อาเซียน-จีนลงนามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน ACFTA 3.0

ที่มาภาพ:เพจ ASEAN

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และจีนได้ลงนามในพิธีสารยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน หรือ ACFTA 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่แข็งแกร่งเพื่อความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมี เต็งกู ดาโต๊ะ สรี ซาฟรูล เต็งกู อับดุล อาซีส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนปี 2568 และ นายหวัง เหวินเทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน เป็นผู้ลงนาม

โดยมี ดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน รวมถึงผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยาน

ACFTA 3.0 เป็นการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ครั้งที่ 2 ซึ่งลงนามครั้งแรกในปี 2545 นับเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับแรกของจีนในขณะนั้น และเป็นฉบับแรกของอาเซียนที่มีพันธมิตรภายนอกที่สำคัญ มีผลบังคับใช้ในปี 2553 โดยการเจรจายกระดับความตกลงครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายน 2557 และมีผลบังคับใช้ในปี 2562

ข้อตกลง ACFTA 3.0 ครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว ตลอดจนการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เป็นต้น โดยก่อนหน้านี้ จีนเคยกล่าวถึงข้อตกลงนี้ว่าเป็นแนวทางในการเข้าถึงตลาดที่ดีขึ้นในภาคส่วนต่างๆ เช่น เกษตรกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล และยา ระหว่างจีนและอาเซียน

“ไทย” ลงนาม FTA ยกระดับอาเซียน-จีน

สำหรับประเทศไทย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 28 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ได้ลงนามพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านระหว่างสมาชิกอาเซียนกับจีน ซึ่งเป็นพิธีสารเพื่อยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือ“ACFTA 3.0” ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมธุรกิจในปัจจุบัน และถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าไทยและจีนด้วย

นางศุภจี กล่าวว่า การลงนามพิธีสาร ACFTA 3.0 ถือเป็นหนึ่งในความสําเร็จระหว่างอาเซียนและจีน โดยเฉพาะไทยในฐานะที่เป็นประธานฝ่ายอาเซียนซึ่งได้ผลักดันการเจรจาดังกล่าวจนได้ข้อสรุป โดยความตกลง ACFTA ถือเป็น FTA ที่อาเซียนมีการใช้สิทธิประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งเป็น FTA ที่ช่วยขยายมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับจีนจนทําให้จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอด 12 ปีที่ผ่านมา

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า สาระสําคัญของความตกลง ACFTA 3.0 มุ่งเน้นการปรับปรุงเนื้อหาความตกลงเดิม ให้มีความทันสมัย โปร่งใส และอํานวยความสะดวกทางการค้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องพิธีการทางศุลกากร มาตรฐานอุตสาหกรรม มาตรฐานเกษตร และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ นอกจากนี้ ความตกลงฯ ยังได้เพิ่มสาขาความร่วมมือใหม่ที่ตอบโจทย์กับการค้ายุคใหม่ ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน

การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ซึ่งประเด็นใหม่ดังกล่าว จะมีส่วนสําคัญในการยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและอาเซียน ที่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ซึ่งเนื้อหาของความตกลงดังกล่าวก็ได้ปูทางให้เกิดความร่วมมือในหลายด้านระหว่างอาเซียนกับจีน เช่น การใช้ระบบดิจิทัลในการพัฒนากระบวนการทางศุลกากร การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า ตลอดจนการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์

นางศุภจี เสริมต่อว่า หลังจากที่อาเซียนและจีนได้ลงนามพิธีสาร ACFTA 3.0 ทุกประเทศจะต้องดําเนิน กระบวนการภายในที่เกี่ยวข้อง และแจ้งความพร้อมสําหรับการบังคับใช้ต่อสํานักเลขาธิการอาเซียน โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ตนได้มอบหมายกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศดําเนินการเผยแพร่เนื้อหาพิธีสารดังกล่าว พร้อมทั้งจัดสัมมนาประชาพิจารณ์เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ศึกษาทําความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมสําหรับการใช้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าว ก่อนที่กระทรวงพาณิชย์จะดําเนินการเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้ การค้าระหว่างอาเซียนกับจีนในปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 429,806.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.65 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นการส่งออก 145,144.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการนําเข้า 284,661.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่การค้าระหว่างไทยกับจีนปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่า 108,639.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.08 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นการส่งออก 30,667.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็น การนําเข้า 77,971.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสําคัญของไทยไปจีน เช่น ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์มันสําปะหลัง ยางพารา เป็นต้น ขณะที่สินค้านําเข้าสําคัญจากจีน เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

เว็บไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเผยแพร่บทวิเคราะห์ผลกระทบ ACFTA 3.0 ว่า ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA 3.0): ก้าวใหม่ของภูมิภาค และทิศทางใหม่ของไทย การลงนามในความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีนฉบับปรับปรุง หรือ ACFTA 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยเน้นเรื่อง เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน        

1. ผลเชิงบวกต่อการค้าไทย

 การปรับปรุงข้อตกลงใหม่นี้จะช่วยให้ การค้าระหว่างไทยและจีนมีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และสินค้าดิจิทัล ซึ่งไทยมีศักยภาพสูง นอกจากนี้ มาตรการส่งเสริม เศรษฐกิจสีเขียว จะเป็นแรงผลักดันให้ไทยเร่งพัฒนามาตรฐานสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนในภาคการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ของตลาดจีนและอาเซียน3. มิติยุทธศาสตร์ในภูมิภาค

2. โอกาสในเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม

ACFTA 3.0 ให้ความสำคัญกับการค้าอิเล็กทรอนิกส์ การคุ้มครองข้อมูล และการเชื่อมโยงด้านเทคโนโลยี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และสตาร์ตอัป สามารถขยายตลาดออนไลน์ไปยังจีนและประเทศอาเซียนอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นอย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กฎระเบียบด้านข้อมูล และระบบโลจิสติกส์ข้ามแดนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. ความท้าทายที่ไทยต้องเตรียมรับ

ข้อตกลงนี้อาจทำให้สินค้าจากจีนเข้ามาในตลาดอาเซียนมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อ ผู้ผลิตรายย่อยของไทย โดยเฉพาะในสินค้าที่แข่งขันด้านราคาดังนั้น ไทยควรมุ่งเน้นการพัฒนา สินค้าเกษตรคุณภาพสูง นวัตกรรม และสินค้ามีมูลค่าเพิ่ม (value-added products) เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ให้ความเห็นว่า ข้อตกลง ACFTA 3.0 จะช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนและจีนให้มีความทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคโดยรวม รวมถึงประเทศไทย

สำนักงานฯ เห็นควรให้ไทยเร่งปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้อย่างเต็มที่ทั้งในด้านการยกระดับมาตรฐานสินค้า การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างเครือข่ายธุรกิจร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและจีน โดยเฉพาะในภาค SMEs และสตาร์ตอัป ที่สามารถขยายตลาดในระบบออนไลน์ได้อย่างกว้างขวาง

ในขณะเดียวกัน ไทยควรติดตามผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าจากจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ และวางนโยบายสนับสนุนการผลิตสินค้ามูลค่าสูง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดอาเซียนและตลาดโลก

ที่มาภาพ:เพจ กระทรวงการต่างประเทศ

อาเซียน-จีน รับรองแผนปฏิบัติการอาเซียน-จีน ฉบับใหม่ 2569-2573

สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 28 ผู้นำได้ทบทวนความคืบหน้าของความร่วมมืออาเซียน-จีน และหารือเกี่ยวกับทิศทางในอนาคต โดยมุ่งหวังที่จะผลักดันความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างอาเซียน-จีน ผู้นำรับทราบถึงการรับรองแผนปฏิบัติการอาเซียน-จีน ฉบับใหม่ 2569-2573 ผู้นำยังยินดีต่อการลงนามในกรอบการยกระดับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน 3.0 และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจและข้อกังวลร่วมกัน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมคณะกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – จีน ครั้งที่ 28 ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการขับเคลื่อนหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) อาเซียน – จีน ซึ่งจะครบ 5 ปี ในปี 2569 และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นระดับภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญของความสัมพันธ์อาเซียน – จีน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค และมีศักยภาพที่จะสร้างประโยชน์ให้ทั้งในและนอกภูมิภาค อีกทั้งผลักดันการขยายความร่วมมือ (1) ด้านเศรษฐกิจ รวมถึงส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ MSMEs ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และเกษตรอัจฉริยะ (2) ประเด็นความมั่นคงข้ามพรมแดน รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ และปัญหาสิ่งแวดล้อม อาทิ หมอกควันข้ามแดน และ (3) ความร่วมมือที่สร้างสรรค์เพื่อให้ภูมิภาคมีความมั่นคงปลอดภัย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามในพิธีสารเพื่อยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – จีน (ACFTA 3.0) ก่อนการประชุมด้วย