สิงคโปร์ยึดทรัพย์กว่า 150 ล้านดอลลาร์ เชื่อมโยงเครือข่ายฉ้อโกงข้ามชาติ “Prince Group” ในกัมพูชา

สำนักงานใหญ่ Prince Holding Group ที่มาภาพ:https://www.princeholdinggroup.com/

ตำรวจสิงคโปร์ประกาศเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ว่า ได้ยึดและออกคำสั่งห้ามจำหน่ายทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับนักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน “เฉิน จื้อ” (Chen Zhi) และกลุ่มบริษัท “Prince Group” ในคดีฟอกเงินและปลอมแปลงเอกสาร

ทรัพย์สินที่ถูกอายัดและห้ามจำหน่าย

รายงานข่าวจาก The Strait Times ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมทรัพย์สินหลายประเภท ทั้งบัญชีเงินฝาก บัญชีหลักทรัพย์ เงินสด อสังหาริมทรัพย์ 6 แห่ง รวมถึงเรือยอชต์ รถยนต์ 11 คัน และสุราหรูอีกหลายขวด โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้การตรวจสอบและห้ามจำหน่ายตามคำสั่งของตำรวจสิงคโปร์

Prince Group ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติ มีการลงทุนในกัมพูชาหลากหลายโครงการ ทั้งรีสอร์ตและโรงแรม แต่ในช่วงที่ผ่านมา ชื่อของกลุ่มบริษัทและเฉิน จื้อถูกจับตาจากทางการสหรัฐฯ ในข้อหาฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์ (wire fraud) และสมคบคิดฟอกเงิน รวมถึงถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการดำเนินงานศูนย์หลอกลวงที่ใช้แรงงานกดขี่ (forced-labour scam compounds) ในกัมพูชา ปัจจุบันเฉิน จื้อถูกตั้งข้อหาโดยไม่ปรากฏตัว (in absentia) ในศาลนิวยอร์ก

การเชื่อมโยงกับพลเมืองสิงคโปร์

ทางการสหรัฐฯ ยังได้คว่ำบาตรชาวสิงคโปร์ 3 คน ได้แก่ ไนเจล ถัง (Nigel Tang) เฉิน ซิ่วหลิง (Chen Xiuling) และอลัน โยว (Alan Yeo) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ในคดีอาชญากรรมไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group พร้อมสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดในสหรัฐฯ ของบุคคลทั้งสาม

ข้อมูลจากการสืบสวนของทางการสหรัฐฯ ระบุว่า มีการยึดคริปโตเคอร์เรนซี Bitcoin มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทรัพย์สินอื่นอีกหลายสิบล้านดอลลาร์ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ในกรุงลอนดอนและเกาะปาเลา

การประสานข้ามประเทศและเครือข่ายต่อต้านฟอกเงิน

ตำรวจสิงคโปร์เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลข่าวกรองทางการเงินจากสำนักงานรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย (Suspicious Transaction Reporting Office) ตั้งแต่ปี 2024 และเริ่มดำเนินการสืบสวนทันที โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

หลังได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ตำรวจสิงคโปร์ได้ประสานงานกับหน่วยงานในเครือข่าย Anti-Money Laundering Case Coordination and Collaboration Network (AC3N) เพื่อปฏิบัติการตรวจค้นและบังคับใช้กฎหมายในวันที่ 30 ตุลาคม

AC3N เป็นเครือข่ายที่นำโดยตำรวจสิงคโปร์และธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) โดยมีหน่วยงานด้านข่าวกรองและบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ เข้าร่วม เพื่อยกระดับการปราบปรามการฟอกเงินในประเทศ

MAS ยืนยันสกัดเส้นทางเงินผิดกฎหมาย

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ออกแถลงการณ์แยกต่างหากเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ว่าได้ร่วมมือกับตำรวจผ่านเครือข่าย AC3N เพื่อสืบสวนกรณีของ Prince Group โดยเปิดเผยว่ามีรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยจากสถาบันการเงินตั้งแต่ปี 2022 และได้มีการปิดบัญชีที่มีความเสี่ยงเพื่อป้องกันการสะสมเงินจำนวนมากในระบบการเงินของสิงคโปร์

คดีซับซ้อนระดับข้ามชาติ”

นายเดวิด ชิว (David Chew) ผู้อำนวยการกองคดีพาณิชย์ (Commercial Affairs Department)ของตำรวจสิงคโปร์ กล่าวว่า
“คดีนี้เป็นเครือข่ายฉ้อโกงขนาดใหญ่และซับซ้อนที่ดำเนินการข้ามพรมแดน โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและการเงินในหลายประเทศ เราจะยังคงร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ หน่วยข่าวกรองทางการเงิน และพันธมิตรภายในประเทศ เพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมจัดตั้งและเครือข่ายฟอกเงินเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง”

ตำรวจสิงคโปร์ระบุว่า ขณะนี้นายเฉินและผู้ร่วมขบวนการไม่ได้อยู่ในประเทศ และการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น

สิงคโปร์ออกหมายจับชาวสิงคโปร์ 27 คน มาเลเซีย 7 คน พัวพันแก๊งฉ้อโกงในกัมพูชา

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ (Singapore Police Force:SPF) ออกหมายจับชาวสิงคโปร์ 27 คน และชาวมาเลเซีย 7 คน ฐานต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฉ้อโกงที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างการหลบหนีออกนอกประเทศ ขณะที่ทางการสิงคโปร์กำลังประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อจับกุมตัว จากการรายงานของ The Strait Times

เครือข่ายฉ้อโกงข้ามชาติในพนมเปญ

คดีนี้เชื่อมโยงกับผู้ต้องหา 15 คนที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน จากปฏิบัติการร่วมระหว่างตำรวจสิงคโปร์และตำรวจกัมพูชาเมื่อวันที่ 9 กันยายน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่กลุ่มอาชญากรที่ปลอมแปลงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อหลอกเหยื่อชาวสิงคโปร์ทางโทรศัพท์และออนไลน์

กลุ่มนี้ถูกระบุว่าดำเนินการจากค่ายหลอกลวง (scam compound) ในกรุงพนมเปญ และเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงอย่างน้อย 438 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

หลังการจับกุมครั้งแรกในกัมพูชา ผู้ต้องหา 15 คน ซึ่งประกอบด้วยชาวสิงคโปร์ 12 คน ชาวมาเลเซีย 2 คน และชาวฟิลิปปินส์ 1 คน ถูกนำตัวกลับมาดำเนินคดีในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 11–12 กันยายนในข้อหาเป็นสมาชิกของขบวนการอาชญากรรมจัดตั้ง

หมายจับเพิ่มเติมอีก 34 ราย

จากหลักฐานที่ได้จากการสืบสวนเพิ่มเติมในกัมพูชา ตำรวจสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 34 คน ได้แก่ ชาวสิงคโปร์ 27 คน และชาวมาเลเซีย 7 คน ซึ่งเชื่อว่าทั้งหมดมีบทบาทในค่ายฉ้อโกงเดียวกันที่พนมเปญ

ที่มาภาพ: https://www.straitstimes.com/singapore/27-singaporeans-7-malaysians-wanted-for-suspected-links-to-cambodia-scam-ring

รายชื่อผู้ต้องหาชาวสิงคโปร์ทั้ง 27 รายประกอบด้วย Ng Wei Liang, Andrew Tay Jing An, Finan Siow, Francis Tan Thuan Heng, Jonathan Pek Ser Siang, Lam Yong Yan, Leon Chia Tee Song, Lim Ee Siong, Wong Yao Zong, Clarence Ng Jun Rong, Dilwin Tay Meng Wei, Dinesh, Kiang Wayne, Lam An Tuyen Daniel, Lim Jing En Kyan, Neo Zhi Bin, Ngiam Siow Jui, Phua Sheng Kai Audric, Poh Yang Ting, Sim Zong Yuan, Tan Darren, Tan Kai Siang, Tan Li Sen, Wayne Soh You Chen, Xavier Kho Yong Jun, Lee Jian Hao Jayen และ Sie Eng Fa Brian

ส่วนผู้ต้องหาชาวมาเลเซีย 7 ราย ได้แก่ Tang Soon Fai, Kang Liang Yee, Tang Soon Wah, Hoe Ming Wei, Pang Han Ee, Bernard Goh Yie Shen และ Yip Chee Hoe

ตำรวจสิงคโปร์ระบุว่า ได้ประสานกับองค์การตำรวจสากล (Interpol) เพื่อออกหมายแดง (Red Notice) สำหรับผู้ต้องหาทั้งหมด เพื่อขอความร่วมมือในการติดตามและจับกุม