บทความจากผู้อ่าน

เนื่องจากมีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการบินไทย ซึ่งหลายประเด็นมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จึงขอชี้แจงด้วย ข้อเท็จจริง (Fact) ดังนี้
ประเด็นที่ 1
การบินไทยยังไม่เคยจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีในปี 2568 และแม้จะจัดแล้วก็ยังจัดอีกได้
ข้อเท็จจริง
ในช่วงที่อยู่ในแผนฟื้นฟู อำนาจของผู้ถือหุ้นถูกโอนไปให้ผู้บริหารแผนตามกฎหมายล้มละลาย โดยกฎหมายมหาชนกำหนดให้เรื่องการอนุมัติงบการเงินของปีก่อน การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และการจ่ายเงินปันผล เป็นอำนาจของผู้ถือหุ้น ดังนั้น ผู้บริหารแผนจึงได้อนุมัติเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อยแล้วในฐานะผู้ถือหุ้น รวมทั้งผู้บริหารแผนได้จัดให้ผู้ถือหุ้นได้กำหนดจำนวนกรรมการ แต่งตั้งถอดถอนกรรมการในวันที่ 18 เมษายน 2568 จึงถือว่า ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการวาระที่พึงกระทำในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ไปครบถ้วนแล้ว ดังนั้น “การประชุมผู้ถือหุ้นหลังจากนี้หากจะจัดให้มีขึ้นคงเป็นการประชุมวิสามัญเท่านั้น”
นอกจากนี้ การจัดประชุมสามัญในเดือนธันวาคมนี้ยังขัดกับมาตรา 98 ของพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งวางหลักไว้ว่าคณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมสามัญประจำปีภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นสุดของรอบปีบัญชีของบริษัท การประชุมผู้ถือหุ้นคราวอื่นนอกจากวรรคหนึ่ง ให้เรียกว่าการประชุมวิสามัญ การจะจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นขึ้นอีก นอกจากผิดกฎหมายแล้วยังทำให้ การบินไทย ต้องได้รับความเสียหาย เสียค่าใช้จ่ายกระทบต่อผู้ถือหุ้นทุกราย
ประเด็นที่ 2
“รายชื่อกรรมการที่กระทรวงการคลังเสนอมี 10 ชื่อ ไม่ขี้เหร่และมีชื่อผู้ทำแผนด้วย”
ข้อเท็จจริง
เท่าที่ทราบ รายชื่อที่กระทรวงการคลังเสนอมาไม่มีชื่อของผู้ทำแผน มีเพียงชื่อของที่ปรึกษาทางการเงินในช่วงการทำแผนเท่านั้น ซึ่งหน้าที่ของบุคคลดังกล่าวได้สิ้นสุดลงเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบแผนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 หลังจากนั้น ที่ปรึกษาทางการเงินก็เปลี่ยนเป็นอีกบริษัทหนึ่ง
ประเด็นที่ 3
“การทำแผนฟื้นฟูยากกว่าการบริหารแผน เพราะผู้บริหารแผนเพียงทำตามที่กำหนดไว้ในแผน”
ข้อเท็จจริง
แผนฟื้นฟูฉบับวันที่ 15 มิถุนายน 2564 กำหนดให้มีการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงการจัดหาเงินกู้จากภาครัฐ 25,000 ล้านบาท และจากภาคเอกชนอีก 25,000 ล้านบาท ส่วนประเด็นอื่น ๆ เป็นเพียงกรอบกว้าง ๆ เช่น การลดพนักงานจาก 29,500 คน เหลือไม่เกิน 15,000 คนภายในปี 2564
ผู้บริหารแผนซึ่งรับช่วงต่อจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก อีกทั้งบางเรื่องในแผนเดิมไม่สามารถปฏิบัติได้จริง จึงต้องมีการแก้ไขแผนเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 เช่น ภาครัฐไม่สามารถสนับสนุนเงินกู้จำนวน 25,000 ล้านบาทได้ตามที่กำหนดไว้
ส่วนการดำเนินการอื่น ๆ ก็เป็นเพียงกรอบกว้าง เช่น การลดพนักงานให้เหลือ 15,000 คน ซึ่งหากพนักงานไม่พอใจก็จะฟ้องผู้บริหารแผน ไม่ใช่ผู้ทำแผน ผู้ทำแผนเป็นเพียงผู้กำหนดกรอบ แนวทางกว้างๆให้การดำเนินการตามแผนและกำหนดการชำระหนี้ตามแผน ส่วนผู้บริหารแผนได้ปฎิบัติหน้าที่ตลอดระยะเวลา 4 ปี เป็นการบริหารกิจการและทรัพย์สิน ต้องพิจารณาตัดสินใจอนุมัติเรื่องราวต่างๆเพื่อให้ การบินไทย สามารถเดินต่อไปได้ และ มีผลประกอบการที่ดีจนถึงทุกวันนี้ การที่กล่าวว่า ผู้บริหารแผนต้องดำเนินการตามแผนทำเกิน ทำขาดก็ไม่ได้ เป็นการพูดที่ไม่รู้ ไม่ศึกษาข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง
มีบริษัทมากมายที่ยื่นเข้าแผนฟื้นฟูแต่ไม่สามารถออกจากแผนได้สำเร็จ ถ้าการทำแผนง่ายกว่าบริหารแผน บริษัทต่างๆที่เข้าแผนก็ควรที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการล้มละลายใดๆ
ประเด็นที่ 4
“กระทรวงการคลังใส่เงินกว่า 21,000 ล้านบาทให้การบินไทย ทำให้สามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้”
ข้อเท็จจริง
กระทรวงการคลังไม่ได้ให้เงินกู้หรือเงินอุดหนุนให้เปล่า แต่ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิม ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของการบินไทยในราคา 4.48 บาท จำนวน 4,701 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท
หากเทียบกับราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ 10.90 บาท (หลังจากปรับลดลงมาในช่วงที่มีข่าว) “กระทรวงการคลังจึงมี กำไรกว่า 30,000 ล้านบาท”
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้สิทธิ์ในการแปลงหนี้จำนวน 13,398 ล้านบาท เป็นหุ้นจำนวน 5,264 ล้านหุ้น ในราคา 2.5452 บาท ซึ่งทำให้ “มีกำไรเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 44,000 ล้านบาท”
หากกระทรวงการคลังไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนเมื่อปลายปี 2567 ทุนของการบินไทยก็ยังคงเป็นลบ และไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานในปี 2568 การบินไทยจะมีทุนเป็นบวกภายในปลายปี และสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายในกลางปี 2569 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายล้มละลาย และอาจจะเป็นผลดีต่อการบินไทยด้วยซ้ำ เพราะยังมีระยะเวลาในการบริหารงานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองอีกหนึ่งปี
ประเด็นที่ 5
“เมื่อออกจากแผนฟื้นฟูแล้ว ผู้บริหารแผนควรพ้นจากตำแหน่งกรรมการให้ผู้อื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน”
ข้อเท็จจริง
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทนนั้นมีคุณสมบัติและความเหมาะสมเพียงใด “หากเป็นบุคคลที่มีความสามารถและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นผลดีกับการบินไทยก็ไม่มีปัญหา” แต่ไม่ควรเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการล้มละลายของการบินไทยมาก่อน
อีกทั้ง การออกจากตำแหน่งตามวาระจะต้องอยู่บนพื้นฐานของ “การจัดประชุมสามัญประจำปีที่ชอบด้วยกฎหมาย” ด้วย
ประเด็นที่ 6
“ไม่ต้องกังวล เพราะการบินไทยจะไม่กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ”
ข้อเท็จจริง
ไม่มีใครกังวลว่าการบินไทยจะกลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่สิ่งที่เห็นจากการบริหารงานในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมาโดยคณะกรรมการชุดปัจจุบัน ที่สร้างความกังวลคือ
“แนวโน้มการบริหารงานที่คล้ายกับรัฐวิสาหกิจมากขึ้น” แค่ไม่กล้าตัดสินใจ ก็ทำให้ การบินไทย ได้รับความเสียหายอย่างมากแล้ว
ธุรกิจการบินเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง จึงต้องการความคล่องตัวในการตัดสินใจ ต้องมีกรรมการที่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจการบิน และกล้าตัดสินใจ มิฉะนั้นจะไม่สามารถแข่งขันกับสายการบินชั้นนำของโลกได้
ประเด็นที่ 7
“แม้กระทรวงการคลังจะถือหุ้นเพียง 38.9% แต่ก็ยังมีพันธมิตรอื่น เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ถือหุ้นจำนวนมาก ทำให้กระทรวงการคลังสามารถเลือกกรรมการได้ทั้งหมด”
ข้อเท็จจริง
สหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถือหุ้นรวมกันทั้งหมด 22% มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ หากพิจารณาผลการลงคะแนนเสียงในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อปลายปี 2567 และการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 เพื่อเลือกกรรมการชุดใหม่ จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังคิดว่าสั่งการได้เสมอไป
อ่านเพิ่มเติม


