
SCB EIC เผยแพร่บทวิเคราะห์ Thailand’s Regulatory Reform : รีเซ็ตกฎเกณฑ์ภาครัฐ เปลี่ยนเบรกเป็นคันเร่งเพิ่มประสิทธิภาพ เอื้อให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ ที่ชี้ว่า ประเทศไทยต้องปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย ในช่วงที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก
ไทยแข่งขันได้แย่ลงในเวทีโลก ประสิทธิภาพภาครัฐเป็นตัวฉุดสำคัญ
รายงานความสามารถในการแข่งขันโลกปี 2025 ของ International Institute for Management Development (IMD) ชี้ว่า อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยปรับลดลง 5 อันดับอยู่ที่ 30 จาก 69 ประเทศทั่วโลกที่จัดอันดับ ซึ่งประเมินจากองค์ประกอบ 4 มิติหลัก ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน มิติน่ากังวลที่สุดสำหรับไทย คือ ประสิทธิภาพภาครัฐ เพราะอันดับร่วงลงมามากอยู่ที่ 32 ต่ำสุดในรอบ 10 ปี (รูปที่ 1) ขณะที่ดัชนีย่อยสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลักของประสิทธิภาพภาครัฐไทย เช่น ความโปร่งใสต่ำ (อันดับ 59), การติดสินบนและคอร์รัปชัน (อันดับ 55), ความสามารถในการปรับนโยบายภาครัฐที่ไม่ทันโลก (อันดับ 53) และกฎหมายแข่งขันทางการค้าที่ยังไม่เข้มแข็ง (อันดับ 52) หากพิจารณาคะแนนรวมสุทธิของทั้ง 4 ด้าน จะพบว่าคะแนนของไทยปรับลดลงจาก 72.51 ในปีก่อน สู่ 71.32 ในปี 2025 สวนทางกับประเทศอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มคะแนนสุทธิเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างพัฒนาการที่เห็นได้ชัดประเทศหนึ่ง คือ มาเลเซีย ซึ่งในปี 2025 มาเลเซียขยับอันดับด้านประสิทธิภาพภาครัฐแซงหน้าไทยแล้ว สู่อันดับที่ 25 จากอันดับ 33 ในปี 2024 เป็นผลจากการปฏิรูประบบราชการภายใต้โครงการ Reformasi Kerenah Birokrasi (RKB) ที่เริ่มต้นในปี 2023 โดยภาครัฐตั้งเป้าลดขั้นตอนทางราชการและความซ้ำซ้อนทางกฎหมาย พร้อมยกระดับบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล ควบคู่กับแนวนโยบายที่เน้นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ทำให้ภาครัฐมาเลเซียบริการประชาชนได้เร็วขึ้น โปร่งใสมากขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น
จะเห็นได้ว่าปัญหาประสิทธิภาพของภาครัฐเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดความสามารถในการแข่งขันของไทยอย่างต่อเนื่องซึ่งมีที่มาจากปัญหาด้านกฎหมายและกฎระเบียบ เช่น ความซ้ำซ้อนและล้าสมัยของกฎหมาย กระบวนการธุรกิจที่มีขั้นตอนมากและใช้เวลานาน อีกทั้ง การตีความที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลยพินิจสูง
สอดคล้องกับผลสำรวจมุมมองภาคประชาชนต่อปัญหาคอร์รัปชันในไทย จากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เดือน มิ.ย. 2025 ชี้ว่า ความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบ กระบวนการทางการเมืองที่ขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก รวมถึงกฎหมายที่ให้สามารถใช้ดุลยพินิจที่เอื้อต่อการทุจริตเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาคอร์รัปชัน ทำให้มุมมองต่อปัญหาคอร์รัปชันไทยยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การสำรวจในช่วงปี 2022-2025 พบว่า สัดส่วนเงินเพิ่มพิเศษของรายได้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐจะต้องจ่ายเพิ่มแก่ข้าราชการหรือนักการเมืองทุจริตเพื่อให้ได้สัญญา เฉลี่ยอยู่ที่ 15-30% สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2018-2021 ซึ่งอยู่ที่ 1-15%
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า กฎหมายและกฎระเบียบของภาครัฐได้สร้างต้นทุนแฝงให้ภาคธุรกิจไทย ผ่านความต้องการเร่งรัดระบวนการ เพิ่มโอกาสคอร์รัปชัน บั่นทอนบรรยากาศการลงทุน ทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน เทียบกับประเทศที่สามารถปรับปรุงกติกาภาครัฐให้โปร่งใส คล่องตัว และเอื้อต่อการทำธุรกิจได้มากกว่า เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม

ประสิทธิภาพภาครัฐของไทยแย่ลงเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม
ขณะที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านประสิทธิภาพภาครัฐ ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามกลับพัฒนาขึ้นเร็วและมีแผนพัฒนาประเทศจากนโยบายปฏิรูปครั้งใหญ่ แม้เวียดนามจะไม่ได้ถูกจัดอันดับใน IMD แต่หากพิจารณาผ่านดัชนี Worldwide Governance Indicators ของธนาคารโลก ในหมวดประสิทธิภาพภาครัฐ ซึ่งสำรวจคุณภาพของบริการสาธารณะและระบบราชการ รวมถึงการปฏิบัติตามแนวนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน ในช่วงปี 2014-2023 พบว่า เวียดนามมีอันดับ Percentile เพิ่มขึ้นเป็น 56.1 จาก 53.8 (โดยค่า Percentile สูง หมายถึง ประสิทธิภาพภาครัฐดีขึ้น) ขณะที่อันดับไทยปรับลดลงอยู่ที่ 58.5 จาก 63 ด้านการทุจริต ซึ่งวัดจากดัชนีรับรู้การทุจริตหรือ Corruption Perception Index ของเวียดนามแซงไทยได้แล้ว โดยอันดับของไทยปรับลดลงสู่อันดับ 107 ในปี 2024 จากเดิมอันดับ 76 ในปี 2015 สวนทางกับเวียดนาม ซึ่งอันดับปรับดีขึ้นเป็น 88 จากเดิมอันดับ 111 ในปี 2015 สะท้อนความสำเร็จของเวียดนามจากความพยายามปราบการทุจริตครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2016 และยังดำเนินการต่อเนื่องถึงปัจจุบัน (รูปที่ 2)
ในระยะข้างหน้าเวียดนามไม่ได้หยุดเพียงการปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐและระบบราชการ แต่กำลังเร่งแผนปฏิรูปหลายด้านครอบคลุมการลงทุนภาคเอกชน ทุนมนุษย์และทักษะ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการสร้าง Lean-Digital-Fast government ลดขนาดและความซับซ้อนของภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้เอกชนสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก ซึ่งรัฐบาลเวียดนามได้เริ่มทำอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ผ่านการควบรวมกระทรวงหลัก ลดจำนวนข้าราชการและเริ่มใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายในปี 2030 ไว้ชัดเจน เช่น ต้องการลดกระบวนการภาครัฐที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจให้ได้ 30% และเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุนภาคธุรกิจให้เริ่มลงมือทำ ก่อนการกำกับติดตามในภายหลัง
ความพยายามในการปฏิรูปของเวียดนามในอดีตเริ่มสะท้อนผลลัพธ์ผ่านพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและการบริหารของรัฐ อีกทั้ง ความพยายามปฏิรูปในระยะข้างหน้ายิ่งเป็นเครื่องมือรับรองความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามที่ดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้ศักยภาพของเศรษฐกิจเวียดนามทิ้งห่างไทยมากขึ้น ยิ่งเป็นสัญญาณว่าไทยต้องเร่งทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เดิม ค้นหาสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ พร้อมกำหนดแนวทางการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
กฎหมายไทยมีมาก ซับซ้อน ขั้นตอนนาน เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ
จากข้อมูลของสำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายมากกว่า 100,000 ฉบับซึ่งถือว่ามากเกินไปแบ่งได้เป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติกว่า 1,400 ฉบับ กฎหมายลำดับรองมากกว่า 100,000 ฉบับ และใบอนุญาตอีกกว่า 7,000 รายการ โดยปัญหาของกฎหมายไทยไม่ได้อยู่ที่จำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่ที่สำคัญคือ กฎหมายจำนวนมากนั้นยังมีความซ้ำซ้อน เข้มงวดล้าสมัย และส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาในอดีต ซึ่งขาดการทบทวนให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน อีกทั้ง ยังขาดการเตรียมพร้อมรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ในอนาคต (รูปที่ 3) ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายยังเป็นอุปสรรคเพิ่มเติมให้ภาคธุรกิจ เนื่องจากการขาดเอกภาพ หน่วยงานต่าง ๆ ขาดการบูรณาการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูงในการพิจารณากฎหมายต่อภาคธุรกิจและประชาชน
ผลกระทบที่ตามมาคือ ธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ซับซ้อน เวลาที่เสียไปกับขั้นตอนการขออนุญาตหรือการตีความกฎหมายที่ไม่ชัดเจน รวมถึงการเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันจากความต้องการเร่งรัดกระบวนการ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุน เพราะกฎหมายจำนวนมากขาดความเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐไทยได้พยายามขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายและปรับปรุงกฎเกณฑ์ภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันมากขึ้น

ไทยเริ่มปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐมากว่าสิบปี แต่ยังไม่ค่อยเห็นผลเป็นรูปธรรม
ประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการปฏิรูปกฎระเบียบผ่านแนวคิด Regulatory Guillotine ตั้งแต่ปี 2017 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน โดยในระยะแรกได้มีการทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนทางราชการกว่า 1,000 รายการ รวมถึงมีการจัดตั้งระบบการให้บริการภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์อย่าง Biz portal ซึ่งมีเป้าหมายให้เป็น One Stop Service ที่ให้บริการออกใบรับรอง ใบอนุญาต และเอกสารต่าง ๆ ให้กับภาคธุรกิจ
ต่อมาได้จัดตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจช่วงปี 2023–2025 โดยมีแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการประกอบธุรกิจ การพัฒนาระบบใบอนุญาตให้ทันสมัย การอำนวยความสะดวกด้านการนำเข้าส่งออก และการผลักดันบริการรูปแบบใหม่ เช่น Super licensing ที่ลดเหลือใบอนุญาตหลักเพียงใบเดียว โดยเริ่มดำเนินการในธุรกิจอาหาร ที่พักขนาดเล็ก และการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย
อย่างไรก็ดี ความพยายามขับเคลื่อนการปฏิรูปของไทยที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ อาจมีสาเหตุสำคัญจาก
1.การขาดผู้นำทางการเมืองและเจ้าภาพหลักที่มีอำนาจกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความพยายามกระจัดกระจายไม่บูรณาการ ส่งผลให้ความคืบหน้าโครงการส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนศึกษา หรือแม้มีความพยายามดำเนินการ แต่ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างกว้างขวาง
2.หน่วยงานภาครัฐขาดแรงจูงใจในการปฏิรูปกฎหมาย ยังต้องการรักษาผลประโยชน์จากอำนาจการอนุมัติและควบคุมกฎเกณฑ์ไว้กับตนเอง อีกทั้ง การประเมินผลของหน่วยงานภาครัฐส่วนมาก อาจไม่ได้ผูกโยงกับการลดภาระทางกฎหมายหรือผ่อนคลายกฎเกณฑ์ จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมยังมีจำกัด
3.ความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง รัฐบาลแต่ละชุดให้ความสำคัญแนวนโยบายนี้แตกต่างกันไป ที่ผ่านมาการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปจะขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีโดยตรง เมื่อรัฐบาลเกิดการเปลี่ยนแปลง ความพยายามจะปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐมักสะดุดตาม
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ไทยจะพอเห็นปัญหานี้ แต่ยังขาดกลไกและพลังขับเคลื่อนจริงจังมากพอที่จะทำให้การปฏิรูปกฎเกณฑ์เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ปฏิรูปกฎเกณฑ์ในไทย ทำอย่างไรให้สำเร็จเป็นรูปธรรม
กรณีศึกษาจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปกฎหมายสามารถทำได้จริง หากมีผู้นำที่มีเป้าหมายชัดเจนและออกแบบกลไกติดตามที่เข้มแข็ง เช่น กรณีเกาหลีใต้ ในช่วงหลังวิกฤตปี 1997 ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชน และกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการยกเลิกหรือปรับปรุงกฎระเบียบ 50% ภายใน 6 เดือน พร้อมใช้หลักการ Reverse Proof ที่ให้หน่วยงานรัฐต้องพิสูจน์ว่ากฎหมายใดจำเป็น หากไม่สามารถอธิบายได้ต้องถูกยกเลิกไป ส่งผลให้สามารถลดกฎระเบียบลงเกือบครึ่งในเวลาอันสั้น
กรณีสหราชอาณาจักร มีโครงการ Red Tape Challenge ช่วงปี 2011-2014 เพื่อทบทวนและลดกฎระเบียบที่เป็นภาระต่อภาคธุรกิจ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการนี้มากและมีกลไกทำงานร่วมกับภาคธุรกิจและประชาชนอย่างชัดเจน ทั้งมีการเปิดเว็บไซต์ให้ภาคเอกชนและประชาชนเสนอความคิดเห็นต่อความเหมาะสมของกฎหมาย จัดตั้งหน่วยงานกลางอย่าง Better Regulation Executive ทำหน้าที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน อีกทั้ง มีการรายงานการประหยัดต้นทุนอย่างชัดเจนให้กับสังคมได้รับรู้ โครงการนี้ครอบคลุมกฎหมายและข้อบังคับกว่า 6,500 ฉบับ ซึ่งต่อมา สามารถยกเลิกหรือปรับปรุงได้ 3,000 ฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ
กรณีเวียดนาม ประกาศปฏิรูปกฎหมาย Project 30 ในช่วงปี 2007 – 2010 เพื่อลดความซับซ้อนของขั้นตอนการบริหารราชการและกฎระเบียบธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พร้อมเปิดให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการทบทวนกฎหมายและขั้นตอนต่าง ๆ ผลลัพธ์คือ เวียดนามสามารถลดภาระทางกฎหมายได้กว่า 30% และประหยัดค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจและประชาชนเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (รูปที่ 4)
แม้วิธีการปฏิรูปกฎหมายในประเทศเหล่านี้จะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่กลับมีจุดร่วมที่ไทยยังไปไม่ถึง นั่นคือการมีผู้นำที่ตั้งเป้าหมายปฏิรูปครั้งใหญ่และมีระยะเวลาชัดเจน กำหนดเจ้าภาพกลางที่มีอำนาจกำกับติดตามความต่อเนื่อง รวมถึงออกแบบระบบติดตามที่โปร่งใส เปิดให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

การปฏิรูปกฎเกณฑ์จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีผู้นำที่มุ่งมั่น และสร้างแรงจูงใจร่วมจากทุกภาคส่วน
ในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเร่งด่วน ให้เร่งทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อลดภาระที่ไม่จำเป็นและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งผลักดันการปฏิรูปกฎหมายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ อย่างไรก็ดี การปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐจะเกิดผลจริงและยั่งยืน ต้องมี “ผู้นำรัฐบาล” ที่กล้านำ กล้าตัดสินใจและติดตามผลต่อเนื่อง พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนเห็นความจำเป็นและประโยชน์ร่วมกัน
การปฏิรูปควรเน้น 2 ด้านหลัก คือ
1)ปรับปรุงกฎระเบียบ ลดความซ้ำซ้อนและล้าสมัย จากผลศึกษาของ TDRI (2019) ในโครงการทบทวนกฎหมายใบอนุญาตของทางราชการ มีตัวอย่างกฎหมาย 1,094 กระบวนงาน จาก 16 กระทรวง 47 กรม ผลศึกษาพบว่า สามารถยกเลิกได้ 39% ปรับปรุง 43% คงไว้ 15% และต้องรื้อสร้างใหม่เพียง 4% เท่านั้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนภาคเอกชนได้ถึง 133,816 ล้านบาทต่อปี หรือราว 0.8% ของ GDP
2)การอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน ขอเอกสารจากหลายหน่วยงาน โดยใช้ระบบดิจิทัลแบบรวมศูนย์ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และยกระดับทักษะบุคลากรภาครัฐ เพื่อให้สามารถให้คำแนะนำกับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกำหนดมาตรฐานการตีความกฎหมายให้ชัดเจน
การปฏิรูปจะเห็นผลเร็ว ควรเริ่มจาก 5 อุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงและเชื่อมโยงเศรษฐกิจวงกว้าง ได้แก่ เกษตรและอาหาร ท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness) ยานยนต์ Smart electronics โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่มีการจ้างงานสูง มีสัดส่วนของ SMEs มาก และเกี่ยวข้องห่วงโซ่มูลค่าเศรษฐกิจในวงกว้าง ดังนั้น การเริ่มต้นปฏิรูปจากอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ก่อนจะช่วยสร้าง “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” และเป็นต้นแบบขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นในอนาคต
ความร่วมมือคือหัวใจความสำเร็จของการปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐ กุญแจสำคัญของความสำเร็จจะต้องเกิดจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดย (1) ภาครัฐ ต้องเป็นผู้นำ สร้างแรงจูงให้ทุกภาคส่วนเห็นความจำเป็นของการปฏิรูปเป็นผู้เริ่มลงมือให้เห็นก่อน ผ่านการลดขั้นตอนและสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน (2) ภาคธุรกิจต้องร่วมเสนอปัญหาและแนวทางปรับปรุงกฎระเบียบ ร่วมประเมินผลกระทบทางกฎหมายที่ภาครัฐออกมาอย่างต่อเนื่องและ (3) ภาคสังคม สื่อ และนักวิชาการ ช่วยตรวจสอบและสื่อสารข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันจะเห็นได้ว่าการปฏิรูปกฎเกณฑ์ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือการสร้าง “ระบบราชการที่แข่งขันได้” เพื่ออนาคตของเศรษฐกิจไทย

Quick Win : ปฏิรูปกฎเกณฑ์ไทย เริ่มได้ทันที
แม้การปฏิรูปกฎเกณฑ์จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ใช้เวลาและต้องแก้กฎหมายแม่บทแต่ไทยยังมี “Quick Win” ที่สามารถเริ่มได้ทันที โดยไม่ต้องรอผ่านสภาฯ และเห็นผลได้เร็วหากดำเนินการภายใต้ 3 แนวทางหลัก
1.ตรงจุด : ปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ผ่านการออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือประกาศกระทรวง โดยยังไม่ต้องแก้พระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นกระบวนการผ่านสภาฯ ที่อาจใช้เวลาเป็นปี วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจบางส่วนได้ทันที และส่งผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ในระยะสั้น สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลคุณอนุทินที่เห็นว่า การแก้ไขหรือลดจำนวนกฎหมายระดับรองในชั้นกฎกระทรวงและพระราชกฤษฎีกา สามารถทำได้ทันทีผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร หากประเมินแล้วว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้สร้างความยุ่งยากเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ อีกทั้ง ยังเป็นนโยบายที่รัฐบาลสามารถทำต่อเนื่องได้ในระยะข้างหน้า
2.ต่อยอด : สิ่งที่ภาครัฐเริ่มต้นไว้อยู่แล้ว เช่น การบังคับใช้พระราชบัญญัติ Regulatory Impact Assessment (RIA) ที่มีอยู่แล้วอย่างจริงจัง ทั้งก่อนและหลังออกกฎหมาย เพื่อประเมินผลกระทบ ลดกฎหมายซ้ำซ้อน และทบทวนกฎหมายทุก 3-5 ปีให้ทันต่อบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
3.ตั้งคนกลาง : จัดตั้งหน่วยงานกลาง เช่น Performance Management Office (PMO) ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎเกณฑ์แบบ end-to-end ทำงานอย่างเป็นระบบ และรับฟังปัญหาจากภาคเอกชนโดยตรง กำหนด KPI ร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐที่มีเป้าชัดเจนวัดได้ เช่น เป้าหมายลดขั้นตอนอนุญาต หรือลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของภาครัฐ พร้อมติดตามผ่าน Public dashboard ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และประเมินผลต่อเนื่องเพื่อปรับปรุง
Quick win เปรียบเหมือน “ผลไม้สุกใกล้มือ” ที่ไทยสามารถเก็บเกี่ยวได้ทันทีเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การเริ่มต้นปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐในส่วนที่ทำได้เร็ว และอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีเอง ไม่เพียงช่วยปลดล็อกข้อจำกัดให้ภาคธุรกิจได้ทันที แต่ยังส่งสัญญาณเชิงบวกต่อนักลงทุนว่า “ประเทศไทยเอาจริง” กับการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ สร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส เอื้อต่อการแข่งขัน และช่วยยกระดับ GDP ได้ในระยะยาว
อ่านบทความฉบับเต็ม …https://www.scbeic.com/th/detail/product/Regulatory-Reform-051125



