ASEAN Roundup อินโดนีเซียเดินหน้า 18 โครงการอุตสาหกรรมปลายน้ำมูลค่าราว 600 ล้านล้านรูเปียะฮ์

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 2-8 พฤศจิกายน 2568

  • อินโดนีเซียเดินหน้า 18 โครงการอุตสาหกรรมปลายน้ำมูลค่าราว 600 ล้านล้านรูเปียะฮ์
  • อินโดนีเซียตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าครบวงจรใน 2 ปี
  • อินโดนีเซียผลักดัน “เกษตรปลายน้ำ” มูลค่ากว่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • อินโดนีเซียเร่ง “กฎหมายปรับค่าเงินรูเปียะฮ์” ตั้งเป้าแล้วเสร็จปี 2570
  • ประธานาธิบดีปราโบโวเปิดโรงงานปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • เวียดนามเตรียมเปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งแรกที่คนเวียดนามเป็นเจ้าของ ปี 2569
  • เวียดนามคาดลงนามข้อตกลงการค้ากับ Mercosur และ GCC ในปีนี้
  • รัฐบาลลาวตั้งเป้าเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5.5% ต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า
  • ไทย–สิงคโปร์ แลกเปลี่ยนความตกลงข้าวและสาธารณสุข

อินโดนีเซียเดินหน้า 18 โครงการอุตสาหกรรมปลายน้ำมูลค่าราว 600 ล้านล้านรูเปียะฮ์

นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย ที่มาภาพ:https://en.antaranews.com/news/390417/indonesia-to-start-18-downstreaming-projects-worth-rp600-trillion

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีเร่งเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมปลายน้ำ (downstreaming projects) จำนวน 18 โครงการ รวมมูลค่าราว 600 ล้านล้านรูเปียะฮ์ หรือประมาณ 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพิ่มการจ้างงาน และลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า

นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเฉพาะกลุ่มที่ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพฤหัสบดี (6 พ.ย.) ว่า การประชุมซึ่งกินเวลาราว 2 ชั่วโมง มีประธานาธิบดีปราโบโวเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีการคลัง นายเปอร์บาญา ยูดี ซาเดวา และรัฐมนตรีอื่น ๆ เข้าร่วม

“เราตั้งเป้าให้กระบวนการเตรียมงานทั้งหมดแล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อให้เริ่มดำเนินการจริงได้ในปี 2569” นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ กล่าว

นายบาห์ลิลกล่าวว่า ทั้ง 18 โครงการนี้ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นแล้ว และจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย (Danantara) โดยมีนายโรซาน เปรกาซา รูสลานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Danantara เข้าร่วมการประชุมด้วย

“เมื่อเราสามารถเร่งการดำเนินโครงการเหล่านี้ได้ ซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 600 ล้านล้านรูเปียะฮ์ ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงานใหม่ และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ” นายบาห์ลิลกล่าว

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ โรงงานในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ซึ่งจะผลิต ไดเมทิลอีเทอร์ (Dimethyl Ether – DME) จากถ่านหิน เพื่อนำมาใช้ทดแทนก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน รวมถึงใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับ โรงงานปิโตรเคมีแห่งใหม่ในเมืองซีเลกอน จังหวัดบันเต็น ที่เพิ่งเปิดดำเนินการไปเมื่อไม่นานนี้

นายบาห์ลิลระบุว่า โรงงานในซีเลกอนต้องใช้ก๊าซ LPG ถึงปีละ 1.2 ล้านตัน ทำให้ความต้องการ LPG ของประเทศจะพุ่งแตะเกือบ 10 ล้านตันภายในปี 2026 “เราจำเป็นต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศให้แข็งแกร่ง”

รัฐบาลยังคงเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการโรงกลั่นดีเซลที่เมืองบาลิกปาปัน จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้

ก่อนการประชุม ประธานาธิบดีปราโบโวได้เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เมืองเซลีกอน ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเงินลงทุนจากเกาหลีใต้ มูลค่ากว่า 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โรงงานแห่งนี้สามารถผลิตเอทิลีนได้ปีละ 1 ล้านตัน โพรพิลีน 520,000 ตัน เบนซีน/โทลูอีน/ไซลีน 400,000 ตัน โพลิโพรพิลีน 350,000 ตัน และบิวทาไดอีน 140,000 ตันต่อปี

สำหรับ 18 โครงการ มีรายชื่อตามเอกสาร การศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) สำหรับโครงการสำคัญด้านอุตสาหกรรมปลายน้ำและพลังงานที่นาย บาห์ลิล ลาฮาดาเลีย ซึ่งเป็นประธานคณะทำงานเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำและความมั่นคงด้านพลังงานแห่งชาติ (National Task Force for the Acceleration of Downstreaming and National Energy Resilience)ได้ส่งให้แก่นาย โรซาน เปรกาซา รูสลานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานบริหารการลงทุนพลังงานแห่งชาติ (BPI Danantara)

โครงการทั้งหมด 18 โครงการ ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1)แร่และถ่านหิน 2)เกษตรกรรม 3)ประมงและอุตสาหกรรมทางทะเล 4)การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และความมั่นคงทางพลังงาน

ภาคแร่และถ่านหิน

  1. โรงถลุงอะลูมิเนียม (บอกไซต์) ที่เมือง เม็มปาวาห์ จังหวัดกาลิมันตันตะวันตก มูลค่า 60 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 14,700 คน
  2. โรงงานผลิต ไดเมทิลอีเทอร์ (DME) จากถ่านหิน ที่ บูลุงกัน, กูไตติมูร์, โคตาบารู, มัวราเอนิม, ปาลี และบันยูอาซิน มูลค่า 164 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 34,800 คน
  3. โรงงานผลิต ยางมะตอย (แอสฟัลต์) ที่ บูตอน จังหวัดสุลาเวสีตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่า 1.49 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 3,450 คน
  4. โรงงานผลิต แมงกานีสซัลเฟต ที่ กูปัง จังหวัดนูซาเตงการาตะวันออก มูลค่า 3.05 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 5,224 คน
  5. โรงงานผลิต เหล็กกล้าไร้สนิม (นิกเกิล) ที่ โมโรวาลี จังหวัดสุลาเวสีกลาง มูลค่า 38.4 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 12,000 คน
  6. โรงงานผลิต ทองแดงรูปแท่ง สายไฟ และท่อทองแดง ที่ เกรซิก จังหวัดชวาตะวันออก มูลค่า 19.2 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 9,700 คน
  7. โครงการผลิต เหล็กและเหล็กกล้าจากทรายเหล็ก ที่ ซาร์มี จังหวัดปาปัว มูลค่า 19 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 18,000 คน
  8. โรงงานผลิต อะลูมิเนียมเกรดเคมี (Chemical-Grade Alumina) ที่ เคนดาวางัน จังหวัดกาลิมันตันตะวันตก มูลค่า 17.3 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 7,100 คน

ภาคเกษตรกรรม

  1. โรงงานผลิต โอเลโอเรซิน (จากจันทน์เทศ) ที่ ฟักฟัก จังหวัดปาปัวตะวันตก มูลค่า 1.8 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 1,850 คน
  2. อุตสาหกรรม โอเลโอฟู้ด (จากน้ำมันปาล์ม) ใน เขตเศรษฐกิจพิเศษมาลอย บาตูตา ทรานส์กาลิมันตัน มูลค่า 3 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 4,800 คน
  3. โรงงานผลิต ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ที่ เตนายัน จังหวัดรีเยา มูลค่า 2.3 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 22,100 คน

ภาคประมงและอุตสาหกรรมทางทะเล

  1. โรงงานผลิต คลออัลคาไล (จากเกลือ) ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ มูลค่า 16 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 33,000 คน
  2. โรงงานแปรรูป ปลานิล (Tilapia Fillet) ในจังหวัด บันเตน ชวาตะวันตก ชวากลาง และชวาตะวันออก มูลค่า 1 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 22,600 คน
  3. โรงงานผลิต คาราจีแนน (จากสาหร่ายทะเล) ที่ กูปัง จังหวัดนูซาเตงการาตะวันออก มูลค่า 212 พันล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 1,700 คน

ภาคการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

  1. โครงการผลิต แผงโซลาร์เซลล์ครบวงจร (Integrated Solar Module) ที่ บาตัง จังหวัดชวากลาง มูลค่า 24 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 19,500 คน
  2. โรงงานผลิต เชื้อเพลิงไบโออาวตูร์ (Bioavtur) จาก น้ำมันใช้แล้ว (Used Cooking Oil) ที่ มารุนดา ชิการัง และการาวัง มูลค่า 16 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 10,152 คน

ภาคความมั่นคงพลังงาน

  1. โครงการก่อสร้าง โรงกลั่นน้ำมัน ใน 19 เมืองทั่วประเทศ รวมถึง โลกเซอูมาเว, สุราบายา และมากัสซาร์ มูลค่า 160 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 44,000 คน
  2. โครงการ คลังเก็บน้ำมัน (Oil Storage Tank) ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มูลค่า 72 ล้านล้านรูเปียะฮ์, จ้างงาน 6,960 คน

อินโดนีเซียตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าครบวงจรใน 2 ปี

ที่มาภาพ: https://carboncopy.info/first-ev-battery-plant-launched-in-indonesia-the-country-with-largest-nickel-reserve/

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศเป้าหมายผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรม แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery) ครบวงจร โดยเฉพาะโครงการที่ใช้ นิกเกิลเป็นวัตถุดิบหลัก ให้เกิดขึ้นจริงภายในสองปีข้างหน้า เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มและส่งเสริมเศรษฐกิจพลังงานสะอาด

นายเซติอะ ดีอาร์ตา อธิบดีกรมอุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักร ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเร่งสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยมีโรงงานผลิตหลายแห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองการาวัง จังหวัดชวาตะวันตก ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มบริษัทคอนซอร์เทียม รวมถึงรัฐวิสาหกิจ

การเปิดเผยมีขึ้นภายหลังพิธีเปิดงาน Gaikindo Indonesia International Auto Show (GIIAS) ที่เมืองมากัสซาร์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

ในงาน GIIAS มีการจัดแสดงรถยนต์พลังงานสะอาดจากทุกค่าย พร้อมกิจกรรมให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับเทคโนโลยีสีเขียวและการลดการปล่อยคาร์บอน นายเซติอะกล่าวว่า “ผู้เข้าชมสามารถเห็นได้ชัดว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ประเภทของแบตเตอรี่ที่ใช้ และยังสามารถทดลองสัมผัสกับผลิตภัณฑ์จริงได้โดยตรง”

ด้านนายพุตู จูลี อาร์ดิกา ประธานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอินโดนีเซีย (Gaikindo) กล่าวว่า จังหวัดซูลาเวสีใต้เหมาะที่จะรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีไฟฟ้าส่วนเกินจากการผลิต

“ปัจจุบันเทคโนโลยีการชาร์จรถไฟฟ้าสามารถทำได้ที่บ้าน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของซูลาเวสีใต้ เพราะมีไฟฟ้าสำรองเหลือใช้มาก” พุตู จูลี อาร์ดิกา ประธาน Gaikindo กล่าว

อินโดนีเซียผลักดัน “เกษตรปลายน้ำ” มูลค่ากว่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ที่มาภาพ: https://en.antaranews.com/news/299904/indonesia-eyes-global-cacao-processing-hub-status

รัฐบาลอินโดนีเซียเตรียมอัดฉีดเงินลงทุนกว่า 371 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ราว 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรปลายน้ำ (agricultural downstreaming) สร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มจากภาคเกษตร ปศุสัตว์ และพืชเศรษฐกิจ โดยความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเกษตร และ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara

นายอันดี อัมราน สุไลมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร กล่าวในการแถลงข่าวภายหลังการประชุมสรุปโครงการเมื่อวันศุกร์ (6 พฤศจิกายน 2568) ว่า ภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประเทศกำลังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำร่วมกับกระทรวงการลงทุนและอุตสาหกรรมปลายน้ำ รวมถึง Danantara โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 371 ล้านล้านรูเปียะฮ์

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะกลางแห่งชาติ (RPJMN) 2568–2572 และยุทธศาสตร์ “Asta Cita” ของรัฐบาลที่ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรส่งออกให้สูงขึ้น 3 เท่า และลดการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ

นายสุลไมานกล่าวว่า รัฐบาลมุ่งสร้างห่วงโซ่มูลค่าที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเพิ่มมูลค่าสินค้า

สินค้าในกลุ่มเป้าหมายหลักของการพัฒนา ได้แก่ มะพร้าว โกโก้ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ น้ำมันปาล์ม และมะพร้าวพันธุ์ผสม ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งออก สร้างงาน และยกระดับรายได้ของชุมชนเกษตรกรรมทั่วประเทศ

นายสุไลมานเปิดเผยว่า หากโครงการแปรรูปมะพร้าวภายในประเทศเดินหน้าเต็มรูปแบบ จะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกจาก 24 ล้านล้านรูเปียะฮ์ เป็นสูงสุดถึง 2,400 ล้านล้านรูเปียะฮ์ โดยเฉพาะในจังหวัด มาลูกูเหนือ ราคามะพร้าวต่อผลได้พุ่งจาก 600 รูเปียะฮ์ เป็นกว่า 3,500 รูเปียะฮ์ นับตั้งแต่เริ่มโครงการพัฒนาแปรรูปผลผลิต

รัฐบาลตั้งเป้าสร้างงานใหม่กว่า 3 ล้านตำแหน่ง ในภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และพืชสวน ภายใน 4 ปีข้างหน้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ด้านนายโรซาน เปรกาซา รูสลานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Danantara กล่าวว่า กองทุนจะเร่งเดินหน้าการลงทุนและติดตามผลทุกโครงการอย่างใกล้ชิด

“เราจะให้การสนับสนุนเต็มที่ พร้อมร่วมประเมินความก้าวหน้าของโครงการปลายน้ำทุกโครงการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผน” นายรูสลานีกล่าว

อินโดนีเซียเร่ง “กฎหมายปรับค่าเงินรูเปียะฮ์” ตั้งเป้าแล้วเสร็จปี 2570

อากุส มาร์โตวาร์โดโจ ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย โชว์ธนบัตรรูเปียะฮ์ที่นำมาใช้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ที่มาภาพ:https://www.thejakartapost.com/news/2017/05/30/it-is-time-for-rupiah-redenomination-central-bank-says.html

อินโดนีเซียเร่งเดินหน้า “กฎหมายปรับค่าเงินรูเปียะฮ์” ตั้งเป้าแล้วเสร็จปี 2570 ตัดศูนย์ 3 หลัก หนุนประสิทธิภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นค่าเงิน

รัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มร่างกฎหมายปรับหน่วยค่าเงินรูเปียะฮ์ (redenomination) อย่างเป็นทางการ โดยตั้งเป้าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 ตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงการคลังช่วง ปี 2568–2572 ซึ่งกำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงการคลังฉบับที่ 70 ปี 2568

เอกสารดังกล่าวระบุว่า “ร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงหน่วยค่าเงินรูเปียะฮ์ เป็นร่างกฎหมายต่อเนื่องที่มีกำหนดดำเนินการให้เสร็จสิ้นในปี 2570”

การปรับค่าเงินรูเปียะฮ์จะเป็นการ “ตัดศูนย์ออกสามหลัก” โดยไม่กระทบต่อมูลค่าที่แท้จริงของสินค้าและบริการ เช่น เงิน 1,000 รูเปียะฮ์ในปัจจุบันจะกลายเป็น 1 รูเปียะฮ์ใหม่ แต่กำลังซื้อยังคงเท่าเดิม จุดมุ่งหมายคือเพื่อให้ระบบการเงินมีความกระชับ มีประสิทธิภาพ และลดความซับซ้อนในการทำธุรกรรม

รัฐบาลชี้ว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เสริมเสถียรภาพค่าเงิน และรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับความน่าเชื่อถือของรูเปียะฮ์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

แนวคิดเรื่องการ “ตัดศูนย์ค่าเงิน” ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอินโดนีเซีย หลายรัฐบาลก่อนหน้านี้เคยผลักดันแนวทางดังกล่าวแต่ยังไม่สามารถออกกฎหมายได้จริง ขณะที่ในปี 2566 นายเพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ยืนยันว่าธนาคารกลางมีความพร้อมในเชิงเทคนิคและแผนปฏิบัติการ แต่ยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของช่วงเวลา โดยคำนึงถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเงิน และสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ

ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังเน้นย้ำว่า การปรับค่าเงิน (redenomination) แตกต่างจากการลดค่าเงิน (devaluation) อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้ลดมูลค่าที่แท้จริงของเงิน แต่เป็นเพียงการทำให้หน่วยเงินเรียกง่ายขึ้น เพื่อความสะดวกและเสริมภาพลักษณ์ของเศรษฐกิจที่มั่นคง

ก่อนหน้านี้ในปี 2560 นายมีร์ซา อดิตยาสวารา รองผู้ว่าการธนาคารกลางขณะนั้น กล่าวว่า กระบวนการปรับค่าเงินอาจต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี และจะต้องรวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันความสับสนเกี่ยวกับอำนาจซื้อ

ย้อนกลับไปในปี 2559 รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจโก วีโดโด และนายอากุส มาร์โตวาร์โดโย ผู้ว่าการธนาคารกลางในขณะนั้น ก็เคยเสนอร่างกฎหมายลักษณะเดียวกันต่อสภาในปี 2558 แต่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ

หากกฎหมายปรับค่าเงินฉบับนี้สำเร็จภายในปี 2570 อินโดนีเซียจะก้าวเข้าสู่กระบวนการปรับหน่วยค่าเงินครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจช่วยเสริมภาพลักษณ์เศรษฐกิจมหภาคให้มั่นคงยิ่งขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นต่อรูเปียห์ในสายตานักลงทุนทั่วโลก

ในประวัติศาสตร์การเงินการคลังของอินโดนีเซีย เคยทำการเปลี่ยนแปลงค่าเงินมาแล้วหลายครั้ง

ในปี 2503 รัฐบาลเปลี่ยนแปลงค่าเงินโดยใช้วิธีที่เรียกว่า “sanering” ซึ่งนอกจากจะตัด 0 แล้ว ยังลดมูลค่าเงินตามอัตราแลกเปลี่ยนด้วย คือ เดิม 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ 11.4 รูเปียะฮ์เป็น 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ 45 รูเปียะฮ์ ต่อมาในช่วงปี 2504-2508 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปี 2508 สูงถึงร้อยละ 600 รัฐบาลจึงต้องค่อยๆ ประกาศเปลี่ยนแปลงค่าธนบัตรโดยธนบัตร 100 รูเปียะฮ์กลายเป็นธนบัตร 1,000 รูเปียะฮ์ และเป็น 5,000 รูเปียะฮ์ จนสุดท้ายในปี 2507 ธนบัตร 100 รูเปียะฮ์กลายเป็นธนบัตร 10,000 รูเปียะฮ์ และสุดท้ายในปี 2508 รัฐบาลก็ประกาศใช้เงินรูเปียะฮ์ใหม่ (new rupiah) ที่มีค่า 1 รูเปียะฮ์ใหม่เท่ากับ 1,000 รูเปียะฮ์เดิม

ในปลายปี 2555 กระทรวงการคลังอินโดนีเซียแถลงว่า ร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงค่าเงินรูเปียะฮ์ (rupiah redenomination) ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงค่าเงินรูเปียะฮ์ โดยลดจำนวนลง 1 ต่อ 1,00 หรือ การตัด ศูนย์ (0) ออกไปจำนวน 3 ตัว จากจำนวนเดิม (ธนบัตรเดิม 1,000 รูเปียะฮ์ ธนบัตรใหม่จะเป็นจำนวน 1 รูเปียะฮ์) เพื่อส่งเสริมการทำธุรกรรมทางการค้าและการเงิน และเพื่อเตรียมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้เสร็จสิ้นแล้ว และจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร์ให้ความเห็นชอบภายในปี 2556 โดยในการเปลี่ยนแปลงค่าเงินดังกล่าวจะไม่กระทบมูลค่าของรูเปียะฮ์แต่อย่างใด

กระบวนการเปลี่ยนแปลงค่าเงินจะใช้เวลาประมาณ 11 ปีในการดำเนินการ (2554-2565) โดยแบ่งเป็น 4 ช่วง คือขั้น (1) ช่วงเตรียมการ (2554-2556) ต่อไปจะเข้าสู่ (2) ช่วงคาบเกี่ยวของเงิน 2 แบบ (2557-2561) (3) ช่วงยกเลิกเงินแบบเก่า (2562-2565) (4) ช่วงสุดท้ายจนกระทั่งเงินแบบเก่าหมดไปจากระบบ (2565เป็นต้นไป) โดยรัฐบาลจะเริ่มพิมพ์ธนบัตรใหม่ประมาณกลางปี 2556 และเริ่มเวียนธนบัตรใหม่ในปี 2557 ในช่วงคาบเกี่ยวของเงิน 2 แบบจะมีธนบัตร 2 แบบ เวียนในระบบ คือ ธนบัตรแบบเดิม และธนบัตรใหม่ซึ่งตัด 0 ออกไปแล้ว 3 ตัว ซึ่งรัฐบาลจะขอให้ผู้ประกอบการค้าติดป้ายราคาทั้งในมูลค่าเงินแบบเดิมและแบบใหม่ หากผู้ประกอบการไม่ติดป้ายราคาทั้ง 3 ราคา จะมีมาตรการ sanction ทั้งนี้ รัฐบาลตระหนักว่า การให้ผู้ประกอบการในระบบตลาดแบบเดิม (traditional markets) รวมทั้ง ผู้ค้าในจังหวัดห่างไกลเข้าใจและประกาศราคาทั้ง 2 มูลค่าเป็นเรื่องยาก แต่ก็จะพยายาม ทั้งนี้ ในปี 2562 จะใช้เฉพาะเงินแบบใหม่ แต่ยังอนุญาตให้ทำธุรกรรมภายใต้เงินแบบเดิมจนถึงปี 2565 หลังจากปี 2565 จะมีเฉพาะเงินแบบใหม่ และทำธุรกรรมเฉพาะในรูปเงินแบบใหม่เท่านั้น

การปรับค่าของเงินจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน และไม่มีผลต่อเงินเฟ้อ แต่จะมีความสะดวกและง่ายดายขึ้น และช่วยการให้ทำธุรกรรมต่างๆ โดยเฉพาะธุรกรรมกับธนาคารและระบบคอมพิวเตอร์ เพราะไม่ต้องกรอก 0 เป็นจำนวนมาก

ประธานาธิบดีปราโบโวเปิดโรงงานปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มาภาพ: https://en.antaranews.com/news/390173/prabowo-opens-southeast-asias-largest-petrochemical-plant-in-cilegon

ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ล็อตเต เคมิคอล อินโดนีเซีย (Lotte Chemical Indonesia: LCI) สัญชาติเกาหลีใต้ เมื่อวันพฤหัสบดี(5 พฤศจิกายน 2568) ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีซูเบียนโตกล่าวว่า การเริ่มต้นเดินเครื่องโรงงานแห่งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาติ และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย

โรงงานปิโตรเคมี LCI ใช้เงินลงทุนราว 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 640 ล้านล้านรูเปียห์) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 107.8 เฮกตาร์ หรือกว่า 1.08 ล้านตารางเมตร และได้รับการออกแบบให้ผลิตสารเคมีพื้นฐานทางอุตสาหกรรมที่สำคัญหลายชนิด

กำลังการผลิตต่อปีของโรงงานประกอบด้วย

  • เอทิลีน (Ethylene) 1,000 กิโลตัน
  • โพรพิลีน (Propylene) 520 กิโลตัน
  • โพลิโพรพิลีน (Polypropylene) 350 กิโลตัน
  • บิวทาไดอีน (Butadiene) 140 กิโลตัน
  • เบนซีน/โทลูอีน/ไซลีน (BTX) 400 กิโลตัน

โรงงานแห่งนี้จ้างแรงงานหลายหมื่นคน และนับเป็นโรงงานปิโตรเคมีแห่งที่ 5 ของกลุ่ม Lotte Chemical Corporation ต่อจากโรงงานในเกาหลีใต้ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ ระหว่างการประชุมสุดยอด APEC 2025 ที่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม กองทุนการลงทุนแห่งชาติของอินโดนีเซีย Danantara แสดงความสนใจเข้าซื้อหุ้นในบริษัท LCI เพื่อร่วมลงทุนในโครงการโรงงานปิโตรเคมีเซลีกอน

นายโรซาน รูสลานี ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนและซีอีโอของ Danantara เปิดเผยว่า บริษัทแม่ Lotte Chemical Corporation ได้เสนอขายหุ้นจำนวน 35% ให้แก่อินโดนีเซีย โดย Danantara มีแนวโน้มจะลงทุนโดยตรง แทนที่จะผ่านรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในความดูแล

Danantara กำลังพิจารณาแนวทางทางการเงินที่เหมาะสมที่สุด เพื่อการเข้าซื้อหุ้นตามที่ได้รับข้อเสนอ

เวียดนามเตรียมเปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งแรกที่คนเวียดนามเป็นเจ้าของ ปี 2569

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ (ซ้าย) ในการประชุมกับคณะผู้แทนจาก Semiconductor Equipment and Materials International (SEMI) ในกรุงฮานอย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ที่มาภาพ:https://en.baochinhphu.vn/viet-nam-to-launch-first-locally-owned-semiconductor-chip-factory-in-2026-111251107092429864.htm

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ (Pham Minh Chinh) ของเวียดนามประกาศว่า รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเพื่อเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งแรกที่คนเวียดนามเป็นเจ้าของเอง ภายในปี 2569 ในระหว่างการประชุมกับคณะผู้แทนจาก Semiconductor Equipment and Materials International (SEMI) ที่กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568

คณะผู้แทนดังกล่าวประกอบด้วยผู้บริหารจำนวน 32 คน จากบริษัทสมาชิกของ SEMI ซึ่งเป็นตัวแทนของเครือข่ายกว่า 3,700 บริษัททั่วโลกในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่เดินทางมาเข้าร่วมงาน SEMIEXPO 2025 ที่กรุงฮานอย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลเวียดนามมุ่งผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและยั่งยืน โดยอาศัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เป็นกลไกสำคัญ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้าง ความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี และ เสริมขีดความสามารถการแข่งขัน ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เวียดนามได้จัดทำ ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 2573 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 รวมทั้งดำเนิน โครงการพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ และกำหนด 11 เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ยุทธศาสตร์หลัก

นายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ SEMI และบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมนี้ร่วมมือกับเวียดนามในการสร้าง ระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรมบุคลากรคุณภาพสูง ไปจนถึงการออกแบบ การผลิต และการประกอบ รวมถึงการเชื่อมโยง ผู้ประกอบการภายในประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก

นอกจากนี้ยังย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุง กฎหมายและระเบียบการลงทุน, พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย, ยกระดับ สมรรถนะการบริหารจัดการและคุณภาพแรงงาน, และลดขั้นตอน การอนุมัติทางราชการ พร้อมจัดตั้ง ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุนระดับชาติ (National One-Stop Investment Service Portal) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในอุตสาหกรรมชิปกึ่งตัวนำ

นายคีส ฟาน บา (Kees Van Baar) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำเวียดนาม ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน สมาคมเซมิคอนดักเตอร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Semiconductor Association) และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ชื่นชมต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของเวียดนามและทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลกและเป้าหมายของ SEMI

ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมเสนอให้รัฐบาลเวียดนาม ปรับปรุงกฎระเบียบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น, ลดขั้นตอนการอนุมัติ, จัดให้มี บริการด้านการลงทุนเป็นภาษาอังกฤษ, ส่งเสริม การเข้าถึงของเอสเอ็มอีในห่วงโซ่อุปทาน, และพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและโครงข่ายดิจิทัล

คณะผู้แทนยังเสนอให้จัดตั้ง สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติของเวียดนาม เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา, ส่งเสริมการกำหนดนโยบาย การวิจัย การพัฒนาบุคลากร การเข้าถึงเงินทุน และการสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานซึ่งอาจทำให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิปกึ่งตัวนำแห่งใหม่ของเอเชีย และเสริมบทบาทของประเทศใน ห่วงโซ่เทคโนโลยีระดับโลก

เวียดนามคาดลงนามข้อตกลงการค้ากับ Mercosur และ GCC ในปีนี้

การประชุมคณะรัฐมนตรีเวียดนาม 8 พ.ย. 2568 ที่มาภาพ: https://en.baochinhphu.vn/viet-nam-expects-to-sign-trade-deals-with-mercosur-gcc-in-2025-111251108142023299.htm

นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ เปิดเผยว่า เวียดนามคาดว่าจะลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับ กลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ (MERCOSUR) และ สภาความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council – GCC) ได้ภายในปีนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่กรุงฮานอยเมื่อวันเสาร์( 8 พฤศจิกายน 2568) ว่า การเจรจาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของเวียดนามในการ กระจายความสัมพันธ์ทางการค้า และ ขยายตลาดส่งออก เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 8% ในปี 2568 และรักษาอัตราการเติบโต เลขสองหลักในระยะต่อไป

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการส่งเสริมการค้าเชิงรุกและคุณภาพสูงในตลาดหลัก เช่น สหภาพยุโรป (EU), สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของประเทศ

ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนาม (GSO) ระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้น 17.4% แตะระดับกว่า 762.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 16.2% อยู่ที่ 391 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่เวียดนามรวม 31.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.6% จากปีก่อนหน้า และมีการเบิกจ่ายเงินลงทุนสูงสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ประมาณ 21.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยขยายตัว 8.22% ในไตรมาสสามของปีนี้ เทียบกับ 7.96% ในไตรมาสสอง และ 6.93% ในไตรมาสแรก สะท้อนถึง แรงส่งทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้เผชิญสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปี รัฐบาลตั้งเป้าให้เศรษฐกิจขยายตัว 8.4% ในไตรมาสสี่

ด้านการท่องเที่ยว เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.73 ล้านคนในเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็น สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนเดียว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 17.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 21.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

รัฐบาลลาวตั้งเป้าเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5.5% ต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า

ที่มาภาพ: https://laotiantimes.com/2023/09/25/visit-laos-year-2024-campaign-all-set-to-launch-in-november/

รัฐบาลลาวประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5.5% ต่อปี ภายใต้ร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 10 (ค.ศ. 2569–2573) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำ เพื่อวางรากฐานให้ประเทศก้าวข้ามสถานะ “ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Country:LDC)” ในปี 2569 และเดินหน้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตาม “วิสัยทัศน์การพัฒนาแห่งชาติปี 2573

เป้าหมายใหม่นี้สูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4.24% โดยรัฐบาลตั้งใจสร้าง “เศรษฐกิจที่เป็นอิสระและพึ่งพาตนเองได้” โดยจะมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเงิน และเลี่ยงการก่อหนี้ใหม่

นาง พอนวัน อุทาวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในเวทีสัมมนาที่กรุงเวียงจันทน์ว่า รัฐบาลจะพยายามบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 70% ของ GDP เพื่อคงเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า หนี้สาธารณะของลาวลดลงจาก 112% ของ GDP ในปี 2565 เหลือ 94% ในปี 2567

ในด้านเสถียรภาพราคา รัฐบาลตั้งเป้าลดอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยให้เหลือ 5% ±2% ภายในช่วงปี 2026–2030 ลดลงจากค่าเฉลี่ยสูงถึง 17.81% ในช่วง 5 ปีก่อนหน้า โดยเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เงินเฟ้อของประเทศลดลงเหลือเพียง 4%

นางพอนวันกล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ได้แก่ พลังงานน้ำ เกษตรและเกษตรแปรรูป การทำเหมืองและแปรรูปแร่ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยว การขนส่ง และโลจิสติกส์ จะยังคงเป็นเสาหลักสำคัญ โดยอาศัยทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ของลาวซึ่งเป็นtransit hub เชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก

โดยชี้ว่า รถไฟลาว–จีน และ ท่าเรือบก 3 แห่ง ในเวียงจันทน์ แขวงสะหวันนะเขต และจำปาสัก ว่าเป็น “ความสำเร็จสำคัญ” ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมโยงและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

รัฐบาลยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อขยายการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคและระดับโลก ทำให้ลาวเป็นจุดหมายที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับการผลิต การค้า และการลงทุน

ในด้านนโยบายสนับสนุน รัฐบาลจะปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ส่งเสริม ธรรมาภิบาล การลดขั้นตอนราชการ และการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ควบคู่กับการเสริมศักยภาพรัฐวิสาหกิจและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

นอกจากนี้ แผนพัฒนาฉบับใหม่ยังให้ความสำคัญกับ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง โดยเฉพาะการฝึกอบรมแรงงานให้มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด

สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียวของประเทศ, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมปี 2026–2030 ยังมุ่งเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าทั่วประเทศให้ครอบคลุม 70% ของพื้นที่ทั้งหมด

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจมหภาค รัฐบาลลาวคาดว่าจะต้องการเงินลงทุนรวม 579,301 พันล้านกีบ หรือคิดเป็น 22.1% ของ GDP สำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาในระยะ 5 ปีข้างหน้า

เมื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลคาดว่าจะสามารถลด อัตราความยากจน จาก 15% ในปี 2568 เหลือเพียง 10% ภายในปี 2573 และ วางรากฐานให้ลาวก้าวสู่ประเทศรายได้ปานกลางและยั่งยืนในระยะยาว

ไทย–สิงคโปร์ แลกเปลี่ยนความตกลงข้าวและสาธารณสุข

ที่มาภาพ: https://www.thaigov.go.th/th/news/102000

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.05 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายลอว์เรนซ์ หว่อง (H.E. Mr. Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ รวม 2 ฉบับประกอบด้วย

(1) บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (Memorandum of Cooperation on Rice Trade between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Republic of Singapore) ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency : SFA) โดยมีสาระสำคัญเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคและส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศ ไทยตกลงจะจำหน่ายข้าวให้แก่รัฐบาลสิงคโปร์ในปริมาณสูงสุดไม่เกิน 100,000 ตัน ภายในระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี โดยถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือระหว่างไทย–สิงคโปร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมสร้างกลไกความร่วมมือด้านการค้าอย่างเป็นระบบ และเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกข้าวไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ได้มากขึ้น

(2) บันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง (Memorandum of Understanding on Capacity Building for Healthcare Leadership in Urban Ageing Care) ระหว่างสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กับ Singapore Health Services เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรม และการฝึกอบรมด้านการดูแลผู้สูงอายุแบบไร้รอยต่อ อันจะช่วยพัฒนาทักษะและศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ไทย ให้สามารถเป็นผู้ฝึกสอน (coach) ถ่ายทอดความรู้และเสริมสมรรถนะของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายหลังพิธีแลกเปลี่ยนความตกลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ร่วมกันแถลงข่าว สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ พร้อมขอบคุณในไมตรีจิตและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่มอบให้ การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญและเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไทยและสิงคโปร์เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ซึ่งความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศใกล้ชิดทุกระดับ ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นที่สนใจและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ใน 4 ด้าน ดังนี้

ด้านที่ 1 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามในความตกลงว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งถือเป็นความตกลงฉบับแรกของสิงคโปร์กับประเทศสมาชิกอาเซียน และจะเปิดทางให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มซื้อขายคาร์บอนเครดิตร่วมกันได้ในเร็ว ๆ นี้ รวมทั้งยืนยันการสนับสนุนโครงการเชื่อมโยงพลังงานไฟฟ้าระยะที่สอง (Lao PDR–Thailand–Malaysia–Singapore Power Integration Project Phase 2) เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านพลังงานในภูมิภาค รวมถึงได้หารือแนวทางความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนอีกด้วย

ด้านที่ 2 ความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ไทยชื่นชมสิงคโปร์ที่เป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และยินดีต้อนรับการลงทุนเพิ่มเติมจากสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า ไบโอเทค และ Data Centers รวมทั้งได้หารือถึงความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ เช่น การร่วมทุนในธุรกิจซ่อมบำรุงและปรับปรุงอากาศยาน (MRO) ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของทั้งสองประเทศให้เป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค

ความร่วมมือดิจิทัล ไทยและสิงคโปร์ยังพร้อมสนับสนุนความร่วมมือทางด้านดิจิทัลผ่านความตกลงหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Partnership Agreement: DEPA) และความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) รวมถึงความร่วมมือในระดับทวิภาคี ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการบูรณาการด้านดิจิทัลและนวัตกรรม

ความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามในบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวในวันนี้ ซึ่งจะรับประกันการส่งออกข้าวคุณภาพสูงจากไทยเพื่อผู้บริโภคในสิงคโปร์

สาธารณสุข ทั้งสองฝ่ายยังยินดีต่อการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ไทยในการรับมือกับความท้าทายของสังคมสูงวัยในอนาคต

ด้านที่ 3 การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ  ไทยและสิงคโปร์จะเดินหน้าพัฒนาความร่วมมือในด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีด้านกลาโหม ที่สำคัญ ทั้งสองประเทศจะยกระดับความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางออนไลน์ โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ในเร็ว ๆ นี้ และจะทำงานร่วมกับสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด

ด้านที่ 4 การประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาค ไทยและสิงคโปร์ยืนยันจะกระชับการประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อาเซียนมีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น ทั้งสองประเทศเห็นพ้องจะผลักดันให้เกิดการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเปิดศักยภาพของตลาดอาเซียน รวมทั้งจะร่วมกันสำรวจแนวทางเพื่อยกระดับความเชื่อมโยงในภูมิภาค ทั้งทางถนน รถไฟ ทางอากาศ ทางทะเล ดิจิทัล และพลังงาน โดยไทยพร้อมใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทางทะเลและจีน ตลอดจนเชื่อมโยงกับอินเดีย

ในความร่วมมือระดับโลก ไทยและสิงคโปร์จะยึดมั่นในระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดตามกฎระเบียบ ท่ามกลางแรงกดดันของกระแสกีดกันทางการค้า โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาด้วย และยืนยันถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะดำเนินการตาม Joint Declaration ที่ลงนาม ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา และขอขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนไทยและกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ โดยได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน