“เอกนิติ รมต.คลัง” เชื่อมหลักนิติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ สู่การลงมือทำนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “ทิศทางข้างหน้า : การบูรณาการหลักนิติธรรมเพื่อนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” บนเวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม The Rule of Law Forum ครั้งที่ 3 “Institutional Readiness for Thailand’s Competitiveness” จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยระบุว่า การบูรณาการหลักนิติธรรมเพื่อนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเป็นหัวข้อที่สำคัญมาก แต่อาจจะยังไม่มีใครเชื่อมโยงกับเรื่องของนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จึงอยากเล่าให้ฟังว่าในมุมที่ตนมองเศรษฐกิจที่ยั่งยืนหมายถึงอะไร และจะนำหลักนิติธรรมมาเชื่อมโยงได้ยังไง รวมทั้งจะบูรณาการให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร โดยเอาตัวอย่างใน 4 เดือนที่จะทำว่าจะทำอย่างไร และที่ผ่านมาเริ่มทำไปแล้วอย่างไรหลังจากแถลงนโยบาย

“หนี้ 3 ขา” กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจที่ยั่งยืนประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก หนึ่ง คือ ต้องให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เราไม่อยากเห็นเศรษฐกิจปีนี้ที่อัดฉีดเงิน แจกเงินเข้าไปแล้วโตเยอะ แต่ปีหน้าก็ตก ไม่อยากเห็นแบบนั้น เราอยากเห็นเศรษฐกิจที่เติบโตได้ในระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย

ตัวเลขในเชิงเศรษฐกิจทุกคนพูดกันหมดแล้ว ก่อนปี 2540 โตเฉลี่ย 7% ในยุคปี 2550 เหลือ 3% และในยุค 2560 เหลือเฉลี่ยไม่ถึง 2% ขณะที่เวียดนามเราเห็นว่าเขาโตเอาๆ เพราะฉะนั้น หัวใจสำคัญคือโตได้ยังไงอย่างยั่งยืน นี่คือเรื่องที่หนึ่งที่หมายถึงการโตอย่างยั่งยืน

โตอย่างที่สองคือ โตอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ใช่โตไปแล้วเจอปัญหาจนเจอวิกฤติ เราเคยโตจนเจอปัญหาวิกฤติปี 40 มาแล้ว ก่อนหน้าปี 40 ที่บอกว่าโต 7% จริงๆ ไม่ได้โตยั่งยืน เพราะปี 40 ติดลบหนักจนต้องปรับตัวกันเยอะเพราะว่าขาดเสถียรภาพ

เสถียรภาพที่เราขาดมากๆ ในตอนนั้นคือศักยภาพด้านต่างประเทศ ภายนอกประเทศ ที่เราใช้จ่ายเกินตัว ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเยอะ จนในที่สุดก็ไปกู้เงินระยะสั้นมาจากต่างประเทศ แล้ววันหนึ่งพอเขาถอนเงินกู้นั้นออก เศรษฐกิจเลยหดตัวอย่างหนัก ทุนสำรองหมด เราถึงต้องลอยตัวค่าเงินบาท นั่นคือโตอย่างไม่มีเสถียรภาพ

แต่วันนี้เสถียรภาพด้านต่างประเทศจากบทเรียนวิกฤติปี 2540 ทำให้เราค่อนข้างเข้มแข็ง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอยู่เยอะ ขณะเดียวกัน ทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีอยู่เยอะมากถึง 2 แสนกว่าล้านเหรีญสหรัฐ เทียบเป็นมาตรวัดหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกินกว่า 2.5 เท่า ต่อให้เจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้เราระยะสั้นเขาถอนเงินคืนหมด เรายังมีทุนสำรองเหลือตั้งหลายเท่า อันนี้ถือว่ามั่นคง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาตอนนี้ที่เจอในเชิงเศรษฐกิจก็คือเสถียรภาพภายในประเทศ ถ้าพูดจริงๆ เสถียรภาพเชิงเศรษฐกิจภายในประเทศมี 3-4 ด้านหลักๆ คือ ด้านเงินเฟ้อ ตอนนี้อาจจะมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อติดลบ อาจจะเป็นปัจจัยเรื่องราคาพลังงาน อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการว่างงาน ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เป็นปัญหาเหมือนหลายประเทศ แต่เราเป็นประเทศที่ขาดแรงงาน เพราะอัตราการเกิดน้อย

แต่ปัญหาเสถียรภาพตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงคือปัญหาเรื่อง “หนี้ 3 ขา” ขาที่หนึ่งคือ “หนี้ครัวเรือน” หนี้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานาน ขาที่สองคือ “หนี้ธุรกิจ” ซึ่งธุรกิจที่โดนหนักคือเอสเอ็มอี สภาพคล่องเหือดหาย และถ้าปล่อยไปแบบนี้ จะเริ่มลามไปธุรกิจขนาดใหญ่ ก่อนจะลาออกมารับตำแหน่ง ผมเคยเป็นประธานแบงก์ เห็นเลยว่าเริ่มลามจากเล็ก มากลาง และกำลังเริ่มส่งสัญญาณมาใหญ่ ถ้าเราหยุดตรงนี้ไม่ได้จะยิ่งเจอวิกฤติ

ขาที่สามคือ “หนี้สาธารณะ” เราจะใช้จ่าย ลดภาษี หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงวินัยการคลังไม่ได้เลย วันนี้เรตติ้งเอเจนซีจ่อคอหอยแล้วว่าเขาเริ่มดาวน์เกรด วันนี้เขายังปรับลดแค่มุมมอง ยังไม่ได้ดาวน์เกรด แต่ถ้าดาวน์เกรดเมื่อไหร่ เหมือนยิงปืนว่านี่คืออันตราย สิ่งที่เราเคยเจอมาแล้วคือ เมื่อไหร่ถูกยิงปืน ลั่นไกเมื่อไหร่ จะมีผลตามมามากมาย วันนี้เรายังไม่ถึงตรงนั้น แต่มีความเสี่ยงที่สูง เพราะฉะนั้น การโตอย่างมีเสถียรภาพถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

“แต่เสถียรภาพเราต้องเจาะให้ลึก ผมเป็นคนเชื่อในเรื่องฐานข้อมูล เวลาวิเคราะห์จะแก้ปัญหาเรื่องใดๆ ต้องเกาให้ถูกที่คัน ทุกคนอยากจะลดภาษี อยากทำนั่นทำนี่ แต่ถ้าไม่แข็งแกร่งพอที่จะยืนยันกันด้วยตัวเลข ใครขอลดก็ให้ ขณะที่ประเทศพัง แล้วเตะปัญหาไปในอนาคต ดังนั้น วันนี้เราต้องยืนยันกันด้วยข้อมูลตัวเลข เพราะฉะนั้น เรื่องเสถียรภาพเป็นเรื่องสำคัญ เราไม่อยากให้ 4 เดือนที่มีโอกาสมาทำงานไปสร้างปัญหาให้ประเทศในอนาคต นี่คือเรื่องที่สองที่โตอย่างยั่งยืน”

ตัวเลขความเหลื่อมล้ำสูง

ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า โตเรื่องที่สามคือ โตไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โตโดยไม่เหลื่อมล้ำ และไม่สร้างปัญหาเชิงสังคม เพราะถ้าเหลื่อมล้ำเมื่อไหร่ก็จะตามมาสู่ปัญหาสังคม ซึ่งจากตัวเลขพบว่าเรื่องเหลื่อมล้ำเรามีปัญหามานาน จะเห็นว่าตัวเลขรายได้จีดีพีที่สภาพัฒน์ฯ ทำมา ถ้าแปลงออกมาเป็นรายได้ของคนไทยจาก 0-100 บาทเป็นเปอร์เซ็นต์ คนที่รวยที่สุด 20% กินสัดส่วนของจีดีพีเกือบ 50% ขณะที่คนที่จนที่สุด กินสัดส่วนจีดีพีหรือรายได้ประเทศไม่ถึง 6% นี่คือความเหลื่อมล้ำเชิงรายได้ที่วัดออกมาเป็นรูปธรรม

และไม่ใช่แค่เชิงรายได้ แต่เชิงทรัพย์สินที่ดินที่เป็นโฉนด คนที่รวยที่สุด 20% แรกมีสัดส่วนถือครองโฉนด 80% ของโฉนดอย่างเป็นทางการ ส่วนตัวเลขเงินฝากล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า เงินฝากทั้งหมดที่มีเกิน 1 ล้านบาท มีอยู่แค่ 1% กว่าของบัญชีเงินฝากทั้งหมดเท่านั้นเอง แต่กินสัดส่วนถึง 80% ของเงินทั้งหมด 17 ล้านล้านบาท นี่คือความเหลื่อมล้ำที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวเลข

อันสุดท้ายของความยั่งยืนเชิงเศรษฐกิจ คือเศรษฐกิจที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เราพูดถึงปัญหาโลกร้อนกันเยอะ แต่ไม่มีคนทำ เราประกาศจะเป็น net zero ขยับจากปี 2065 มาเป็นปี 2050 แต่ action จริงๆ ที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้างที่เราจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง

ในอดีตที่ผ่านมาสมัยผมมีโอกาสอยู่ที่กรมสรรพสามิต ได้เปลี่ยนกรมสรรพสามิตจากกรมที่เก็บภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ มาเป็นกรม ESG และคิดระบบ carbon tax ขึ้นมารองรับในส่วนนี้ เพื่อจะเป็นเครื่องมือที่วันหนึ่งประเทศไทยต้องใช้ เมื่อเวลาพร้อมที่จะเก็บภาษีตามคาร์บอนไดออกไซด์ ตรงนี้คิดเสร็จหมดแล้ว ทำเสร็จแล้ว ออกเป็นกฎหมายเรียบร้อยในระดับกฎกระทรวง อันนี้จะเป็นเครื่องมือที่มาช่วยในเรื่องการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

“เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจแบบยั่งยืนคือ 1. เศรษฐกิจที่โตในระยะยาว ซึ่งประเทศไทยมีปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน 2. เศรษฐกิจที่โตอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งประเทศไทยมีปัญหาเรื่องหนี้ โดยหนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องหลัก ที่กำลังน่าเป็นห่วงคือหนี้ธุรกิจและหนี้ของรัฐ ซึ่งยังไม่ได้เป็นปัญหา แต่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและต้องเร่งแก้ไข 3. เศรษฐกิจที่โตอย่างกระจายตัว หรือ inclusive growth ให้โอกาสคนตัวเล็กตัวน้อยได้มีโอกาสในการคว้าประโยชน์ในการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ 4. เศรษฐกิจที่โตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นี่คือการโตอย่างยั่งยืนในความหมายที่ผมมองและมีตัวเลขที่จับต้องได้”

สร้างระบบนิเวศหลักนิติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้

ดร.เอกนิติอธิบายว่า เมื่อรู้นโยบายเศรษฐกิจที่โตอย่างยั่งยืนแล้ว หลักนิติธรรมจะมาช่วยอะไร จริงๆ ต้องบอกว่าเรื่อง rule of law ผมได้มามีส่วนร่วมใน TIJ จากสูตร RoLD ทำให้อินเรื่องนี้อย่างมาก หลักนิติธรรมเหมือนเป็นพื้นฐานที่อาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงกับเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง แต่คือรากฐานที่สำคัญ ที่ผมเคยฟังคือระบบนิเวศที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหรือในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเมืองสามารถจะมีระบบที่คอยดูแลไม่ให้อะไรบิดเบี้ยวไปไกลเกินตัว ถ้าเมื่อไหร่บิดเบี้ยว ต้องมีระบบที่คอยมาดึง

เหมือนอย่างที่เราเห็นประเทศที่มีระบบ rule of law ที่ดี เมื่อไหร่อะไรเบี่ยงเบนไป ภาครัฐใช้อำนาจเกินไป จะมีอีกสถาบันหนึ่งคอยมาดึง เช่น สถาบันตุลาการ เราเห็นเรื่องภาษีที่สหรัฐอเมริกามาบังใช้กับประเทศทั่วโลก ก็จะมีระบบตุลาการคอยถ่วงดุลว่าใช้อำนาจเกินไปหรือเปล่า และมันเป็นธรรม ทุกคนก็รอว่าจะตัดสินยังไง อันนี้จะเป็นตัวที่ดึงไม่ให้อำนาจใดอำนาจหนึ่งมากกันไป และถูกตรวจสอบ โปร่งใส

เพราะฉะนั้น หลักนิติธรรมในความหมายของผมที่จะเอามาปรับใช้กับเรื่องนโยบายเศรษฐกิจก็คือ ต้องมีกฎหมายและระบบที่รองรับเป็นธรรมอย่างชัดเจน และคุ้มครองคนตัวเล็กตัวน้อยให้มีสิทธิเท่าเทียมกัน คนตัวเล็กตัวน้อยสามารถเข้าถึงระบบกฎหมายที่เท่าเทียมกับคนตัวใหญ่

อันที่สองคือมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างหนึ่งที่จะเล่าให้ฟังคือ บีโอไอเป็นกฎหมายที่ชัด ส่งเสริมการลงทุน ที่ผ่านมาผมมีโอกาสที่ท่านนายกฯ มอบหมายให้มาดูแลคุมบีโอไอด้วย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ มีกฎหมายที่ชัดในการส่งเสริมการลงทุน

ทุกวันนี้เขาออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปเยอะมาก เพราะกฎหมายเขาชัด ให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แต่ผมถามว่าแล้วเขาลงทุนจริงเท่าไหร่ มีเหลือค้างท่ออยู่เท่าไหร่ ที่อนุมัติไปปี 66-67 ผมไปเช็คมามีค้างท่ออยู่ 470,000 ล้านบาท อันนี้ถึงเป็นส่วนหนึ่งในนโยบาย Quick Big Win ว่าจะทำยังไงที่กฎหมายชัดแต่ไม่เร็วเพราะไปติดกฎหมายต่างๆ อย่างโครงการที่อนุมัติการลงทุนไปติดขอน้ำ ติดขอไฟ ขอแรงงานทำงาน นี่คือหลักนิติธรรม มีความชัดเจนก็จริง แต่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่รวดเร็ว

อันที่สามคือเรื่องโปร่งใส ผมมีความเชื่อจริงๆ และตั้งใจจริงๆ ว่าทุกนโยบายที่ทำ อย่างน้อย 4 เดือนที่ผมทำต้องโปร่งใส ต้องบอกหมดว่าต้นทุนของนโยบายเป็นเท่าไหร่ จะใช้จ่ายทำอะไร คนละครึ่งพลัสใช้เงินจากไหน เม็ดเงินนั้นเป็นเท่าไหร่ ประโยชน์และต้นทุนเป็นเท่าไหร่ ให้ประชาชนรับทราบ เพราะคือความโปร่งใสที่เราเปิดเผยข้อมูล

ยกตัวอย่างตัวเลขจีดีพี ทำไมคนถึงตกใจกับตัวเลขจีดีพีในไตรมาสสี่ เพราะส่วนใหญ่จะเปิดเป็นรายปี เศรษฐกิจปีนี้โต 2% แต่ไม่ค่อยมีใครเปิดตัวเลขรายไตรมาส ตอนแถลงนโยบายผมถึงเปิดเป็นรายไตรมาส ทุกคนถึงตกใจว่า Q4 เหลือ 0.3 เพราะนี่คือข้อมูลจริงจากหน่วยงานภาครัฐ ที่ผมบอกว่าเศรษฐกิจครึ่งแรกโต 3% ครึ่งหลังไตรมาสสามยังไม่ประกาศ แต่หน่วยงานภาครัฐคาดการณ์ไว้ 1.7% ไตรมาสที่สี่เหลือ 0.3

“ผมถึงฉายให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะติดหล่ม ถ้าเราปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเป็นแบบนี้จะไม่แค่ติดหล่ม เพราะครึ่งปีแรก ไตรมาสที่หนึ่งโต 3.2 ไตรมาสที่สอง 2.8 ไตรมาสที่สามตัวเลขยังไม่ประกาศ แต่ที่คาดการณ์คือ 1.7 แล้วก็ 0.3 จะดิ่งอย่างนี้เลย และถ้าเราปล่อยแบบนี้ไปโดยไม่ทำอะไรก็จะกลายเป็นตกเหว นี่คือที่มาว่าทำไมผมถึงต้องทำนโยบายต่างๆ มันคือความโปร่งใสและความชัดเจนที่เปิดให้สาธารณชนได้รับทราบ”

“เพราะฉะนั้นคิดว่าความโปร่งใสและข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เช่นเดียวกับข้อมูลของนโยบายต่างๆ หลายอันผมจะพยายามเปิด ในช่วงที่มีโอกาสได้อยู่ สคร.(สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ได้ทำเรื่อง CoST ทำเรื่อง Integrity Pact อันนั้นคือความโปร่งใสที่ช่วยได้เยอะมาก การมีส่วนร่วมตรวจสอบได้คืออีกหนึ่งหลักนิติธรรมที่สำคัญ เปิดให้เอกชนเข้ามาตรวจสอบเลย กลัวอะไร”

“วันนั้นเราทำหลายโครงการมาก ซึ่งลดคอร์รัปชันไปได้เยอะ แล้วผมก็ชอบเพราะผมไม่ใช่วิศวกร โครงการต่างๆ ที่มี Integrity Pact เข้ามา โครงการภาครัฐมี CoST เข้ามา เพราะฉะนั้น มีเอกชนมาช่วยตรวจสอบ เราจะป้องกันการคอร์รัปชันไปได้เยอะ แม้จะเป็นโครงการเล็กๆ แต่มันทำจริง และประหยัดเงินได้จริง หลายอันเกิดประโยชน์อย่างชัดเจน นี่คือหลักนิติธรรม”

รัฐกับเอกชนต้องร่วมมือกัน

ดร.เอกนิติกล่าวว่า เรื่องสุดท้ายที่จะพูดคือ “เมื่อเห็นนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืนแล้ว จะนำหลักนิติธรรมมาบูรณาการยังไง สิ่งสำคัญคือ “การบูรณาการระหว่างรัฐกับเอกชน” ผมเชื่อเรื่องนี้มาตลอด ตอนที่อยู่กรมสรรพากร เปิดให้เด็กสตาร์ทอัปเข้ามาร่วมทำเต็มไปหมด พี่ผยง (ศรีวณิช) เข้ามาช่วยทำ e-tax invoice, withholding tax เกิดสมัยตอนที่ผมอยู่สรรพากร”

จากที่เปิดเผยระบบ My Tax Account วันนี้ทุกคนที่เสียภาษี ถ้าเปิดขึ้นมา วันนี้สามารถดึงขึ้นมาทั้งหมด ใครซื้อประกันเท่าไหร่ ใครซื้อ LTF, RTF เท่าไหร่ ทุกอย่างขึ้นมาในระบบหมด ความโปร่งใสมันจะช่วย เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถที่จะไปบอกว่าอันนี้ผิด อันนี้ไม่ผิด ข้อมูลหลักฐานคุณไม่ครบ เพราะมันเป็นระบบที่โปร่งใส ทุกคนเข้าไปดูได้ว่าเป็นยังไง นี่คือสิ่งที่เชื่อในเรื่องของรัฐกับเอกชนต้องร่วมมือกัน

“สมัยผมอยู่กรมสรรพสามิตหรือกรมธนารักษ์ก็ทำสิ่งเดียวกันคือ เอาน้องๆ สตาร์ทอัปซึ่งใช้เครือข่าย TIJ เยอะมาก มาช่วยทำเรื่อง UX หรือ user experience ซึ่งตรงกับพี่ผยงคือ Reinvent Thailand นั่นเอง แต่เราเรียกว่า agile คือการทำงานระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อทำงานให้มันเกิดขึ้นให้ได้และทำจริง”

ล่าสุดที่เราทำก็คือเปิด hackathon ในเรื่องการประเมินทรัพย์สินที่ดิน ทุกคนไม่รู้ว่าประเมินราคาที่ดินมาจากไหน วันนี้เราเปิด hackathon เอาคนทั้งหลายมาช่วยกันคิด ทำยังไงให้มันโปร่งใส นี่คือตัวอย่างการต้องร่วมกันของรัฐ-เอกชน อีกอันที่ช่วยเยอะมากคือเรื่องดิจิทัล e-donation วันนี้กรณีวัดมีปัญหา e-donation ช่วยได้เยอะมาก ต่อไปทุกคนที่บริจาคจะหักลดหย่อนภาษีได้ต้องเป็น e-donation ข้อมูลจะเข้าไปอยู่ในระบบสรรพากรทันที ใบอนุโมทนาปลอมเพื่อมาหักลดหย่อนภาษีจะหมดไป นี่คืองานดิจิทัลมาช่วยทำให้โปร่งใส

เพราะฉะนั้น การบูรณาการผมเชื่อว่ารัฐ-เอกชน PPP (Public Private Partnership) มีอยู่แล้ว แต่ทำยังไงให้เป็นรูปธรรม เช่น การพยายามทำเรื่อง guillotine ผมเห็นด้วย 100% จริงๆ แล้วไม่ต้องรอกฎหมายใหญ่ แต่ว่าไปอยู่หน่วยไหนผมก็พยายามหน่วยนั้น

ตอนขออนุมติใบอนุญาตศุลกากร ผมทำกับน้องสตาร์ทอัป เอา journey มาวางว่าขอใบอนุญาตตรงไหนมันช้า และทำงานร่วมกับทีดีอาร์ไอจากเครือข่าย RoLD ที่เรียนรุ่นเดียวกับผมมาช่วยทำ ก็เอามากางว่าติดปัญหา ยกตัวอย่างอธิบายในชั้นอธิบดี เป็นประกาศของกรมฯ ว่าการจะอนุมัติออะไรสักอย่างหนึ่ง เช่น ไวน์จะเอาเข้ามาในเมืองไทยต้องมาตรวจรอคิวยาวมาก เรามีนักวิทยาศาสตร์ตรวจแต่ไม่พอ

เราก็ไปบอกว่าไวน์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เขาตรวจจากต่างประเทศแล้ว เป็นมาตรฐานเอเปคแล้ว ถ้าได้เอเปคแล้วอนุมัติเลย นี่คือ guillotine อย่างง่าย แก้เรียบร้อย วันนี้ถึงผ่านได้เร็วมาก ไม่ต้องไปรอกฎหมายใหญ่ ทำได้เลย ทำทันที นี่คือสิ่งที่ทำจริง

เพราะฉะนั้น การบูรณาการผมเชื่อในเรื่องของ guillotine มันจะเป็นประโยชน์มาก แต่ว่าไม่มีก็ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ อันที่สองผมเชื่อในเรื่อง people เรื่องคนที่ภาครัฐต้องเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมทำ อย่างโครงการคนละครึ่งพลัส เราแถลงนโยบายแค่อาทิตย์เดียว มีนโยบายเศรษฐกิจออกไปแล้ว 2 เรื่อง คือเรื่องบัตรสวัสดิการกับเรื่องคนละครึ่งพลัส นี่คือความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย

เพิ่มทักษะ Reskill เพื่อเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน

แล้วคนละครึ่งพลัส ไอเดียคือเรื่องความยั่งยืน ที่เรียกคนละครึ่งพลัสเพราะมันเป็นคนละครึ่งเหมือนเดิมที่กรุงไทยมีระบบอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคิดใหม่ ไม่ต้องลงทุนใหม่ เกิดขึ้นได้ทันที แถลงนโยบายอาทิตย์เดียว เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้เลย

“แต่ผมพลัสเรื่องที่หนึ่งคือคนในระบบภาษี เป็นครั้งแรกที่ให้คนที่จ่ายภาษีได้มากกว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี แม้จะเป็นเงินน้อยนิด แต่ส่งสัญญาณที่แรงว่าเราคิดถึงวินัย ใครอยู่ในระบบที่ดีก็เป็นเงินจากเขานั่นแหละส่วนหนึ่งที่มาใช้จะได้ 2,400 บาท ส่วนคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีได้ 2,000 บาท นี่คือพลัสที่หนึ่ง”

พลัสที่สอง กระจายตัว inclusive growth พลัสให้ชาวบ้าน ไม่ให้รายใหญ่เข้า ที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ใช้ไม่ได้ แต่ให้พ่อค้าแม่ค้าและเอสเอ็มอีเข้าได้ เพื่อให้กระจายตัวไปทั่วประเทศ

พลัสที่สาม เราเพิ่มในเรื่อง reskill ซึ่งเป็นหัวใจของการเพิ่มทักษะเพื่อเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน คนไทยใช้ดิจิทัลเยอะ เป็นอันดับหนึ่งอันดับสองของโลกในการใช้โซเชียลมีเดียไม่ว่าจะ TikTok, Facebook แต่ไม่ค่อยใช้ในการทำมาหากิน

“ผมบอกคุณผยง(ศรีวณิช)ว่าช่วยหน่อยเถอะ ในถุงเงินคือชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้าที่ขายหมูปิ้ง ขายหมูในตลาด ยังไงเขาต้องโหลดถุงเงินอยู่แล้ว ในนั้นขอมีหลักสูตร 3 อย่าง หลักสูตรที่หนึ่งคือ ทำยังไงให้ขายออนไลน์ จากเคยขายหมูปิ้งในซอย จะได้ขายออนไลน์ได้ ขยายตลาดให้เขาโดยปริยาย อาจจะไม่ได้ขายแค่ในซอย แต่อาจขายได้ทั้งอำเภอ”

สองคือทำเรื่องต้นทุน ไปจับมือกับแพลตฟอร์มน้องๆ สตาร์ทอัป หลายอันเขาบอกว่าจะใช้ดิจิทัลมาช่วยทำ ทำบัญชีต้นทุนให้เลย แล้วคุยกับธนาคารหลายคน เขาจะปลั๊กอินเลย ถ้าเขามีข้อมูลรายได้รายจ่าย ชาวบ้านจะรู้ทันทีโดยไม่ต้องจดบัญชีครัวเรือน เขาพร้อมให้ไฟแนนซ์เลย

“ผมบอกว่าจะปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน ใครไปจับมือกับใครก็แล้วแต่ แต่ชาวบ้านที่ขายหมูปิ้งทำบัญชีเป็นดิจิทัลง่ายๆ บอกว่าซื้อไม้ละเท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ หมูราคาเท่าไหร่ ขายได้ราคาเท่าไหร่ มีเงินเข้าออกทางบัญชีเป็นดิจิทัล เดี๋ยวนี้ดิจิทัลทำได้หมด เขาจะได้สินเชื่อเลย แก้ปัญหาหนี้นอกระบบด้วย อันนี้เราทำยังไงให้ขายเก่งขึ้น ทำยังไงให้ลดต้นทุน แถมเรื่องที่สามที่เป็น reskill หรือ upskill คือให้ใช้เทคโนโลยีเอไอ จะใช้ทำอะไรก็ได้ อันนี้จะอยู่ในถุงเงิน”

แล้วแพลตฟอร์มแข่งกันเลย ไอเดียผมมาจากซีรีส์สงครามส่งด่วน แต่ก็เข้าใจว่าในทางปฏิบัติอาจจะทำไม่ได้ แต่อยากจะบอกว่าใครเทรนพวกนี้ได้เยอะจะได้สิทธิพิเศษในการไปสู่รอบสอง เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าแข่งกัน reskill แต่นักกฎหมายทักว่าไม่ได้เพราะเป็นนโยบายรัฐบาล อาจจะไปจำกัดสิทธิ ก็ไม่เป็นไร ก็ให้แข่งกันโดยกลไกตลาด แต่เรื่องนี้จะทำให้เกิดการ reskill ช่วยพ่อค้าแม่ค้าที่เล่น TikTok, Facebook กันอยู่แล้ว สามารถที่จะพัฒนาทักษะในการขายของ ลดต้นทุน และเข้าถึงแหล่งสินเชื่อที่ไม่ต้องไปกู้นอกระบบ นี่คือสิ่งที่ทำให้โตอย่างยั่งยืน

นโยบายเศรษฐกิจ 5 เสาหลัก กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว

ดร.เอกนิติเล่าว่า เมื่อได้รับการทาบทามมาร่วมรัฐบาล ก็ได้คุยกับทีมเศรษฐกิจคนนอก ท่านนายกฯ (อนุทิน ชาญวีรกูล) ได้นำทีมไปคุยกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คุยกับสภาตลาดทุน คุยกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปฟังความคิดเห็น นี่คือหลักนิติธรรม ฟังความเห็นเพื่อเอาข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการออกแบบนโยบาย พอฟังเสร็จแล้ว ก็นำมาเปิดเผยว่าต้องทำอะไร แล้วมาจัดลำดับความสำคัญจนเกิดเป็นนโยบาย “Quick Big Win”

Quick คือต้องทำให้สั้นและทำทันทีเพราะไม่มีเวลามาก วันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาหลังจากแถลงนโยบาย ด้วยโอกาสที่ได้คุมสำนักงบประมาณด้วย มีเงินเหลือจ่ายวันที่ 30 กันยายน สิ้นปีงบประมาณ ผมเลยทำทันทีโดยขอท่านนายกฯ ว่า อันที่หนึ่ง เอาเงินมาจ่ายหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเป็นหนี้ค้างในอดีตตั้งแต่ปี 2554-2555 ประมาณ 3 หมื่นกว่าล้าน คืนหนี้เก่า โชว์ว่าเรารักษาวินัย มีเงินเหลือก็เอาเงินคืนทันที

สอง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม จากข้อมูลเรามีคนที่มีบัตรสวัสดิการอยู่แล้ว 13.4 ล้านคน เราให้ค่าครองชีพเขาเดือนละ 300 บาท แต่ภายใน 1-2 วันหมดเกลี้ยง แปลว่าเขาไม่พอใช้ เราถึงเติมเงินเข้าไปอีก 1,700 บาท เป็น 2,000 บาท แต่หลักคิดคือไม่ได้ให้ 1,700 ทีเดียว แต่แบ่งเป็นสองเดือน พฤศจิกายนกับธันวาคม โดย 2,000 เป็นที่มา เพราะจะเท่ากับโครงการคนละครึ่ง มันจะได้เกิด inclusive growth ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เพราะคนมีบัตรสวัสดิการเขาไม่ได้คิดว่าเขาจะมีเงินไปสมทบครึ่งหนึ่ง คนเหล่านี้คือคนที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน เงินที่ใส่เข้าไปเขาใช้หมด เขาไม่มีเงินมาสมทบ เราถึงใส่ลงไป พอคนละครึ่งพลัสออกมา เราถึงใส่อันที่สองลงไปคือให้คนตรงกลางที่เขามีเงินมาสมทบ ให้เขาลดรายจ่าย ซื้อ 150 ก็สมทบอีก 150 ซื้อ 200 ต่อวัน ก็สมทบอีก 200 เพื่อให้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งสองอันนี้คือกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว เอาเรื่องพลัสเข้ามาใส่ ได้ผลยาวคือเอาเรื่อง reskill เข้ามาใส่ เอาคนในระบบภาษีเข้ามาใส่ กระจายตัวไม่ให้รายใหญ่ ร้านค้ารายใหญ่โมเดิร์นเทรดห้ามเข้า แม้จะสะดวก แต่เงินเราจำกัด ต้องการให้กระจายตัวไปทั่วประเทศ แล้วสมอลเอสเอ็มอี ไมโครเอสเอ็มอี เขาอยากได้ด้วย จดนิติบุคคล ตัวเล็กตัวน้อยเหมือนกัน ก็เลยพลัสตรงนี้เข้าไปด้วย เพื่อให้มันกระจายตัว

มันถึงเป็นหลักคิดของทีมเศรษฐกิจที่ว่า Quick Big Win แล้วแนวคิดคือ “กระตุ้นสั้น เพราะเรามีเวลาสั้น 4 เดือน ได้ผลยาว กระจายตัว มาจากหลักเศรษฐกิจที่ยั่งยืน reskill เพื่อเพิ่มทักษะให้โตอย่างยั่งยืน กระจายตัวคือสร้างทักษะให้กระจาย นี่คือสิ่งที่ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”

ดังนั้น หลักนิติธรรมจึงถูกนำมาใช้ในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจบนข้อจำกัดทางงบประมาณ ผมถึงบอกว่านโยบายเศรษฐกิจที่เราทำมี 5 เสาหลัก ใน 4 เดือน ซึ่งฟังมาจากความคิดเห็นสมาคมภาคเอกชนและเสียงของประชาชน

เสาที่ 1 “กระตุ้นสั้น ฟื้นเศรษฐกิจ”

เสาที่ 2 “แก้หนี้ครัวเรือน” หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเรื่องเสถียรภาพ ถึงต้องลดหนี้ประชาชน ทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อแก้หนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาสะสมมายาวนาน

เสาที่ 3 “การออมระยะยาว” คนไทยไม่ค่อยออมและไม่มีตาข่ายรองรับทางสังคม แต่วันนี้เราเป็นสังคมผู้สูงอายุ ระบบประกันสังคมมีอยู่ 10 กว่าล้าน ข้าราชการที่มีระบบกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (กบข.) 2-3 ล้านคน เอกชนมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ถึงล้านคน รวมที่เหลือไม่มีเลย แปลว่าต้องเป็นภาระของรัฐ จะทำยังไงให้รองรับคนเหล่านี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการออม แต่ก็เป็นคนระดับบน ไม่ใช่คนระดับล่าง

ทุกวันนี้เราไปฝากเงินได้ดอกเบี้ยหนึ่งสลึง หรือไม่ถึงหนึ่งสลึง ถ้าแบงก์ชาติฯ ลดดอกเบี้ย อีกหน่อยก็จะลดไปเรื่อยๆ แล้วแบงก์ก็มีสภาพคล่องสูง แบงก์ก็เอาเงินนี้ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ดอกเบี้ย 1% กว่า คำถามคือทำไมไม่เปิดให้เอกชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เมื่อรัฐบาลออกขาย 1% กว่า แน่นอนก็ต้องทำระบบพันธบัตร แต่ต้องเปิดให้เอกชนเขาเข้าด้วย เอกชนก็คือชาวบ้านเข้าได้ผ่านดิจิทัล สมัยก่อนทำไม่ได้ แต่วันนี้มีธนาคารกรุงไทย ทำได้แล้ว

 ชาวบ้านมาซื้อตรงนี้ได้

หรือกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นสิ่งที่ดีมาก ก็จะมีหวยเกษียณ ซึ่งช่วยทำเรื่องการออม แต่มันยังไม่พอ คำถามคือแล้วคนเล่นหวยธรรมดา อันนี้จะมีการกันทุกงวด คนที่ไม่ได้รับรางวัล ก็จะกันบางส่วนเพื่อเป็นเงินออมให้เขาในระยะยาว หลักคิดเหมือน RMF ถอนได้เมื่ออายุ 55 ปี หรือถ้าเกิน 55 ต้องถือ 5 ปี แล้วสะสมไปเรื่อยๆ

เรื่องนี้กำลังคุยกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเอาไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทน เหมือน individual savings account แต่เป็นระดับประชาชน แต่หากเขาฉุกเฉิน ยังไม่ถึง 55 ปี เขาจะสามารถเอาตรงนี้มาขอกู้ได้ในยามจำเป็น นี่คือตาข่ายรองรับทางสังคมที่คิดออกมาใน 4 เดือน

เสาที่ 4 คือ “เพิ่มสภาพคล่องเอสเอ็มอี”

เสาที่ 5 คือ “การลงทุนระยะยาว” ซึ่งผมมีโอกาสจากท่านายกฯ ให้ดูบีโอไอด้วย ผมจะเน้นกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว เราไม่ได้ใช้งบประมาณ เรามีเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันอยู่หมื่นล้าน จะเอามาทำโปรเจกต์ไม่เยอะ แต่จะได้ผลคือ reskill

คนไทยบอกว่าต่างชาติที่มาลงทุนดาตาเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ หรืออีวี ไม่มีแรงงาน แต่ปัญหาหลักจริงๆ คือแรงงานมี แต่ไม่มีทักษะ ผมเลยบอกว่าบีโอไอแบ่งเงินมาทำร่วมกับบริษัทพวกนี้ คุณต้องการอะไรบอกมา แล้วไปจับมือกับสถาบันการศึกษา เหมือนอดีตที่เรามีสถาบันเทคนิคไทย-เยอรมัน หรือไทย-ญี่ปุ่น บอกมาเลย เราจะเทรนนิง 4 เดือนเป็นคอร์สสั้นๆ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเขาเรียนปริญญาตรีแล้ว เอา reskill, upskill เลย แล้วพอผ่านมาตรฐาน บริษัทรับต่อ มันจะได้ยั่งยืน คนที่ทำอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ยังพอมาทำเรื่องมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นไฮบริดได้ มันยังสามารถ upskill เขาได้ นี่คือสิ่งที่ตั้งใจให้เกิดจริงๆ

อันที่สองคือ บีโอไอมีกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันที่มาช่วย transformation ให้กับเอสเอ็มอี ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เขาบอกว่าจะให้เอสเอ็มอี 20-50 ล้านต่อราย แต่ผมถามว่าทำไมที่ผ่านมาไม่เกิด คำตอบก็คือเขาจะให้ก็ต่อเมื่อต้องเป็นเรื่องเทคโนโลยีจริงๆ มีการตรวจสอบว่าเอามา transformation จริงๆ ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรที่เป็นออโตเมชัน เสร็จแล้วเขาจะให้เงินเมื่อจบโครงการ

“ผมบอกว่าไม่มีทางเกิด เพราะเขาไม่มีเงิน แม้จะให้ 20 ล้าน เขาก็ไม่เกิด เพราะเขาไม่มีเงิน ให้เมื่อจบโครงการ จะไปเอาจากไหน 20 ล้าน ผมก็โทรบอกพี่ผยงว่าผมเข้าใจแบงก์ดี รู้ว่าแบงก์กลัวความเสี่ยง แต่ถ้าพี่ผยงมีการันตีว่าบีโอไออนุมัติแล้ว 20 ล้าน พี่ผยงไฟแนนซ์ได้ไหม ถ้ามีอย่างนี้เหมือน supply chain financing จะต้องจ่ายเงินอยู่แล้ว อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้เร็ว อันนี้จะใช้ในเงินหมื่นล้าน reskill เพื่อหวังผลยาว”

“แล้วทั้งหมด 5 เสาหลักจะมีฐานรากคือวินัยการคลัง ทุกนโยบายผมจะบอกหมดว่าเอาเงินมาจากไหน ไม่ว่าเงินรายจ่ายที่มาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้งบกลางเท่าไหร่ จะบอกให้หมด ผลกระตุ้นเศรษฐกิจมันบวกมากกว่าลบ เราฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้ เราเน้นเรื่อง reskill ให้เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ นี่ก็คือหลักนิติธรรม”

เพราะฉะนั้น นี่คือหลักคิด กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว 5 เสาหลัก และมี 1 ฐานรากคือวินัยทางการคลัง ซึ่งเดือนพฤศจิกายนเราจะทำเรื่องกรอบวินัยทางการคลัง จะเปิดเผยเลยว่าวินัยทางการคลังเป็นยังไง แล้วจะเกิดความชัดเจนให้เรตติงเอเจนซี บอกสมมติฐาน เหมือนที่ผมบอกเรื่องจีดีพี ทุกหน่วยงานจะบอกรายปี บอกไปเลยเป็นรายไตรมาส ให้ชัดเจนไปเลย จะได้แก้ปัญหาเกาให้ถูกที่คัน นี่คือการบูรณาการหลักนิติธรรมเพื่อนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม