Krungthai COMPASS ตามติดการรับฟังความเห็นร่าง PDP 2026

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS วิเคราะห์ ‘ตามติดการรับฟังความเห็นร่าง PDP 2026’

  • เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา สนพ. กระทรวงพลังงานได้เปิดรับฟังความเห็นต่อร่างแผน PDP 2026 โดยในด้านอุปสงค์ คาดว่า ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของไทยในปี 2593 จะอยู่ที่ราว 74,145-79,696 เมกะวัตต์ (MW) โดยความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาจากยานยนต์ไฟฟ้าและ Data Center เป็นหลัก ส่วนด้านอุปทาน ในช่วงปี 2569-2580 (12 ปีแรก) สนพ. วางแผนกำลังการผลิตใหม่รวม 50,900 MW จากนั้นในช่วงปี 2581-2593 (13 ปีถัดไป) ได้เสนอแนวทางเลือก 4 แนวทาง โดยมีกำลังการผลิตใหม่ตลอดแผนที่ 127.3-194.8 GW และมีการใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วน 65%-89%
  • ประเด็นที่ควรติดตาม ได้แก่ 1. โอกาสการลงทุนระบบไฟฟ้าที่มีมูลค่าลงทุนไม่น้อยกว่า 4.99-7.47 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเอื้อต่อธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ระบบส่งไฟฟ้า ผู้ผลิตหม้อแปลง สายไฟ อุปกรณ์สถานีไฟฟ้าและผู้รับเหมา EPC  2) ความเสี่ยงจากกำลังผลิตส่วนเกิน หากการใช้ไฟฟ้า จาก Data Center และ EV ต่ำกว่าคาด 50% อาจทำให้ Reserve Margin เพิ่มขึ้นจาก 6-18% เป็น 20-30% รวมถึง 3) ความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG ในแนวทางที่ 1-2 ที่อาจต้องนำเข้าเพิ่มราว 714 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน โดยทุกการเพิ่มขึ้นของ JKM LNG 1 USD/MMBTU จะดันค่าไฟขึ้นราว 0.03 บาท/หน่วย

……..

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (ร่างแผน PDP 2026) ซึ่งมีการพิจารณาทั้งในด้านการจัดการกำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ และมีความยืดหยุ่นรองรับรูปแบบการผลิตและการใช้พลังงานที่หลากหลาย อีกทั้งยังต้องเป็นไปตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก

ในด้านอุปสงค์ สนพ. คาดว่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) ของไทยในปี 2593 จะอยู่ที่ราว 74,145–79,696 เมกะวัตต์ (MW) จาก 34,568 เมกะวัตต์ ในปี 2568 โดยความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาจากยานยนต์ไฟฟ้าและ Data Center เป็นหลัก อย่างไรก็ดี ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากสองส่วนดังกล่าวอาจยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการลงทุนของ Data Center ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงสำคัญในการวางแผน

ทั้งนี้ ยังรวมถึงมาตรการลดความต้องการไฟฟ้า เช่น มาตรการภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan หรือ EEP) ที่มุ่งลดความเข้มข้นการใช้พลังงานลง 36% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ภายในปี พ.ศ. 2580 ประกอบกับการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (BTMPV) จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยควบคุมความต้องการไฟฟ้าให้ลดลง

ในด้านอุปทาน ในช่วงปี 2569-2580 (12 ปีแรก) สนพ. วางแผนกำลังการผลิตใหม่รวมทั้งหมดที่ 50,900 MW จากนั้นในช่วงปี 2581-2593 (13 ปีถัดไป) ได้เสนอแนวทางเลือก 4 แนวทาง ได้แก่

แนวทางที่ 1 Base Case กำลังการผลิตใหม่ตลอดแผน 127.3 กิกะวัตต์ (GW) สัดส่วนพลังงานสะอาด 65% และฟอสซิล 35% ปล่อย GHG 51.5 ล้านตัน/ปี ค่าไฟขายปลีกเฉลี่ย 3.83 บาท/หน่วย

แนวทางที่ 2 Net Zero by CCS คล้ายแนวทางที่ 1 แต่มีการเพิ่ม Carbon Capture and Storage (CCS) 32 ล้านตันคาร์บอนฯ (MtCO2) ทำให้ปล่อย GHG 19.1 ล้านตัน/ปี ค่าไฟเฉลี่ย 3.89 บาท/หน่วย

แนวทางที่ 3 Net Zero by RE กำลังผลิตใหม่ตลอดแผน 194.8 GW สัดส่วนพลังงานสะอาด 89% และฟอสซิล 11% ปล่อย GHG 16.6 ล้านตัน/ปี ค่าไฟขายปลีกเฉลี่ย 3.83 บาท/หน่วย

แนวทางที่ 4 Net Zero by RE & CCS กำลังผลิตใหม่ตลอดแผน 147.2 GW สัดส่วนพลังงานสะอาด 73% และฟอสซิล 27% เพิ่ม CCS 21 MtCO2 ปล่อย GHG 19.1 ล้านตัน/ปี ค่าไฟขายปลีกเฉลี่ย 3.84 บาท/หน่วย

ประเด็นที่ต้องติดตามในระยะถัดไปของร่างแผน PDP 2026

1.มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำของระบบไฟฟ้าในแต่ละกรณี โดย Krungthai COMPASS คาดว่า ระบบไฟฟ้าของไทยจะต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำตลอดช่วงปี 2569-2593 ราว 4.99-7.47 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

แนวทางที่ 3 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและเงินลงทุนรวมสูงที่สุด ขณะที่แนวทางที่ 1-2 และ 4 ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าทั้งสองส่วน

การลงทุนดังกล่าวจะสร้างโอกาสแก่ธุรกิจโรงไฟฟ้า ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า สายไฟและอุปกรณ์สถานีไฟฟ้า รวมถึงผู้รับเหมา EPC ด้านโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า โดยเฉพาะแนวทางที่ 3 ที่จะสร้างโอกาสแก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียนและโครงข่ายไฟฟ้ามากที่สุด

หากการใช้ไฟจาก Data Center และ EV ต่ำกว่าการคาดการณ์ในร่างแผน PDP 2026 อาจมีความเสี่ยงจากกำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกิน โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากการใช้ไฟฟ้าเป็นไปตามร่างแผน PDP 2026 อัตรากำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ในปี 2593 จะอยู่ราว 6-18%[1] ซึ่งอยู่ในช่วงกรอบอ้างอิงสากลที่ 10-15% ตามรายงานของ IEA[2] สะท้อนว่ากำลังผลิตไฟฟ้ามีความเหมาะสมกับการใช้ไฟฟ้าของปี 2593 อย่างไรก็ดี การเปรียบเทียบดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น เนื่องจากร่างแผน PDP 2026 ใช้เกณฑ์ LOLE ในการประเมินความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

หากการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่ำกว่าการคาดการณ์ในร่างแผน PDP 2026 ราว 50% Reserve Margin เพิ่มขึ้นเป็น 20-30% ซึ่งสูงกว่ากรอบอ้างอิงอย่างชัดเจน และสะท้อนความเสี่ยงที่กำลังผลิตตามแผนอาจสูงเกินการใช้ไฟฟ้าในปี 2593

3.แม้กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นมากตามร่างแผน PDP 2026 แต่ไทยยังอาจต้องพึ่งพา LNG จากต่างประเทศ ในบางแนวทาง โดยในแนวทางที่ 1 และ 2 หากปี 2593 มีกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติราว 25,994 MW ขณะที่ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย แหล่งบนบก และเมียนมารองรับได้ราว 21,000 MW[3] ไทยจึงต้องนำเข้า LNG เพิ่มราว 714 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ทำให้ค่าไฟฟ้ายังเสี่ยงต่อราคา JKM LNG โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ทุก 1 USD/MMBtu ที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มราว 0.03 บาท/หน่วย

ส่วนแนวทางที่ 3 และ 4 ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติราว 17,717 MW และ 20,607 MW ตามลำดับ ในปี 2593 แหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศและเมียนมาอาจเพียงพอรองรับความต้องการ จึงช่วยลดการพึ่งพา LNG และลดความผันผวนของค่าไฟฟ้าจากราคา LNG ในตลาดโลกได้มากกว่า

ทั้งนี้ Timeline ในระยะถัดไปยังมีกระบวนการสำคัญ ได้แก่ 1) สนพ. ปิดรับความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพิ่มเติมในวันที่ 15 ก.ย. 2569 ก่อนรวบรวมข้อเสนอและปรับปรุงรายละเอียดของร่างแผน 2) จากนั้นร่างแผนที่ปรับปรุงแล้วจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของกระทรวงพลังงาน ก่อนเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีเป้าหมายให้กระบวนการพิจารณาเกิดขึ้นภายใน ต.ค. 2569 และ 3)PDP 2026 คาดว่าจะสามารถประกาศใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศได้ใน พ.ย. 2569 ก่อนถ่ายทอดเป้าหมายในแผนไปสู่โครงการลงทุนจริง[4]

หมายเหตุ :

1 สูตรคำนวณ : Reserve Margin = [(Reliable Capacity – Peak Demand)/Peak Demand] × 100

2 อ้างอิงข้อมูลจากรายงาน IEA – Thailand Power System Flexibility Study (2564) และวิเคราะห์โดย Krungthai COMPASS

3 อ้างอิงข้อมูลจาก นสพ. ฐานเศรษฐกิจ, “เอกนัฏ ชู PDP 2026 ‘สะอาด-มั่นคง-เป็นธรรม’ เปิด Direct PPA ให้ประชาชนผลิตไฟเอง”, ก.ย. 2569

4 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าว InfoQuest ณ 8 ก.ย. 2569