ASEAN Roundup ประจำวันที่ 21-27 ธันวาคม 2568
- เวียดนามทุบสถิติ มูลค่าการค้าทะลุ 9 แสนล้านดอลลาร์ ติด Top 25 เศรษฐกิจการค้าโลก
- เวียดนามเตรียมเปิดเจรจา PTA กับกลุ่ม MERCOSUR รุกตลาดอเมริกาใต้
- เวียดนามเปิดนโยบายภาษีดันศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ
- อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ตั้งเป้าลงนามข้อตกลงการค้าปลายม.ค. 2569
- อินโดนีเซียบรรลุข้อตกลง FTA กับ EAEU มุ่งขยายฐานการค้าสู่ตลาดใหม่
- ฟิลิปปินส์ ขยายเวลาห้ามนำเข้าน้ำตาล เตรียมออกเกณฑ์คุมนำเข้ากากน้ำตาล
- กัมพูชายื่นเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP
เวียดนามทุบสถิติ มูลค่าการค้าทะลุ 9 แสนล้านดอลล์ ติด Top 25 เศรษฐกิจการค้าโลก

กรมศุลกากรเวียดนาม ภายใต้กระทรวงการคลัง แถลงความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในพิธีเฉลิมฉลอง ณ กรุงฮานอย หลังจากมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกรวมของประเทศทะลุ 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 พร้อมคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นปี 2568 ยอดรวมจะแตะ 920,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายเหงียน วัน โถ อธิบดีกรมศุลกากรเวียดนาม ระบุว่า ผลลัพธ์นี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและการเติบโตที่แข็งแกร่งของภาคการค้าเวียดนาม แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งในและนอกประเทศ ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ รวมถึงภัยธรรมชาติรุนแรงภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการผลิต
โดยชี้ว่า สภาพแวดล้อมทางการค้าในระดับโลกและระดับภูมิภาคในปี 2568 มีความซับซ้อน ที่สำคัญ คือการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างประเทศเศรษฐกิจหลัก การตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของสินค้า ตลอดจนกิจกรรมการผลิตและการนำเข้าส่งออก นอกจากนี้ภัยธรรมชาติรุนแรงภายในประเทศ พายุ และน้ำท่วมที่เกิดขึ้นหลายระลอกซ้ำ ส่งผลกระทบต่อการผลิต การดำเนินธุรกิจ และการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม
“แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ เศรษฐกิจของเวียดนามก็ประสบความสำเร็จในเชิงบวก โดยมูลค่าการนำเข้าและส่งออกรวมแตะระดับ 900 พันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ” นายเหงียน วันโถกล่าว
มูลค่าการค้าในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 9 เท่าตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่เวียดนามก้าวข้ามเกณฑ์การค้า 1 แสนล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกหลังจากเข้าร่วมองค์การการค้าโลกในช่วงต้นปีนั้น
โดย มูลค่ารวมคาดการณ์ว่าจะแตะ 920,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.9% จากปี 2567 การส่งออกคาดว่าจะมีมูลค่า 470,590 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 15.9%) การนำเข้า คาดว่าจะมีมูลค่า 449,410 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 18%) ดุลการค้า เกินดุลการค้าติดต่อกันเป็นปีที่ 10 โดยปีนี้คาดว่าจะเกินดุลอยู่ที่ 21,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเกินดุล 48,200 ล้านดอลลาร์จากกิจการที่ต่างประเทศลงทุน ที่ช่วยกลบการขาดดุล 27,000 ล้านดอลลาร์ของกิจการในประเทศ
นอกจากนี้คาดว่ากิจการที่ต่างประเทศลงทุนจะมีมูลค่าการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 663,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 25%จากปีที่แล้ว และคิดเป็น 72%ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศ ส่วนบริษัทในประเทศคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้าได้ 257,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2567
ในปี 2568 คาดการณ์ว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ประมาณ 36 จาก 45 กลุ่ม จะมีมูลค่าการส่งออกเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมี 8 กลุ่มที่จะมีมูลค่าการส่งออกเกิน 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และรวมกันแล้วมีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 319 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 68% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ
กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป มียอดส่งออกสูงสุดถึง 400,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.6% จากปี 2567 คิดเป็น 85.2% ของการส่งออกทั้งหมด ตามมาด้วยกลุ่มสินค้าเกษตรและประมงที่คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 44.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.1% และคิดเป็นประมาณ 9.5%ของการส่งออกทั้งหมด
ในส่วนของการนำเข้า คาดว่า 49 จาก 53 กลุ่มสินค้าจะมีมูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี 8 กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเกิน 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็น 281 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 63%ของการนำเข้าทั้งหมด สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร วัตถุดิบสิ่งทอและรองเท้า เหล็ก และโลหะอื่นๆ
เวียดนามยังคงขยายเครือข่ายการค้าไปกว่า 230 ประเทศทั่วโลก โดยมีคู่ค้าหลักคือ จีน เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ด้วยมูลค่าการค้าทวิภาคี 252,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 26.5% จากปีก่อน และยังเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าหลักมูลค่า 183,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 41% ของการนำเข้ารวม เพิ่มขึ้น 39 พันล้านดอลลาร์จากปีก่อน
สหรัฐอเมริกา เป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของเวียดนาม ด้วยมูลค่าสูงถึง 151,850 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32 พันล้านดอลลาร์จากปีก่อน คิดเป็น 32% ของการส่งออกรวม
โดยรวมแล้ว การค้ากับจีนและสหรัฐอเมริกาคิดเป็น 46% ของการค้าทั้งหมดของประเทศ
จากความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้เวียดนามก้าวเข้าสู่กลุ่ม 25 อันดับแรกของเขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกสูงสุดของโลก โดยข้อมูลจาก WTO ระบุว่าปัจจุบันเวียดนามรั้งอันดับที่ 21 ของโลกด้านการส่งออก และอันดับที่ 20 ด้านการนำเข้า โดยขยับขึ้น 11 อันดับและ 12 อันดับตามลำดับในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตอกย้ำถึงขนาดของตลาดและศักยภาพการเติบโตของประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง ความสามารถของธุรกิจภายในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น และการใช้ข้อตกลงการค้าเสรีอย่างมีประสิทธิภาพ
เวียดนามรักษาระดับเกินดุลการค้าสินค้ามาได้ 10 ปีติดต่อกัน โดยมีมูลค่าเกิน 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการตอกย้ำสถานะของประเทศในฐานะประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลอย่างต่อเนื่อง
เวียดนามเตรียมเปิดเจรจา PTA กับกลุ่ม MERCOSUR รุกตลาดอเมริกาใต้

นายเมารู วีเยย์รา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบราซิล ประกาศอย่างเป็นทางการว่า เวียดนาม และ ตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR) เตรียมเปิดฉากเจรจา ความตกลงสิทธิประโยชน์ทางการค้า (Preferential Trade Agreement: PTA) ในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและลดกำแพงภาษีระหว่างกัน
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในระหว่างการประชุมสุดยอด MERCOSUR ครั้งที่ 67 ณ เมืองฟอซโดอีกวาซู ประเทศบราซิล โดยทางการบราซิลย้ำว่าเวียดนามเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของกลุ่ม และข้อตกลงนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการค้าทวิภาคีให้เติบโตและกระชับความสัมพันธ์ของทั้งงสองฝ่ายมากขึ้น
การเตรียมเจรจาเป็นผลลัพธ์เชิงบวก หลังจากความพยายามอย่างมากของทุกฝ่ายในการผลักดันการเจรจา โดยมุ่งเน้นที่การเจรจาลดภาษีศุลกากร เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เข้าร่วม
เมื่อเดือนกันยายน 2568 กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามได้หารือร่วมกับคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิก MERCOSUR เพื่อวางแผนการเจรจา โดยปัจจุบัน ทุกฝ่ายกำลังเร่งสรุปข้อกำหนดอ้างอิง (Terms of Reference) เพื่อใช้เป็นฐานในการเปิดเจรจารอบแรกอย่างเป็นทางการที่คาดว่าจะเริ่มในต้นปี 2569
แถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับการเริ่มต้นการเจรจา ความตกลงสิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างเวียดนามและกลุ่มเมอร์โคซูร์ (MERCOSUR PTA) จะประกาศในระหว่างที่บราซิลดำรงตำแหน่งประธาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบราซิลยกย่องความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสองประเทศ
แม้จะยังไม่มีข้อตกลง PTA แต่ก็มีการค้าระหว่างเวียดนามและกลุ่ม MERCOSUR โดยข้อมูลจากกรมศุลกากรเวียดนามระบุ ว่า ณ สิ้นเดือน พฤศจิกายน 2568 มูลค่าการค้ารวมระหว่างเวียดนามและกลุ่ม MERCOSUR อยู่ที่ 11,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567
การส่งออกจากเวียดนามไปกลุ่ม MERCOSUR มีมูลค่า 3,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.9% การนำเข้าจาก MERCOSUR 7,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 4.8%
เมื่อความตกลง PTA มีผลบังคับใช้ คาดการณ์ว่า จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขยายตลาดส่งออกของเวียดนามใน MERCOSUR
เวียดนามเปิดนโยบายภาษีดันศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ

รัฐบาลเวียดนาม ประกาศบังคับใช้คำสั่งที่ 324/2025/ND-CP ว่าด้วยนโยบายภาษีสำหรับ ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Center: IFC) อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ด้านภาษีทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อดึงดูดการลงทุนและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้าสู่ประเทศ
ตามคำสั่งดังกล่าว โครงการลงทุนใหม่ที่จดทะเบียนในพื้นที่ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ และอยู่ใน กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย (Priority Business Lines) จะได้รับอัตราภาษีนิติบุคคลเพียง 10% ต่อเนื่องยาวนานถึง 30 ปี พร้อมสิทธิยกเว้นภาษีสูงสุด 4 ปีแรก และลดภาษีลง 50% ต่ออีกไม่เกิน 9 ปีถัดมา สำหรับรายได้จากโครงการลงทุนใหม่ในพื้นที่ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ
รัฐบาลระบุว่า อัตราภาษีพิเศษตามที่กำหนดไว้ จะมีผลบังคับใช้เฉพาะกับโครงการลงทุนที่จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย (Priority Business Lines) ภายในเขตศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศเท่านั้น
สำหรับโครงการลงทุนใหม่ใน ธุรกิจที่ไม่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย (Non-priority Business Lines) รัฐบาลกำหนดอัตราภาษีนิติบุคคลที่ 15% เป็นระยะเวลา 15 ปี โดยให้ยกเว้นภาษีสูงสุด 2 ปี และลดภาษี 50% ต่อเนื่องอีกไม่เกิน 4 ปี สำหรับรายได้ที่เกิดจากโครงการลงทุนใหม่ในศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ นับเป็นหนึ่งในโครงการให้สิทธิประโยชน์มากที่สุดที่เวียดนามเคยเสนอให้กับภาคการเงินจนถึงปัจจุบัน
อัตราภาษีข้างต้นจะถูกนำมาใช้เฉพาะกับโครงการลงทุนที่จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย (non-priority business lines) ภายในศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศเท่านั้น
หากธุรกิจมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของกฎหมายในการรับสิทธิประโยชน์หลายรายการ สามารถเลือกโครงการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมที่สุดได้
นอกจากภาษีนิติบุคคลแล้ว กฤษฎีกายังครอบคลุมถึง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยยกเว้นภาษีให้กับ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร นักวิทยาศาสตร์ และแรงงานทักษะสูง ทั้งชาวเวียดนามและต่างชาติ ที่ทำงานในศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ จนถึงสิ้นปี 2030
ขณะเดียวกัน รายได้ของบุคคลธรรมดาที่เกิดจาก การโอนหุ้นและการร่วมลงทุนในสมาชิกของศูนย์กลางการเงินนานาชาติ ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้รัฐบาลได้ประกาศนโยบายการเข้าออกและการพำนักสำหรับชาวต่างชาติในศูนย์การเงินระหว่างประเทศ โดยได้ออกคำสั่งฉบับที่ 327/2025/ND-CP ว่าด้วยนโยบายการเข้าออกและการพำนักสำหรับชาวต่างชาติที่ทำงาน ณ ศูนย์การเงินระหว่างประเทศ (IFC) ในเวียดนาม
คำสั่งนี้กำหนดให้มีการออกวีซ่าและบัตรอนุญาตพำนักชั่วคราวสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ ผู้จัดการ และแรงงานฝีมือที่ทำงานในหน่วยงานที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ใน IFC รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น
โดยวีซ่าหรือบัตรอนุญาตพำนักชั่วคราวต้องมีอายุใช้งานเกิน 10 ปี ระยะเวลาในการออกวีซ่าและบัตรอนุญาตพำนักชั่วคราวต้องไม่เกินสามวันทำการ นับจากวันที่เอกสารครบถ้วน
นักลงทุนรายใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ ผู้มีความสามารถพิเศษ และผู้บริหารระดับสูงที่ทำงานใน IFC จะได้รับการพิจารณาให้พำนักถาวรในเวียดนาม หากเป็นไปตามเงื่อนไขต่อไปนี้
ผู้ยื่นขอต้องมีเอกสารแสดงการจ้างงานระยะยาวในหน่วยงาน/องค์กรที่ตั้งอยู่ใน IFC และทำงานในหน่วยงาน/องค์กรดังกล่าวมาแล้วอย่างน้อยสามปีติดต่อกัน
ผู้ยื่นขอต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หัวหน้าหน่วยงานระดับกระทรวง หรือหน่วยงานราชการ หรือประธานคณะกรรมการประชาชนเทศบาลนครโฮจิมินห์หรือเทศบาลนครดานัง
เอกสารประกอบการยื่นขอวีซ่าถาวรต้องประกอบด้วยเอกสารดังต่อไปนี้ แบบฟอร์มใบสมัครขอวีซ่าถาวร บันทึกประวัติอาชญากรรมที่ออกโดยหน่วยงานที่มีอำนาจในประเทศของผู้สมัคร หนังสือรับรองจากสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศผู้สมัคร สำเนาหนังสือเดินทางของผู้สมัครที่รับรองแล้ว คำร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรและเอกสารที่พิสูจน์ว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด
ภายใน 2 เดือนนับจากวันที่ได้รับเอกสารที่ถูกต้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจะพิจารณาและตัดสินใจอนุมัติการพำนักถาวรให้แก่ผู้สมัครชาวต่างชาติ ในกรณีที่เอกสารต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม ระยะเวลาเพิ่มเติมจะไม่เกิน 1 เดือน
ภายใน 2 เดือนนับจากวันที่ได้รับแจ้งการอนุมัติการพำนักถาวรจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ผู้ยื่นขอจะต้องไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อรับบัตรพำนักถาวร ทุกๆ สิบปี ผู้ยื่นขอจะต้องไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อต่ออายุบัตรพำนักถาวร
อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ตั้งเป้าลงนามข้อตกลงการค้า ปลายม.ค. 2569

อินโดนีเซียคาดการณ์ว่าประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะร่วมลงนามในข้อตกลงการค้า (Reciprocal Trade Agreement) ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2569 หลังจากเสร็จสิ้นการทบทวนรายละเอียดด้านเทคนิคและกฎหมายที่มีกำหนดการในต้นเดือนหน้า
นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ แถลงระหว่างการบรรยายสรุปออนไลน์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ว่า คาดว่าเอกสารดังกล่าวจะได้รับการสรุปขั้นสุดท้ายหลังจากการประชุมด้านเทคนิคเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคม
ภายหลังการบรรลุข้อตกลงในประเด็นหลัก คณะทำงานทางเทคนิคของทั้งสองประเทศจะดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ สัปดาห์ที่ 2 ของมกราคม 2569 ทีมเทคนิคพบกันที่วอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้าย คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ สัปดาห์ที่ 3 ของมกราคม 2569 เอกสารข้อตกลง ART จะได้รับการสรุปสมบูรณ์
ปลายเดือนมกราคม 2569 ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดร่วมลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ
ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดการประชุมสุดยอดทวิภาคี (Bilateral Summit)
ข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการเข้าถึงตลาดอย่างเท่าเทียมกัน โดยต่อยอดจากแถลงการณ์ร่วมที่ประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568
ภายใต้เงื่อนไขที่เสนอ สหรัฐฯ จะยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าเกษตรส่งออกหลักของอินโดนีเซีย ในขณะที่อินโดนีเซียจะอำนวยความสะดวกให้สหรัฐฯ เข้าถึงแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทั่วโลก
“ข้อตกลงนี้มีลักษณะทางการค้าและเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างสมดุล” นายฮาร์ตาร์โตกล่าว พร้อมระบุว่าอุปสรรคสำคัญทั้งหมดได้รับการแก้ไขแล้ว
ข้อตกลงนี้มุ่งเน้นการแก้ไขข้อยกเว้นบางประการในนโยบายการค้าปัจจุบันของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในประเด็นที่คำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14360 ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งลงนามในเดือนพฤศจิกายน ได้ยกเว้นภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรหลายชนิด เช่น กาแฟ ชา และโกโก้ แต่กลับไม่ได้รวมถึงน้ำมันปาล์ม
ในฐานะที่อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก การบรรจุน้ำมันปาล์มเข้าไว้ในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนฉบับใหม่นี้จึงถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของรัฐบาลอินโดนีเซีย
ใน กรุงวอชิงตัน นายอินโดรโยโน ซูซิโล เอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ยืนยันว่าสถานเอกอัครราชทูตได้เริ่มเตรียมการสำหรับการเยือนของประธานาธิบดีปราโบโวแล้ว และในระหว่างที่รอคำสั่งขั้นสุดท้ายจากจาการ์ตา คณะผู้แทนทางการทูตกำลังประสานงานด้านโลจิสติกส์สำหรับการประชุมระดับสูงดังกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้ชี้แจงย้ำว่า ข้อตกลงนี้มุ่งเน้นเฉพาะด้านการค้าเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์อย่างเข้มงวด และจะไม่มีการก้าวก่ายนโยบายภายในประเทศของอินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้า ภายหลังการประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างนายแอร์ลังกา และเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
“ข้อตกลงนี้มีความสำคัญทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ต่อความต้องการทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยผลการหารือตั้งแต่วันที่ 17- 22 ธันวาคม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในทุกประเด็นและทุกสาระสำคัญแล้ว” นายแอร์ลังกากล่าวระหว่างการแถลงข่าวออนไลน์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568
นับตั้งแต่การประกาศ “วันปลดปล่อย” (Liberation Day) เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) รัฐบาลอินโดนีเซียได้ดำเนินการเจรจาอย่างเข้มข้นกับวอชิงตันเพื่อแก้ไขประเด็นทางการค้าต่าง ๆ จนนำไปสู่ แถลงการณ์ร่วมประกาศลดอัตราภาษีตอบแทนที่เรียกเก็บจากอินโดนีเซียลงจาก 32% เหลือ 19% วันที่ 22 กรกฎาคม 2568
จากนั้นทั้งสองประเทศได้ขยายผลการเจรจาสู่ข้อตกลงทางการค้าที่ครอบคลุมในทุกมิติ
อินโดนีเซียบรรลุข้อตกลง FTA กับ EAEU มุ่งขยายฐานการค้าสู่ตลาดใหม่

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 รัฐบาลอินโดนีเซียได้ลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA)กับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union :EAEU) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดกำแพงภาษีและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าของประเทศไปยังกลุ่มตลาดใหม่ (Nontraditional Markets)
นายบูดี ซานโตโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นตัวแทนฝ่ายอินโดนีเซียในการลงนาม ซึ่งจัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอด EAEU ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย โดยเขาระบุว่า ข้อตกลง FTA นี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเชิงรุกของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ในการเปิดตลาดใหม่ ๆ ให้กับภาคธุรกิจของอินโดนีเซีย
“ข้อตกลง FTA ระหว่างอินโดนีเซียและ EAEU ไม่ใช่เพียงเรื่องการลดภาษีเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสะพานเชื่อมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย” นายซานโตโซระบุในแถลงการณ์
รัฐมนตรีพาณิชย์แสดงความเชื่อมั่นว่า ข้อตกลงนี้ซึ่งลงนามต่อหน้าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย และผู้นำประเทศสมาชิก EAEU อื่น ๆ จะช่วยให้อินโดนีเซียสามารถเจาะตลาดยูเรเซียที่ยังไม่มีการทำตลาดมากนัก ซึ่งครอบคลุมประชากรกว่า 180 ล้านคน และมีมูลค่า GDP รวมสูงถึง 2.56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายซานโตโซกล่าวว่า “การลงนามครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของเราในการกระจายตลาดส่งออกของอินโดนีเซีย และแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ โดยเฉพาะในภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม”
ด้วยข้อตกลงทางการค้าซึ่งประกอบด้วย 15 บท ครอบคลุมด้านการเติบโตซึ่งกันและกัน รวมถึงการเข้าถึงตลาด การอำนวยความสะดวกทางการค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างเป็นทางการในการใช้มาตรการภาษีพิเศษกับสินค้าอินโดนีเซียถึง 90.5%
รัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ภายใต้ข้อตกลงนี้ “สินค้าหลักของอินโดนีเซียจะเข้าถึงตลาดที่กว้างขวางและแข่งขันได้มากขึ้น”
นายซานโตโซกล่าวเพิ่มเติมว่า การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์ม รองเท้า สิ่งทอและผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ประมง ยางธรรมชาติ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของอินโดนีเซีย
ในขณะเดียวกัน อินโดนีเซียก็ได้เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่กลุ่มประเทศ EAEU ผ่านฐานประชากรจำนวน 281.6 ล้านคน และ GDP มูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
นายซานโตโซย้ำว่า ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอินโดนีเซียและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เป็นมากกว่าเพียงแค่ท่าทีทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ในความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งต่างก็มีตลาดขนาดใหญ่ มีทรัพยากรที่แข็งแกร่ง และมีสินค้าที่เกื้อหนุนกัน
การลงนามครั้งนี้เป็นการร่วมลงนามระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์อินโดนีเซีย กับรองนายกรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิก EAEU ได้แก่ อาร์เมเนีย, เบลารุส, คาซัคสถาน, คีร์กีซสถาน และรัสเซีย รวมถึงประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซียด้วย
ฟิลิปปินส์ ขยายเวลาห้ามนำเข้าน้ำตาล เตรียมออกเกณฑ์คุมนำเข้ากากน้ำตาล

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 กระทรวงเกษตร ฟิลิปปินส์ยืนยันการขยายระยะเวลาการระงับการนำเข้าน้ำตาล ต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยว หรือจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2569 โดยชี้ว่าปริมาณผลผลิตน้ำตาลทรายดิบภายในประเทศยังคงแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ พร้อมย้ำนโยบายให้ความสำคัญกับการบริโภคผลผลิตในท้องถิ่นเป็นอันดับแรก
นายฟรานซิสโก ติว ลอเรล จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ระบุในแถลงการณ์ว่า กระทรวงฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานกำกับดูแลน้ำตาล (Sugar Regulatory Administration :SRA) ติดตามปริมาณผลผลิตภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ปริมาณสต็อกน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ที่ถูกต้อง
“ผมได้สั่งการให้ปาโบล อัซโกนา ผู้อำนวยการ SRA ตรวจสอบการผลิตของโรงกลั่นน้ำตาลในท้องถิ่นและรายงานความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสต็อกน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ทั้งเกรดมาตรฐานและเกรดพรีเมียม” นายติว ลอเรล กล่าว
รัฐมนตรีเกษตรได้ประกาศคำสั่งห้ามนำเข้าครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าอาจมีการขยายระยะเวลาไปจนถึงสิ้นสุดฤดูกาลหีบอ้อยหรือภายในเดือนธันวาคม
ในขณะเดียวกันกระทรวงฯ และ SRA กำลังเตรียมร่างกฎระเบียบสำหรับการนำเข้ากากน้ำตาล เพื่อสร้างหลักประกันในการคุ้มครองผู้ผลิตในท้องถิ่น
นายอัซโกนา ระบุว่า “มาตรการนี้จะเป็นหลักให้อุปทานในท้องถิ่นจะได้รับการจัดลำดับความสำคัญก่อนที่จะมีการพิจารณานำเข้า”
ภายใต้เกณฑ์นี้ผู้ประกอบการที่ใช้กากน้ำตาลจะต้องซื้อและเบิกใช้กากน้ำตาลภายในประเทศก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้นำเข้าตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Predetermined ratio) และการนำเข้าทั้งหมดต้องผ่านการอนุมัติจาก SRA
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรยังประกาศโครงการรับซื้อน้ำตาลทรายดิบ เป็นปริมาณสำรองเพื่อความมั่นคงเป็นเวลา 90 วัน
“เราเห็นว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่า เมื่อมีการดำเนินโครงการรับซื้อ ราคาจะฟื้นตัวขึ้น SRA มีความพร้อมมานานแล้ว ดังนั้นเราจึงเดินหน้าต่อ” รัฐมนตรีเกษตรกล่าว พร้อมเสริมว่ามาตรการนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและช่วยเหลือเกษตรกร
ภายใต้โครงการใหม่นี้ ผู้ซื้อจะจัดซื้อน้ำตาลทรายดิบสูงสุดถึง 400,000 เมตริกตัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการจัดสรรโควตาส่งออกน้ำตาลทรายดิบไปยังสหรัฐอเมริกา จำนวน 100,000 เมตริกตันด้วย
กัมพูชายื่นเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP

กัมพูชาได้ยื่นเข้าร่วม ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership) หรือ CPTPP ข้อตกลงการค้าเสรีภาคพื้นแปซิฟิกแล้ว เจ้าหน้าที่จากประเทศสมาชิกเปิดเผยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ตามรายงานของเว็บไซต์ bilaterals.org โดยอ้างรายงานของสำนักข่าว Kyodo ของญี่ปุ่น
การเจรจาเกี่ยวกับการเข้าร่วมเป็นภาคีของกัมพูชาในข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกแบบครอบคลุมและก้าวหน้า จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อสมาชิกปัจจุบันทั้งหมดให้ความยินยอมและจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขแล้ว
ในการประชุมระดับรัฐมนตรีที่ออสเตรเลียในเดือนพฤศจิกายน การหารือเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกของอุรุกวัยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยการเจรจาสำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียอาจเริ่มต้นได้เร็วที่สุดในปีหน้า ส่วนการเป็นสมาชิกของคอสตาริกานั้นใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว
ข้อตกลงทางการค้าดังกล่าว ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2561 หลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวออกไปในช่วงวาระแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับสหราชอาณาจักรเป็นภาคีลำดับที่ 12 ในปี 2567
นอกจากนี้ยังรวมถึงออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ และเวียดนามด้วย


