ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน
สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วช่วงหลายปีมานี้ ทำให้พายุฝนในปีนี้มีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามีมากขึ้น
ในภูมิภาคอาเซียน สปป.ลาว ที่ได้วางยุทธศาสตร์ประเทศให้เป็น “แบตเตอรี่ของอาเซียน” ตามวิสัยทัศน์ “จินตนาการใหม่” มีการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศนับร้อยแห่งมานานนับสิบปี ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของภูมิอากาศเช่นนี้
พายุฝนที่พัดเข้าลาวปีนี้ โดยเฉพาะพายุรากาซาและบัวลอยที่ซัดถล่มต่อเนื่องเข้ามาในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ เมื่อปลายเดือนกันยายน นอกจากสร้างความเสียหายแก่หลายพื้นที่แล้ว ยังได้สร้างข้อกังขาขึ้นในใจของชาวบ้าน ถึงบทบาทของเขื่อนผลิตไฟฟ้าว่า เป็น “แหล่งกักเก็บน้ำ” หรือเป็น “ต้นทาง” ของน้ำที่ไหลมาท่วมบ้านของพวกเขากันแน่ !?!
……
วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เพจ “ข่าวสารอุตสาหกรรมและการค้า” สื่อทางการในชุมชนออนไลน์ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ลาว ได้โพสต์เนื้อหา มีรายละเอียดดังนี้
“…เหตุการณ์น้ำล้นจากเขื่อนน้ำเงียบ 2B และผลกระทบจากพายุต่อโครงการไฟฟ้าในประเทศ
ในปี 2568 นี้ เป็นปีที่ประเทศของเรา และในภาคพื้นอาเซียน ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากพายุเขตร้อนหลายลูกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บรรดาพายุหลักๆ เช่น พายุวิภา คาจิกิ รากาซา บัวลอย และแมตโม ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม พายุเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบต่อพื้นที่ของหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม ไทย รวมทั้ง สปป.ลาว
สำหรับลาวก็ได้รับผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะการบริหารน้ำของเขื่อนผลิตไฟฟ้า เขื่อนชลประทาน พื้นที่เกษตรกรรม โครงข่ายไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง


บ้านพูกาแฟ เมืองคูน แขวงเชียงขวาง ซึ่งถูกมวลน้ำจากพายุบัวลอยซัดถล่มในคืนวันที่ 29 กันยายน 2568 จนมีผู้สูญหาย 2 คน ที่มาภาพ : สำนักข่าวสารประเทศลาว
เขื่อนมี 2 ลักษณะ คือ
1.เขื่อนที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 1 ที่สามารถกักเก็บน้ำได้สูงสุดถึง 7,030 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรองรับน้ำฝนได้ในปริมาณมากเพื่อชะลอไม่ให้มวลน้ำจากพายุฝนไหลลงตอนล่างของเขื่อน ไม่ให้เกิดน้ำท่วม
2.แบบฝายน้ำล้น เช่น เขื่อนไฟฟ้าน้ำเงียบ 2B เขื่อนชนิดนี้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ หมายถึง ถ้าฝนตกลงมา ทำให้เกิดมวลน้ำมากเท่าใด ก็จะไหลเข้าเขื่อนในปริมาณเท่านั้น เช่น น้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำวินาทีละ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ก็ไหลออกจากเขื่อนวินาทีละ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เปรียบเหมือนไม่มีเขื่อน กล่าวง่ายๆว่าเขื่อนไม่ได้ช่วยกักเก็บน้ำ หรือปล่อยน้ำเพิ่มจากฝนที่ตกลงมา
หนึ่งในโครงการที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำเงียบ 2B ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านพูกาแฟ เมืองคูน แขวงเชียงขวาง โครงการนี้เป็นเขื่อนคอนกรีตขนาดเล็ก มีความสูง 9 เมตร และมีประตูระบายน้ำ 4 ช่อง
ในคืนวันที่ 29 กันยายน 2568 พายุบัวลอยได้พัดเข้ามาในบริเวณนี้ ทำให้เกิดฝนตกหนัก และน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างรวดเร็ว น้ำที่ไหลเข้าอ่างมีปริมาณสูงสุด 1,359 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือเท่ากับ 93% ของความสามารถในการระบายน้ำของประตูน้ำ
ในขณะที่ทีมงานกำกับดูแลโครงการได้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยโดยทันที เช่น แจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ด้านล่างของโครงการ และเปิดประตูระบายน้ำ แต่เนื่องจากฝนตกอย่างต่อเนื่อง และระดับน้ำเพิ่มสูงมาก เกิดพายุ ลมแรง ทำให้เสาไฟฟ้าล้ม ระบบไฟฟ้าขัดข้อง จึงต้องใช้เครื่องปั่นไฟฟ้าสำรองในการเปิดประตูระบายน้ำ


แต่มวลน้ำที่มากและไหลมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ จึงทำให้เกิดน้ำไหลบ่าล้นออกจากบ่า 2 ด้านของเขื่อน โดยเฉพาะบ่าฝั่งขวาของเขื่อน ได้เกิดน้ำเซาะจนพนังกั้นน้ำแตก มีน้ำไหลออกจากเขื่อนฝั่งขวาในปริมาณมาก
แต่เนื่องจากเขื่อนน้ำเงียบ 2B มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนเพียง 123,000 ลูกบาศก์เมตร จึงไม่ได้สร้างผลกระทบที่เสียหายมากนัก เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนในวันเดียวกันนั้น ซึ่งสูงถึง 117 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือเพียง 0.1%
ปัจจุบัน ผู้พัฒนาโครงการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการประเมินความเสียหายและวางแผนฟื้นฟูโครงการดังกล่าวให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว พร้อมกันนั้น บรรดาภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็จะนำเอาบทเรียนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ไปปรับปรุงมาตรการ การควบคุมเขื่อนให้มีความปลอดภัยมากขึ้นในอนาคต
ดังนั้น จึงเสนอข้อมูลมาให้สังคมและพ่อแม่ ประชาชน ได้รับทราบ
คณะชี้นำงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ แผนกอุตสาหกรรมและการค้า…”
…….
สาเหตุที่ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจำเป็นต้องออกมาชี้แจงครั้งนี้ เกิดขึ้นจากรายงานข่าวในสื่อหลายแห่งของลาว เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ระบุว่า พายุบัวลอยซึ่งพัดเข้าลาวระหว่างวันที่ 29-30 กันยายน ทำให้เกิดฝนตกหนักในแขวงเชียงขวาง ลำน้ำหลายสายมีปริมาณน้ำสะสมมาก นอกจากทำให้เกิดดินโคลนถล่มทับถนนหลายสายจนไม่สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว
เขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำเงียบ 2C และน้ำเงียบ 2B ได้ถูกมวลน้ำเซาะจนได้รับความเสียหาย มวลน้ำได้ไหลบ่าลงไปยังพื้นที่ใต้เขื่อน โดยเฉพาะที่บ้านพูกาแฟ เมืองคูน บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ริมลำน้ำถูกดินโคลนไหลถล่ม ชาวบ้านถูกกระแสน้ำพัดสูญหายไป 2 คน
อินฟลูเอนเซอร์ลาวหลายคน ถึงกับจั่วหัวในโพสต์ของตนว่า “เขื่อนน้ำเงียบ 2B แตก”
ภาพความเสียหายที่เมืองคูน ถูกเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ของลาวอย่างกว้างขวาง สร้างความหวาดผวา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความมั่นคงแข็งแรงของโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำเงียบ 2B
รวมถึงยังสร้างข้อกังขาถึงบทบาทและความปลอดภัยของเขื่อนผลิตไฟฟ้าอื่นๆที่ถูกสร้างขึ้นอีกหลายแห่งในลาว!!!
เขื่อนน้ำเงียบ 2B สร้างกั้นแม่น้ำเงียบ ตัวเขื่อนตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 1D ที่มืองคูน แขวงเชียงขวาง เป็นหนึ่งในกลุ่มโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำเงียบ 2A , 2B และ 2C โดยมีเขื่อนน้ำเงียบ 2C อยู่ทางเหนือ และเขื่อนน้ำเงียบ 2A อยู่ด้านใต้ มีพื้นที่รับน้ำกว้าง 878 ตารางกิโลเมตร
กลุ่มบริษัทหนองไฮ บริษัทของคนลาวที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นเจ้าของสัมปทาน บริษัท Chongqing Water Turbin Work (CWTW) จากจีน เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และบริษัท Zheng Hong จากจีนเช่นกัน เป็นผู้สร้างและติดตั้งอุโมงค์ระบายน้ำแบบไร้แรงดันให้กับเขื่อน
เขื่อนน้ำเงียบ 2B มีกำลังการผลิตติดตั้ง 18 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยชุดเครื่องปั่นไฟฟ้า 3 ชุด ชุดละ 6 เมกะวัตต์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าโครงข่ายได้ 76 กิกะวัตต์-ชั่วโมง เริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2561…
ไม่เฉพาะเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำเงียบ 2B เท่านั้น ที่ตกเป็นจำเลยจากพายุที่ซัดเข้ามาในช่วงปลายเดือนกันยายน เขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำงึม 1 ก็ได้สร้างความคลางแคลงใจแก่ชาวบ้านในหลายพื้นที่ของแขวงเวียงจันทน์ โดยเฉพาะที่บ้านห้วยเดื่อ เมืองโพนโฮง
วันที่ 1 ตุลาคม สื่อทุกสำนักของลาว รายงานสภาพน้ำท่วมหนักที่บ้านห้วยเดื่อ ให้รายละเอียดว่ามวลน้ำได้ไหลเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถหนีได้ทัน ต้องติดค้างอยู่ในบ้าน หลายคนพยายามเอาชีวิตรอดด้วยการปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคาหรือที่สูง เพื่อรอความช่วยเหลือ

ชาวบ้านส่วนมากเชื่อว่า เหตุน้ำท่วมบ้านห้วยเดื่ออย่างรวดเร็วเช่นนี้ เป็นผลมาจากการระบายน้ำออกมาของเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำงึม 1 ของบริษัทผลิต-ไฟฟ้าลาว มหาชน(EDL-GEN) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแก้วอุดม แขวงเวียงจันทน์
เขื่อนน้ำงึม 1 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 275 เมกะวัตต์ ตัวเขื่อนสูง 70 เมตร ยาว 468 เมตร สันเขื่อนกว้าง 6 เมตร อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนมีพื้นที่ 370 ตารางกิโลเมตร ระดับน้ำเต็มอ่างสูง 212.3 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล
วันที่ 5 ตุลาคม เพจ EDL-Generation Public Company เพจทางการของบริษัทผลิต-ไฟฟ้าลาว มหาชน ได้โพสต์ชี้แจงเกี่ยวกับการระบายน้ำออกจากเขื่อนน้ำงึม 1 ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในสื่อออนไลน์ว่าการระบายออกจากเขื่อนน้ำงึม 1 เป็นต้นเหตุให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ท้ายเขื่อน
ความเป็นจริง การระบายน้ำดังกล่าวเป็นมาตรการทางวิชาการเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างของเขื่อน และประชาชนที่อยู่ท้ายเขื่อน
น้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำงึมมาจากหลายแหล่ง ที่เกิดจากพายุหลายลูก น้ำที่ไหลผ่านท้ายเขื่อนน้ำงึม 1 มีทั้งมาจากเขื่อนน้ำงึม 1 และเขื่อนไฟฟ้าน้ำลิก 1 รวมถึงสายน้ำธรรมชาติอีกบางส่วน
ดังนั้น ไม่เฉพาะเขื่อนน้ำงึม 1 เท่านั้นที่ระบายน้ำ แต่เป็นการร่วมกันของหลายโครงการในระบบแม่น้ำงึม
เหตุผลที่จำเป็นต้องระบายน้ำออกมาในช่วงนี้ เนื่องจากตามการพยากรณ์อากาศ พายุแมตโมกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ลาว หากเขื่อนน้ำงึม 1 ไม่ระบายน้ำออกมาในช่วงนี้ น้ำในอ่างเก็บน้ำอาจจะเต็มและไหลล้นผ่านโรงไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างหนักต่อประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำงึม และหากจะระบายน้ำออกในช่วงที่พายุเข้ามาถึงแล้ว จะยิ่งทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนเกิดน้ำท่วมหนักกว่าเก่า
ดังนั้น การระบายน้ำออกมาในช่วงนั้น เป็นการบริหารน้ำที่ผ่านการคิดคำนวณอย่างระมัดระวัง เพื่อลดผลกระทบทั้งในอ่างเก็บน้ำและพื้นที่ท้ายเขื่อน


มวลน้ำที่ไหลท่วมบ้านห้วยเดื่อ เมืองโพนโฮง แขวงเวียงจันทน์ อย่างรวดเร็วจนชาวบ้านหนีไม่ทัน ที่มาภาพ : ลาวโพสต์
รุ่งขึ้น วันที่ 6 ตุลาคม เพจ EDL-Generation Public Company ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ทีมงานของ EDL-Gen และเขื่อนน้ำงึม 1 ร่วมกับทีมงานของกรมพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ได้ลงพื้นที่ซึ่งถูกน้ำท่วมขังตามที่มีรายงานและวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อออนไลน์ มีรายละเอียดดังนี้
1.เขตบ้านห้วยเดื่อ เมืองโพนโฮง แขวงเวียงจันทน์ ซึ่งอยู่ห่างจากถนนสาย 13 เหนือ ประมาณ 10 กิโลเมตร และห่างจากพูพะนังประมาณ 7 กิโลเมตร จากการสอบถามประชาชนและนายบ้านห้วยเดื่อ พบว่า น้ำได้ท่วมสูง 2-3 เมตร ซึ่งเกิดจากน้ำป่าไหลหลาก และพื้นที่ตอนบนของชุมชน มีการขุดบ่อเลี้ยงปลา ขนาดยาว 200 เมตร กว้าง 40 เมตร และลึก 3 เมตร หลายบ่อเรียงซ้อนกัน
ในช่วงที่พายุบัวลอยพัดเข้ามาทำให้เกิดฝนตกหนัก บ่อเลี้ยงปลาที่อยู่ด้านบนได้แตกพัง ทำให้มีมวลน้ำไหลลงมาท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ด้านล่าง ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำงึม
2.เขตบ้านน้อยและบ้านนาโพใต้ น้ำท่วมเกิดจากท่อระบายน้ำใต้ผิวทางมีขนาดเล็ก ทำให้น้ำระบายไม่ทัน
3.เขตบ้านแสนขุม น้ำท่วมเกิดจากไม่มีท่อระบายน้ำริมทาง
4.เขตบ้านนาง่า เมืองนาไซทอง น้ำฝนจากพายุบัวลอยไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำชลประทานน้ำซวง ที่เป็นฝายน้ำล้นสูง 85 เซนติเมตร ทำให้เกิดมวลน้ำล้นออกจากฝายไหลลงสู่แม่น้ำงึม
……
ฤดูฝนปีนี้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เป็นต้นมา มีพายุพัดเข้าสู่พื้นที่ของลาวหลายลูก ไล่เรียงตามลำดับเวลาได้ดังนี้
-12 มิถุนายน พายุหวู่ติบ(Wutip)
-22 กรกฎาคม พายุวิภา(Wipha)
-25 สิงหาคม พายุคาจิกิ(Kajiki)
-24 กันยายน พายุรากาซา(Ragasa)
-29 กันยายน พายุบัวลอย(Bualoi)
-6 ตุลาคม พายุแมตโม(Matmo)
ช่วงที่พายุเข้าถี่ที่สุด คือปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงต้นเดือนตุลาคม ที่มีพายุพัดเข้าต่อเนื่องกันถึง 3 ลูก การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนผลิตไฟฟ้าแต่ละแห่ง จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
คนลาวหลายคนยังคงหวาดผวากับเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตกที่แขวงอัตตะปือแตกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 71 คน ภาพความสูญเสียจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นยังอยู่ในความทรงจำของคนเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุน้ำหลากท่วมพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่างรวดเร็ว จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ หาก”เขื่อน”ต้องตกเป็น”จำเลย”ในสายตาของผู้คน
สถานการณ์แบบนี้ เชื่อว่าจะปรากฏขึ้นอีกในปีต่อๆไป ตามสภาพภูมิอากาศที่ยิ่งผันผวน รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ…
อ่านเพิ่มเติม
ภาพประกอบ
1 ด้านหน้าของเขื่อนน้ำเงียบ 2B หลังเกิดเหตุมวลน้ำจากพายุบัวลอย ล้นออกจากบ่าด้านข้าง โดยเฉพาะบ่าฝั่งขวาของเขื่อน ที่มาภาพ : ข่าวสารอุตสาหกรรมและการค้า
2 สภาพด้านหลังของเขื่อนน้ำเงียบ 2B ที่มาภาพ : ข่าวสารอุตสาหกรรมและการค้า
3.จุดที่น้ำล้นออกจากบ่าฝั่งขวาของเขื่อนน้ำเงียบ 2B ที่มาภาพ : ข่าวสารอุตสาหกรรมและการค้า
4-5 บ้านพูกาแฟ เมืองคูน แขวงเชียงขวาง ซึ่งถูกมวลน้ำจากพายุบัวลอยซัดถล่มในคืนวันที่ 29 กันยายน 2568 จนมีผู้สูญหาย 2 คน ที่มาภาพ : สำนักข่าวสารประเทศลาว
6-8 มวลน้ำที่ไหลท่วมบ้านห้วยเดื่อ เมืองโพนโฮง แขวงเวียงจันทน์ อย่างรวดเร็วจนชาวบ้านหนีไม่ทัน ที่มาภาพ : ลาวโพสต์
9 น้ำที่ระบายออกจากสปิลเวย์ของเขื่อนน้ำงึม 1 ช่วงปลายเดือนกันยายน เพื่อลดระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ ก่อนพายุแมตโมจะเข้าในอีกไม่กี่วันถัดมา ที่มาภาพ : เพจ EDL-Generation Public Company


