ASEAN Roundup ประจำวันที่ 21-27 กันยายน 2568
- อาเซียนเสริมสร้างบูรณาการทางเศรษฐกิจฝ่าความท้าทายระดับโลก
- AECC ประชุมต.ค.นี้ หารือผลกระทบภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ
- สหรัฐฯคาดสรุปข้อตกลงภาษีกับสมาชิกอาเซียนในไม่กี่เดือน
- ทรัมป์-อันวาร์ ร่วมเป็นพยานลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างมาเลเซียและสหรัฐฯ
- ยุโรปสรุปข้อตกลงการค้าเสรีกับอินโดนีเซีย
- สหภาพยุโรปคาดบรรลุข้อตกลงการค้ากับฟิลิปปินส์-ไทย-มาเลเซีย ในปี 2569
อาเซียนเสริมสร้างบูรณาการทางเศรษฐกิจฝ่าความท้าทายระดับโลก

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยืนยันถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าต่อการบูรณาการและความร่วมมือในภูมิภาค ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ซับซ้อนทั่วโลก
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ได้มีการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 57 ภายใต้แนวคิด “การมีส่วนร่วมและความยั่งยืน Inclusivity and Sustainability” โดยมีมาเลเซียเป็นประธาน ที่ประชุมได้หารือและผลักดันแผนริเริ่มที่สำคัญหลายประการที่มุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่น สร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน และคงบทบาทสำคัญของกลุ่ม
แถลงการณ์ร่วมที่เผยแพร่หลังการประชุมระบุว่า ที่ประชุมรับทราบว่าเศรษฐกิจอาเซียนขยายตัว 4.8% ในปี 2567 และคาดว่าจะเติบโต 4.2% ในปี 2568 เทียบกับคาดการณ์การเติบโตทั่วโลกที่ 2.8% รวมทั้งรับทราบว่าแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2568 ถูกปรับลดลงหลายครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบเชิงลบและความไม่แน่นอนที่เกิดจากสถานการณ์ภาษีศุลกากรโลก ที่ประชุมย้ำว่าการค้าสินค้าของอาเซียนเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 8.9% สู่ระดับ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่ยังคงแข็งแกร่งจากคู่ค้าสำคัญ ขณะที่การค้าบริการของอาเซียนก็เติบโตอย่างน่าประทับใจที่ 12.2% สู่ระดับ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน
ที่ประชุมได้เตือนว่าตัวชี้วัดในระยะเริ่มต้นชี้ให้เห็นถึงจุดเปราะบางที่เกิดขึ้นในภูมิภาคในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกที่พุ่งสูงและกระจุกตัวในช่วงต้นปีเพื่อเตรียมรับมือกับการจัดเก็บภาษีศุลกากร ที่ประชุมรับทราบว่าในปี 2567 การลงทุนในอาเซียนยังคงมีความแข็งแกร่งค่อนข้างมาก โดยเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้น 8.5% เป็น 226,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าอัตราการเติบโต 4% ของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลก
ที่ประชุมมีความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของมาตรการการค้าฝ่ายเดียว ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญต่อระบบการค้าพหุภาคีและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์เหล่านี้ ที่ประชุมได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นอันยาวนานของอาเซียนต่อระบบการค้าพหุภาคีที่เปิดกว้าง ครอบคลุม ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และไม่เลือกปฏิบัติ โดยยึดหลักการและระเบียบปฏิบัติขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนและสำคัญในการเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคีผ่านการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม มุ่งไปข้างหน้า และครอบคลุม เสริมสร้างความสามารถในการคาดการณ์ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจท่ามกลางความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของการกำกับดูแลการค้าโลกที่เพิ่มมากขึ้น
ที่ประชุมรับทราบข้อเสนอแนะเบื้องต้นของคณะทำงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน (ASEAN Geoeconomics Task Force-AGTF) ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอในระยะสั้นถึงระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอกได้ดียิ่งขึ้น
ที่ประชุมยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากความเป็นแกนกลางของอาเซียนในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เพื่อกำหนดทิศระเบียบเศรษฐกิจที่เกิดใหม่ การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียนบวกหนึ่ง (ASEAN Plus One Free Trade Agreements:FTAs) ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเร่งยกระดับ FTA เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) ที่ปรับปรุงใหม่ และการแสวงหาความร่วมมือทางการค้าใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน อันจะเสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียนในโครงสร้างเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระดับโลกที่กำลังพัฒนา ที่ประชุมยังมุ่งหวังที่จะร่วมมือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านภูมิเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผ่านการประชุมนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ในเดือนตุลาคม 2568
ความคืบหน้าเรื่องที่ประธานอาเซียนผลักดัน
ที่ประชุมได้หารือและยินดีกับความคืบหน้าที่ดีในประเด็นด้านเศรษฐกิจซึ่งประเทศประธานอาเซียนผลักดันให้สมาชิกอาเซียนร่วมกันดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จในแต่ละปี (Priority Economic Deliverables: PEDs) โดยดำเนินการได้ 9 โครงการ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียนของมาเลเซียในปี พ.ศ. 2568 ที่ประชุมรับทราบถึงความสำคัญของโครงการ PED ที่สำคัญเหล่านี้ในการขับเคลื่อนวาระทางเศรษฐกิจของอาเซียน
ที่ประชุมยินดีกับความลุล่วงของ PED ในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) การได้ข้อสรุปที่สำคัญในการเจรจาเพื่อแก้ไขพิธีสารฉบับที่ 2 ว่าด้วย ATIGA การลงนามพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน 3.0 และที่ประชุมยังรับทราบถึงความคืบหน้าที่ดีของ PED ที่เหลืออีก 6 ฉบับ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ และคาดว่าจะสรุปได้ภายในสิ้นปีนี้
ที่ประชุมรับทราบการปรับปรุงแผนงาน AEC Blueprint 2025 และสนับสนุนให้หน่วยงานทุกภาคส่วนของ AEC ดำเนินการต่อไปเพื่อให้แผนงานที่เหลือเสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด
การค้าสินค้าและการสนับสนุนการค้า
ที่ประชุมชื่นชมผลการเจรจายกระดับ ATIGA เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 และรับทราบเป้าหมายที่จะลงนามพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไข ATIGA ในรอบนอกของงานประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้องในเดือนตุลาคม 2568 ที่ประชุมรับทราบถึงความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ในช่วงเวลาสำคัญ เนื่องจากสภาพแวดล้อมการค้าโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและความผันผวนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ ATIGA ที่ปรับปรุงใหม่นี้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่จะเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียน ช่วยให้ภูมิภาคสามารถรับมือกับผลกระทบจากภายนอกได้ดีขึ้น ปกป้องห่วงโซ่อุปทาน และรับมือกับวิกฤตการณ์ระดับโลกได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมสร้างและขยายการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน (AMS) ให้เกิดความลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งขึ้น ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง
ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน ที่ปรับปรุงใหม่นี้ ก้าวข้ามกรอบการค้าสินค้าแบบเดิม โดยมุ่งไปที่ประเด็นใหม่ ๆ ได้แก่ เศรษฐกิจหมุนเวียน สินค้าที่ผลิตซ้ำ การค้าและสิ่งแวดล้อม การค้าในสถานการณ์วิกฤตด้านมนุษยธรรม ความมั่นคงทางอาหาร และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ในขณะเดียวกัน ATIGA ยังช่วยเสริมสร้างการเตรียมการเพื่อป้องกันการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ส่งเสริมความโปร่งใสมากขึ้น ขยายการเข้าถึงตลาด และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการรวมกลไกการระงับข้อพิพาททางเลือก เพื่อเร่งการแก้ไขข้อพิพาทการค้าสินค้าระหว่าง AMS ซึ่งจะทำให้กระแสการค้าและการลงทุนทั่วทั้งภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การได้รับการสนับสนุนเชิงรุกจาก ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ ATIGA ที่ปรับปรุงใหม่ อาเซียนไม่เพียงแต่จะบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้าภายนอกได้เท่านั้น แต่ยังเสริมการรวมพลังและความสามารถในการแข่งขันระดับโลกได้อีกด้วย
ที่ประชุมรับทราบว่าสำนักเลขาธิการอาเซียนและคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก ( United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific:UNESCAP) ได้ร่วมกันจัดทำรายงานประจำปี พ.ศ. 2568 ว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าดิจิทัลและยั่งยืนในอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ภายในเดือนตุลาคมนี้
รายงานฉบับนี้ประเมินการดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าในภูมิภาคอาเซียนและให้ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง และ รายงานฉบับนี้ครอบคลุมไม่เพียงแต่มาตรการตามความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าขององค์การการค้าโลก (WTO TFA) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงมาตรการ WTO TFA-Plus เช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้าดิจิทัล (โดยเฉพาะการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษ) และมาตรการที่ยั่งยืน มาตรการที่ยั่งยืนจะมุ่งเน้นไปที่ภาคเกษตรกรรม ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ผู้ประกอบการสตรี บริการสินเชื่อการค้าต่างประเทศ อีคอมเมิร์ซ และการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉิน
ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการสำรวจระดับโลกของสหประชาชาติปี 2568 ว่าอัตราการดำเนินงานด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าของอาเซียนสูงถึง 83% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (70.4%) และค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (70%) ที่ประชุมจึงเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพิจารณาการนำข้อเสนอแนะของรายงานไปปฏิบัติ
ที่ประชุมยินดีกับความคืบหน้าในการจัดทำตาราง Schedules of Non-Conforming Measures (มาตรการที่ประเทศสมาชิกยังคงไว้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการเปิดเสรีทางการค้า) ชุดแรกภายใต้ความตกลงการค้าบริการอาเซียน (ASEAN Trade in Services Agreement:ATISA) และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้ตารางมาตรการเหล่านี้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน 2569 และสอดคล้องกับบทบัญญัติภายใต้ ATISA 24
ที่ประชุมรับทราบการหารืออย่างต่อเนื่องเพื่อนำกลไก ratchet ( ratchet mechanism หมายถึงการผูกพันหรือการให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนภายใต้ FTA โดยอัตโนมัติ หากกฎหมายภายในได้รับการปรับปรุงแก้ไข)ภายใต้ ATISA มาใช้ ซึ่งส่งเสริมความแน่นอนมากขึ้นในการเสริมสร้างการเปิดเสรีภาคบริการในระยะยาว รัฐมนตรีสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการเพื่อรวมกลไกนี้ไว้ในตารางมาตรการที่ไม่สอดคล้องของ ATISA โดยมุ่งหวังที่จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นสุดช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนเมษายน 2571
การลงทุนในอาเซียน
ที่ประชุมมุ่งหวังให้การลงนามในพิธีสารฉบับที่ 5 เพื่อแก้ไข ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน(ACIA) เสร็จสิ้นภายในปีนี้ พิธีสารฉบับนี้จะทำให้การเปลี่ยนผ่านรายการสงวนในภาคผนวกเดียวที่มีอยู่ภายใต้ ACIA ไปเป็นรายการประเภทกิจการต้องห้าม (Negative List)สองรายการที่ทันสมัยขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความแน่นอนและความโปร่งใสให้กับนักลงทุนในระบบการลงทุนของอาเซียนมากยิ่งขึ้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามตารางการสงวนสิทธิ์และมาตรการที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดภาคผนวกสองฉบับให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดภายใน 180 วันหลังจากที่ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดได้ลงนามในพิธีสาร
ที่ประชุมยังยินดีกับการสรุปแนวทางการลงทุนอย่างยั่งยืนของอาเซียน (ASEAN Sustainable Investment Guidelines :ASIG) ที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งมุ่งหวังที่จะเป็นแนวทางให้ประเทศสมาชิกอาเซียนส่งเสริมแนวปฏิบัติการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบและครอบคลุม ซึ่งนำไปสู่ความยั่งยืนและความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาวของเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมของอาเซียน ASIG ครอบคลุมหลักการและโครงการริเริ่มในอนาคต 7 ประการ ได้แก่ นโยบายการลงทุน การส่งเสริม การบริหารจัดการ การอำนวยความสะดวก แนวปฏิบัติขององค์กร และความร่วมมือ ที่ประชุมมุ่งหวังที่จะให้แนวปฏิบัตินี้ได้รับการนำไปใช้และนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงผ่านกิจกรรมต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ AEC 2569-2573
หลังจากการเปิดตัวในการประชุม ASEAN Investment Forum (AIF) 2024 เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ที่ประชุมได้แสดงความยินดีต่อความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมการลงทุนระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Investment Promotion Action Plan:RIPAP) ระยะที่ 1 ( 2568-2570) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มที่พัฒนาขึ้นร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP) โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุน UK-ASEAN Green Transition Fund (GTF) แผนปฏิบัติการนี้คำนึงถึงทรัพยากรและศักยภาพที่มีอยู่ของประเทศสมาชิก รวมถึงกลยุทธ์และลำดับความสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนของแต่ละประเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแผนงานที่ครอบคลุมและมีพลวัตสำหรับประเทศสมาชิกในการส่งเสริมการลงทุนทั่วภูมิภาคอาเซียนและตลอดห่วงโซ่คุณค่าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับรายงานการลงทุนอาเซียน 2025 เรื่อง “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในอาเซียน Foreign Direct Investment (FDI) and Supply Chain Development in ASEAN” ซึ่งจะแล้วเสร็จและเผยแพร่สู่สาธารณะในการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนอาเซียน (ASEAN Business and Investment Summit :ABIS) ในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 รายงานฉบับนี้เน้นย้ำถึงแนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ล่าสุดทั่วอาเซียน เผยให้เห็นบทบาทสำคัญของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในการสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ศึกษาถึงนโยบายที่เอื้ออำนวย การลงทุนเชิงกลยุทธ์ และเครือข่ายที่ซับซ้อนของบริษัทและซัพพลายเออร์ที่บรรจบกันที่ช่วยเสริมสร้างพลวัตของห่วงโซ่อุปทานและความเชื่อมโยงด้านการผลิตข้ามพรมแดน รวมถึงสรุปทางเลือกนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และพัฒนาระบบนิเวศห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง
รายงานฉบับนี้จัดทำด้วยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากสำนักงานการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNCTAD) และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลียผ่านโครงการ Australia for ASEAN Futures (Aus4ASEAN Futures)
ที่ประชุมยังได้หารือถึงผลการวิจัยในเอกสารนโยบายฉบับปรับปรุง เรื่อง “ภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax :GMT): ผลกระทบเชิงนโยบายต่อการส่งเสริมและจูงใจการลงทุนในประเทศสมาชิกอาเซียน” และรับทราบถึงความสำคัญของการประสานงานเชิงนโยบายที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในการแก้ไขปัญหาผลกระทบของ GMT เพื่อรักษาการเติบโตของการลงทุนภายในภูมิภาค
ที่ประชุมยินดีกับการลงนามในความตกลงกรอบความตกลงว่าด้วยการแข่งขันของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Competition:AFAC) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภูมิภาคในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรม มีการแข่งขัน มีพลวัต และตั้งอยู่บนพื้นฐานกฎระเบียบ เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียวและพร้อมรับอนาคต ความตกลงนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความสอดคล้องของกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกในการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันข้ามพรมแดน เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสนับสนุนการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกยิ่งขึ้น
ที่ประชุมมุ่งหวังที่จะเปิดตัว ข้อมูลกลางการควบรวมกิจการของอาเซียน (ASEAN Merger Information Sharing Portal: MISP) ในงานประชุม ASEAN Competition Conference ครั้งที่ 11 ในเดือนกันยายน 2568 คาดว่า MISP จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางเพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านการแข่งขันของอาเซียนในกรณีการควบรวมกิจการข้ามพรมแดน ส่งเสริมความโปร่งใส และเสริมสร้างความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย
นโยบายด้านการแข่งขัน
ที่ประชุมยังได้รับทราบถึงการรับรองคู่มือนโยบายการแข่งขันและกฎหมายธุรกิจอาเซียน (ASEAN Competition Policy and Law for Business) ฉบับปรับปรุง ซึ่งบูรณาการประเด็นการแข่งขันที่เกิดขึ้นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและเศรษฐกิจดิจิทัล และจะเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับภาคธุรกิจ ที่ประชุมยังได้รับทราบถึงความคืบหน้าในการพัฒนาดัชนีการรับรู้ทางธุรกิจด้านการแข่งขันของอาเซียน (ASEAN Competition Business Perception Index:ACBPI) ซึ่งมีกำหนดจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2568 ACBPI ให้ข้อมูลเชิงลึกอันเกี่ยวกับการรับรู้ทางธุรกิจเกี่ยวกับนโยบายการแข่งขันและการบังคับใช้ทั่วทั้งภูมิภาค และสนับสนุนหน่วยงานด้านการแข่งขันของอาเซียนในการปรับปรุงกลยุทธ์การบังคับใช้และการสนับสนุน
อี-คอมเมิร์ซและเศรษฐกิจดิจิทัล
ที่ประชุมได้ชื่นชมความก้าวหน้าที่สำคัญในการจัดทำแผนงานบันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan Roadmap :BSBR) วาระการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของอาเซียนเพื่อเร่งการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการบูรณาการเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนภายในปี 2568 ในฐานะวาระการดำเนินการลำดับสุดท้ายของ BSBR ที่ประชุมมุ่งหวังให้การเจรจาเกี่ยวกับความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ได้ข้อสรุปที่สำคัญ ข้อตกลงนี้จะเป็นข้อตกลงที่ครอบคลุมและมองไปข้างหน้า และเป็นรากฐานสำหรับการบูรณาการทางดิจิทัลขั้นต่อไปของภูมิภาค ในการเดินทางของอาเซียนสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและพร้อมรับมืออนาคต
มุ่งบทบาทอาเซียนในเวทีโลก
ที่ประชุมยืนยันอีกครั้งว่าบทบาทของอาเซียนในเวทีโลกยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของอาเซียนในการเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้ลึกยิ่งขึ้น และเสริมสร้างความเกี่ยวข้องและความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกันและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการขยายและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับทั้งพันธมิตรเดิมและพันธมิตรใหม่ อาเซียนยังคงวางตำแหน่งตนเองให้เป็นภูมิภาคที่มีพลวัตและมองการณ์ไกล ซึ่งอยู่ในสถานะที่เหมาะสมที่จะมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเติบโตของโลก
ที่ประชุมยินดีกับความคืบหน้าสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศคู่เจรจาที่มีอยู่ โดยเฉพาะผ่านโครงการริเริ่มยกระดับความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเรื่องนี้ ที่ประชุมยินดีกับการที่พิธีสารฉบับที่ 2 มีผลบังคับใช้เพื่อแก้ไขเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ซึ่งปรับปรุงและพัฒนาความตกลงให้มีความทันสมัยและเอื้อต่อการค้าและธุรกิจมากยิ่งขึ้น
ที่ประชุมยังยินดีกับผลการเจรจาปรับปรุงพิธีสารฉบับ 3.0 ของเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) และรอการลงนามในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 28 ในปี 2568 ที่ประชุมรับทราบถึงการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย (AITIGA) และย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ทันท่วงทีและมีประโชน์ทางการค้า
ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าที่ดีในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา (ACAFTA) และยืนยันความมุ่งมั่นที่จะดำเนินงานให้บรรลุผลสำเร็จในสาระสำคัญด้วยความรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ที่ประชุมร่วมกับสาธารณรัฐเกาหลีรับทราบความคืบหน้าในการสรุปเอกสารขอบเขตความร่วมมือ (Joint Scoping Paper) สำหรับการยกระดับเขตการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี (AKFTA) ที่อาจเกิดขึ้น และรอที่จะเปิดตัวการเจรจายกระดับ AKFTA ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 ความพยายามเหล่านี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของอาเซียนในการสร้างหลักประกันว่า FTA ของอาเซียนจะยังคงมีความสำคัญ ครอบคลุม รองรับอนาคต และสอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจยุคใหม่
ที่ประชุมยืนยันความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างการปฏิบัติตามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อย่างมีประสิทธิภาพและครบถ้วน ท่ามกลางความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมการค้าโลก ที่ประชุมยินดีกับการเริ่มดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบของหน่วยสนับสนุน RCEP (RSU) และความพยายามจนถึงปัจจุบันในการให้การสนับสนุนคณะกรรมการร่วม RCEP (RJC) และองค์กรย่อย (SBs) ที่ประชุมรับทราบถึงความสนใจของฮ่องกง จีน ศรีลังกา ชิลี และบังกลาเทศในการเข้าร่วมความตกลง RCEP จึงขอให้เจ้าหน้าที่เร่งหารือเพื่อเริ่มกระบวนการเข้าร่วมโดยเร็วที่สุด
ที่ประชุมได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้าง ขยาย และกระจายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ รวมถึงแสวงหาแนวทางความร่วมมือใหม่ๆ กับหุ้นส่วนภายนอก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์อาเซียนโลก ที่ประชุมยินดีกับปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งได้รับการรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเรียกร้องให้มีความร่วมมือเชิงภาคส่วน และให้อาเซียนทำงานร่วมกับ GCC ในการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกันเกี่ยวกับเขตการค้าเสรีอาเซียน-GCC นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องที่จะเพิ่มความพยายามในการกระชับความร่วมมือเชิงภาคส่วนกับสหภาพยุโรป (EU) ให้เป็นรูปธรรม และดำเนินการไปสู่การเจรจาความร่วมมืออาเซียน-CPTPP
พัฒนาการเหล่านี้ถือเป็นบทใหม่ในการมีส่วนร่วมของอาเซียนกับหุ้นส่วนภายนอก และเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับการค้า การลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างภูมิภาค ที่ประชุมตระหนักถึงความสำคัญของความพยายามดังกล่าวในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของอาเซียนในภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แผนยุทธศาสตร์ AEC พ.ศ. 2569-2573
ที่ประชุมยินดีกับการรับรองรายการ Quick Wins สำหรับแผนยุทธศาสตร์ AEC พ.ศ. 2569-2573 โดยถือว่ารายการเหล่านี้เป็นโครงการริเริ่มที่มีผลกระทบสูงและมองไปข้างหน้า ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค ที่ประชุมยังได้รับทราบถึงการสรุปรายการกิจกรรมและตัวชี้วัดผลลัพธ์หลัก ซึ่งมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และความสามารถในการปฏิบัติจริงในการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ AEC พ.ศ. 2569-2573 ที่ประชุมรอที่จะเปิดตัวกรอบการติดตามและประเมินผล (M&E) ที่ได้รับการปรับปรุงของแผนยุทธศาสตร์ AEC ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการติดตามความคืบหน้าและผลลัพธ์ของการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ สนับสนุนการปรับเปลี่ยนนโยบายโดยอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ และเสริมสร้างความคล่องตัวและความยืดหยุ่นของสถาบันอาเซียน ที่ประชุมชื่นชมความสำเร็จในการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาคของแผนยุทธศาสตร์ AEC 2026–2030 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะดำเนินการเผยแพร่ต่อไปเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากยิ่งขึ้น
ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐาน ข้อบังคับทางเทคนิค และขั้นตอนการประเมินความสอดคล้อง การบูรณาการศุลกากรอาเซียน การส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การมีส่วนร่วมของภาครัฐและเอกชน ระบบสถิติประชาคมอาเซียน การลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิก การบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนในอาเซียน และการทำงานร่วมกับพันธมิตรภายนอก
สหรัฐฯคาดสรุปข้อตกลงภาษีกับสมาชิกอาเซียนในไม่กี่เดือน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ คาดว่าจะสรุปข้อตกลงการค้ากับประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
กรีเออร์ กล่าวในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การเจรจาด้านภาษีศุลกากรกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคกำลังคืบหน้า โดยบางข้อตกลงอาจสรุปได้ภายในไม่กี่เดือนหรือไม่กี่สัปดาห์ และกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ และอาเซียนมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายประการ และสามารถร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความเท่าเทียมและความสมดุลในระบบการค้าโลก
ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรที่สูงจากรัฐบาลสหรัฐฯ และมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก ภูมิภาคส่วนใหญ่มีอัตราภาษีศุลกากรแบบ reciprocal tariff ที่ 19-20% โดยลาวและเมียน มามีอัตราภาษีศุลกากรสูงถึง 40% ขณะที่สิงคโปร์มีอัตราภาษีศุลกากรต่ำที่สุด 10%
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของกรีเออร์กับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนโดยรวม หลังจากการเจรจาภาษีศุลกากรทวิภาคีกับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่า การขึ้นภาษีศุลกากรเฉพาะภาคส่วนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่วางแผนไว้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อาจผลักดันให้อาเซียนมีจุดยืนที่เป็นเอกภาพมากขึ้นในการเจรจากับสหรัฐฯ
ธนาคารเพื่อการลงทุน Maybank Bhd (Maybank IB) เน้นย้ำว่าการส่งออกของมาเลเซียไปยังสหรัฐฯ ลดลงในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 การลดลงนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการสรุปอัตราภาษีศุลกากรที่ 19% เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคม
ขณะเดียวกัน นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า มาตรการภาษีศุลกากรส่วนต่าง 19% ที่บังคับใช้กับสินค้าไทย ช่วยให้ประเทศหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเผชิญภาษีศุลกากรในระดับเดียวกัน
AECC ประชุมต.ค.นี้ หารือผลกระทบภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

เต็งกู ดาโต๊ะ สรี ซาฟรูล อับดุล อาซิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม มาเลเซีย เปิดเผยว่า คณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Committee Council:AECC) จะประชุมในช่วงปลายเดือนตุลาคมเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ
ดาโต๊ะ ซาฟรูลกล่าวว่า ขณะนี้ มาเลเซียกำลังประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ หลังจากการประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรล่าสุดสำหรับผลิตภัณฑ์ยา เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนอากาศยาน
“นี่เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว เพียงแต่เราต้องการทราบว่าเมื่อใด และเราจะรอรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีศุลกากรที่จะส่งผลกระทบต่อบางภาคส่วน” ดาโต๊ะซาฟรูลกล่าวระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 57 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในกัวลาลัมเปอร์วันที่ 26 กันยายน 2568
เต็งกู ซาฟรูล กล่าวว่า จุดยืนของมาเลเซียคือการมีส่วนร่วมกับสหรัฐฯ ในประเด็นภาษีศุลกากรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดยืนที่คล้ายกับที่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ยึดถือ
“ในระดับอาเซียน เรายังคงสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดถือกฎเกณฑ์ทางการค้าเป็นพื้นฐานสำคัญ โดยมีหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนหลัก
“สหรัฐฯ มีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่สำหรับเรา เรายังคงสนับสนุนระบบพหุภาคีและยังคงสร้างความหลากหลายและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทของเราต่อไป” เต็งกู ซาฟรูลกล่าว
เต็งกู ซาฟรูล ระบุว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 25 ตุลาคม ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 เพื่อหารือเกี่ยวกับความแตกแยกทางภูมิเศรษฐกิจในปัจจุบัน
“นี่เป็นครั้งแรกที่เรามีการประชุมร่วมกัน และคณะทำงานด้านภูมิเศรษฐกิจอาเซียน (AGTF) จะนำเสนอ (ผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ) ต่อทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจ” เต็งกู ซาฟรูลกล่าว
เต็งกู ซาฟรูลกล่าวว่า กำลังพิจารณาจัดตั้งสำนักเลขาธิการ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้มีความสำคัญและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังไม่มีข้อเสนอแนะว่าสำนักงานเลขาธิการ RCEP จะตั้งอยู่ที่ใด และไม่ได้อยู่ในวาระการประชุมรัฐมนตรี RCEP ครั้งที่ 4 เมื่อวันพฤหัสบดี(25 ก.ย.)
ข้อริเริ่ม RCEP ที่นำโดยอาเซียนนี้เป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยสมาชิก 15 ประเทศ ได้แก่ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ประเทศที่แสดงความสนใจเข้าร่วม RCEP เพิ่มได้แก่ ฮ่องกง บังกลาเทศ ศรีลังกา และชิลี
ทรัมป์-อันวาร์ ร่วมเป็นพยานลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างมาเลเซียและสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาและนายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม จะเข้าร่วมในการลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศในช่วงที่มาเลเซียเป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้
เต็งกู ดาโต๊ะ สรี ซาฟรูล อับดุล อาซิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม มาเลเซีย กล่าวกับสำนักข่าวเบอร์นามาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568ว่า ทรัมป์ได้แสดงความปรารถนาที่จะเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลง ผ่านเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
กรีเออร์ได้แจ้งต่อเต็งกู ซาฟรูล ระหว่างการประชุมทวิภาคี นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 57 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง
อันวาร์ยังได้แสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียวันที่ 25 กันยายนว่า เขาหวังว่าการเจรจาจะเสร็จสิ้น และจะมีการลงนามข้อตกลงในเร็วๆ นี้
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์องการสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ ที่ยังดำเนินการอยู่ โดยกล่าวว่าข้อตกลงนี้จะช่วยกำหนดทิศทางนโยบายและการวางแผนธุรกิจของทั้งสองประเทศ
เต็งกู ซาฟรูล กล่าวในการสัมภาษณ์พิเศษในการประชุม AEM ว่าทั้งสองประเทศได้ตกลงกันในประเด็นสำคัญและกำลังสรุปข้อความในข้อตกลง
“เช้าวันนี้ ทีมงานของเรายังได้เจรจากับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อีกด้วย เราได้ตกลงกันในประเด็นสำคัญที่เราได้ประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ ปัญหาทั้งหมดได้รับการแก้ไขแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงการเตรียมข้อตกลง”
“ดังนั้น เราจึงมุ่งมั่นที่จะทำเช่นนั้นและกำลังทำงานเพื่อให้ทันกำหนดเวลา เมื่อวานนี้ผมได้ประชุมทวิภาคีกับกรีเออร์ และการประชุมแบบแบบสองต่อสองในวันก่อนหน้า ซึ่งเราทั้งสองตกลงที่จะพยายามแก้ไขข้อความในข้อตกลงให้เร็วที่สุด” เต็งกู ซาฟรูล กล่าว
เต็งกู ซาฟรูลกล่าวว่า เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มาเลเซียและสหรัฐฯ สามารถสรุปและลงนามข้อตกลงได้เมื่อผู้นำทั้งสองพบกันในการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งน่าจะเป็นช่วงปลายเดือนตุลาคม
เมื่อวันที่ 9 กันยายน อันวาร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนคนปัจจุบัน ยืนยันว่าทรัมป์จะเดินทางเยือนมาเลเซียในเดือนหน้า พร้อมกับการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47
การประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนหน้าถือเป็นครั้งที่ 5 ที่มาเลเซียดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน โดยก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งมาแล้วในปี 2520, 2540, 2548 และ 2558
ยุโรปสรุปข้อตกลงการค้าเสรีกับอินโดนีเซีย

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ลงนามข้อตกลงทางการเมืองเพื่อรับรองการเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากสหภาพยุโรปจำนวนมากในตลาดอินโดนีเซีย โดยอินโดนีเซียจะได้ประโยชน์จากภาษีศุลกากรพิเศษ ซึ่งรวมถึงน้ำมันปาล์ม
คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศว่าได้สรุปข้อตกลงการค้ากับอินโดนีเซียเมื่อวันอังคาร(23 กันยายน 2568)ที่ผ่านมา โดยยกเลิกอุปสรรคด้านภาษีศุลกากรสำหรับผลิตภัณฑ์จากสหภาพยุโรป 98% ที่ส่งออกไปยังอินโดนีเซีย
“ในโลกที่กระแสกีดกันทางการค้ากำลังเพิ่มขึ้นและห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง เมื่อหลายฝ่ายหันเข้าหากัน ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement:CEPA) ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสหภาพยุโรปและอินโดนีเซียกำลังเลือกเปิดกว้างและร่วมมือกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างงาน และเสริมสร้างความยืดหยุ่น” มารอช เซฟโควิช กรรมาธิการการค้าสหภาพยุโรป กล่าวระหว่างการเดินทางเยือนบาหลีก่อนที่ข้อตกลงจะเสร็จสิ้นในวันจันทร์
ข้อตกลงนี้เปิดกว้างสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรส่วนใหญ่ของสหภาพยุโรปที่ส่งออกไปยังตลาดอินโดนีเซีย สหภาพยุโรปส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปยังอินโดนีเซียมูลค่าประมาณหนึ่งพันล้านยูโร โดยประมาณหนึ่งในสามเป็นผลิตภัณฑ์นม
คณะกรรมาธิการยังคงเก็บภาษีสำหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหว เช่น น้ำตาล ไข่ และเอทานอล และจะใช้ tariff rate quota สำหรับสินค้าอื่นๆ อีกหลายประเภท รวมถึงกระเทียม เห็ด และผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำตาลสูง
Tariff rate quota คือ มาตรการที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนดอัตราภาษีศุลกากร 2 ระดับ สำหรับสินค้าประเภทเดียวกัน โดยจะเก็บภาษีอัตราที่ต่ำสำหรับปริมาณสินค้าภายในโควตาที่กำหนด และจะเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นสำหรับปริมาณสินค้าที่เกินกว่าโควตาที่ตั้งไว้
สินค้าอินโดนีเซียประมาณ 90% ที่เข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ และอินโดนีเซียหวังที่จะส่งเสริมการส่งออกสินค้าต่างๆ เช่น กาแฟ สิ่งทอ และเสื้อผ้า
การนำเข้าน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเด็นถกเถียง ซึ่งถูกองค์กรพัฒนาเอกชนประณามว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า จะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์เช่นกัน แต่จะต้องปฏิบัติตามพิธีสารพิเศษ
นอกจากนี้ จะมีการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าอินโดนีเซียปฏิบัติตามกฎระเบียบการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป ตามที่ประกาศใช้ในปี 2566 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อห้ามการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า
ข้อตกลงนี้ยังรับประกันการยกเลิกภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป 50% ในปัจจุบันภายใน 5 ปีข้างหน้า อินโดนีเซียยังตกลงที่จะยกเลิกข้อกำหนดการใช้วัตถุดิบในประเทศในบางภาคส่วน รวมถึงห่วงโซ่อุปทานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน
ข้อตกลงนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของยุทธศาสจตร์การกระจายการค้าของสหภาพยุโรป หลังจากที่สหรัฐฯ ตัดสินใจจัดเก็บภาษีนำเข้าจากสหภาพยุโรป 15%
“เราได้ให้คำมั่นที่จะเพิ่มความหลากหลายและความร่วมมือเป็นสองเท่า เพื่อสนับสนุนการจ้างงานในสหภาพยุโรปและกระตุ้นการเติบโต” อัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวในแถลงการณ์
“ข้อตกลงของเรากับอินโดนีเซียสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจและเกษตรกรในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโต”
สหภาพยุโรปคาดบรรลุข้อตกลงการค้ากับฟิลิปปินส์-ไทย-มาเลเซีย ในปี 2569

นายมารอช เซฟโควิช กรรมาธิการด้านการค้าของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 หลังจากลงนามในข้อตกลงการค้าสำคัญกับอินโดนีเซียว่า สหภาพยุโรปมีความคืบหน้า ในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับฟิลิปปินส์ ไทย และมาเลเซีย
ตามรายงานของบลูมเบิร์ก นายเซฟโควิชกล่าวกับสื่อมวลชนนอกรอบการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และประเทศคู่ค้าหลักของสหภาพยุโรปว่า เขาคาดว่าสหภาพยุโรปจะสรุปและลงนามข้อตกลงการค้ากับทั้งสามประเทศภายในปีหน้า ตามรายงานของบลูมเบิร์ก
นายเซฟโควิชกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เรามีความคืบหน้าอย่างมากในการเจรจาการค้าเสรีกับไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย” ตามรายงานข่าว “สารของผมถึงพันธมิตรในอาเซียนคือ เราไม่ต้องการหยุดอยู่เพียงเท่านี้”
นายเซฟโควิชให้ความเห็นสองวันหลังจากที่เขาและคู่เจรจาชาวอินโดนีเซียได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีที่รอคอยกันมานาน ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระหว่างอินโดนีเซียและสหภาพยุโรป (CEPA) ครอบคลุม 21 สาขาความร่วมมือ ซึ่งรวมถึงการค้าสินค้าและบริการ การลงทุน พิธีการศุลกากร การค้าดิจิทัล และการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้ข้อตกลงนี้ ทั้งสองฝ่ายจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้ามากกว่า 90% โดยส่วนใหญ่จะยกเลิกทันทีที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนมกราคม 2570 ส่วนภาษีอื่นๆ รวมถึงภาษีรถยนต์ 50%ของอินโดนีเซียจากสหภาพยุโรป จะค่อยๆ ยกเลิกภายใน 5 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อินโดนีเซียคาดว่ามูลค่าการค้าสินค้าทวิภาคี ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วงเวลาดังกล่าว
สหภาพยุโรปและอินโดนีเซียได้เริ่มการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 2559 แต่ต้องใช้เวลาพอสมควรในการแก้ไขข้อขัดแย้งเกี่ยวกับนโยบายกีดกันทางการค้าของอินโดนีเซียและนโยบายของกลุ่มสหภาพยุโรปเกี่ยวกับน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของอินโดนีเซีย การเจรจากับสหภาพยุโรปกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ประสบปัญหาในประเด็นที่คล้ายกันเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนเช่นกัน
ในปี 2555 มาเลเซียระงับการเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุว่ามีการปฏิบัติต่อน้ำมันปาล์มของมาเลเซียและสินค้าส่งออกสำคัญอื่นๆ อย่างไม่เป็นธรรม สองปีต่อมา สหภาพยุโรปได้ระงับการเจรจาการค้ากับประเทศไทย เมื่อกองทัพเข้ายึดอำนาจจากการรัฐประหาร ในปี 2562 สหภาพยุโรปก็ได้ดำเนินการเช่นเดียวกันกับฟิลิปปินส์ เนื่องจากปัญหาสิทธิมนุษยชนอันเลวร้ายของรัฐบาลประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต ในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นของยุโรปเกี่ยวกับการพึ่งพาจีนมากเกินไป ซึ่งยังคงมีอยู่บ้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กระตุ้นให้สหภาพยุโรปต้องปรับสมดุลระหว่างข้อกังวลด้านยุทธศาสตร์และสิทธิมนุษยชน และเร่งสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศสมาชิกอาเซียน สถานการณ์นี้ถูกผลักดันโดยการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบีบให้ผู้นำในทั้งสองภูมิภาคต้องสร้างพันธมิตรทางการค้าใหม่เพื่อชดเชยผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และในระยะยาว เพื่อหาแนวทางลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐอเมริกาที่คาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหภาพยุโรปได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับสิงคโปร์และเวียดนามแล้ว ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายน 2562 และสิงหาคม 2563 ตามลำดับ ในเดือนมีนาคม 2566 กลุ่มสหภาพยุโรปได้ตกลงที่จะกลับมาเจรจาการค้าเสรีกับไทยอีกครั้งหลังจากหยุดชะงักไปเกือบ 9 ปี จากนั้นเมื่อต้นปีนี้ สหภาพยุโรปก็ได้เจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับมาเลเซียและฟิลิปปินส์เช่นเดียวกัน
ในโพสต์บน X เมื่อวันที่ 25 กันยายน นายเซฟโควิชกล่าวถึงข้อตกลงของสหภาพยุโรปว่าเป็น “เกมเปลี่ยน game-changers” โดยให้เหตุผลว่าการค้ากับสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 32% และกับเวียดนามเพิ่มขึ้น 47% นับตั้งแต่ข้อตกลงการค้าเสรีของทั้งสองประเทศมีผลบังคับใช้ “เรากำลังทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อขยายเครือข่ายของเรากับไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย และความคืบหน้าก็ดูสดใส”
สหภาพยุโรปเองได้ระบุว่า “เป้าหมายสูงสุด” ของข้อตกลงทวิภาคีกับรัฐบาลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ “การทำหน้าที่เป็นรากฐานสู่ข้อตกลงภูมิภาคต่อภูมิภาคในอนาคตระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียน” ซึ่งเป็นเป้าหมายที่นายเซฟโควิชได้ยืนยันอีกครั้งระหว่างการให้ความคิดเห็นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 25 กันยายน สหภาพยุโรปยังได้เพิ่มความเข้มข้นในการเจรจาการค้ากับอินเดีย และเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้สรุปการเจรจาการค้าเสรีกับกลุ่ม Mercosur หรือกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ (มีประเทศสมาชิกรวม 4 ประเทศ คือ บราซิล อาร์เจนติน่า อุรุกวัย และปารากวัย)
โดยรวมแล้ว การเคลื่อนตัวคณะผู้แทนการค้าอย่างรวดเร็วระหว่างยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่อาจเกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากมาตรการภาษีของทรัมป์ หากการเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงดำเนินต่อไปในระยะสั้น สถานการณ์เหล่านี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ มีบทบาททางเศรษฐกิจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจน้อยลงในพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาค



