“เอกนิติ-วิทัย” แจงกรอบคิด ยกระดับ ‘Policy Coordination’ รับความท้าทายเศรษฐกิจไทย

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ จัดงานปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “คู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน” (Fiscal-Monetary Synergy in Sight) โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สองผู้นำทางเศรษฐกิจระดับประเทศ ที่เผยวิสัยทัศน์และกลยุทธ์สำคัญในการประสาน “การเงิน-การคลัง” ให้เกิดพลังร่วม (Synergy) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และมีนายวารินทร์ สัจเดว ดำเนินการเสวนา

หัวใจของ Quick-Quick Win: กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว

ผู้ดำเนินการเสวนาริ่มด้วยการตั้งคำถาม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ถึงกรอบความคิดในการวางนโยบาย Quick Big Win ภายใต้เงื่อนไขการทํางานที่มีเวลาสั้นๆเพียง 4 เดือน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า “กรอบความคิด Quick-Quick Win”มีเป้าหมายหลักคือ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจ” ให้เติบโตอย่าง “ใหญ่พอ” และต้อง “กระจายตัว” ลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมยืนยันถึงการทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ

“เมื่อผมได้รับการทาบทามเป็นรัฐมนตรีคลังกับรองนายกที่ต้องดูเศรษฐกิจ ก็คิดว่าสายเศรษฐกิจจะต้องมีกรอบ framework ที่จะทํางานขับเคลื่อนไปด้วยกัน โจทย์ คือ เรามีเวลาแค่ 4 เดือน แล้วนโยบายต้องใหญ่พอที่จะดันเศรษฐกิจขึ้น และเน้นเรื่องความเหลื่อมล้ํา ทําให้การเจริญเติบโตกระจายตัว เมื่อได้กรอบนี้ขึ้น ก็คุยกับรัฐมนตรีสายเศรษฐกิจที่เป็นคนนอก ที่ได้รับการทาบทามมาด้วยกัน ฉะนั้นจะเห็นว่าทุกคนเมื่อพูดถึงนโยบายรัฐบาล ก็ต้อง Quick Big Win ” ดร.เอกนิติกล่าว

ดร.เอกนิติกล่าวว่า กรอบการทำงานนี้เกิดขึ้นจากความกังวลต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจกำลังจะดิ่งลง โดยไตรมาสที่ 3 เติบโตเพียง 1% กว่า และไตรมาสที่ 4 หากไม่ทำอะไรเลยอาจเหลือเพียง 0.3% จึงต้องมีมาตรการขนาดใหญ่พอที่จะดันเศรษฐกิจขึ้นมา

แก่นของ Quick-Quick Win ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งให้เกิด “ผลยาว” ด้วยการเพิ่ม Productivity และ Corporate Share Growth โดยมี 5 เสาหลัก และรากฐานคือ วินัยการคลัง

“ในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เราต้องทําให้แตกต่าง คือ ไม่ใช่กระตุ้นสั้นอย่างเดียว ต้องได้ผลยาว จึงมีกรอบลงไปลึกเป็นเฟรมเวิร์คให้กระทรวงพาณิชย์ และพลังงานใช้ด้วยกัน คือกระตุ้นสั้น ฟื้นเศรษฐกิจสั้น ได้ผลยาวเราต้องคิดถึงระยะยาวด้วยไม่ใช่แจกเงินอย่างเดียว แต่ว่าต้องไม่ใช่ฟื้นอย่างเดียว ต้องคิดให้ได้ผลยาวเพิ่ม Productivity กระตุ้นสั้นได้ผลยาว กระจายตัวแล้วใช้ดิจิทัลเข้ามาใช้ในการยกระดับ” ดร.เอกนิติกล่าว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง

5 เสาหลักของ Quick-Quick Win:

  1. ฟื้นเศรษฐกิจ:
  • คนละครึ่ง Plus: เน้นร้านค้ารายย่อย พ่อค้าแม่ค้าในตลาด ใช้ดิจิทัล (ถุงเงิน-เป๋าตัง) และที่สำคัญคือมี “Plus” เพื่อให้เกิดผลยาว ด้วยการ Reskill สอนการขายออนไลน์ การทำบัญชีต้นทุนดิจิทัล และการใช้ AI เพื่อให้ร้านค้ายกระดับศักยภาพ

    “ผมต้องใส่คําว่า Plus เพราะว่าไม่ใช่แค่ลดรายจ่ายช่วยคนรากหญ้า และไม่ได้เปิดให้โมเดิร์นเทรดเข้าร่วม เพราะต้องการให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเข้าร่วมเท่านั้น เพื่อให้เขาใช้ดิจิทัล และเพราะมีทั้งถุงเงินมีทั้งเป๋าตังอยู่แล้ว มาตรการนี้จึงทำได้ภายใน 2 อาทิตย์ ที่สําคัญคือได้ผลยาว ด้วยการสอนให้พ่อค้าแม่ค้า reskill” ดร.เอกนิติกล่าว

    ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีพ่อค้าแม่ค้าเกือบแสนราย ที่เข้ามา reskill โดยมีการสอนใช้โซเชียลขายของ สอนให้ขายผ่านออนไลน์ สอนให้ทําบัญชีต้นทุนโดยใช้ดิจิทัล ซึ่งมีบัญชีในระบบบัญชีออนไลน์จำนวนมากให้เลือก และสอนเรื่องการนำ AI มาใช้ ที่ในระยะต่อไปอาจจะทำให้ขยายการค้าไปสู่ออนไลน์ หรือข้ามพื้นที่ เป็นการทําให้เพิ่ม Productivity

    ดร.เอกนิติเล่าต่อว่า การใช้จ่ายเงินผ่านคนละครึ่ง พลัส กระจายออกไปทั่วประเทศ โดยจากข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์พบว่า มีการใช้จ่ายในกรุงเทพมหานครเพียง 17% เท่านั้น ที่เหลือกระจายไปต่างจังหวัด

    ดร.เอกนิติกล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมาเป็นการทํางานร่วมเอกชน เพราะเน้นความร่วมมือ โดยได้ร่วมมือกับธนาคารออมสิน สอนการทําบัญชี ซึ่งสามารถเชื่อมโยงมาถึงการกู้เงินได้ ช่วยให้ลดการกู้นอกระบบเงิน นอกจากนี้มีความร่วมมือกับผู้ที่ให้บริการหลักสูตร AI อยู่แล้วช่วยเพิ่มศักยภาพ

    • ท่องเที่ยว: กระตุ้น “เมืองรอง/เมืองใหม่” ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ซึ่งใช้สิทธิได้ถึง 15 ธันวาคม และสิทธิหักลดหย่อนภาษีสนับสนุนการ Renovation โรงแรมในเมืองรอง เพื่อเพิ่ม Supply และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโรงแรม

    “เงินที่ใช้ เป็นเงินเก่าไม่ได้ใช้เงินใหม่เลย เป็นเงินที่รัฐบาลราชการกันไว้เพื่อการสัมมนาอยู่แล้ว ก็ให้มาเร่งไปเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นให้มีดีมานด์แล้วเขาก็เพิ่ม Productivity เพิ่ม Supply โรงแรม และขยายโรงแรมให้ใหญ่ขึ้น” ดร.เอกนิติกล่าว

      2.แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน: ทำงานร่วมกับ ธปท. มุ่งเน้นการช่วย “ชุบชีวิต” ลูกหนี้ ให้มีโอกาสกลับมากู้ใหม่เพื่อประกอบการ ไม่ใช่กู้กินกู้ใช้

      “การแก้ปัญหาหนี้คน ไม่ใช่แก้แค่ตัดหนี้ไป AMC อย่างเดียว แต่ให้เขามีโอกาสกลับมาชุบชีวิตเขาให้เขากลับมากู้ใหม่ได้ แต่ห้ามไปกู้กินกู้ใช้ ต้องเอาไปเพิ่มประกอบการไปทําธุรกิจ ธปท.ช่วยในการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างมาก” ดร.เอกนิติกล่าว

      3.SME: มอบแพ็กเกจใหญ่ช่วยด้านสภาพคล่อง (Soft Loan, ค้ำประกัน) และเน้น Business Transformation เพื่อให้ SME เข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้ AI และ Automation โดยใช้เงินสนับสนุนจากกองทุน BOI Competitiveness

      “เราจะมีแพ็คเกจใหญ่ของ SME เพื่อช่วยให้ SMEขับเคลื่อนทั้งในระยะสั้น มีลมหายใจ มีสภาพคล่อง เรื่องค้ําประกัน สินเชื่อ Soft Loan แต่ที่สําคัญคือไม่ใช่แค่กระตุ้นสั้น แต่ให้ได้ผลยาว ก็คือ Business Transformation ทําให้เขาเข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีเป้าหมายชัดเจนว่ากลุ่มไหนเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานให้ได้ นอกจากนี้ BoI พร้อมสนุนด้วยการใช้เงินที่กันไว้สำหรับการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันราวหมื่นล้าน มาสนับสนุนให้ SME พัฒนาการผลิต ลดต้นทุน เช่น การใช้ Automation” ดร.เอกนิติกล่าว

      4.การออม (ระยะยาว): เตรียมออกแพ็กเกจตลาดทุน สู่การลดความเหลื่อมล้ำในการลดหย่อนภาษีการลงทุน ด้วยการสร้าง Individual Saving Account (ISA) ที่ทุกคนมีบัญชีของตัวเองเพื่อเลือกลงทุนในตลาดทุนได้ตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้

      “เราจะทําเรื่องการออมโดยเฉพาะในตลาดทุน โดยจะออกเป็นแพ็คเกจในอาทิตย์หน้า ที่ผ่านมาในการลดหย่อนภาษี คนรวยได้ลดหย่อนภาษีมากกว่าคนรายได้น้อย เราก็ต้องทําให้ลดความเหลื่อมล้ํา แต่ทําให้ตลาดทุนใหญ่ขึ้น ผ่านโครงการ Individual Saving Account ที่ต่อไปทุกคนสามารถมี ISA แล้วไปเลือกลงทุนได้เองในตลาดทุน แล้วก็ไม่ต้องมาขอสรรพากรลดหย่อนภาษี” ดร.เอกนิติกล่าว

      5.การลงทุนเพื่ออนาคต: ปลดล็อก (Unclock) ข้อจำกัดการลงทุน และการทุจริต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ ทั้ง Digital, EV, Smart Electronic, Medical Hub

      “เราแก้ปัญหาปลดล็อคการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนสําหรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับดิจิทัล ที่ทุกประเทศสนใจ Smart Electronic ซึ่งประเทศไทยเรามีฐานอยู่แล้ว เราเป็นฐนการผลิตรถยนต์ แต่เป็นรถยนต์สันดาบเก่า เราต้องยกระดับ เพียงแค่ปลดล็อคกติกา BOI ไม่ต้องใช้เงิน” ดร.เอกนิติกล่าว

      ดร.เอกนิติกล่าวว่า ที่สําคัญที่สุดคือ ฐานรากสำคัญ วินัยการคลัง นโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย 5 เสาหลัก 1 ฐานราก

      วินัยการคลัง คือ รากฐานของนโยบาย โดยรัฐบาลได้เน้นย้ำการใช้จ่ายเงินเดิมอย่างมีประสิทธิภาพและมีการ คืนหนี้ ธ.ก.ส. เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพื่อแสดงความตั้งใจในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ซึ่งส่งผลให้ Rating Agency ยืนยัน Outlook เป็น Stable

      “ด้านฐานราก นโยบายแรกที่ทํา คือ การคืนหนี้ ธ.ก.ส. วันที่ 30 กันยายน เริ่มประชุมครม.ครั้งแรก ที่นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายรัฐบาลเรื่องงบประมาณ ก็พยายามคุมวินัยการคลัง สิ่งแรกที่ผมทําผมขอคืนหนี้ธ.ก.ส. เป็นการคืนครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่ารากฐานเรารักษาวินัยการคลัง”

      “และเงินกระตุ้นเศรษฐกิจทุกอย่างไม่ได้ใช้เงินใหม่เลย ใช้เงินเดิมที่ทําให้เฉพาะเจาะจงตรงเป้าหมายมากขึ้น ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ให้ตรงเป้าได้ผลยาว วินัยการคลังช่วยได้มาก เพราะวันเข้ารับตําแหน่ง ไทยโดนสถาบันจัดอันดับคสามน่าเชื่อถือ 2 ราย เตือนและปรับแนวโน้มจากมีเสถียรภาพ(Stable) เป็นเชิงลบ( Negative) แต่วันนี้ด้วยความตั้งใจจริงแล้วรักษาวินัยการคลัง เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว S&P ก็ยืนยันให้แนวโน้มมีเสถียรภาพ(Stable Outlook)” ดร.เอกนิติกล่าว

      การประสานนโยบาย: คลัง-ธปท. ทำงานร่วมกันทุกวัน

      ผู้ดำเนินการเสวนาได้หันมาถามนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.ว่า ได้นำนโยบายรัฐบาลไปประสานกับนโยบายของแบงก์ชาติอย่างไรบ้าง พร้อมให้ข้อมูลผู้เข้าฟังว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

      นายวิทัยกล่าวว่า แบงก์ชาติกับคลังทํางานด้วยกันดีมาก ไม่มีปัญหา Policy Coordination ทํางานร่วมกันเต็มที่ แบงก์ชาติไม่ได้ใช้นโยบายทางการเงินอย่างเดียว ใช้เครื่องมืออื่นประกอบด้วย ไม่ได้ใช้ดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียวเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายทางการเงิน เพราะมีข้อจํากัดจริงๆ

      นายวิทัยกล่าวว่า ในช่วงนี้บริบทเปลี่ยนแปลงไป แบงก์ชาติใช้การทํางานออกมาตรการเฉพาะจุดในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หน้าที่แบงก์ชาติไม่ได้มีเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือกระตุ้นการบริโภคเหมือนรัฐบาลที่ต้องดูแล แต่หน้าที่แบงก์ชาติดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคระยะยาว แล้วพยายามจะออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้ง หนี้ครัวเรือน สินเชื่อ SME ที่ติดลบต่อเนื่องกันมา 13 ไตรมาส แล้วก็เข้าไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น เงินเทา การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ เป็นสิ่งที่ทําในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

      “อย่างแรกก็คือ คลังกับแบงก์ชาติทํางานร่วมกันเต็มที่ แบงก์ชาติช่วยสนับสนุนในที่สิ่งเราดูแลเสถียรภาพเป็นหลัก คลังจะดูแลการเติบโต ให้เกิดการเติบโตอย่างที่มีเสถียรภาพ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก็จะเป็นการเติบโตที่ยั่งยืน” นายวิทัยกล่าว

      ด้านดร.เอกนิติเสริมว่า “ในการทํานโยบายเราเคารพซึ่งกันและกัน ท่านผู้ว่ามีอิสระ ผมไม่เคยแทรกแซงเลย แต่เราเป้าหมายเดียวกัน แล้วเราช่วย coordinate กันเพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย เราคุยกันทุกวัน”

      เยียวยาภัยพิบัติ: มุ่ง “ฟื้นฟูชีวิตคน” และ “เข้มแข็งกว่าเดิม

      ผู้ดำเนินรายการได้ถามกรณีภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคใต้ (หาดใหญ่) กับรองนายกรัฐมนตรีฯ และผู้ว่าการ ธปท.ว่า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจหรือนโยบายที่วางไว้อย่างไร แล้วแบงก์ชาติจะมีส่วนเสริมอย่างไร ในการที่จะให้เศรษฐกิจกลับมาสู่ระดับเดิมได้

      ดร.เอกนิติเล่าว่า ได้ลงพื้นที่หาดใหญ่เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ สำนักงานภาคใต้ของธปท. ซึ่งได้เห็นสภาพจริงๆ พบว่า ผลในเชิงเศรษฐกิจไม่มาก พื้นที่ที่ถูกกระทบไม่ได้มีผลกับ GDP หาดใหญ่มากนัก แต่สิ่งที่กระทบมากกว่าคือชีวิตคน

      “ผมลงพื้นที่กับประธานสมาคมธนาคารไทย ประธานสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ธปท.ก็ส่งสำนักงานภาคใต้มาร่วมด้วย เหตุผลที่นำธนาคารลงพื้นที่ เพราะการทํานโยบายไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจมากๆ นี่คือ ชีวิตคนจริงๆ ชีวิตคนที่ไม่เหลืออะไรทั้งสิ้น ทรัพย์สินทุกอย่างทั้งหมดไม่รู้จะฟื้นขึ้นมาอย่างไร พวกเขาเจอทางตันหมดเลย โดยเฉพาะคนรายเล็กรายย่อย ร้านค้าทั้งหมดทรัพย์สินทั้งหมดหายหมด เพราะฉะนั้นการที่ลงไปคือลงไปเห็นของจริง พวกเราเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ที่ท่านอาจารย์ป๋วยพูดเสมอว่าทางเศรษฐศาสตร์ไม่ได้กระทบแค่ภาพใหญ่ มหภาค เสถียรภาพ แต่คือชีวิตคน สิ่งที่ลงไปแล้วเห็นชีวิตคน ไปดูของจริงเราต้องช่วย แม้ผลกระทบในมหภาคไม่ได้มาก แต่ผลกระทบกับชีวิตคนกับครอบครัว และโดยเฉพาะคนที่มีโอกาสน้อยกว่า” ดร.เอกนิติกล่าว

      ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า วันนี้คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะประชุมกัน ต้องประสานนโยบายทั้งหมด และในฐานะที่เป็นรองนายกฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เชิญภาคเอกชนมาร่วมด้วย รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะเป็นการช่วยชีวิตคน

      แม้ผลกระทบต่อ GDP แต่ผลกระทบต่อ “ชีวิตคน” และ “ครอบครัว” นั้นรุนแรงมาก จึงเตรียมมาตรการฉุกเฉินที่จะเข้า ครม. เศรษฐกิจ โดย

      • ให้ “ออกซิเจน” ระยะสั้น: การพักต้นพักดอกเบี้ย และดอกเบี้ย 0% สำหรับผู้ที่ไม่เหลืออะไรเลย
      • ฟื้นฟูธุรกิจ: ใช้กลไกประกันสังคมเพื่อให้ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเลิกจ้างคนงาน
      • การลงทุนเพื่ออนาคต: เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการเสนอให้ หาดใหญ่เป็น Smart City มุ่งเน้นอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบกลับมา “แข็งแรงกว่าเดิม” ในระยะยาว

      “สําหรับเรื่องการเยียวยาเรื่องคน ชีวิตคนที่ไม่เหลือเลย การพักต้นพักดอกจําเป็น เพราะต้องการให้เขามีชีวิต ต่อลมหายใจเขาก่อนให้ช่วงระยะหนึ่ง ดอกเบี้ย 0% ก็ต้องจําเป็น ส่วนประกันก็ต้องใช้เครื่องมือทุกอย่าง และได้ดึงกระทรวงแรงงาน ประกันสังคมมาร่วมในการช่วยจ่าย เพราะจากการคุยกับธุรกิจ SME เขาบอกว่าไม่อยากไล่คนงานออก แต่เขาต้องช่วยคนงาน ก็ต้องเอาประกันสังคมมาช่วยที่จะมาช่วยชีวิตคนให้ธุรกิจอยู่แล้วฟื้นให้เร็วที่สุด ที่สําคัญคือ เราเจอความเข้มแข็งของภาคเอกชนในพื้นที่ นโยบายที่จะเข้าครม.เศรษฐกิจ จึงเป็นมาตรการทั้งเยียวยาและฟื้นฟู ฟื้นฟูชีวิตและฟื้นฟูธุรกิจกลับมาเข้มแข็ง” ดร.เอกนิติกล่าว

      นอกจากนี้ยังมีนโยบายอีกด้านหนึ่ง ระบบป้องกันภัย การลงทุนเพื่ออนาคต ภาคเอกชนก็เสนอว่าทําให้หาดใหญ่ที่กลับมาฟื้นและดีกว่าเดิม ทำให้หาดใหญ่ทเป็น Smart City ซึ่งหาดใหญ่ก็มีความพร้อม หากวางระบบตรงนี้ได้หาดใหญ่อาจจะกลับมาฟื้นได้ดีกว่าเดิม

      ทางด้านนายวิทัยกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงิน โดยหลักจะเป็นภาพรวม อีกส่วนหนึ่งก็ดําเนินการผ่านสถาบันการเงินที่แบงก์ชาติกำกับ

      นายวิทัยกล่าวว่า ผลกระทบน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับหาดใหญ่ สงขลามีส่วนต่อการเติบโตของ GDP ประมาณ 2.6% ผลกระทบหนักจริงอยู่ที่หาดใหญ่แต่ว่าถ้าเทียบในภาพรวมแล้วด้วยความที่ Contribution ต่ํากว่า เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมมีประมาณ 0.1%ไม่เกิน 0.2% ของ GDP รวม

      “ในเรื่องของนโยบายการเงินที่พยายาวมช่วย โดยที่แบงก์ชาติกํากับสถาบันการเงิน จึงได้ผ่อนปรนเกณฑ์ทั้งหมดของเราที่ทําได้ เช่น เกณฑ์การจัดชั้น ลูกหนี้ไม่ชําระหนี้ก็ไม่ต้องจัดเป็น NPL สามารถลดต้นลดดอกได้ สามารถลดการจ่ายภาระหนี้บัตรเครดิต เช่น จากจ่ายขั้นต่ำ 8% อาจจะลงมา 0 หรือ 3% เกณฑ์ที่ออกไปทั้งหมดเปิดให้ทํางาน และพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นด้วย” นายวิทัยกล่าวและว่า จากการหารือกับสถาบันการเงิน สมาคมทหารไทยก็ยินดีช่วยเต็มที่ แต่บริบทอาจจะแตกต่างกันตามธนาคาร และหลักๆ อยู่ที่รัฐบาล

      นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

      ต้องพัฒนาคนรับอุตสาหกรรมใหม่ ปลดล็อคกติกา

      ผู้ดำเนินการถามว่า ในระยะยาวจะทําอย่างไรไม่ให้ GDP ของประเทศร่นถอยลงไปเรื่อยๆ จะปรับโครงสร้างอย่างไร เราจะหลุดจากตรงนี้ได้อย่างไร

      ดร.เอกนิติกล่าวว่า “อย่างแรกผมว่าต้องยอมรับความจริงว่าเรากินบุญเก่ามานานแล้วไม่ได้ลงทุนใหม่เลย เพราะฉะนั้นแม้ผมจะเข้ามาช่วยช่วงเวลา 4 เดือนสั้นๆ ที่สําคัญคืออยากจะวางรากฐานไว้ให้กับใครๆ ก็แล้วแต่ที่มาต่อในรัฐบาลหน้า ที่จะต้องเจอกับสภาพเดียวกันในสิ่งที่ประเทศไทยประสบ”

      “โครงสร้างของประเทศที่เราเจอผลกระทบของภาษีทรัมป์แรง เพราะเราพึ่งพาการส่งออกมาก และจากการพึ่งการส่งออก ขณะที่ในประเทศอ่อนแอ เมื่อส่งออกเหวี่ยง จึงได้รับผลกระทบหนัก การส่งออกสินค้า 60% รวมบริการก็ 70% ของ GDP เราถูกกระทบแรง การสร้างความเข้มแข็งในประเทศผ่านการลงทุนในระยะยาวเป็นสิ่งสําคัญมาก ผมถึงเน้น การลงทุนในคน จะเห็นว่าเกือบทุกนโยบายที่ผมพูดมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่งพลัส หรือการลงทุนของ BoI ผมเน้นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน” ดร.เอกนิติกล่าว

      ประเทศยังมีอุตสาหกรรมที่ต่างชาติให้ความสนใจอีกมา เช่น ด้านเกษตร Food Processing, Smart Farming อุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ EV, อุตสาหกรรม Smart Electronic, อุตสาหกรรมทางการแพทย์ Medical Tourism หรือ Medical Hub การแพทย์ครบวงจรแล้ว เพียงแต่ปัจจัยสําคัญที่สุดคือคน ทักษะคน จะเห็นได้ว่านักลงทุนต่างประเทศเข้าไปเวียดนามจำนวนมาก เพราะเวียดนามมีคน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประเทศมีน้อยมาก

      “ผมถึงเน้นเรื่อง Reskill เพราะฉะนั้นการจะให้ประเทศไทยรองรับถึงอนาคตเราต้องเน้นเรื่อง Reskill ถ้าเป็นระดับบนสุดคือระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่วันนี้ผมใช้ BOI เป็นเครื่องมือ ทําในเรื่อง Demand Driven โดยใช้เงิน BOI ประมาณหมื่นล้านบาท มาใช้ในการ reskill ด้วยการส่งเสริมการเพิ่มทักษะผ่านหลักสูตรระยะสั้นที่ปัจจุบันมีการพัฒนาหลักสูตรสั้นๆ จำนวนมาก อยู่ในระบบดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องใช้เรียนนานเหมือนกับระบบมหาวิทยาลัย นักลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BoI อาจจะจับมือกับสถาบันการศึกษาจัดหลักสูตรสั้นขึ้นมา แนวทางนี้สำหรับทักษะระดับบน”

      สำหรับทักษะคนระดับกลาง มุ่งไปที่ Business Transformation สำหรับ SME เพิ่มทักษะของ พ่อค้าแม่ค้าให้เข้าสู่โลกดิจิทัลให้มีการเรียนรู้ “เพราะฉะนั้นสําคัญที่สุด ผมคิดว่าการเตรียมพร้อมสําหรับเมืองไทยให้กลับมาเข้มแข็งใหม่ คือ คน”

      เรื่องที่ 2 ดร.เอกนิติกล่าวว่า คือ การผลักดันพลังงานสะอาด การลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Automation หรือ Data Center เข้ามาในไทยไม่น้อย เพราะไทยมีโครงสร้างพื้นฐานน้ํา ไฟ ที่ดี พร้อมรองรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะภาคตะวันออก มีทั้งท่าเรือ มีทั้งสนามบิน มีทุกอย่าง แต่ทุกวันนี้โลกทั่วไปต้องการพลังงานสะอาด ประเทศไทยมีไม่พอ ต้องปลดล็อค รัฐบาลเตรียมลงทุนใน Floating Solar และ Solar Farm โดยใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ Thailand Future Fund เป็นเครื่องมือโดยไม่เป็นภาระงบประมาณ และต้องปลด Direct PPA ให้ผลิตไฟและขายไฟเข้าโรงงานได้

      “ที่สําคัญที่สุดคือปลดล็อค กติกา ประเทศไทยเราติด Red Tape หรือ ระเบียบราชการที่ยุ่งยากซับซ้อนหรือมีขั้นตอนมากเกินไป ขณะที่มีการลงทุนที่พร้อมอยู่แล้วกว่า 4 แสนล้านบาท ผมก็เลยทําโครงการ Thailand Fast Pass เพื่อปลดล็อคตรงนี้ก่อน แก้สั้นได้ผลยาว และยังมีการปฏิรูปกฎกติกา (Guillotine)” ดร.เอกนิติกล่าว

      Policy Coordination ไม่ติดขัด มุ่งเป้าหมายเดียวกัน

      คำถามปิดท้ายก่อนที่ดร.เอกนิติจะไปประชุมครม.เศรษฐกิจ คือ จากการที่ทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับผู้ว่าการธปท.สนิทกันมาก check and balance เป็นอย่างไร

      ดร.เอกนิติกล่าวว่า “อย่างแรกการทำงานด้วยข้อมูลที่ตรงกัน ช่วยลดความขัดแย้งได้มาก เพราะเราทํางานบนข้อมูลตรงไปตรงมา อะไรที่ทีมผมผิดผมก็กลับไปแก้ ทีมท่านผู้ว่าไม่ตรง ท่านผู้ว่าก็กลับไปแก้ ผมว่าช่วยได้เยอะ ทําให้การ coordination ง่าย สอง หลัก Principle ผมเชื่อหลักนี้มาก คือ แบงก์ชาติต้องมีอิสระในเชิงเครื่องมือ แต่นโยบาย เราคือคนไทย ประเทศไทย เรารับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจด้วยกัน ต้องไปด้วยในเชิงนโยบาย คําว่า Policy Coordination ที่อยู่ในวิสัยทัศน์ท่านสําคัญมาก แต่อิสระเชิงเครื่องมือท่านทําเลย เพราะฉะนั้นเราถึงทําจริง ๆ นี่คือสิ่งที่ช่วยทําให้เป้าหมายที่อยากช่วยให้ประเทศไทย ในด้านศักยภาพการแข่งขันโตอย่างมีเสถียรภาพแล้วก็ยั่งยืน”

      นายวิทัยกล่าวว่า “พวกเราทํางานร่วมกัน ประสานงานไม่มีติดขัด coordination เป้าหมาย แต่ต้องยอมรับว่าแบงก์ชาติต้องมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องนโยบาย ซึ่งอันนี้ท่านได้ยิน ท่านให้อิสระเราอย่างเต็มที่ ตามกฎหมาย นอกจากมีความอิสระแล้ว เป้าหมายดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคอยู่แล้ว แต่ก็เขียนไว้ว่าต้องคํานึงถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย ไม่ใช่อิสระแบบหลุดลอยไปเลย หรือไม่ดําเนินการอะไรเลย อิสระแบบต้องเป้าหมายต้องคุยกันแล้วทําไปด้วยกัน”

      “ตอนตัดสินใจเรื่องนโยบายทางการเงินหรือการออกความเห็นในเรื่องสําคัญๆ เรามีอิสระอย่างเต็มที่ ยืนยัน” นายวิทัยกล่าว

      แบงก์ชาติปรับแนวการทำงาน ใกล้ชิดสังคมมากขึ้น

      ในช่วงต่อมานายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กล่าวปาฐกาถาพิเศษ

      โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทและแนวทางการทำงานของ ธปท. ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นย้ำว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะเติบโตช้า (Slow Growth) และเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ทำให้การพึ่งพาเพียงเครื่องมือนโยบายการเงินแบบเดิมไม่เพียงพอ

      • 3 บริบทสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไป

      ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างจากอดีต โดยมี 3 บริบทหลักที่ ธปท. ต้องปรับตัวเข้าแก้ไข:

      1. การเติบโตต่ำ (Slow Growth): เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด จากช่วงก่อนโควิดที่เคยโตประมาณ 4% เหลือเพียง 2.1% ในปีปัจจุบัน และคาดการณ์ปีหน้าเพียง 1.6% ธุรกิจ SME และ รายย่อย มีปัญหาจริงจัง โดยเฉพาะสินเชื่อ SME ที่ติดลบต่อเนื่องกันมาถึง 13 ไตรมาส หรือ 3 ปีเศษ ส่วนรายย่อยจากแต่เดิมโตปีละ 15% ลงมาเหลือ 3% ปีที่แล้วเหลือ ไม่ถึง 2% ในขณะที่ครัวเรือนมีรายได้น้อยกว่ารายจ่ายติดต่อกันหลายปี ซึ่งเป็นแรงกดดันให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือน

      “สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้ เราจะพบว่าวันนี้เราอยู่ในจุดที่ระบบเศรษฐกิจเติบโตต่ำมาก เศรษฐกิจเราไม่ได้เหมือนสมัยก่อน ก่อนโควิดเราโต 4% ปีนี้เราโต 2.1% ปีหน้าเราจะโต 1.6% ที่คาดการณ์ไว้ เราอยู่ในสถานะไม่เหมือนเดิม สมัยเดิมไม่ต้องทําอะไรมาก ก็โตปีละ 12% หรือ 5% ตอนนี้เรากังวลว่าจะมองเป้าหมายที่กําลังจะโต”

      2.ปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า: ประเทศเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย เช่น Productivity ต่ำ, โครงสร้างประชากรสูงวัย, ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้, และความไม่นิ่งทางการเมือง สิ่งที่จำเป็นคือการมี “คนลงมือแก้” มากกว่าการ “วิเคราะห์ปัญหา”

      “สิ่งที่เราอยากเห็นวันนี้คือเราอยากเห็นคนทํา เราอยากเห็นคนลงมือแก้ เราอยู่ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างมากมายจริงๆ แล้วเราต้องการคนลงมือแก้ เราต้องการคนทํา หน่วยงานมาทํามากกว่าวิเคราะห์อย่างเดียวอีกแล้ว” นายวิทัยกล่าว

      3.ข้อจำกัดของนโยบายการเงินแบบเดิม: การใช้ ดอกเบี้ยนโยบาย เพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือหลักมีผลจำกัดต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง มีผลกระตุ้น GDP ปีหน้าเพียงไม่ถึง 0.2% เนื่องจากปัญหาไม่ใช่เรื่องเงินทุนไม่พอ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การใช้ดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยเพียง สภาพคล่อง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอได้

        “นโยบายทางการเงิน มีผลต่อภาพรวม การขึ้นลงของดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือของนโยบาย มีผลในระดับว่าไม่ใช่นโยบายที่เป็นตรงจุดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือแก้ปัญหาเป็นจุดๆ ได้ เป็นภาพรวม การลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาแล้ว 4ครั้ง มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้หรือปีหน้าเพียงต่ํากว่า 0.2% เพราะมันไม่ใช่เป็นปัญหาเรื่องเงิน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าแบงก์ชาติยังใช้เครื่องมือทางการเงินหลักคือดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจน้อยมาก” นายวิทัยกล่าว

        แต่การลดดอกเบี้ยนโยบายมีความจําเป็น เพราะช่วยด้านสภาพคล่อง ทําให้คนอยู่ได้ ช่วยทําให้การจ่ายได้ไม่เป็นภาระ และมีพื้นที่พอที่จะปรับได้อีก

        • บทบาทใหม่ของ ธปท.: ยื่นมือติดดิน แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

        ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไป ธปท. จึงปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานจากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค มาเป็น “ผู้นำในการเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง” และ “ใกล้ชิดกับประชาชน” หรือ “ยื่นมือติดดิน”

        “สิ่งที่แบงก์ชาติทําจะปรับเปลี่ยนการทำงาน แต่เดิมแบงก์ชาติจะดำเนินนโยบายการเงินด้วยใช้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นหลัก แต่เราเห็นแล้วว่ามีความจําเป็น วันนี้เราจะเปลี่ยนจากผู้ที่ดูแลทางด้านนโยบายเป็นหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งคือเงินเฟ้อ สถาบันการเงิน ระบบการชําระเงิน เราต้องเป็นผู้นําในการเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาค เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง” นายวิทัยกล่าว

        หลักการสำคัญคือต้องออกมาตรการเฉพาะจุด (Targeted Measures) ที่เน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ และต้องทำอย่าง ซ้ำๆ ต่อเนื่อง ไม่ใช่การออกมาตรการเดียวแล้วจบ

        “เราต้องออกมาตรการมาก การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้ใช้มาตรการเดียวแก้จบ ต้องออกซ้ําๆ กัน จึงจะบรรเทาปัญหาได้ แก้ปัญหาได้ แก้ปัญหาไปเรื่อยๆ เราต้องเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นจุดๆ ออกมาตรการที่อยู่ใกล้กับประชาชน ใกล้ชิดกับปัญหามากขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับค่านิม core value ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดินที่แบงก์ชาติยึดถือต่อเนื่องกันมา 20 กว่าปี ” นายวิทัยกล่าว

        • มาตรการที่เป็นรูปธรรม
        • แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนรายย่อย: ธปท. เป็นหลักในการผลักดันโครงการแก้หนี้รายย่อยต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งเป็นบัญชีที่มีหนี้เสียถึง 60% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด โดยใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ SAM (ที่ ธปท. ถือหุ้น 100% ) ที่ปรับเป็น Social Agency เพื่อโอนหนี้เสียของกลุ่มนี้ ประมาณ 4.7 ล้านบัญชี ไปเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งรอบแรกโอนไป 1.6 ล้านคน ร่วมกับแบงก์ของรัฐอีก 300,000 คน

        โดย ลดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม, ลดเงินต้น, และช่วยให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบการเงินได้เร็วขึ้น จากเดิมหากเป็นหนี้เสียติดเครดิตบูโร ธนาคารต้องส่งประวัติ 5 ปีแล้วสถาบันการเงินและบูโรเก็บประวัติอีก 3 ปี รวม 8 ปี

        “มาตรแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ออกมานี้แล้ว ยังแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่จบ ต้องทําต่อ และต้องมีมาตรการออกมาอีก ซึ่งจะบรรเทาปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่เราอยู่ในจุดที่แบงก์ชาติเป็นผู้ดําเนินโครงการ หรือเป็นผู้ร่วมกับรัฐบาลและสมาคมธนาคาร” นายวิทัยกล่าว

        • แก้ไขปัญหา SME: ธปท. เตรียมออกมาตรการสนับสนุน SME นอกเหนือจาก Soft Loan เดิม โดยมุ่งเน้น “กลไกการค้ำประกันใหม่” ที่ถูกออกแบบมา มีเป้าหมายกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น อาหาร, เกษตร, Smart Electronic เพื่อให้สินเชื่อกลับมาเป็นบวก และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลประโยชน์ในไทย

        “นี่เป็นตัวอย่างการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ดําเนินการควบคู่ไปกับการใช้นโยบายทางการเงิน เพราะนโยบายการเงินไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เราก็ใกล้ชิดกับปัญหา อยู่ใกล้กับสังคม เราก็จะไม่มีคําว่า “หอคอยงาช้าง”เราหวังว่าเราจะช่วยคน ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เรามุ่งเป้าที่ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มากขึ้น” นายวิทัยกล่าว