1721955

ตอนแรกตั้งใจจะเขียน IT ต่อจากสัปดาห์ก่อน แต่มีอันต้องขอแทรกคิว PLUR1BUS อีกรอบ เพราะตอนนี้เราคลั่งมาก ๆ และขอยกให้เป็นซีรีส์อันดับหนึ่งแห่งปี ซึ่งล่าสุดเวทีลูกโลกทองคำได้ประกาศโผผู้เข้าชิงแล้ว PLUR1BUS เป็นซีรีส์ที่ได้ชิงสาขาซีรีส์ยอดเยี่ยมกับสาขานักแสดงนำหญิงซีรีส์ยอดเยี่ยม (รีอา ซีฮอร์น) ซึ่งจะประกาศผลในวันที่ 11 มกราคม 2026
ความเทพของอีพี 7 ที่เหมือนจะไม่เล่าอะไรเลย แต่มันกลับบอกอะไรเราเยอะมาก ด้วยความรู้สึกที่พลุ่งพล่าน อวลปะทุอยู่ข้างในตลอดเวลา และพีคมากเมื่อถึงฉากจบของอีพีนี้ “The Gap”
ลำพังแค่ชื่อตอน The Gap ก็ตีความหมายได้มากมายสำหรับอีพีนี้ที่มีตัวละครหนึ่งกำลังเดินเท้าอย่างยากลำบากมาหาแครอลนางเอกของเรื่อง ตัวละครนี้ต้องผ่านช่องแคบดาเรียน (Darién Gap) อันนอกจากจะหมายถึงชื่อของอีพีนี้แล้ว คำว่า “Gap” ยังตีความได้หลายความหมาย อาทิ ช่องโหว่ รอยแยก ระยะห่าง ช่องว่างระหว่างกัน ไปจนถึงช่วงเวลาที่ห่างหรือหายจากกันไป ซึ่งอีพีนี้แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลานานเกินเดือนแล้วที่ แครอล ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หลังจากวีรกรรมบางอย่างในอีพีก่อน ๆ นี้ของเธอ

Contemplative Cinema
ทีเด็ดคือเมื่อซีรีส์มีตัวละครหลักเพียงคนเดียวบนโลก อีพีนี้เลยเล่าด้วยกลวิธีที่เรียกว่า Contemplative Cinema คือให้ผู้ชมใคร่ครวญครุ่นคิดจากสิ่งที่ปรากฎในภาพ เป็นแนวทางที่เน้น การมอง-การรอ-การอยู่กับห้วงเวลา มากกว่าจะเล่าเรื่องแบบกระชับ บางทีก็เรียก slow cinema, หรือ cinema of stillness ซึ่งมีคุณสมบัติพื้นฐานเดียวกันคือการใช้ความแช่มช้า ความนิ่งนาน การหน่วงเวลาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างประสบการณ์แก่ผู้ชม
มีการใช้เวลายืดเยื้อ (durational) ช็อตยาว กล้องนิ่ง เคลื่อนช้า ให้ผู้ชมอยู่ร่วมเวลาเดียวกับตัวละครหรือสถานที่นั้น ๆ เพื่อสังเกตพฤติกรรม หรือองค์ประกอบที่ผ่านเข้ามาในแต่ละช็อต การเล่าเรื่องน้อย ๆ (minimal narrative) เรื่องราวบางมาก แทบไม่มีเหตุการณ์สำคัญ เน้นอารมณ์ บรรยากาศ สังเกตชีวิตประจำวัน ความหมายเปิดกว้างให้ผู้ชมตีความ มีความนิ่งช้าให้รู้สึกถึงเวลาและพื้นที่ว่าง (time & space) พูดน้อย สนทนาน้อย ใช้เวลามาก หรือแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เหมือนจะไม่สื่อสาร แต่สื่อสารเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตอนจบของอีพีนี้ที่แทบจะเรียกได้ว่าตะโกนความรู้สึกของแครอลออกมาดังมาก มีการเน้นความรู้สึกทางสุนทรียะมากกว่าโครงเรื่อง ด้วยความงามของเฟรม แสง เสียง ธรรมชาติ กระตุ้นสภาวะสมาธิหรือการครุ่นคิด

ความหมายที่ซ่อนอยู่ในภาพของ Georgia O’Keeffe
ฉากหนึ่งที่สำคัญที่สุดในอีพีนี้คือแครอลขโมยภาพหนึ่งมาจากมิวเซียมเอามาแขวนไว้ที่บ้าน เป็นภาพของศิลปินจริงแทนภาพก๊อปปี้ที่เธอมีอยู่ก่อนแล้ว โดยมิวเซียมแห่งนั้นก็คือ Georgia O’Keeffe Museum (พิพิธภัณฑ์จอร์เจีย โอ’คีฟ) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองซานตาเฟ รัฐนิวเม็กซิโก และอย่างที่เราเคยเล่าไปในบทความก่อนนี้ว่า วินซ์ กิลลิแกน ผู้กำกับกำลังสร้างจักรวาลที่เกี่ยวพันกันในผลงานของเขาเอง มิวเซียมแห่งนี้เคยปรากฎมาแล้วใน อีพี 11 ซีซั่น 3 ของซีรีส์ Breaking Bad ในตอน Abiquiu

ในเรื่องนั้นปรากฎภาพวาดชุด ประตู ของศิลปินหญิง จอร์เจีย โอ’คีฟ ซึ่งครั้งนั้นกิลลิแกนเคยอธิบายเอาไว้ว่า “มันคือการซ้ำเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม ใน Breaking Bad ตัวละครคุยกันถึงงานโอ’คีฟว่าทำไมศิลปินถึงวาดรูปประตูบานเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กันหลายสิบครั้ง ซึ่งในซีรีส์นั้นตอบว่า วัตถุเดิม แต่เปลี่ยนมุมมอง แสง และความรู้สึก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เคยเหมือนเดิม” สิ่งนี้สะท้อนแนวทางของกิลลิแกนที่มักจะใช้สถานที่เดิม หรือนักแสดงชุดเดิม แต่เล่าในมุมใหม่ เช่นเดียวกับใน PLUR1BUS ที่ใช้ รีอา ซีฮอร์น นักแสดงคนเดิมจากซีรีส์ Better Call Saul ของกิลลิแกนเองมาเป็นตัวละครหลักในซีรีส์ล่าสุดนี้ แถมยังพาตัวละครไปซ้ำสถานที่เดิมกับซีรีส์ก่อนหน้านั้น เพื่อเล่าอีกมุมหนึ่ง
มารดาแห่งลัทธิสมัยใหม่อเมริกัน
จอร์เจีย โอ’คีฟ ได้ชื่อว่าเป็น “มารดาแห่งลัทธิสมัยใหม่อเมริกัน” และเป็นหนึ่งในศิลปินที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20 เธอเกิดเมื่อปี 1887 และเสียชีวิตในปี 1986 ด้วยวัย 98 ปี เติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร จากรัฐวิสคอนซิน ร่ำเรียนมาจากสถาบันศิลปะชั้นนำในนิวยอร์ก สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก ในช่วงแรกเธอเบื่อหน่ายต่อการเรียนศิลปะแบบเดิม ๆ ที่เน้นให้วาดภาพเหมือนจริง กระทั่งได้เรียนรู้แนวคิดของ อาร์เธอร์ เวสลีย์ โดว ผู้เน้นแนวคิดว่า “ศิลปะควรเป็นการแสดงออกทางความรู้สึกผ่านเส้น สี และการจัดวางองค์ประกอบ มากกว่าแค่การลอกเลียนแบบธรรมชาติ” อันเป็นแนวคิดที่เปลี่ยนสไตล์การทำงานของโอ’คีฟไปตลอดกาล
“ฉันได้เรียนรู้ว่าฉันสามารถพูดในสิ่งที่ต้องการจะพูดได้…โดยไม่ต้องทำตามขนบแบบแผนเดิม ๆ” — จอร์เจีย โอ’คีฟ
สิ่งที่ปรากฎซ้ำ ๆ ในซีรีส์นี้ก็คือภาพวาดชุดดอกไม้ของเธอ อันเป็นสิ่งที่เธอต่อสู้กับคำวิจารณ์เสมอมาที่มักจะถูกตีความว่ามันคือ “สัญลักษณ์แห่งอิตถีเพศ” แต่เธอมักจะปฏิเสธเสียงแข็งเสมอมาว่า “นั่นเป็นเรื่องที่พวกคุณคิดกันไปเอง…ฉันวาดเพราะฉันรู้สึกว่าฉันต้องวาด ดอกไม้ของฉันคือดอกไม้ ไม่ใช่สัญลักษณ์ทางเพศ… เมื่อผู้คนอ่านสัญลักษณ์ทางเพศเข้าไปในภาพวาดของฉัน พวกเขากำลังพูดถึงเรื่องของตัวเองไม่ใช่ของฉัน”
ภาพสำคัญที่แครอลหิ้วกลับไปที่บ้าน ชื่อ Bella Donna (1939) ไม่ใช่เพียงแค่การวาดภาพดอกไม้ให้สมจริง แต่เป็นการค้นหาแก่นแท้ของรูปทรงกับสี โอ’คีฟ ต้องการนำเสนอดอกไม้นี้ในมุมมองที่คนทั่วไปมักจะมองข้าม เธอเชื่อว่าคนในเมืองที่วุ่นวายมักไม่มีเวลาหยุดมองความงามเล็ก ๆ เหล่านี้ เธอจึงขยายขนาดมันให้ใหญ่ยักษ์เพื่อบังคับให้ผู้ชมต้องหยุดมองมันอย่างจริงจัง ดอกไม้นี้ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า “หญิงสาวผู้เลอโฉม” เป็นพืชที่มีพิษร้ายแรงแต่มีดอกสวยงามเย้ายวน และดูลึกลับ สื่อถึงความงามที่อันตราย
โอ’คีฟ วาดภาพนี้ในช่วงที่เธอเดินทางไปเกาะฮาวายตามคำเชิญของบริษัทสับปะรด Dolce เพื่อวาดภาพโฆษณา ระหว่างอยู่ที่นั่น โอ’คีฟหลงใหลพืชพรรณเมืองร้อนและทิวทัศน์ของฮาวายเป็นอย่างมาก แต่ดอกไม้พิษนี้อาจไม่ใช่แค่ภาพขยายให้เห็นถึงความงามของมันเท่านั้น ครั้งหนึ่งโอ’คีฟเคยพูดว่า “ฉันไม่ค่อยวาดสิ่งที่ฉันเห็นหรอก…ฉันวาดสิ่งที่ฉันรู้สึก” เช่นกันกับการที่แครอลเลือกจะขโมยภาพนี้มาติดไว้ในบ้านก็มีนัยยะทางสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งมากกว่าที่เห็นได้ด้วยตา เพราะ…
1.หญิงสาวผู้เลอโฉม ดอกไม้นี้ภายนอกดูงดงาม อ่อนช้อย ไม่มีพิษภัย สะอาดตา แต่พิษร้ายของมันอันตรายถึงชีวิต ณ เวลานี้ อีพีนี้ มีผู้หญิงอยู่แค่สองคนในโลกของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่ หนึ่งคือตัวเธอเอง และอย่างที่คนดูรู้อยู่แล้วว่า แครอลเธอเคยบอกเป็นนัยมาตลอดว่าเธอเป็นหญิงรักหญิง ถ้าดอกไม้นี้ไม่ได้หมายถึงตัวเธอเองแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าจะหมายถึง โซเซีย (คาโรลินา ไวดรา จาก House, True Blood) โซเซียคือพวกมัน พวกของสำนึกรวมหมู่ที่ถูกเลือกมาเป็นนางนกต่อ เป็นตัวกลางระหว่าง “แครอลกับระบบ” ดังนั้นทั้งคู่จึงต่างก็เป็น “ยาพิษ” และ “ภัยคุกคาม” ต่อกันและกัน
2.เบิกเนตร ในอดีตสารสกัดจากพืช เบลลา ดอนนา สาว ๆ จะใช้หยอดตาเพื่อให้รูม่านตาขยาย ทำให้ดวงตาดูกลมโตสวยงาม แต่ผลข้างเคียงคือทำให้สายตาพร่ามัวและเกิดภาพหลอน ในความหมายหนึ่ง อาจหมายถึงตัวนางเอกเองที่เคยเป็นผู้วางยาให้พวกไฮฟ์ไมนด์คนอื่น ๆ สับสนจนต้องระเห็จหนีห่างไปจากเธอกันหมด หรืออีกนัยยะหนึ่งก็หมายถึงสิ่งที่เธอทำคือการเบิกเนตรให้คนที่เหลืออยู่เพียง 13 คนที่ยังไม่ถูกสำนึกรวมหมู่ ได้ตาสว่างมองเห็นความจริง
3.ธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ (Wild & Untamed) จอร์เจีย โอ’คีฟ วาดภาพนี้จากแรงบันดาลใจในฮาวาย ซึ่งเธอหลงใหลในธรรมชาติที่ดิบเถื่อนและเป็นอิสระ พืชตระกูลนี้เป็นวัชพืชที่เติบโตเองตามธรรมชาติและฆ่าไม่ตาย การขโมยภาพนี้มาติด อาจสื่อถึง “การขัดขืน” (Rebellion) ของแครอลที่ไม่ยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ของสำนึกรวมหมู่ เธอคือวัชพืชที่สวยงามที่จะเติบโตและทำลายโครงสร้างระเบียบโลกใหม่ของพวกไฮฟไมนด์
4.พลังของผู้หญิง (Feminine Power) งานของโอ’คีฟมักถูกเชื่อมโยงกับพลังเพศแม่ (Feminine archetypes) แม้เธอจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการนำภาพดอกไม้ขนาดใหญ่ที่เปิดเผยใจกลางอย่างกล้าหาญมาติดไว้ คือการประกาศอำนาจของผู้หญิงในพื้นที่นั้น เป็นการยึดครองพื้นที่ (Reclaiming space) ด้วยความอ่อนช้อยแต่ทรงพลัง

Georgia O’Keeffe Museum ตั้งอยู่ในเมืองซานตาเฟ เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกในอเมริกาที่อุทิศให้กับศิลปินหญิงเพียงคนเดียว ในระหว่างทางเราจะเห็นแครอลเดินหาอย่างตั้งใจว่าภาพไหนกันแน่เป็นภาพที่เธอต้องการ เพราะอันทีจริงโอ’คีฟวาดภาพดอกไม้พิษเอาไว้หลายภาพ และหนึ่งในนั้นคือภาพซ้ายในรูปด้านบนนี้ที่ชื่อ Jimson Weed/White Flower No. 1 ของเธอ ที่ถูกประมูลไปในปี 2014 ด้วยราคาสูงลิบลิ่วถึง 44.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,500 ล้านบาท) ซึ่งครองสถิติภาพวาดด้วยฝีมือศิลปินหญิงที่แพงที่สุดในโลกมาอย่างยาวนาน ถูกซื้อไปโดย อลิซ วัลตัน เศรษฐีนีผู้ก่อตั้งและผู้สนับสนุนหลักของ Crystal Bridges Museum of American Art ในเมืองเบนตันวิลล์ รัฐอาร์คันซอ แต่สิ่งที่แครอลตามหาไม่ใช่ภาพราคาแพง เพราะในจักรวาลของเธอ ราคาไม่ได้มีความหมายสำหรับแครอลอีกต่อไปแล้ว…แต่สิ่งที่มีราคาสำหรับเธอคือภาพที่สื่อความหมาย
แครอลจึงไม่ได้ขโมยแค่ “รูปดอกไม้” แต่เธอขโมย “คำเตือน” มาติดเอาไว้บนฝาบ้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่มองดูว่าสวยงามและบริสุทธิ์ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่มีพิษสงเป็นพิษฤทธิ์ร้ายที่สุดในบ้านหลังนั้น

ระหว่างเดินหารูปที่ต้องการ แครอล ร้องเพลง Georgia on My Mind (1930) ประพันธ์ดนตรีโดย Hoagy Carmichael และคำร้องโดย Stuart Gorrell แต่เวอร์ชั่นที่โด่งดังที่สุดเป็นของ เรย์ ชาร์ลส์ ในปี 1960 เพลงนี้เป็นที่ถกเถียงกันว่าผู้แต่งตั้งใจจะสื่อถึงบ้านเกิดของเขาในรัฐจอร์เจีย หรือน้องสาวของเขาที่ชื่อจอร์เจียกันแน่ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าจะเป็นทั้งสองอย่าง และเช่นกันระหว่างที่แครอลร้องเพลงนี้ มันอาจจะมีนัยยะสื่อถึง จอร์เจีย โอ’คีฟ ศิลปินรูปวาดที่เธอขโมยมา หรืออาจจะโหยหาถึงหญิงสาวคนหนึ่ง และผู้หญิงคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก โซเซีย

แฟนเดนตายของผู้กำกับ วินซ์ กิลลิแกน จะไม่รู้ได้ไงว่าทุกสิ่งที่ถูกจัดวางในองค์ประกอบภาพของผลงานเขา จะไม่มีสักสิ่งที่บังเอิญ หรือไม่ได้ตั้งใจ แม้แต่ตัวเลขที่บ้าน 1208 ที่จงใจปรากฎให้คนดูได้เห็นอยู่นานสักพักระหว่างที่แครอลออกจากประตูบ้านแล้วค่อย ๆ เดินช้า ๆ เหลือบมองแขกผู้มาเยือนที่เธอถวิลหาและรอคอยมาเดือนกว่า
ทฤษฎี 1208
แฟนคลับหลายคนมองว่าน่าจะหมายถึงวันที่ 8 ธันวาคม และน่าจะเชื่อมโยงกับวันที่ จอห์น เลนนอน ถูกยิงเสียชีวิตไปเมื่อปี 1980 บ้างก็ว่าแฟน ๆ ของวินซ์ถูกหลอนให้ชินกับตัวเลข 4 หลักที่มักจะปรากฎใน Better Call Saul อันเคยปรากฎตัวเลข 1216 หรือ 1261 ในฉากตำนานที่ตัวละครท่องว่า “หนึ่งปีหลังจากแมกนาคาตา (ในปี1215)” แต่ทฤษฎีที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ 1208 เป็นรหัสคีย์เซ็ตภาพถ่ายที่ชื่อว่า Equivalents ที่ถูกจัดเก็บเอาไว้ในหอศิลป์แห่งชาติ อันเป็นผลงานของศิลปินภาพถ่าย อัลเฟรด สติกลิตซ์ สามีในชีวิตจริงของ จอร์เจีย โอ’คีฟ นั่นเอง

ภาพถ่ายชุด Equivalents (สิ่งที่เทียมทัน/สิ่งทดแทน ปี1922–1934) มันคือภาพก้อนเมฆที่ไม่ใช่แค่ก้อนเมฆ แต่เป็นตัวแทนสื่อถึงสภาวะทางอารมณ์ ความกลัว ความปรารถนาในจิตใจของศิลปินในแต่ละช่วงขณะ อัลเฟรด สติกลิตซ์ ผู้มีฉายาว่า “พ่อมดแห่งวงการถ่ายภาพสมัยใหม่” และเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกศิลปะอเมริกาในยุคนั้น ภาพถ่ายในยุคก่อนหน้าสติกลิตช์ ถูกมองว่าเป็นวิทยาศาสตร์หรือเป็นเพียงบันทึกความจริง แต่สติกลิตช์ต่อสู้เพื่อให้โลกยอมรับว่ามันคือศิลปะชั้นสูงเทียบเท่าภาพวาด เขาเป็นเจ้าของแกลอรี 291 ในนิวยอร์กอันเป็นที่แรกที่นำงานศิลปะยุโรปสมัยใหม่อย่าง ปิกัสโซ, มาทิสส์ มาโชว์ในอเมริกา และเป็นที่แรกด้วยที่นำเสนอผลงานของจอร์เจีย โอ’คีฟ
สัมพันธ์รักระหว่าง สติกลิตซ์ และ โอ’คีฟ ถือเป็นตำนานรักในวงการศิลปะที่ยิ่งใหญ่และเจ็บปวด พวกเขาพบกันตอนที่สติกลิตซ์อายุ 52 และมีภรรยาอยู่แล้ว ส่วนโอ’คีฟขณะนั้นอายุเพียง 28 ปี เขาหลงใหลผลงานเธอ ก่อนจะรักในตัวเธอ เขาถ่ายภาพโอ’คีฟไว้มากกว่า 300 รูป รวมถึงภาพเปลือยอันโด่งดัง (แต่การที่เขานำภาพเปลือยของเธอไปจัดแสดงพร้อมภาพวาดดอกไม้ของเธอ คือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนตีความว่างานของโอ’คีฟมีนัยยะทางเพศ ซึ่งโอ’คีฟเกลียดมาก)
ทั้งคู่ตกหลุมรักกันราวปี 1916-1918 ขณะนั้นฝ่ายชายมีเมียที่แต่งงานกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว ชื่อ เอ็มเมลีน โอเบอร์ไมเออร์ ปี 1918 โอ’คีฟย้ายมาอยู่นิวยอร์ก แล้วสติกลิตซ์ก็หิ้วเธอไปถ่ายนู้ดที่อพาร์ตเมนต์ของเขาอันเป็นสาเหตุให้เมียของเขากลับมาเจออย่างจังแล้วไล่เขาออกจากบ้านทันที ช่วง 1918-1924 สติกลิตซ์จึงย้ายไปอยู่กินกับโอ’คีฟอย่างเปิดเผย กระทั่งเมียเก่าของเขายอมหย่าในปี 1924 ไม่นาน 11 ธันวาคม ปีเดียวกันนั้น สติกลิตซ์และโอ’คีฟจึงจดทะเบียนอยู่กินด้วยกัน
สติกลิตซ์เป็นชาวเมืองนิวยอร์กรักการสังสรรค์พบปะผู้คน แต่โอ’คีฟรักสันโดษและธรรมชาติ ทันทีที่โอ’คีฟเริ่มโด่งดังแซงหน้าสามี สติกลิตซ์ก็หันไปมีสัมพันธ์กับหญิงใหม่ (โดโรธี นอร์แมน) โอ’คีฟจึงหนีความวุ่นวายไปนิวเม็กซิโก ทว่าแม้พวกเขาจะอยู่ห่างกันคนละรัฐที่มีบรรยากาศแตกต่างกันมาก แต่ตลอดชีวิตที่เหลือหลังจากนั้นพวกเขาก็ยังเขียนจดหมายหากันเสมอมารวมแล้วมากกว่า 25,000 หน้ากระดาษ พวกเขาไม่ได้หย่าขาดจากกัน ในบั้นปลายชีวิตโอ’คีฟกลับมาดูแลเขาก่อนที่ สติกลิตซ์จะเสียชีวิตในปี 1946 และนี่คือ gap ของศิลปินสองคนอันเป็นนัยยะที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนใน PLUR1BUS

หรือจะมีใครสักคนท้อง
สิ่งที่ถกเถียงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับแฟนเดนตายกันอยู่ตอนนี้คือ ท้ายรถที่แครอลขับที่นอกจากจะมีคำว่า “เพิ่งแต่งงาน” บนกระจกหลังรถแล้ว หากสังเกตป้ายทะเบียนสีเหลืองอันโดดเด่น อันเป็นสีประจำซีรีส์นี้อย่างตะโกนแล้ว มันเขียนว่า “ACEBABY” คำว่า Ace แปลว่า ที่หนึ่ง (มีนัยยะถึงหลายกลายเป็นหนึ่งตามชื่อเรื่อง) หรือตัวคนเดียว Asexual + กับคำว่า เบบี๋ที่อาจจะหมายถึงที่รัก หรือกำลังจะบอกใบ้ว่าจะมีใครสักคน ตั้งครรภ์ ซึ่งถ้าสังเกตในภาพช็อต 1208 ก่อนหน้านี้เมื่อ ตัวละครโซเซีย หันข้าง คนดูน่าจะสังเกตเห็นได้ว่าเธอมีพุงหน้าท้องน้อย ๆ อันอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่แครอลเคยเอ่ยไว้ในอีพีก่อน ๆ นี้ว่า แครอลเธอฝากไข่แช่แข็งเอาไว้ในนอร์เวย์ ด้วยจุดประสงค์บางประการ อาจจะสกัดสเต็มเซลล์ที่มีภูมิคุ้มกันไฮฟ์ไมนด์จากเด็ก หรืออะไรก็ตามที่คนดูอย่างเรายังไม่รู้

ขณะที่ตลอดอีพี 7 นี้ แครอล ทำทุกอย่างแสดงความมั่นใจให้เราเห็น ทั้งแหกปากหอน ร้องเพลง ตะโกน หวดกอล์ฟ แก้ผ้าเล่นน้ำ ทำตัวเอาแต่ใจ แต่ตลอด 36 วันที่เธอถูกทิ้งร้างให้โดดเดี่ยวในจักรวาล ความเข้มแข็งนั้นพังทลายลงทันทีเมื่อคนดูได้พบว่า แครอลพัง และแตกสลายอย่างหนัก อันอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับอีพีที่เหลืออีกเพียง 2 อีพีก็ใกล้จะอวสานลง และทั้งหมดนี้คือกลวิธีในการสื่อสารในแบบที่แทบจะไม่มีบทสนทนาอะไรเลยตลอดเรื่อง แต่ตะโกนใส่หน้าเราอย่างแรงเพื่อให้เราสังเกตพฤติกรรมหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกของ PLUR1BUS
อย่างไรก็ตามไม่กี่วันก่อนที่อีพี 8 จะออนแอร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ช่อง Poggy พอดแคสต์เจาะลึกซีรีส์นี้ที่รวบรวมชุมชนสุดเนิร์ดผู้คลั่งไคล้ต่อซีรีส์นี้ได้ตีความสิ่งที่แครอลแสดงออกไปในทิศทางตรงกันข้าม อันเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งมีรายละเอียดยิบย่อยซับซ้อนเหลือเชื่อตามลิงค์ด้านบนที่เราจะขอสรุปบางประเด็นสำคัญที่พอจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังต่อไปนี้
การยอมจำนนของแครอลเป็นเรื่องโกหก (และเบลลา ดอนน่าพิสูจน์สิ่งนี้)
อย่างที่เราบอกไปว่าบทสรุปของอีพี7 นี้หากมองเพียงผิวเผินเราจะพบว่าแครอลแหลกสลายอย่างยิ่งจากการถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวเป็นเวลาเดือนกว่าที่เธอไม่พบเจอใครเลย และการที่เธอโผเข้ากอด โซเซีย สิ่งมีชีวิตที่ถึงแม้จะถูกไฮฟ์ควบคุมแต่ก็เป็นเสมือนเพื่อนเพียงคนเดียวของแครอล แต่การแสดงออกนั้นจริงหรือ แครอลแตกสลายจริงหรือ? เราอาจต้องค่อย ๆ ย้อนกลับไปพิจารณาสิ่งที่แครอลทำมาตลอดในอีพีนี้…อีกครั้ง
รหัสสี
แฟนกิลลิแกนย่อมรู้ดีว่าสีในผลงานของเขาเป็นรหัสสีที่จะสื่อถึงอารมณ์ หรือซ่อนความหมายพิเศษบางอย่างเอาไว้เสมอ ในบทความก่อน ๆ เราเคยเอ่ยถึงสีเหลือง สีม่วง หรือสีเขียวไปบ้างแล้ว แต่จากนี้ไปเราขอให้สังเกตสีฟ้า
ในอีพีแรกสุดขณะที่โลกยังเป็นปกติผู้คนสวมเสื้อหลากสี แม้แต่ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ในยุคที่มนุษย์ยังไม่ถูกไฮฟ์ควบคุม แต่เราจะพบว่าหลังจากมนุษย์ถูกไฮฟ์ไมนด์ไปเรียบร้อยแล้ว หลาย ๆ ช็อตจงใจจะให้มีพื้นที่สีฟ้าเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สีหลักที่เห็นทั่วไปคือฟ้า สีรองจากนั้นคือสีเหลือง หรือเหลืองเอิร์ธโทน และสีเขียว (สีฟ้า+เหลือง=เขียว / ฟ้า เอิร์ธโทน และเขียว อาจมีนัยยะสื่อถึง “ธรรมชาติ” ด้วยก็เป็นได้ ซีรีส์จึงมักมีฉากเห็น ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ทะเลกว้างไกล ป่าเขียวไพศาล)
ฟ้าในที่นี้จึงเป็นตัวแทนของระบบ ตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล นิ่ง สงบ เย็น การควบคุมอารมณ์(หรือถูกควบคุม) สถาบัน หรือโครงสร้าง และเป็นตัวแทนแนวคิดแบบรวมหมู่ สีฟ้าในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงความเป็นมนุษย์ แต่คือมนุษย์ที่ถูกฟังก์ชั่นไปตามบทบาทที่ไฮฟ์ไมนด์ต้องการให้เป็น ทีนี้เรามาลองสังเกตสีในแต่ละซีนของอีพี 7 กันอีกครั้ง
ภาพเปิดอีพีเป็นสีฟ้าของท้องฟ้าก่อนจะก้มกล้องลงต่ำเข้าไปเล่าเหตุการณ์ของแครอลในปั๊มน้ำมัน เธอสวมเสื้อสีขาว ทว่าในร้าน(และโลกในซีรีส์ขณะนั้น) มีการควบคุมพลังงาน แสงนีออนจึงออกเป็นสีเขียวตุ่น ๆ เนื่องจากพลังงานต่ำ และแสงสีเขียวนั้นสะท้อนไปบนเสื้อสีขาวของแครอล ส่วนในฉากที่เธอเข้าไปขโมยภาพ เธอใส่เสื้อสีเขียวเข้ม
หลังจากเธอขโมยรูปมาแขวนที่บ้านแล้ว เธอโทรหาไฮฟ์เพื่อต้องการดินเนอร์ฉลองคืนพิเศษรำลึกถึงบรรณาธิการหนังสือผู้เป็นเพื่อนสนิทเธอของเธอที่เสียชีวิตไปแล้ว และคืนนั้นเธอจงใจใส่ชุดหรูหรา ภายใต้แสงสีเหลือง บรรยากาศอุ่นด้วยไฟ เธอใช้สิทธิพิเศษจากพวกไฮฟ์อย่างเต็มที่ ร้านอาหารหรูร้างนั้น เบื้องหลังของเธอคือสีฟ้ายามหัวค่ำที่มองไปเห็นวิวเมืองสว่างไสวตามคำสั่งของแครอล เปียโนตัวหนึ่งเล่นเพลงอัตโนมัติ บนเปียโนมีแผงควบคุมหน้าจอสีฟ้า เหตุการณ์เหล่านี้ในช่วงต้นอีพีถูกระบุว่าเป็นวันที่ 12 หลังจากโลกถูกไฮฟ์ แต่ต่อมาเมื่อซีรีส์ตัดกลับมาอีกที มันระบุว่าเป็นวันที่ 48 หรือผ่านไปแล้วนานกว่า 36 วันที่แครอลถูกทิ้งเอาไว้อย่างโดดเดี่ยว และในวันนั้นเองสิ่งที่เราจะเห็นเป็นครั้งแรกในซีรีส์นี้ก็คือ แครอลจงใจสวมเสื้อยืดสีฟ้า กางเกงสีเอิร์ธโทนเหลืองน้ำตาล
สีฟ้านี้กำลังบอกอะไรเรา สิ่งที่เธอจงใจคือตั้งใจแสดงให้พวกไฮฟ์(และคนดู)เห็นว่าเธอยอมจำนนต่อ “ระบบ” ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ซีรีส์เล่าตัวละครอีกตัวที่ตั้งใจจะเดินเท้าผ่านช่องแคบมาหาแครอล ซีนที่คนดูจะได้เห็นส่วนใหญ่คือหุบเขาสีเขียวและท้องฟ้ากับทะเลสีฟ้า ขณะแล่นผ่านเมืองสีเอิร์ธโทนเหลืองน้ำตาล แม้ผู้คนจะสวมเสื้อหลากสี แต่สังเกตดี ๆ จะพบว่าคนส่วนใหญ่สวมสีฟ้าหรือเหลืองน้ำตาลเอิร์ธโทน ขณะที่ตัวละครนี้ตอนแรกเขาสวมเสื้อสีขาว แต่เมื่อสะท้อนแดดกลับพบว่าเสื้อขาวของเขาสะท้อนสีครามออกมาด้วย ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บ วันรุ่งขึ้นเสื้อที่เขาสวมเป็นสีฟ้า ทว่าสีฟ้าบนเสื้อของตัวละครนี้สื่อสารต่างจากแครอล เพราะกลายเป็นว่าชายผู้นี้พ่ายแพ้ต่อโชคชะตาหลังจากได้รับพิษสาหัส ซึ่งแฟนซีรีส์ต่างลงความเห็นว่า ตัวละครนี้ถ้าไม่ถูกไฮฟ์ไปเรียบร้อยแล้วก็น่าตุยกลายเป็นอาหารพวกไฮฟ์ไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
อย่างไรก็ตามวันที่โซเซียปรากฏตัว น่าสนใจมากว่า โซเซียมาในเสื้อสีเอิร์ธโทนสีชมพู(เพื่อสื่อว่าโซเซียยังคงมีความเข้าอกเข้าใจมนุษย์หลงเหลืออยู่บ้าง) ขับมาในรถสีฟ้า ขณะที่แครอลกลับเปลี่ยนเป็นเสื้อสีขาวอีกครั้ง และขาวนี้ก็ดูเหมือนจะจงใจสื่อไปถึงดอกไม้พิษเบลลา ดอนนาบนรูปที่เธอขโมยมานั่นเอง
สิ่งที่ช่องพอดแคสต์ Poggy เสนอคือเขาไม่เชื่อว่าแครอลแตกสลาย การโผเข้ากอดโซเซีย ร้องไห้อย่างหนัก เป็นหนึ่งในการเสแสร้งของมนุษย์อย่างเธออันเป็นสิ่งที่พวกไฮฟ์ไม่สามารถทำได้ และเธอรู้ดีว่าภาวะทางอารมณ์ของเธอนั้นจะส่งผลกระทบต่อไฮฟ์อย่างรุนแรง และผลกระทบนี้จะกระทบต่อผู้คนที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้ทั้งโลกอย่างแน่นอน อันเป็นสิ่งที่เราต้องคอยดูต่อไปในจุดจบของซีรีส์นี้ แต่อะไรที่สนับสนุนแนวคิดนี้ เราอาจต้องย้อนกลับไปดูรายละเอียดที่อีพีนี้จงใจจะเล่าผ่านภาพมากกว่าบทสนทนา และสื่อความหมายอย่างมหาศาลผ่านจุดสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ อาทิ
เอนโทรปี VS เอนโทรปีเชิงลบ
Poggy เสนอแนวคิดที่ว่า “พวกไฮฟ์ทำงานโดยอาศัยหลักเอนโทรปีเชิงลบ (negentropy) อันหมายถึงพลังที่สร้างหรือคงไว้ซึ่งความเป็นระเบียบ มันคือการดึงระเบียบออกมาจากความยุ่งเหยิง โดยต้องแลกด้วยพลังงาน” แนวคิดนี้ถูกนำเสนอโดยเออร์วิน ชโรดิงเกอร์ นักฟิสิกส์เจ้าของรางวัลโนเบลผู้โด่งดังจากสมการคลื่นและ “แมวของชโรดิงเจอร์” ชาวออสเตรีย-ฮังกาเรียน เขาได้กล่าวไว้ในหนังสือ What Is Life? (1944 ซึ่งถือเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์วงการวิทยาศาสตร์ไปตลอดกาล) ว่า ‘สิ่งมีชีวิตอยู่ได้เพราะบริโภคเอนโทรปีเชิงลบ’ หรือง่าย ๆ ว่า สิ่งไร้ชีวิตทำให้เอนโทรปีเพิ่ม แต่สิ่งมีชีวิตดึงระเบียบจากสิ่งแวดล้อมมาหล่อเลี้ยงตนเอง (อันเป็นรูปแบบที่พวกไฮฟ์กระทำในซีรีส์นี้)
ในทางชีววิทยาสิ่งมีชีวิตทำสิ่งที่ขัดกับสามัญสำนึกบางอย่าง เช่น ร่างกายจัดโครงสร้างตัวเอง, ซ่อนแซมส่วนที่สึกหรอของตัวเองได้, สร้างแบบแผนซับซ้อนได้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องแลกมาซึ่งการใช้พลังงาน, ปล่อยของเสีย และเพิ่มเอนโทรปีให้สิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม
ในแง่สารสนเทศ เอนโทรปีเชิงลบ คือ ข้อมูลที่มีโครงสร้าง หรือมีความหมาย ตัวอย่างเช่น DNA, ภาษา, รหัสโค้ด, โน้ตดนตรี, บทภาพยนตร์ ทั้งหมดคือการเรียบเรียงอัดแน่นของความหมาย
มนุษย์คือเครื่องผลิตเอนโทรปีเชิงลบชั่วคราว เพราะมนุษย์สร้างบ้าน สร้างเมือง สร้างกฎ สร้างเรื่องราว ทำให้โลกดูเข้าใจได้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องเผาผลาญพลังงาน ต้องทำลายทรัพยากร ต้องสร้างขยะ ดังนั้นมนุษย์คือ เอนโทรปีเชิงลบที่ยืนอยู่บนยอดเขาสูงของเอนโทรปีอีกที
ในเชิงปรัชญา เอนโทรปีเชิงลบ ไม่ใช่ชัยชนะเหนือจักรวาลแต่คือการต่อต้านชั่วคราว ชีวิตคือการชะลอความผุพังด้วยรูปแบบ เอนโทรปีเชิงลบคือระบบ คือการลดความวุ่นวาย คือการอนุรักษ์รักษาไว้
“กฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์บอกว่า ทุกอย่างในจักรวาลจะค่อยๆ วิ่งไปสู่ความโกลาหล (Entropy เพิ่มขึ้น) แต่สิ่งมีชีวิตกลับรักษาความเป็นระเบียบไว้ได้” — เออร์วิน ชโรดิงเกอร์
แล้วเอนโทรปีคืออะไร Entropy คือแนวคิดที่ใช้บอกว่า “ระบบหนึ่งมีความไม่เป็นระเบียบ-ความสุ่ม-ความไม่แน่นอนมากแค่ไหน” ยิ่งเอนโทรปีสูงระบบจะยิ่งควบคุมยากและคาดเดาได้ยาก
พวกไฮฟ์ในเรื่องจึง เดินช้า ไปในทิศทางที่เกิดประโยชน์สูงสุด อนุรักษ์พลังงานด้วยการปิดไฟที่ไม่จำเป็น พวกมันเสิร์ฟแต่เครื่องดื่มอุ่น เพราะการแช่เย็นคือการสิ้นเปลืองพลังงาน และนี่คือคำตอบของต้นอีพี 7 ที่เมื่อแครอลขอให้ระบบเสิร์ฟเครื่องดื่มเย็นเฉียบ แต่มันกลับเสิร์ฟให้เพียงแต่เครื่องดื่มในอุณหภูมิห้อง
ขณะที่แครอลคือ เอนโทรปี เธอจงใจผลาญพลังงานด้วยการขับรถหรูที่กินน้ำมันมาก จุดพลุไฟเล่น ดื่มเบียร์เย็นเจี๊ยบ เธอสร้างความร้อน ขยะ และความเปลี่ยนแปลงในโลกที่พวกไฮฟ์พยายามจะรักษาสมดุลเหล่านี้เอาไว้
Poggy เล่าอีกว่า “แครอลฮัมเพลงชาติอเมริกันซึ่งเสียดสีอย่างร้ายกาจ เพราะบ่อยครั้งเราจะเห็นธงชาติ อันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐชาติที่ในซีรีส์ตอนนี้ได้ล่มสลายไปแล้ว และเธอกำลังเฉลิมฉลองอธิปไตยในประเทศที่เหลือแต่เธอลำพังเพียงผู้เดียว”
ในฉากที่เธอกำลังเล่นกอล์ฟต้นอีพี สนามหญ้ากำลังหวนคืนสู่สภาพธรรมชาติอันหมายถึงระบบพยายามจะรักษาสมดุลเอนโทรปีเชิงลบนี้เอาไว้ เราจะเห็นสัตว์ป่ารุกคืบคืนเข้ามาสู่สนามกอล์ฟ ไม่ว่าจะเป็นกระทิงหรือกระต่าย มีวัชพืชเริ่มขึ้นรก มันแสดงให้เห็นความล่มสลายของอเมริกาในทางกายภาพ ประเทศที่มนุษย์สร้างขึ้น สนามกอล์ฟเป็นสัญลักษณ์ที่มนุษย์แสดงอำนาจเหนือธรรมชาติ ด้วยรั้วกั้นขอบเขตเทียม สนามหญ้าที่มีการตัดแต่งดูแลอย่างดี เพื่อกั้นพื้นที่ให้คนรวยได้เข้ามาเล่น กีดกันสัตว์ป่าออกไปจากเขตแดน บัดนี้มันกำลังคืนกลับสู่ระบบ พวกไฮฟ์ได้ปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของมันเอง
รักเร้นบนฝากระโปรงรถโรลส์-รอยซ์
ฉากที่แครอลเลือกรถโรลส์-รอยซ์มาขับ กล้องจงใจให้เห็นประติมากรรมบนฝากระโปรงที่มีอยู่บนรถทุกคันของโรลส์-รอยซ์ อันเรียกว่า “Spirit of Ecstasy” สัญลักษณ์นี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “Flying Lady” หรือ “Eleanor, Silver Lady” สัญลักษณ์นี้ออกแบบเมื่อปี 1909 โดย ชาร์ลส์ โรบินสัน ไซค์ส ประติมากรชาวอังกฤษผู้ได้รับมอบหมายจาก จอห์นบารอนมอนทากูที่ 2 แห่งโบลิเยอผู้บุกเบิกวงการรถยนต์และเป็นบรรณาธิการนิตยสารยานยนต์ มันเป็นสัญลักษณ์ที่เล่าเรื่องรักลับ ๆ ระหว่างบารอนผู้นี้กับนางแบบของสัญลักษณ์นี้ เอลีนอร์ ธอร์นตัน ผู้เป็นเลขานุการของบารอนเองด้วย
ความสัมพันธ์นี้เก็บงำนานกว่าทศวรรษเนื่องจากฐานะของฝ่ายหญิงต่ำต้อยกว่า ก่อนหน้านั้นบารอนผู้นี้เคยสั่งทำประติมากรรมอีกชิ้นที่คล้ายกันโดยใช้ ธอร์นตัน เป็นแบบเช่นเดียวกันมันมีชื่อว่า “The Whisper” เพื่อสื่อถึงความรักลับ ๆ นี้ พอดแคสต์ช่องนี้ได้อธิบายว่า “ธอร์นตันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1950 เมื่อเรืออังกฤษถูกฝ่ายเยอรมันยิงตอร์ปิโดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เธอจมน้ำแล้วร่างถูกพัดหายไปในทะเล ส่วนบารอนรอดชีวิตมาได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ต่างอะไรกับคารอลที่ต้องเก็บงำความรู้สึกที่เธอมีต่อบรรณาธิการนิตยสารของตัวเอง ซึ่งเธอคนนั้นเสียชีวิต ส่วนแครอลรอดตาย”
เทพแห่งชะตากรรมสามพี่น้อง
“ในสมัยเรเนซองส์ เบลลา ดอนนา จะใช้หยอดตาเพื่อให้ดูกลมโต เปิดเผย เป็นมิตร และไร้เดียงสา เย้ายวนผู้ชาย พืชชนิดนี้มีสารอะโทรพีนและสแคโปเลอมีนเป็นส่วนประกอบ มันก่อให้เกิดภาพหลอน อัมพาต และหัวใจหยุดเต้นได้ แต่ที่สำคัญคืออะโทรพีนเป็นยาแก้พิษที่ใช้ในทางการแพทย์เมื่อผู้ป่วยได้รับแกสพิษทำลายประสาท ดังนั้นพืชชนิดนี้นอกจากจะเป็นพิษร้ายแรงแล้วมันยังมีผลในทางเยียวยารักษาได้ด้วย”
“ในทางสัญลักษณ์แล้วเบลลา ดอนนาจึงเป็นทั้งพิษร้ายและยาแก้ ในสายตาของพวกไฮฟ์ แครอลจึงเปรียบได้กับม้ายูนิคอร์นน่าหลงไหล เพราะมันเป็นเอ็นโทรปีที่คาดเดาไม่ได้ ไม่เป็นไปตามระบบ มีเอกลักษณ์ ทำให้พวกไฮฟ์อยากจะแก้ไขเธอ ทว่าในมุมของแครอลเธอกำลังใช้เสน่ห์นี้ดึงดูดพวกไฮฟ์ ต่อต้านพวกมัน แสร้งทำเป็นเปิดเผยหัวใจรักแท้ที่มีต่อโซเซีย เพื่อล่อลวงพวกไฮฟ์ ปกปิดความจริงที่ว่าแท้จริงแล้วเธอมีพิษสงร้ายกาจ ชื่อวงศ์ (genus name) ของดอกไม้นี้คือ Atropa มาจาก Atropos ตามตำนานเทพกรณัมกรีก”
“เทพแห่งชะตากรรมสามพี่น้อง คลอโทส ปั่นด้ายแห่งชีวิต ลาคีซิสเป็นธิดาผู้วัดความยาวของชะตาชีวิต ส่วนอะโทรปอสคือผู้ตัดสายป่านชีวิตนั้น เธอคือตัวแทนของความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการติดตั้งรูปดอกไม้พิษนี้ที่มีชื่อวงศ์ว่า อะโทรปา มันคืออำนาจแห่งกรรไกรชีวิตในมือของแครอล การที่ชีวิตมนุษยชาติจะมีความหมาย ไม่ใช่การมีชีวิตนิรันดร์ แต่คือสายใยที่ต้องตัดให้ขาด แครอลกำลังจะกลายเป็นตัวการที่นำพาความตายมาสู่พวกไฮฟ์”
“จอร์เจีย โอ’คีฟ วาดรูปนี้ในปี 1939 ตามคำสั่งบริษัทสับปะรดที่หวังจะให้เธอวาดภาพสับปะรด แต่สุดท้ายแล้ว โอ’คีฟไม่ได้วาดภาพสับปะรด เธอกลับเลือกจะวาดภาพนี้แทน เหตุผลที่เธอไม่วาดเพราะบริษัทสับปะรดได้ส่งถาดสับปะรดที่ในนั้นมีสับปะรดที่ถูกลอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นดูน่ากิน แต่เธอกลับปฏิเสธเพราะเธอจะไม่วาดอะไรก็ตามที่ถูกจัดวางตามที่คนอื่นต้องการ…ซึ่งแครอลกำลังทำสิ่งเดียวกันกับที่โอ’คีฟทำ คือการไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามให้กับระบบของพวกไฮฟ์ ขณะที่บริษัทร้องขอภาพสับปะรดหวานฉ่ำ โอ’คีฟกลับมอบภาพดอกไม้พิษร้ายให้แทน”
ที่มาของชื่อโซเซีย
โซเซีย ในภาษาอิตาเลียน Zosia แปลว่า ตัวปลอม / doppelgänger (สิ่งที่ดูเหมือนเราแต่ไม่ใช่เรา) บทความในนิตยสาร US Today เมื่อ 31 ตุลาคม 2024 ได้เล่าถึงโครงกระดูกโบราณอายุ 400 ปี ที่นักวิจัยตั้งชื่อให้ว่า “Zosia” เป็นร่างของหญิงสาวที่ถูกฝังตามประเพณีโบราณในแบบที่ผู้คนเชื่อว่าเธอเป็นแวมไพร์จากศตรวรรษที่ 17 โครงกระดูกของเธอถูกพบโดยนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัย นิโคลัส โอเปอร์นิคัส ในปี 2022 ทางตอนเหนือของโปแลนด์
ในยุคนั้นความเชื่อเรื่องแวมไพร์แพร่หลายมากในยุโรป ดังนันหากมีใครถูกคิดว่ากลับมาจากความตายได้ พวกเขาจะฝังศพเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างนั้นกลับมาเดินได้ด้วยการวางเหล็กเคียวไว้บนคอ เพื่อตัดศรีษะหากว่าศพนั้นพยายามลุกขึ้นจากหลุม ใส่กุญแจล็อคไว้ที่นิ้วเท้าเพื่อกันไม่ให้เดินได้ สุมด้วยไม้บางชนิดที่เชื่อว่าป้องกันปีศาจร้ายได้ บางทีก็วางหินทับเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่กลับมาได้อีก
ในบทความล่าสุดระบุถึงเทคโนโลยี 3D ปรินเตอร์ที่สามารถจำลองใบหน้าของโซเซียได้ วิเคราะห์จากดีเอ็นเอของเธอเพื่อระบุสีตา สีผิว และคุณสมบัติอื่นทางใบหน้า และคาดว่าเธอมีอายุราว 18-20 ปี พบหลักฐานว่าเธออาจมีอาการป่วยบางอย่าง เช่น เป็นลมง่าย มีปัญหาด้านจิตใจอันทำให้ผู้คนสมัยนั้นเข้าใจผิดว่าเธอเป็นแวมไพร์
ยังมีรายละเอียดด้านเพลงที่ถูกกล่าวถึงในอีพีนี้ อาทิ เพลง I Will Survive, เพลง I’m Alright และเพลง You’ve Got Another Thing Comin’ ซึ่งล้วนมีนัยยะว่าแท้จริงแล้ว แครอลไม่ได้แหลกสลายอย่างที่เธอแสดงออก แต่จุดจบของซีรีส์นี้จะเป็นอย่างไร โลกที่กลับคืนสู่ระบบจะกลับไปสู่ความยุ่งเหยิงอันเป็นสิ่งปกติธรรมดาของมนุษย์ได้หรือไม่ ยังคงเหลืออีกสองอีพีให้ติดตาม



