การค้าโลกมูลค่า 24 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นชิ้นส่วน 55% ชาติที่เติบโตสูงเพราะบูรณาการกับ ‘ห่วงโซ่อุปทานโลก’

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ในหนังสือชื่อ The Globalization Myth: Why Regions Matter Shannon O’Neil ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าของ Council on Foreign Relations เขียนถึงระบบการผลิตแบบ “ห่วงโซ่อุปทานโลก” หรือ Global Supply Chain (GSC) ไว้ว่า ปี 1981 เมื่อโรนัลด์ เรแกน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ การค้าโลกมีมูลค่า 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ ปี 2024 มูลค่าเพิ่มขึ้น 1,200% เป็น 24 ล้านล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ เป็นการค้าเกี่ยวกับสินค้าที่เป็นชิ้นส่วนการผลิต 55% หรือคิดเป็นมูลค่า 13.2 ล้านล้านดอลลาร์

การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศก็เพิ่มจาก 500 ล้านดอลลาร์ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เป็น 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ส่วนการเดินทางระหว่างประเทศของประชาชนทั่วโลก ก็พุ่งสูงขึ้น ปี 1980 จำนวนการเดินทางระหว่างประเทศมีอยู่ประมาณ 300 ล้านการเดินทาง ในปี 2018 เพิ่มเป็น 1.4 พันล้านการเดินทาง นวัตกรรม การจดทะเบียนสิทธิบัตร และการจ่ายค่าสิทธิ (royalty payment) ก็ล้วนมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก

ที่มาภาพ : amazon.com

ต้นกำเนิด “ห่วงโซ่อุปทาน”

The Globalization Myth กล่าวว่า การที่สินค้า บริการ ประชาชน ความคิด และเงินทุน กลายเป็นเรื่องนานาชาติ ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของหลายประเทศเพิ่มสูงขึ้น และราคาสินค้าผู้บริโภคถูกลง เมื่อ 100 ปีที่แล้ว สินค้าข้ามพรมแดนคือสินค้าที่พร้อมบริโภค เช่น น้ำมันมะกอกจากอิตาลี เหล้าไวน์จากสเปน รถยนต์จากเยอรมัน และจักรเย็บผ้าจากอเมริกา การค้าระหว่างประเทศหมายถึง สินค้าทำจากประเทศหนึ่ง ไปขายอีกประเทศหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แทนที่จะเป็นผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูป หลายบริษัทกลายเป็นซับพลายเออร์ ผลิตชิ้นส่วนให้กับอีกบริษัท ที่เป็นผู้ประกอบการผลิตตัวสินค้านั้นขึ้นมา บริษัทต่างๆจะแบ่งการผลิตออกเป็นหลายส่วน และมองหาผู้ผลิตชิ้นส่วนในต่างประเทศ โดยความสัมพันธ์จะออกมาในรูปของการรับช่วงการผลิต (subcontract) หรือให้บริษัทภายนอกทำการผลิตแทน (outsource)

การเกี่ยวพันเชิงพาณิชย์ระหว่างประเทศต่างๆ จึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ใช่จากการซื้อการขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “การผลิตร่วมกัน” ทำให้ห่วงโซ่อุปทาน หรือที่นักวิชาการมักเรียกว่า “ห่วงโซ่คุณค่า” (global value chain) เริ่มมีบทบาทในการเชื่อมโยงประเทศและเศรษฐกิจต่างๆ

ทุกวันนี้ 80% ของการค้าโลก เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบและชิ้นส่วนการผลิต ภายในกระบวนการผลิตทั้งหมด โรงงานและบริษัทแต่ละแห่งจะมีความชำนาญเฉพาะด้านอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ธุรกิจและบริษัทแบบใหม่เกิดขึ้นมา Ikea เป็นเจ้าของซับพลายเออร์เองแทบทั้งหมด Apple อาศัยบริษัทอื่นเป็นผู้ผลิต iPad และ iPhone ส่วน Nike ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงงานผลิต 523 แห่ง ที่กระจายอยู่ใน 41 ประเทศ ความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจของของบริษัทต่างๆ จะมีผลต่อการเลือกสถานที่เป็นโรงงานการผลิต ใครเป็นเจ้าของนวัตกรรมของสินค้า ใครเป็นฝ่ายทำการตลาด และการแบ่งกำไรระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต

ที่มาภาพ : pinterest.com

ปัจจัยทำให้เกิดห่วงโซ่อุปทานโลก

The Globalization Myth กล่าวว่า กระบวนการผลิตสินค้าต่างๆมีลักษณะนานาชาติ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐานหลายอย่าง เช่น การขนส่ง ข้อมูลข่าวสาร และการเคลื่อนย้ายเงินทุน นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยสนธิสัญญาความตกลงการค้า ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และธรรมเนียมการค้าระหว่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่ขับเคลื่อนกระแสโลกาภิวัตน์ และกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นภายในภูมิภาค

นวัตกรรมที่ทำให้เกิดระบบการผลิตแบบห่วงโซ่อุปทาน ค่อนข้างเป็นสิ่งที่ง่ายๆ สิ่งนั้นคือตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว การขนส่งสินค้าทางเรืออาศัยคนงานขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือ ที่เป็นงานกินเวลามาก เรือบรรทุกสินค้าใช้เวลาหลายวัน ในการขนถ่ายสินค้าออกจากเรือและขนถ่ายสินค้าขึ้นเรือ

ทุกอย่างเปลี่ยนไปในปี 1956 เมื่อรถเครนยกตู้คอนเทนเนอร์ใส่เรือที่ท่าเรือเมือง Newark เพื่อไปยัง Houston ช่วง 20 ปีต่อมา ตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงการขนส่งสินค้าทั่วโลก การบรรจุสินค้าลงในตู้คอนเทนเนอร์ทำที่โรงงาน ไม่ใช่ที่ท่าเรือ ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางเรือลดลงอย่างมาก บริษัทต่างๆจึงสะดวกที่จะซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน จากแหล่งผลิตที่อยู่ห่างไกล ในแต่ละปี บริษัทขนส่ง DHL ส่งสินค้าทางทะเลเป็นตู้คอนเทนเนอร์กว่า 4 ล้านตู้

การปฏิวัติทางโทรคมนาคมทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลก สามารถทำงานและติดต่อทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ปี 1980 ธุรกิจมีการติดต่อโทรศัพท์ต่างประเทศปีละไม่กี่ครั้ง การปฏิวัติด้านโทรคมนาคม ทำให้การติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศสะดวก แทบไม่มีค่าใช้จ่าย และติดต่อแบบทันทีทันใด ทำให้ห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ เกิดความเป็นไปได้ ซอฟต์แวร์ช่วยทำให้การค้าคล่องตัวมากขึ้น เพราะทำให้ระบบโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพ บาร์โคดทำให้สามารถติดตามเส้นทางผลิตภัณฑ์ จากซับพลายเออร์มาจนถึงการส่งของให้ลูกค้า

ระบบการผลิตห่วงโซ่อุปทานเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการเติบโตของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถขยายงานการผลิตไปทั่วโลก ทศวรรษ 1980 การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศปีหนึ่งมีมูลค่า 500 พันล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน เดือนหนึ่งมีมูลค่าเกือบ 6 เท่าของจำนวนดังกล่าว เงินลงทุนต่างประเทศ เงินกู้ และเครื่องมือการเงินอื่นๆ ทำให้ผู้ผลิตและซับพลายเออร์สามารถเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานโลก

นอกจากนี้ ระบบห่วงโซ่อุปทานโลกยังต้องอาศัยเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ “สนับสนุนการค้า” (pro-trade) ปี 1947 เกิดข้อตกลงการค้าโลกครั้งแรกคือ GATT (General Agreement on Tariffs and Trade) ที่สมาชิกเก็บภาษีสินค้าใดหนึ่งในอัตราเดียวกัน เรียกว่า Most Favored Nation และปฏิบัติต่อสินค้านำเข้าแบบเดียวกับสินค้าที่ผลิตในประเทศ

ปี 1995 GATT เปลี่ยนเป็นองค์การการค้าโลก (WTO) ที่วางระเบียบด้านการบริการ การลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้บริบทของโลกที่สนับสนุนการค้า ทำให้จีนและเวียดนาม ที่เคยปิดประเทศ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการค้าโลก อินเดียยกเลิกนโยบายกีดกันการค้า ประเทศกำลังพัฒนาเริ่มลดภาษีนำเข้าให้น้อยลง ส่วนหนึ่งเพราะผู้ผลิตในประเทศต้องการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก

ที่มาภาพ : pinterest.com

“ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน” 3 แห่งของโลก

The Globalization Myth กล่าวว่า เมื่อห่วงโซ่อุปทานมีฐานะนำในโลกอุตสาหกรรมการผลิต ทำให้มีการก่อรูปศูนย์กลางภูมิภาคด้านห่วงโซ่อุปทาน คือในเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ การอาศัยความได้เปรียบจากภายในภูมิภาค ทำให้ประเทศที่อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจภูมิภาค ได้เปรียบประเทศอยู่นอกกลุ่ม ทศวรรษ 1980 การขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ทำให้บริษัทข้ามชาติจากสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย แบ่งโลกออกเป็นค่ายอุตสาหกรรมการผลิต 3 ภูมิภาค

แต่เอเชียเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ว่าภูมิภาคอื่น เพราะเกือบ 50% ของอุตสาหกรรมการผลิตมาจากภูมิภาคนี้ ความสำเร็จของการรวมตัวเศรษฐกิจยุโรป มาจากความพยายามทางการทูต สมาชิกยอมให้องค์กรของ EU มีอำนาจเหนือประเทศสมาชิก และกำหนดทิศทางบูรณาการเศรษฐกิจ

ส่วนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย มาจากการขับคลื่อนของรัฐบาลและผู้นำธุรกิจ ความสำเร็จของญี่ปุ่นหลังสงครามโลก ทำให้ต่อมาญี่ปุ่นมีนโยบายย้ายอุตสาหกรรมมาไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง และประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อจีนเปิดประเทศ ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านย้ายการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น มายังเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน

ในบรรดาศูนย์กลางการผลิต 3 แห่งของโลก ที่เกิดการแข่งขันกันในเชิงบริษัทธุรกิจ ตราสินค้า และตลาดผู้บริโภค เอเชียมีความได้เปรียบที่มีแรงงานจำนวนมาก และความสามารถในการผลิตในปริมาณมากมายในเวลารวดเร็ว เพราะเหตุนี้ ทำให้มีความได้เปรียบในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Foxconn, LG และ Lenovo ผลิตสมาร์ทโฟนหลายร้อยล้านเครื่อง และ 9 ใน 10 ของคอมพิวเตอร์ที่ผลิตทั้งหมดของโลก ก็มาจากภูมิภาคเอเชีย

เอกสารประกอบ

The Globalization Myth: Why Regions Matter, Shannon K. O’Neil, Yale University Press, 2022.