
ธปท.ส่งสัญญาณ “ผ่อนคลายนโยบายต่อเนื่อง แต่ระมัดระวัง” หลังกนง.ลดดอกเบี้ยรวม 1.00% ตั้งแต่ต้นปี เพื่อประคองเศรษฐกิจจริงและลดภาระดอกเบี้ยให้กับภาคส่วนที่เปราะบาง พร้อมย้ำว่าพื้นที่นโยบายเริ่มจำกัด จึงให้ความสำคัญกับ “จังหวะ–ประสิทธิผล” ของการส่งผ่านที่กินเวลาหลายไตรมาส
วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 3/2568 โดย ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน นายสักกะภพ พันธ์ยานะกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน และนางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค เพื่อสื่อสารการดำเนินนโยบายการเงินแก่นักวิเคราะห์และสื่อมวลชน หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปีในการประชุมวันที่ 8 ตุลาคม 2568
เศรษฐกิจปีนี้โต 2.2% ไตรมาส 3 อาจติดลบ 0.5%
นายสักกะภพ พันธ์ยานะกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงินกล่าวว่า มองไปข้างหน้าบทบาทของนโยบายการเงินต้องอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อแนวโน้มของเศรษฐกิจ ซึ่งยังได้รับผลของมาตรการภาษีของสหรัฐ และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างช้า
ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีได้มีการลดดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ครั้งเพื่อรองรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่ได้ประเมินไว้ และส่วนหนึ่งเพื่อดูแลภาวะการเงินให้เอื้อต่อการปรับตัวของธุรกิจ ลดภาระหนี้ของกลุ่มที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะ SME และครัวเรือน ที่มีรายได้น้อย
“มองไปข้างหน้า การผ่อนคลายที่เพิ่มเติมจะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้มของเศรษฐกิจ ภาวะการเงินควบคู่กับประสิทธิผลรวมไปถึงพื้นที่ของนโยบายการเงินที่อาจจะมีน้อยลง หลังจากที่มีการลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ 3 ครั้ง” นายสักกะภพกล่าว
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวว่า เศรษฐกิจในปีนี้และปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวชะลอลงใกล้เคียงกับที่เคยประเมิน ส่วนหนึ่งก็มาจากภาคการผลิตที่มีการหยุดการผลิตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ทั้งในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อีกทั้งการส่งออกก็จะเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ
ธปท.ประเมิน GDP ปี 2568 เจิบโตราว 2.2% และ ปี 2569 ที่ 1.6% ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบคือ มาตรการภาษีของสหรัฐ การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า และการผลิตที่ประสบกับการแข่งขันสูง ทำให้ภาคเศรษฐกิจบางส่วนยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะ SME
“การเติบโตของ GDP เมื่อเทียบรายปี และเทียบกับประมาณการครั้งที่แล้ว จะเห็นว่าประมาณการครั้งนี้ก็ใกล้เคียงกัน แล้วก็คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งหลังของปีจะชะลอตัวโดยอาจจะขยายตัวเมื่อเทียบเป็นรายปีต่ำกว่า 2% และเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส GDP ไตรมาส 3 มีโอกาสติดลบประมาณ 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส จากการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในบางอุตสาหกรรม ก่อนจะกลับมาฟื้นในไตรมาส 4 จาก 3 แรงหนุน คือ โรงงานกลับมาเดินเครื่อง จากเม็ดเงินมาตรการรัฐ เช่น โครงการท่องเที่ยว คนละครึ่งพลัส และเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว” นางปราณีกล่าว
เศรษฐกิจในไตรมาส 4 คาดว่าจะขยายตัว 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาคิดเป็นประมาณ 0.4% แล้วก็จะมีเม็ดเงินเดิมจากโครงการ Digital Wallet อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งประเมินผลน่าจะอยู่ประมาณ 0.2-0.3% ให้กับ GDP ใน ไตรมาส 4 ซึ่งผลที่ได้น้อยกว่าเม็ดเงินที่ลงไป อาจจะมีส่วนของ Leakage จากการบริโภคสินค้านำเข้าบ้า แต่โดยรวมเป็นมาตรการที่ช่วยลดค่าของชีพให้กับประชาชน
สำหรับการส่งออกไปสหรัฐฯ ภาษีสหรัฐฯ ทั้งแบบ reciprocal tariff และภาษีที่เรียกเก็บรายกลุ่ม (sectoral tariff) เริ่มกดดันส่งออกหลังมีผลเดือนสิงหาคม แต่ใน 8 เดือนแรก การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังโต 27.6% เพราะเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีจะมีผล ขณะที่ทั้งปี ภาพรวมส่งออกปรับดีขึ้นเป็นขยายตัว 10% จากแรงหนุนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และดีมานด์ Data Center/AI ส่วนปีหน้าผลของฐานที่สูงและภาษีทำให้คาดการณ์ว่าการส่งออกจะติดลบ 1% ดีขึ้นจาก -2% ที่ประเมินไว้
“โดยรวมประเมินว่าผลของภาษีนำเข้าต่อการส่งออกของไทยก็น้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ หลัก ๆ มาจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งขยายตัวตามการขยายตัวของอุปสงค์ด้าน Data Center ซึ่งประเภทสินค้าได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และตัวแปลง (Transformers) และประเมินว่าตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีเป็นต้นไป กลุ่ม Reciprocal อย่างสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูปและเครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีแนวโน้มที่จะชะลอตัว” นางปราณีกล่าว
อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามความเสี่ยง โดยด้านแรก คือ ภาษีที่เรียกเก็บรายกลุ่ม โดยเฉพาะที่จะเก็บเพิ่มขึ้นจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ด้านที่สอง ภาษีที่จะเก็บจากสินค้าที่มีต้นทางจากประเทศอื่น ซึ่งยังไม่มีรายละเอียด ด้านที่สาม คือ การส่งผ่านภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคสหรัฐก็จะมีผลกับอุปสงค์ของสหรัฐในระยะต่อไป
ท่องเที่ยว: จำนวนหัวน้อยลงแต่รายได้ไม่หด—จีน “ลบน้อยลง” ต่อเนื่อง
ส่วนภาคการท่องเที่ยวประเมินว่า ทยอยฟื้นตัวโดยท่องเที่ยวจากระยะไกลก็ยังขยายตัวได้ และนักท่องเที่ยวจีนทยอยกลับเข้ามา ในปีนี้ประมาณการว่านักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 33 ล้านคน(ต่ำกว่าปีก่อนราว 7%) จากการแข่งขันภูมิภาคโดยเฉพาะจากญี่ปุ่นกับทางด้านเวียดนามและความกังวลด้านความปลอดภัย ส่วนปีหน้าคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 35 ล้านคน จากนักท่องเที่ยวระยะไกลยังขยายตัวและนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวจีนปีนี้จะมีจำนวน 4.4 ล้านคน และปีหน้าราว 6 ล้านคนหากภาพความปลอดภัยนิ่ง เนื่องจากอัตราเติบโตสัปดาห์ต่อสัปดาห์ดีขึ้นจาก -55% เดือนเมษายนเป็นราว -29% ล่าสุด
การเข้ามาของนักท่องเที่ยวจากระยะไกลช่วยพยุงการท่องเที่ยวจากการใช้จ่ายแม้จำนวนหัวลดลง เพราะ นักท่องเที่ยวระยะไกลใช้จ่ายสูงกว่า 70–80% เมื่อเทียบนักท่องเที่ยวระยะสั้น
การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวสอดคล้องกับความเห็นของผู้ประกอบการที่มองว่านักท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในไตรมาส 4 แต่ผู้ประกอบการก็ยังมีความกังวลค่าเงินบาท หากแข็งค่าอย่างต่อเนื่องก็อาจจะส่งผลให้การใช้จ่ายลดลงแล้วก็อาจจะกดดันเรื่องความสามารถในการแข่งขัน การประกอบธุรกิจในอนาคต
นางปราณีกล่าวว่า แม้เศรษฐกิจภาพรวมจะขยายตัวได้ 2.2% ในปีนี้ และ 1.6% ในปีหน้า แต่ธุรกิจ SME ยังเติบโตได้ช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ตั้งแต่หลังโควิดเป็นต้นมา SME แม้เติบโตได้ 3.1% แต่เมื่อเทียบกับอดีตแล้วการเติบโตลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ธุรกิจรายใหญ่ยังประคองการเติบโตไว้ได้ สะท้อน SME เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะภาวะ Over Supply (อุปทานส่วนเกิน) ในหลายธุรกิจเช่น ร้านอาหาร ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีความต้องการรถ EV นอกจากนี้ยังประสบกับการแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศ การแข่งขันในประเทศเองที่รุนแรงขึ้น

เงินเฟ้อต่ำไม่ใช่เงินฝืด ผลจากโครงสร้าง และสินค้าจีน
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน กล่าวว่า เงินเฟ้อในภาพรวมคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้าและกลับสู่เป้าหมายในช่วงต้นปี 2570 ประเด็นสำคัญที่กำลังพิจารณา คือ ลักษณะของภาวะเงินฝืดของไทยมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจากการประเมินถือว่าความเสี่ยงยังอยู่ในระดับต่ำด้วยเหตุผล 3 ประการด้วยกัน
ประเด็นแรก เงินเฟ้อถูกขับเคลื่อนจากราคาของสินค้าที่ลดลงในเพียงบางหมวดโดยที่ราคาสินค้าอื่นๆไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นวงกว้าง ประเด็นที่สอง Underlying Inflation Indicators หรือเครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาซึ่งสะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะถัดไป ยังทรงตัวใกล้เคียงกับในอดีต และประเด็นที่สามเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางก็ยังถือว่ายึดเหนียวได้ดี
นายสุรัชอธิบายถึงที่มา( contribution) ของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งมี 3 องค์ประกอบ คือ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ราคาพลังงานและราคาอาหารสด จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา ในระยะข้างหน้าและช่วงนี้ contribution ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานให้กับเงินเฟ้อทั่วไปค่อนข้างที่จะคงที่ประมาณ 0.6-0.7 จุด ส่วน contribution จากอาหารสดในไตรมาส 3 ของปี 2568 ฉุดเงินเฟ้อลงจากปัจจัยชั่วคราวราคาผลไม้ปรับลดลงตามผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมาก แต่อัตราเงินเฟ้อในหมวดอาหารสด จะปรับเป็นบวกในระยะถัดไปเช่นเดียวกัน
ส่วนพลังงาน เป็น Contribution ฉุดให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงมาก(0.6)ในปีนี้ แต่ว่าหลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ปรับทยอยน้อย และกลับเป็นบวกในที่สุ สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ลดลงมากจาก 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลล์ในปี 2567 เป็น 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลล์ในปี 2568 หลังจากนั้นเริ่มค่อนข้างทรงตัวที่ 65-66 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลล์ ก็ทำให้ contribution ของเงินเฟ้อหมวดพลังงานปรับเป็นบวกในที่สุด
“เงินเฟ้อต่ำไม่ได้สะท้อนว่าเงินฝืด เนื่องจากว่าราคาสินค้าที่ลดลงเป็นราคาสินค้าเพียงบางหมวด ทั้งราคาน้ำมันดิบ ผักผลไม้เป็นสำคัญตามสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยไม่ได้สะท้อนหรือถูกขับเคลื่อนโดยอุปสงค์ในประเทศ”

จากวิธีทางสถิติเพื่อดูความเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อในแต่ละหมวดที่สำคัญกับอุปสงค์ในประเทศ พบว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์ในประเทศไม่ได้ลดลง แต่ตัวฉุดให้เงินเฟ้อลงกลับเป็นปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับอุปสงค์ในประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่า สัดส่วนของจำนวนสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นวงกว้าง ยังอยู่ที่ประมาณ 40% ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต
สาเหตุที่เงินเฟ้อไทยถึงต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ นายสุรัชกล่าวว่า ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยโครงสร้างที่องค์ประกอบของตะกร้าเงินเฟ้อไทยมีสัดส่วนของอาหารและพลังงานสูงกว่าประเทศอื่น โดยสัดส่วนอาหาร 40% พลังงาน 12% ประกอบกับราคาอาหารของไทยก็ต่ำกว่าประเทศอื่นด้วย เพราะไทยเป็นประเทศที่สามารถที่จะผลิตอาหารได้เอง อีกทั้งประเทศไทยมีการอุดหนุนพลังงานอย่างเข้มข้น ซึ่งหากไม่รวมผลของมาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 1.0% ในปี 2567 แทนที่จะเพิ่มขึ้น 0.4% ตามที่รายงาน

นอกจากนี้เงินเฟ้อต่ำยังเป็นผลจากการนำเข้าสินค้าจีนจำนวนมาก ทั้งสินค้าคงทน เช่น สมาร์ทโฟน รถ EV เครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน เห็นได้จากการขาดดุลการค้าของไทยที่มีจีน ตั้งแต่ปี 2543 และในปี 2553 เป็นต้นมาเห็นการขาดดุลที่มีสัญญาณชัดเจนมากขึ้น หมายความว่า สินค้าที่นำเข้าจากจีนเป็นสินค้าที่ราคาถูกกว่าที่นำเข้าจากประเทศอื่น จึงมีส่วนต่างระหว่างที่นำเข้าจากจีนกับระหว่างที่นำเข้าจากประเทศอื่น
ขณะเดียวกันไทยก็นำเข้าสินค้าไม่คงทนจากจีนจำนวนมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ เครื่องสำอาง เหล่านี้ก็เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้เงินเฟ้อไทยอยู่ระดับที่ต่ำ

ในแง่ Underlying inflation indicators ทรงตัวใกล้เคียงอดีต นายสุรัชอธิบายเพิ่มเติมว่า เครื่องชี้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อส่วนใหญ่เช่น core inflation และtrimmed mean (ตัดสินค้าและบริการที่มีการเคลื่อนไหวผันผวนของราคา) เคลื่อนไหวใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต และไม่เห็นการหักหัวลงของ Underlying Inflation Pressure
ส่วนเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวได้ดี สะท้อนจากการสำรวจ Consensus Economics รวมทั้งตลาดการเงินที่ค่อนข้างคงที่ที่ประมาณ 1.5% ยังอยู่ในเป้าหมายนโบายการเงินที่ 1-3% ในระยะบานกลาง
ภาวะการเงินสินเชื่อเริ่มหยุดทรุด ค่าเงิน REER อ่อน 2%
ด้านภาวะการเงิน นายสุรัชกล่าวว่า มี 2 ประเด็นสำคัญ คือ สินเชื่อกับเงินบาท Ffpสินเชื่อก็ยังคงหดตัวอยู่ตามปัจจัย 3 ประการด้วยกัน ทั้งความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่ และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่ความเสี่ยงสูง ตลอดจนการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ที่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามสินเชื่อที่ติดลบต่อเนื่อง เริ่มขยับขึ้นบ้างในเดือนสิงหาคม ซึ่งต้องติดตามตัวเลขของเดือนกันยายนต่อไป แต่เป็นสัญญาณว่า มันไม่ได้ไหลลงต่อเนื่อง
ส่วนเงินบาทโดยภาพรวมในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาจะค่อนข้างแข็งค่าขึ้น แต่ในช่วงหลังเริ่มเห็นสัญญาณอ่อนค่าลงบ้าง แต่ก็ต้องติดตามต่อไป ดัชนีค่าเงินบาท (Nominal Effective Exchange Rate:NEER)เทียบคู่ค้าคู่แข่ง ตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าเพียง 0.2% เท่านั้น แม้เงินบาทต่อดอลลาร์แข็งค่าประมาณ 4%-4.5% แต่บาทไม่ได้แข็งมากเทียบกับคู่ค้าคู่แข่ง และหากดูจากดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (Real Effective Exchange Rate:REER การเปรียบเทียบเงินบาทควบคู่กับระดับราคาโดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้า และคู่แข่ง) เห็นได้ว่าเงินบาทอ่อนค่าประมาณ 2% เมื่อเทียบกับต้นปี เป็นผลจากเงินเฟ้อของไทยที่ต่ำกว่าประเทศอื่น

นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อได้ แต่ต้องคุ้มค่าเมื่อพื้นที่จำกัด
สำหรับนโยบายการเงินซึ่งมี Key Message 2 ประเด็นด้วยกัน คือ นโยบายการเงินก็ควรอยู่ในระดับผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมาก็สามารถที่จะรองรับความเสี่ยงระดับหนึ่ง และที่สำคัญก็คือว่าการที่ได้ปรับลดลงมา 4 ครั้ง รวม 1.00% ก็อยู่ระหว่างที่จะส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจ
“กรรมการมีความเห็นว่าโดยส่วนใหญ่นโยบายการเงินสามารถที่จะอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจได้และในขณะเดียวกันก็ควรให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายที่มีจำกัดและก็จะพร้อมที่จะปรับให้สอดคล้องกับแนวโน้มของเศรษฐกิจต่อไป” นายสุรัชกล่าว
การส่งผ่านนโยบายการเงินจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโบายไป 1.00% จะใช้เวลาประมาณ 3-4 ไตรมาสที่จะมีผลสูงสุดต่อเศรษฐกิจ และในส่วนของ inflation ก็จะนานขึ้นอาจจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ไตรมาส
จึงต้องชั่งน้ำหนัก “จังหวะ–ประสิทธิผล” โดยเฉพาะเมื่อปัญหาหลักของ SME มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง การแข่งขันและกำลังซื้อ มากกว่าดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามการลดดอกเบี้ยนโยบายช่วยบรรเทาภาระหนี้ของ SMEs ได้บ้าง
“นโบายการเงินเป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งอาจจะต้องใช้ควบคู่กับมาตรการเฉพาะจุดอื่น ๆ มักได้ผลกว่าในกลุ่มเปราะบาง เช่น โครงการคุณสู้เราช่วย และมาตรการที่มองไปข้างหน้ายกระดับศักยภาพของ SME ระยะยาว” นายสุรัชกล่าว

เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง โตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อต่ำแต่ยังไม่ฝืด
ในวันเดียวกัน ธปท.ยังได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 5/2568 วันที่ 3 ตุลาคม และ 8 ตุลาคม 2568 ซึ่งมีการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดว่ายังอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็เป็นจุดที่ต้องมีการประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมเศรษฐกิจ: โตต่ำกว่าศักยภาพ–ส่งออกเริ่มชะลอจากภาษีสหรัฐฯ
เศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 และ 1.6 ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวดี จากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมถึง การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่องตามวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลบวกต่อเนื่องไปยัง ภาคการผลิตและบริการที่เกี่ยวข้อง แต่ในครึ่งปีหลังเริ่มชะลอจาก
- การหยุดผลิตชั่วคราวในบางอุตสาหกรรม (ปิโตรเคมี ยานยนต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์)
- ผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่เริ่มกดดันการส่งออก
- การท่องเที่ยวฟื้นช้า โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568-2569 คาดเหลือ 33 และ 35 ล้านคน
- การบริโภคภาคเอกชนชะลอในกลุ่มที่ไม่ใช่สินค้าพื้นฐานในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงปลายปี 2568 จะมีส่วนช่วยพยุงการบริโภคภาคเอกชน ได้บางส่วน
มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ทั้งที่มีผลบังคับใช้แล้วและที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัจจัยวัฏจักรและ ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ (1) การส่งออกสินค้าที่จะเริ่มได้รับผลกระทบมากขึ้นจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และยังมีความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ(transshipment) ซึ่งแม้ว่าข้อกำหนดยังไม่ชัดเจน ในขณะนี้แต่มีแนวโน้มที่จะกระทบสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูง จึงอาจ ทำให้แรงขับเคลื่อนของภาคการส่งออกลดลงในระยะข้างหน้า (2) อุปสงค์ภายในประเทศที่แผ่วลง การบริโภค ภาคเอกชนถูกกดดันจากแนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้า โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะช่วยสนับสนุน การบริโภคภาคเอกชนได้ไม่มากนัก ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชนอาจชะลอลงตามความไม่แน่นอนทาง เศรษฐกิจ และ (3) ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย อาทิ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนกำลังแรงงานลดลงต่อเนื่อง กระบวนการปรับลดหนี้ (debt deleveraging) จากการก่อหนี้สูง ในอดีต ซึ่งมีส่วนกดดันการอุปโภคบริโภค การผลิตสินค้าที่ยังก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและ เทคโนโลยี และการลงทุนภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งจากความสามารถในการดึงดูดการลงทุน โดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยที่ปรับลดลง ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่กดดันอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน แต่ยังกระทบผลิตภาพ (productivity) และความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะทำให้ระดับศักยภาพ ทางเศรษฐกิจปรับลดลงในระยะยาว
SMEs เปราะบาง: รายได้หด–ขาดทุนต่อเนื่อง
ฝ่ายเลขานุการรายงานว่า SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของ SMEs ลดลงกว่าครึ่งจากก่อนโควิด และสัดส่วนผู้ประกอบการที่ขาดทุนเพิ่มขึ้น สะท้อนความสามารถแข่งขันที่ลดลงและการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มส่งออกที่ได้รับผลจากค่าเงินบาทแข็งค่า
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจที่ขยายตัวไม่ทั่วถึง โดยมีข้อสังเกตว่าการเติบโตกระจุกตัว ในธุรกิจรายใหญ่ ขณะที่ SMEs เปราะบางมากขึ้น โดยหากไม่สามารถปรับตัวได้ SMEs จะฟื้นตัวช้าและ อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม
เงินเฟ้อต่ำมาก–ยังไม่ถึงขั้นเงินฝืด ควรสร้างความเข้าใจกับสาธารณชนให้ชัดเจน
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 0.0 และ 0.5 ในปี 2568 และ 2569 ตามลำดับ และจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2570
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 0.0 และ 0.5 ในปี 2568 และ 2569 ตามล าดับ และจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2570 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ปรับลดลงจากประมาณการครั้งก่อนเป็นผลจาก (1) ราคาหมวดพลังงาน ทั้งจากราคา น้ำมันดิบโลกที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น และผลของมาตรการอุดหนุนราคา พลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับลดลง และ (2) ราคาหมวดอาหารสด โดยเฉพาะราคาผลไม้ที่ลดลงจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ในปี 2568 และ 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ทั้งสองปี
คณะกรรมการฯ เห็นว่าแม้อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมีสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานและอาหารสด แต่ควรติดตามแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่อาจนำไปสู ่ภาวะเงินฝืด โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวชะลอลง นอกจากนี้คณะกรรมการฯ สอบถามว่าหากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่้ำต่อเนื่องจนนำไปสู่ภาวะเงินฝืดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่าภาวะเงินฝืด หมายถึงสถานการณ์ที่ภาคธุรกิจและครัวเรือนคาดการณ์ว่าราคาสินค้าและบริการจะปรับลดลงในอนาคต ส่งผลให้มีการชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันให้ราคาปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและ เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ฝ่ายเลขานุการฯ ประเมินว่าความเสี่ยงเงินฝืดของไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ แม้อัตรา เงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลง แต่ยังไม่เห็นการปรับลดราคาของสินค้าและบริการเป็นวงกว้างเมื่อเทียบกับอดีต อย่างไรก็ดี ฝ่ายเลขานุการฯ จะติดตามพัฒนาการของราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดในระยะต่อไป
คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรสร้างความเข้าใจกับสาธารณชนให้ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อ ในบริบทปัจจุบันและนัยต่อเศรษฐกิจเพื่อคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินฝืด เนื่องจากจะมีผลต่อ การตัดสินใจสำหรับการบริโภคของภาคครัวเรือน ตลอดจนการตัดสินใจวางแผนธุรกิจและการลงทุนของ ภาคเอกชน และอาจมีนัยต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลาง ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เน้นย้ำถึง หลักการสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงินที่ให้น้ำหนักกับการดูแลอัตราเงินเฟ้อระยะปานกลางให้อยู่ ในกรอบเป้าหมายมากกว่าการติดตามเพียงเงินเฟ้อในระยะสั้น ซึ่งมักมีความผันผวนและเคลื่อนไหวตาม ปัจจัยที่นโยบายการเงินควบคุมได้จำกัด
คณะกรรมการฯ เห็นว่าราคาสินค้าและบริการบางกลุ ่มในตะกร้าเงินเฟ้อเคลื่อนไหวน้อย ซึ่งอาจไม่สะท้อน ค่าครองชีพของครัวเรือน เช่น ค่าเช่าบ้านที่การเปลี่ยนแปลงไม่สอดคล้องกับราคาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา หรือราคารถยนต์ที่ทรงตัวอาจไม่สะท้อนการแข่งขันด้านราคาในระยะหลัง คณะกรรมการฯ จึงเห็นควร ให้ฝ่ายเลขานุการฯ เร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหาแนวทางพัฒนาดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ให้สะท้อนราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคเผชิญได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาดัชนีชี้นำ (leading indicator) เพิ่มเติมเพื่อใช้ติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเงินเฟ้อได้รวดเร็วและแม่นยำ
ภาวะการเงิน–บาทแข็งกดดันผู้ส่งออก
การประเมินภาวะการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน อัตราดอกเบี้ยในระบบเริ่มลดลงตามนโยบาย แต่ SMEs ยังได้ประโยชน์น้อยกว่าธุรกิจใหญ่ เพราะมีความเสี่ยงเครดิตสูง สินเชื่อโดยรวมชะลอตามความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการระมัดระวังของสถาบันการเงิน
ด้านค่าเงินบาท แข็งค่าขึ้นราว 5% ตั้งแต่ต้นปี ส่งผลต่อรายรับของผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs ที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยง ขณะเดียวกันสินค้าบางประเภท เช่น อาหารทะเลแช่แข็ง สิ่งทอ เกษตรแปรรูป ถูกกระทบจากการแข่งขันด้านราคา กนง. จึงเห็นควร ติดตามค่าเงินอย่างใกล้ชิด และอาจพิจารณามาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อช่วยกลุ่มเปราะบาง
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. และผลกระทบต่อธุรกิจ ส่งออก โดยเห็นว่าอาจส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อ SMEs ที่ยังเปราะบางและเผชิญภาวะการเงินตึงตัวจากข้อจำกัด ในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทั้งในมิติการแปลงรายรับเป็นสกุลเงินบาทและมิติความสามารถในการแข่งขันด้านราคาจากค่าเงิน คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและค่าเงินบาทที่อาจมีนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง
มุมมองนโยบาย: “ผ่อนคลาย แต่ต้องระวัง”
คณะกรรมการฯ อภิปรายในประเด็นสำคัญ ดังนี้
- เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินแต่มีแนวโน้มต่ำกว่าศักยภาพ เศรษฐกิจ ในระยะข้างหน้าจะได้รับแรงกดดันจากทั ้งปัจจัยเชิงวัฏจักรและเชิงโครงสร้าง รวมทั้ง บางภาคส่วนยังมีความเปราะบาง โดยคณะกรรมการฯ อภิปรายถึงบทบาทและประสิทธิผล ของนโยบายการเงินที่มีค่อนข้างจำกัดในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง การดูแลให้เศรษฐกิจ กลับมาขยายตัวสูงอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อปฏิรูปโครงสร้าง เศรษฐกิจ และควรมีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อแก้ไขปัญหาความเสี่ยงด้านเครดิต และการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มเปราะบาง
- อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลงและคาดว่าจะอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอีกระยะหนึ่ง จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายการเงินมีประสิทธิผลจำกัดในการดูแลเงินเฟ้อ ในบริบทนี้ ขณะที่ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำอย่างไรก็ดี ต้องติดตามพัฒนาการ ราคาสินค้าและบริการว่าไม่ได้สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่อาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด
- ภาวะการเงินยังตึงตัวโดยเฉพาะสำหรับ SMEs ที่ถูกกดดันจากทั้งปัญหาความสามารถใน การแข่งขัน ข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งต้องติดตามภาวะการเงินและนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของกลุ่มเปราะบาง
คณะกรรมการฯ เห็นร่วมกันว่านโยบายการเงินควรอยู ่ในระดับที่ผ่อนคลาย เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมายังอยู่ระหว่าง การส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจ ซึ่งปกติจะมีผลสูงสุดเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 4-6 ไตรมาส
กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี โดยให้ความสำคัญกับ จังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงิน ภายใต้บริบทที่ขีดความสามารถของนโยบาย การเงิน (policy space) มีจำกัด
กรรมการ 2 ท่านที่เสนอให้ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม มองว่า ควรผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อบรรเทาภาระหนี้ SMEs และกระตุ้นอุปสงค์ภายใน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอและเงินเฟ้อต่ำ
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และ พร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป



