
เส้นทาง ‘คดีทักษิณ’ ติดคุกใหญ่ 17 ปี แลกดีลกลับไทย ลดโทษติดคุก 1 ปี โลดแล่นบนเวทีการเมือง 2 ปี ก่อนเข้าคุกจริง 70 วัน จับตา 2 คดีใหญ่ๆ ทั้ง 112 ต้องจ่ายภาษีให้กรมสรรพากร 1.76 หมื่นล้าน จากยอดทรัพย์สิน 7.2 หมื่นล้าน
……..
70 วัน ในเรือนจำกลางคลองเปรม ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ในสถานภาพนักโทษเด็ดขาด รับทราบว่าตัวเองต้องถูกดำเนินคดีพร้อมกัน 2 คดี ในวันเดียว
ช่วงเช้าเป็นคดีอาญามาตรา 112 ที่อัยการสูงสุดอุทธรณ์ ในช่วงบ่ายศาลฎีกามีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวม 1.76 หมื่นล้านบาท
19 ปีก่อนหน้านี้ เขาใช้ชีวิตในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ลี้ภัย-หนีคดี-สู้คดี อยู่ในดูไบ อังกฤษ และแอฟริกาใต้
2 ปีก่อนหน้า เขาได้อดีตนายกรัฐมนตรีหลังพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลแบบข้ามขั้ว ทันทีที่กลับถึงเมืองไทย เขาได้รับการอภัยโทษลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี แต่ไม่ทันข้ามคืน เขาถูกนำตัวไปพักที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14
6 เดือน บนห้องพักในโรงพยาบาลตำรวจ เกิดคดีและคำครหาหนาหู เรื่องความไม่ชอบด้วยกฏหมาย และข้อร้องเรียน
18 เดือน ชีวิตหลังพักโทษ ของทักษิณ อยู่ในปรากฏการณ์ข่าวดี-ขาขึ้นของครอบครัวชินวัตร ทั้งการขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ประเทศไทย การสัมภาษณ์สื่อมวลชนเรื่องดีลการเมือง ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง ทั้งระดับเลือกตั้งทั่วไป ถึงระดับเลือกตั้งท้องถิ่น
ที่สุดของที่สุดแห่งครอบครัวชินวัตร คือ ‘ทักษิณ’ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ได้ใส่ชุดขาวเต็มยศ เคียงคู่บุตรสาว แพทองธาร ชินวัตร ที่ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 31
1 ปีที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในสปอตไลน์การเมือง คู่ขนานการขึ้น-ลง ศาลอาญาในคดีอาญามาตรา 112 และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใน “คดีชั้น 14”
9 กันยายน ที่ผ่านมา มีคำพิพากษา ของศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ ด้วยความผิด 3 ประเด็นหลัก คือ การส่งตัวนายทักษิณ จำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ได้เป็นไปตามระเบียบราชทัณฑ์ และ อาการป่วยไม่ได้ฉุกเฉิน รพ.ราชทัณฑ์ สามารถรักษาได้ และการบังคับโทษไม่เป็นไปตามกฎหมาย การที่รักษาตัวใน รพ.ตำรวจ ถือว่าจำเลยได้ประโยชน์ จึงไม่อาจถือระยะเวลาในการรักษาตัวใน รพ.ตำรวจ เป็นระยะเวลาของโทษจึงต้องบังคับโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ตามพระบรมราชโองการ
ในเช้าของวันที่จำคุกครบ 70 วัน เป็นวันที่คำภาวนาของครอบครัวชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เคยขอพรไว้ว่า “ขอให้มีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต” ห่างใกลออกไปจากความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
เมื่อปรากฏรายงานข่าวที่ได้รับการยืนยันจากอดีตทนายปากเอกของตระกูล ยอมรับว่า อัยการสูงสุด มีความเห็นอุทธรณ์คดี ทักษิณ ชินวัตร ความผิดอาญาตามมาตรา 112 กรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ พาดพิงบุคคลในสถาบันเบื้องสูง
ตามมาด้วยคดี ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับในคดีภาษีของทักษิณ ที่กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท เป็นคดีต่อเนื่องตั้งแต่ขายหุ้นชินคอร์ป ในช่วงก่อนรัฐประหาร 2549
คำพิพากษากลับ-ที่เปลี่ยนแปลงไปจากขั้นอุทธรณ์ ระบุตอนใจความสำคัญว่า “เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ของตนโดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองเเท้ และนางสาวพินทองทา ถือหุ้นแทน เพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ที่กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร ในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย”
“ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย อย่างร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ส่วนประเด็นอื่น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงพิพากษากลับ”
ขั้นตอนจากนี้ อัยการสูงสุดจะมีการดำเนินการสืบทรัพย์ และเข้าสู่การดำเนินการของกรมบังคับคดี เพื่อบังคับคดี
ส่วนหนึ่งอาจเป็นไปได้ว่า กรมสรรพาการ สืบเส้นทางทรัพย์สินจากที่นิตยสาร Forbes ประเมินว่าทักษิณ ชินวัตร มีทรัพย์สินมูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 72,500 ล้านบาท เป็นยอดทรัพย์สินที่ได้จากการลงทุนในต่างประเทศที่เขาเคยลี้ภัย ไปใช้ชีวิต อาทิ ในอังกฤษ ดูไบ และแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเทคโนโลยีสุขภาพ และทรัพย์สินบางส่วน ที่บริหารโดยทายาทชินวัตร
อ้างตามคำพิพากษา ในปี 2553 สรุปว่านายทักษิณ ชินวัตร มีทรัพย์สินในนามของตัวเองและถือผ่านนอมินีรวมกันถึง 76,621 ล้านบาท แต่เนื่องจากทรัพย์สิน 46,373 ล้าน ได้เพิ่มขึ้นในระหว่างที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2544-2549 ซึ่งเชื่อว่าได้มาจากการออกนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ศาลพิพากษาให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน
รายการทรัพย์สินของทักษิณ ชินวัตร ที่ตกเป็นของแผ่นดิน ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 24 มีนาคม 2553 ส่วนใหญ่เป็นบัญชีเงินฝากและหน่วยลงทุนในธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง เป็นชื่อของคุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ รวม 36 บัญชี รวมเงินทั้งสิ้น 46,373 ล้าน
หลังทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดทรัพย์สิน ถูกรัฐประหาร ในปี 2549 จากนั้นในปี 2550 หลังพ้นจากตำแหน่ง 1 ปี เขาแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ระบุว่า มีทรัพย์สินและเงินฝาก ที่ดิน บ้าน หุ้น ฯลฯ รวมกันทั้งสิ้น 614 ล้านบาท ส่วนของคุณหญิงพจมาน มีทรัพย์สินรวมกัน 8,484 ล้านบาท
ในปี 2552 นายทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อในอังกฤษ แจ้งว่ามีทรัพย์สินอยู่นอกประเทศไทยราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่รวมถึงเงินที่นำไปลงทุนในเหมืองทอง เหมืองเพชร และการลงทุนอื่น ๆ ในหลายประเทศ ประกอบด้วย บ้านในลอนดอน สหราชอาณาจักร มูลค่า 264 ล้านบาท
ครอบครอง วิลล่าหรูหราในย่านเอมิเรตส์ฮิลส์ของนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) มีเครื่องบินส่วนตัว Bombardier Global Express XRS มูลค่า 45.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, รถยนต์หรู 2 คัน ได้แก่ Lexus รุ่น LS 600h L และ Jaguar สีดำ
มีรายการลงทุนในบริษัท Startup ด้านเทคโนโลยีสุขภาพของประเทศอังกฤษ 2 แห่งคือ DNANudge และ Owlstone Medical และลงทุนในเหมืองทอง เหมืองเพชร และการลงทุนอื่น ๆ ในแอฟริกาใต้
ล่าสุด ก่อนคำพิพากษาต้องเดินทางเข้าคุก 5 วัน เขาใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว Bombardier Global 7500 มูลค่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,700 ล้านบาท บินไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
ทั้งการต้องโทษจำคุก 1 ปี ที่ผ่านไปเพียง 70 วัน “ทักษิณ” ต้องต่อสู้คดีเก่า ที่เพิ่งเริ่มต้นนับใหม่อีก 2 คดี นับเป็นความหนักหนาสาหัสของครอบครัว “ชินวัตร”
ความหวังที่ผู้นำทางจิตวิญญาณ ของพรรคเพื่อไทย (พท) จะได้พักโทษ หลังจำคุกครบ 6 เดือน หรือจำคุกมาแล้ว 1 ใน 3 ของโทษทั้งหมด เพื่อออกมาโลดแล่นในโลกการเมือง เคลื่อนทัพสีแดงเข้าสนามเลือกตั้ง ต้องเผชิญกับชนักดอกใหญ่ ที่ปักคาหลังไว้ตลอดฤดูกาล
ภาพที่ทักษิณ เคยรุ่งโรจน์ เมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้ ท่ามกลางนักการเมืองรุ่นใหญ่ นักธุรกิจที่มั่งคั่งคับฟ้าเมืองไทย นักการทูต และพลานุภาพของกระแสแห่งการ “ดีลลับ” สะเทือนทั่วทั้งแผ่นดิน
ตรงกันข้ามกับเวลานี้ ที่ลูกสาวคนโต พินทองทา ชินวัตร กล่าวกับสื่อมวลชน ว่า “คุณพ่ออยู่ในนี้ (เรือนจำ) คนเดียว ไม่มีใครอยู่ด้วย”
ไม่เพียงคดีชั้น 14 ที่ยังไม่จบ ยังมีข้าราชการอีก 12 ราย ที่ต้องทยอยรับโทษ เครือข่ายอำนาจที่อยู่เคียงข้างบ้าน “ชินวัตร” ยังต้องฝ่าคดีตามยึดทรัพย์จ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน
ไม่นับรวมคดีของบุตรสาว แพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ที่ต้องเดินหน้าสู้คดี “คลิปเสียง” ที่ทำให้ทายาทชินวัตรรุ่นที่ 2 ต้องพ้นจากเก้าอี้
‘ทักษิณ’ เคยบอกว่าเขาติดคุกใหญ่-ในต่างประเทศ หลังถูกยึดอำนาจในปี 2549 นานกว่า 17 ปี เขายอมกลับเมืองไทยในปี 2566 เพื่อติดคุกในแผ่นดินเกิด เพื่อแลกกับได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว และเลี้ยงหลาน
ทว่าการติดคุกในคดีแรก กำลังดำเนินไป คดีคุกครั้งใหม่ก็คืบคลานเข้ามา !!



