
ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA)
ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการ 5 ชุด พัฒนาระบบประเมิน ITA หน่วยงานรัฐ 8,317 แห่ง ตั้งเป้ายกระดับสู่มาตรฐานคุณธรรม – ความโปร่งใส เป็นที่ยอมรับของสังคม
ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) กล่าวว่า จากการดำเนินการประเมิน ITA อย่างต่อเนื่องตลอด 13 ปีที่ผ่านมา รวมถึงข้อจำกัด อุปสรรคและความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในปัจจุบัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและทบทวนหลักเกณฑ์การประเมิน ITA จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีหน้าที่และอำนาจที่สำคัญคือการตรวจสอบและศึกษาผลการประเมิน ITA ที่ผ่านมา และการให้ความเห็น ข้อเสนอแนะ และหาแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาเครื่องมือการประเมิน ITA ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นภายใต้คณะกรรมการตรวจสอบผลการประเมิน ITA มีคณะอนุกรรมการ 5 คณะ ที่จะมาสนับสนุนการดำเนินงานซึ่งประกอบด้วย
1) คณะอนุกรรมการตรวจสอบผลการประเมิน ITA ในกลุ่มประเภทองค์กรอิสระ โดยมีนายประสาท พงษ์ศิวาภัย อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการ
2) คณะอนุกรรมการตรวจสอบผลการประเมิน ITA ในกลุ่มประเภทหน่วยงานภาครัฐ โดยมีพลเอก ธีระเดช ฉัตรเสถียรพงศ์ เป็นประธานอนุกรรมการ
3) คณะอนุกรรมการตรวจสอบผลการประเมิน ITA ในกลุ่มประเภทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมี ว่าที่ร้อยตรี สุพีร์พัฒน์ จองพานิช เป็นประธานอนุกรรมการ
4) คณะอนุกรรมการตรวจสอบระบบและกระบวนการประเมิน ITA โดยมีนางศิริรัตน์ วสุวัต เป็นประธานอนุกรรมการ และ
5) คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการประเมิน ITA โดยมีนางเสาวณีย์ แสงสุพรรณ เป็นประธานอนุกรรมการ
สำหรับคณะอนุกรรรมการทั้ง 5 คณะนี้จะทำงานร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบฯ กล่าวคือ การทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ชุดเล็ก คือการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบชุดใหญ่ ซึ่งจะต้องมีการประสานการดำเนินงานกันอย่างต่อเนื่อง มีกำหนดการประชุมทุก 2 สัปดาห์ และกำหนดเป้าหมายเบื้องต้นว่าจะต้องเริ่มเห็นผลงานที่จะเสนอให้สังคมเห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมภายใน 2 เดือนนี้ โดยในระหว่างการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบฯ จะมีการประเมินผลการดำเนินงานครึ่งทางในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ และจะมีการแถลงผลการดำเนินงานให้สื่อมวลชนและประชาชนได้ทราบเป็นระยะ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้เริ่มกระบวนการตรวจสอบแล้ว โดยได้มีการตรวจสอบกระบวนการทำงาน และผลการดำเนินการประเมิน ITA ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรอิสระ และกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการดำเนินงานสูง ซึ่งในระหว่างนี้จะมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล และข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมถึงศึกษาข้อมูลแนวทางการดำเนินงานจากต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ และสื่อมวลชน ได้ร่วมกันสะท้อนแนวคิด มุมมอง และองค์ความรู้ทางวิชาการที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาเครื่องมือการประเมินที่จะช่วยสะท้อนสถานการณ์การทุจริตของประเทศไทย เพื่อก้าวไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองต่อความคาดหวังของสังคมและประชาชนในอนาคตภายในงานมีการอภิปรายในหัวข้อ “มุมมองการพัฒนาระบบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส” และการรับฟังข้อสังเกตแนวทางการพัฒนา โดย ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารของสำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมการอภิปราย ประกอบด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล, ศาสตราจารย์ ดร.ผลิน ภู่จรูญ, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์, รองศาสตราจารย์ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ และนางวาธินี สุริยวรรณ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมี นางสวรรยา รัตนราช ผู้อำนวยการสำนักประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของกิจกรรมดังกล่าว
อนึ่ง ความเป็นมาของการประเมิน ITA ปัจจุบันได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 แล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในเวลานั้นได้เล็งเห็นว่าเครื่องมือที่ใช้ประเมินผลเกี่ยวกับการทุจริตของประเทศไทยและประเทศเกาหลีใต้ต่างมีจุดแข็งของตนเอง กล่าวคือ เครื่องมือการประเมินของเกาหลีใต้ที่ชื่อว่า “Integrity Assessment” ก็มีจุดดีในแง่ของ “การวัดสถานการณ์ทุจริต” ภายในประเทศและในหน่วยงานภาครัฐ โดยได้รับการยอมรับจากสากลและได้รับรางวัล United Nation Public Service Awards ขณะที่เป็นประเทศไทยเองในเวลานั้น สำนักงาน ป.ป.ช. เราก็มีเครื่องมือที่ชื่อว่า “ดัชนีวัดความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ “Transparency Index” ซึ่งในขณะนั้นดำเนินการโดยศูนย์วิจัยเพื่อต่อต้านการทุจริต ป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยเครื่องมือของศูนย์วิจัยฯ นี้ จะเป็น “การวัดความพยายามในการป้องกันการทุจริต” ซึ่งเน้นในด้านการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสเป็นสำคัญ ไม่ได้มีการวัดการทุจริตแบบประเทศเกาหลีใต้
สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์ ตัวชี้วัด และข้อคำถามที่ใช้ในการประเมินผล แต่เดิมในช่วงปี พ.ศ. 2555 – 2560 สำนักงาน ป.ป.ช. ใช้หลักเกณฑ์และข้อคำถามที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการบูรณาการเครื่องมือของประเทศไทยและเกาหลีใต้ โดยมีทั้งหมด 5 ดัชนี 10 ตัวชี้วัด ครอบคลุมทั้งในด้านการวัดสถานการณ์ทุจริตทั้งทางตรงและทางอ้อม การถูกชี้มูลความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล และการเปิดเผยข้อมูลให้มีความโปร่งใส ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้จัดจ้างคณะที่ปรึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเป็นผู้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือการประเมิน ITA ให้สอดคล้องกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และปรับปรุงพัฒนาเครื่องมือ ITA ให้สามารถ “เป็นส่วนหนึ่ง” ของกลไกและวิธีการป้องกันการทุจริตที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยมีการยกระดับค่าคะแนน CPI ให้ดีขึ้นตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี
ภายใต้ข้อเสนอในการปรับปรุงเครื่องมือการประเมิน ITA ดังกล่าว บางข้อเสนอแนะของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติก็จะถูกนำมาปรับใช้ในการดำเนินงานจริง ส่วนข้อเสนอใดที่ยังมีข้อจำกัดไม่สามารถดำเนินการได้ สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ได้ทำการปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทที่สามารถดำเนินการได้จริง โดยหลักเกณฑ์และข้อคำถามการประเมิน ITA ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่นี้ ได้มีการนำมาใช้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2561 และมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
หลักเกณฑ์การประเมิน ITA ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2568) ประกอบด้วย 10 ตัวชี้วัด 3 เครื่องมือ 52 ข้อคำถาม โดยส่วนใหญ่เป็นการประเมินผลการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล และผลการดำเนินงานกิจกรรมด้านการป้องกันการทุจริตในองค์กร ขณะที่ข้อคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ทุจริตภายในองค์กรเป็นข้อคำถามส่วนน้อยของการประเมิน ITA นอกจากนี้ ข้อคำถามที่เคยประเมินการถูกชี้มูลความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐในอดีตได้มีการตัดออกไป เนื่องจากคณะกรรมการ ITA ได้รับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เข้าร่วมการประเมินที่ได้มีข้อเสนอแนะว่า การนำข้อคำถามเกี่ยวกับการถูกชี้มูลความผิดของเจ้าหน้าที่ในอดีตมาประกอบการพิจารณาให้คะแนนในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่หน่วยงาน
ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ITA หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศจำนวน 8,317 หน่วยงาน จะต้องดำเนินการประเมินตามขั้นตอนที่กำหนด ประกอบด้วย
1) แบบวัด IIT ที่ประเมินจากบุคลากรภายในองค์กรที่ทำงานมาไม่น้อยกว่า 1 ปี และเข้าตอบด้วยตนเองทางระบบการประเมินของสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ชื่อว่า ITAS ในส่วนนี้มีค่าคะแนน 30 คะแนน
2) แบบวัด EIT ที่ประเมินจากผู้มาติดต่อหรือรับบริการหน่วยงานภาครัฐ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่หน่วยงานไปเชิญชวนให้ประชาชนเข้าตอบกันเอง คิดเป็น 15 คะแนน กับส่วนที่สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นผู้กำหนดกลุ่มเป้าหมายเองและลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเองตามหลักการวิจัย คิดเป็น 15 คะแนน รวมคะแนนจากบุคคลภายนอก 30 คะแนน
3) แบบวัด OIT ประเมินจากผลการดำเนินงานเปิดเผยข้อมูลตามหลักการที่กฎหมายกำหนดไว้กับผลการดำเนินกิจกรรมการป้องกันการทุจริตภายในองค์กร โดยเมื่อหน่วยงานได้จัดทำข้อมูลหรือดำเนินการแล้วเสร็จ จะต้องนำข้อมูลที่กำหนดไปเปิดเผยไว้บนเว็บไซต์ของหน่วยงาน แล้วนำ Link เว็บไซต์ในแต่ละหัวข้อไปวางลงในระบบ ITAS เพื่อให้สำนักงาน ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบและให้คะแนน
ทั้งนี้ ข้อดีของการเปิดโอกาสให้หน่วยงานได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดเก็บข้อมูลและประเมินผลคือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมาก ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการสะท้อนผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐแต่ละแห่ง ดังจะเห็นได้จากจำนวนผู้เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินที่เคยสูงถึง 1.3 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ภายใต้โอกาสย่อมมีข้อจำกัดและจุดอ่อน เพราะการเปิดโอกาสให้หน่วยงานเชิญชวนเองและคนเข้ามามีส่วนร่วมเองย่อมมีจุดอ่อนในแง่ความรัดกุมทางวิชาการในกระบวนการจัดเก็บข้อมูล
ถามว่าระบบประเมิน ITA ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นแก่สังคมและประชาชนหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาการประเมิน ITA ได้ก่อให้เกิดประโยชน์และความเปลี่ยนแปลงกับหน่วยงานภาครัฐพอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องการเปิดเผยข้อมูล หรือ Open data ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2563 มีหน่วยงานที่เปิดเผยข้อมูลรายงานผลการดำเนินงานและใช้จ่ายงบประมาณประจำปีให้ประชาชนทราบเพียง 4,594 หน่วยงาน แต่ภายหลังจากมีการประเมิน ITA ในประเด็นนี้อย่างต่อเนื่องได้ผลักดันให้หน่วยงานมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีหน่วยงานเปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็น 7,624 หน่วยงาน หรือคิดเป็นความเปลี่ยนแปลง (% change) ถึง 65.96% ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อภาคส่วนต่างๆ ในการนำไปใช้ประกอบการดำเนินงานและตรวจสอบภาครัฐ
แต่อย่างไรก็ตาม ทุกเครื่องมือการประเมินย่อมมีข้อจำกัด ในส่วนของการประเมิน ITA แม้ว่าจะได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังปรากฏข้อจำกัดและจุดบอดในการดำเนินงาน อาทิ
1) ในด้านการมีส่วนร่วม แม้ว่าที่ผ่านมาสำนักงาน ป.ป.ช. จะมีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมิน ITA แต่อาจยังมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเปิดทางให้ภาคส่วนต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในแง่ของการพัฒนากระบวนการ/เครื่องมือการประเมิน ITA และในแง่การยกระดับสถานะขององค์กรให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลต่อการป้องกันการทุจริต และการยกระดับบริการให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมเพิ่มมากขึ้นด้วย
2) ในด้านจุดมุ่งหมายและประโยชน์ แม้ว่า ITA จะถูกกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ โดยนำค่าคะแนนขององค์กรไปกำหนดเป็นตัวชี้วัด แต่เราต้องกำหนดนิยามให้ชัดว่า คุณธรรมความโปร่งใสที่เราต้องการคืออะไร ทั้งในระดับองค์กรและบุคคล ซึ่งจะต่อเนื่องกับการออกแบบข้อคำถามที่ใช้ในการประเมิน 3) ในด้านการประเมินสถานการณ์การทุจริต แม้ว่าในปัจจุบัน ITA ไม่ได้มีจุดเน้นในการวัดสถานการณ์ทุจริต แต่จะทำอย่างไรให้การประเมิน ITA สามารถสะท้อนความจริงและชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนที่นำไปสู่การทุจริตขององค์กรให้ได้
ดังจะเห็นได้จากข้อกังขาของสังคมในกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการทุจริตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่คะแนน ITA ขององค์กรกลับได้คะแนนสูง นั่นก็เพราะ ITA ไม่ได้มีจุดเน้นในการวัดการทุจริตรายบุคคล แต่เน้นที่การวัดผลการดำเนินงานในภาพรวมของทั้งองค์กร
นอกจากนี้ ตัวเครื่องมือการประเมิน ITA จะต้องมีความเท่าทันต่อวัฒนธรรมที่นำไปสู่การทุจริต เช่น วัฒนธรรมพวกพ้องและระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเมื่อมีความเท่าทันแล้ว ก็จะช่วยให้การออกแบบข้อคำถาม ITA มีความชัดเจนขึ้นว่าจะประเมินเพื่อให้รู้สถานการณ์ หรือประเมินเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
4) ในด้านทรัพยากรที่ใช้ของหน่วยงานที่รับการประเมิน ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการสะท้อนจากหลายภาคส่วนเกี่ยวกับข้อจำกัดและอุปสรรคด้านทรัพยากรที่ใช้ในการประเมิน ITA อาทิ หน่วยงานต้องมีการเตรียมการจัดทำข้อมูลประกอบการประเมินทุกปีทำให้เป็นภาระแก่หน่วยงาน หรือข้อจำกัดด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และข้อจำกัดด้านงบประมาณได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและส่งผลต่อการสะท้อนค่าคะแนนจริง
5) ในด้านทัศนคติต่อเครื่องมือการประเมิน ITA ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยังขาดความเข้าใจต่อเครื่องมือการประเมิน ITA อาทิ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานมุ่งเน้นเรื่องค่าคะแนนมากกว่าการนำผลที่ได้จากการประเมิน ITA ไปใช้ปรับปรุงพัฒนา หรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งมีการต่อต้าน ITA โดยมองว่า ITA เป็นภาระ ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรหรือเกิดประโยชน์อะไร และเมื่อ ITA กลายเป็นภาระและเป็นงานประจำ (routine) ประกอบกับกลายเป็นเพียงค่าคะแนนที่ต้องให้ผ่าน ย่อมส่งผลให้เราไม่ได้รับข้อเท็จจริงในการประเมิน
6) ในด้านผลกระทบของการประเมิน ITA ต่อหน่วยงาน ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานมองว่าทำการประเมิน ITA ไปก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลต่อหน่วยงานอย่างใด ไม่ว่าคะแนนจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ตาม ดังนั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญอีกประการหนึ่งว่าจะทำอย่างไรให้การประเมิน ITA มีผลกับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่มากขึ้น เช่น การมีผลทางตรงกับหน่วยงานในแง่งบประมาณและการให้คุณให้โทษ หรือการมีผลทางอ้อมในเชิงการนำข้อมูลจาก ITA ไปใช้ในการตรวจสอบทุจริตภายในองค์กรต่อ หรือการมีผลในเชิงสังคมในการนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐให้มากขึ้น
7) ในด้านการนำผลการประเมินไปใช้สร้างความเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันสังคมมองว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมิน ITA เป็นเรื่องที่รู้กันเฉพาะภายในหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้น จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มกลไกสนับสนุนหรือยกระดับหน่วยงานภาครัฐภายหลังจากที่ได้มีการประกาศผลการประเมิน เช่น การเพิ่มกลไกสนับสนุน หรือระบบพี่เลี้ยง หรือการสร้างเครือข่าย (network) ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายหลังประกาศผลอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และเชื่อมโยง
ตัวอย่างข้อจำกัดทั้ง 7 ประเด็นที่ได้กล่าว เป็นเพียงส่วนหนึ่งข้อจำกัดและจุดอ่อนในการดำเนินงานที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น การจะทำให้การประเมิน ITA บรรลุจุดมุ่งหมายและความต้องการของสังคมได้นั้น จะต้องมีการพิจารณาปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานในหลายมิติคู่ขนานกันไป ทั้งในส่วนของหลักเกณฑ์การประเมิน ITA การสื่อสารสร้างความเข้าใจ และการใช้ทรัพยากรในการประเมิน ITA เป็นต้น
สำหรับการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการประเมิน ITA ให้มีมาตรฐานที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม ความโปร่งใส และลดการทุจริตในสังคมอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการประเมิน ITA ได้ที่เว็บไซต์ https://itas.nacc.go.th หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส สำนักงาน ป.ป.ช. ผ่านช่องทาง Line Official Account : @ITAS


