox), ไข้หวัดใหญ่ และหัด เข้ามา ซึ่งชนพื้นเมืองไม่มีภูมิต้านทานเลย มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าในบางกรณีมีการจงใจแพร่เชื้อนี้ เช่น มอบผ้าห่มที่ปนเปื้อนเชื้อฝีดาษจากโรงพยาบาลให้เป็นของขวัญพวกพื้นเมืองเพื่อให้โรคระบาดในเผ่า

แนวคิดเรื่อง “กรรมสิทธิ์ที่ดิน” ของสองฝ่ายต่างกันสิ้นเชิง ชนพื้นเมืองมองว่าที่ดินเป็นของส่วนรวม แต่คนขาวมองว่าต้องล้อมรั้วและครอบครอง ในบางยุค รัฐบาลท้องถิ่นมีการตั้งค่าหัว (Scalp Bounties) ให้รางวัลแก่คนที่นำหนังศีรษะของชนพื้นเมืองมาขึ้นเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือเด็ก เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นองเลือดหลายครั้ง เช่น Wounded Knee Massacre หรือ Sand Creek Massacre ที่ทหารเข้าโจมตีค่ายที่ส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิงและเด็ก แล้วฆ่าทิ้งอย่างทารุณ

การกลืนชาติ (Cultural Genocide) ด้วยวลี “Kill the Indian, Save the Man” พวกคนขาวสร้างโรงเรียนประจำ (Residential Schools) โดย รัฐบาลสหรัฐฯ และแคนาดาใช้นโยบายบังคับพรากเด็กชนพื้นเมืองจากพ่อแม่ ส่งเข้าโรงเรียนประจำทางศาสนา เด็ก ๆ ถูกตัดผมสั้น อันเป็นการทำลายวัฒนธรรมชาวพื้นเมือง, ห้ามพูดภาษาถิ่น, ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นฝรั่ง, ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทำร้ายร่างกาย, และถูกฝังหัวว่าวัฒนธรรมของตัวเขาเองนั้นป่าเถื่อน เป้าหมายคือการทำให้เด็กเหล่านี้เกลียดรากเหง้าตัวเองและกลายเป็น “คนขาวผิวแดง”

ในหนังแนวบุกเบิกตะวันตกยุคเก่า (Western Movies) ฮอลลีวูดต้องการสร้างความชอบธรรมให้คนขาว (Manifest Destiny) ว่าการยึดครองอเมริกานั้นถูกต้องแล้ว จึงสร้างภาพให้คนขาวเป็นฮีโร่คาวบอย และชนพื้นเมืองเป็น “คนเถื่อน” ที่ดุร้ายและสมควรถูกปราบ ขณะที่ในหนังยุคกลาง (Revisionist) พวกเขาเริ่มรู้สึกผิด เลยสร้างภาพแนว Pocahontas หรือ Dances with Wolves ที่ดูปรองดองหรือมี “คนขาวผู้ใจบุญ” (White Savior) เข้ามาช่วย

แต่หลังจากช่วงปี 1970 เมื่ออเมริกาเริ่มแสวงหาสันติภาพในการอยู่ร่วมกัน ฮอลลีวูดก็มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่กล้านำเสนอความจริงอันโหดร้าย (Brutal Truth) เกี่ยวกับการกระทำของรัฐบาลและชาวอเมริกันต่อชนพื้นเมือง ผู้สร้างเริ่มหันมาเล่าประวัติศาสตร์ในมุมที่ถูกต้องและให้ความเป็นธรรมกับชนพื้นเมืองมากขึ้น อาทิ

SOLDIER BLUE | Official 4K Restoration Trailer | STUDIOCANAL

Soldier Blue (1970)

เหตุการณ์จริง: การสังหารหมู่ที่แซนด์ครีก (Sand Creek Massacre) ในปี 1864 ซึ่งทหารสหรัฐฯ กว่า 700 นาย บุกโจมตีหมู่บ้านชาวไชแอนน์และอาราปาโฮที่สงบสุข ฆ่าและชำแหละศพผู้คนกว่าร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ผู้หญิงและเด็ก

ความโหดร้ายในหนัง: หนังเรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงอย่างมากในยุคนั้น เพราะกล้าฉายภาพความป่าเถื่อนของทหารม้าสหรัฐฯ อย่างโจ่งแจ้ง มีฉากทหารข่มขืนผู้หญิง ตัดอวัยวะ และฆ่าเด็ก ซึ่งผู้กำกับตั้งใจทำออกมาให้คนดูรู้สึกสะอิดสะเอียนเพื่อประณามสงครามเวียดนามไปในตัวด้วยในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

Little Big Man (1970) trailer

Little Big Man (1970)

เหตุการณ์จริง: การสังหารหมู่ที่แม่น้ำวอชิตา (Battle of Washita River)

ความโหดร้ายในหนัง: เป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่กล้าพลิกบทบาทให้ นายพลคัสเตอร์ วีรบุรุษสงครามของอเมริกา กลายเป็นคนบ้าอำนาจและโหดเหี้ยมที่สั่งฆ่าคนบริสุทธิ์

Bury my heart at Wounded Knee (2007)- Little Big Horn

Bury My Heart at Wounded Knee (2007)

เหตุการณ์จริง: สร้างจากหนังสือสารคดีชื่อดังที่เปิดโปงประวัติศาสตร์เลือด โดย ดี บราวน์ ครอบคลุมหลายเหตุการณ์ โดยมีจุดพีคคือ การสังหารหมู่ที่วูนเด็ดนี (Wounded Knee Massacre) ปี 1890 ที่ทหารสหรัฐฯ กราดยิงใส่ชาวลาโคตา (Sioux) จนเสียชีวิตเกือบ 300 ศพ ทั้งที่พวกเขาถูกปลดอาวุธแล้ว

ความโหดร้ายในหนัง: หนังฉายภาพความสิ้นหวัง การถูกบังคับให้ทิ้งวัฒนธรรม การถูกโกงที่ดิน และฉากสุดท้ายที่ทหารกราดยิงปืนใหญ่ใส่กลุ่มคนที่ไม่มีทางสู้จนศพเกลื่อนทุ่งหิมะ เป็นภาพที่สะเทือนใจและหดหู่มาก

Hostiles (2017)

เหตุการณ์จริง: แม้ตัวละครจะเป็นเรื่องแต่ง แต่ฉากหลังอิงจากความขัดแย้งปลายศตวรรษที่ 19

ความโหดร้ายในหนัง: หนังเรื่องนี้พยายามฉายภาพว่าความโหดร้ายเกิดขึ้นจากทั้งสองฝั่ง แต่ฉากเปิดเรื่องที่ชนพื้นเมือง (เผ่า Comanche) บุกฆ่าครอบครัวคนขาวอย่างทารุณ และฉากที่ทหารสหรัฐฯ ปฏิบัติต่อเชลยชนพื้นเมืองอย่างเลวร้าย ก็แสดงให้เห็นถึงวัฏจักรความเกลียดชังที่สมจริงและดิบเถื่อนมาก

Killers of the Flower Moon — Official Trailer | Apple TV

Killers of the Flower Moon (2023)

เหตุการณ์จริง: หนังฟอร์มยักษ์ล่าสุดของ Martin Scorsese ที่ตีแผ่ความโลภอันน่ารังเกียจ คดีฆาตกรรมชาวโอเสจ (Osage Indian Murders) ในยุค 1920s เมื่อชนเผ่าโอเสจร่ำรวยจากการขุดพบน้ำมัน คนขาวจึงวางแผนแต่งงานกับหญิงในเผ่าและทยอย “ฆ่าล้างครัว” เพื่อฮุบมรดก

ความโหดร้ายในหนัง: ความน่ากลัวของเรื่องนี้ไม่ใช่ฉากสงคราม แต่คือ “ความเลือดเย็น” ของคนขาวที่เข้ามาตีสนิท ทำตัวเป็นครอบครัว แต่แอบวางยาพิษและลอบสังหารคนในครอบครัวตัวเองอย่างช้า ๆ เพื่อเงิน

ซีรีส์ IT: Welcome to Derry ยังมีรายละเอียดอีกมาก อันที่จริงจนถึงบรรทัดนี้รายละเอียดเหล่านี้ยังไม่ถึงครึ่งของที่ปรากฎในอีพีแรกเลยด้วยซ้ำ ยังมีอีกครึ่งหนึ่งที่เราขอยกยอดไปคราวหน้า โปรดติดตาม