
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯนัดสหรัฐฯหารือปราบเครือข่าย ‘สแกมเมอร์’ต้น พ.ย.นี้
- ปลื้ม ปชช.ลงทะเบียน ‘คนละครึ่ง’ 10 ชั่วโมง 20 ล้านสิทธิ
- ยกแก้ปัญหาโกงไซเบอร์ เป็นวาระแห่งชาติ
- มติ ครม.ล้างท่องบปี’69-เบิกเหลือมปี 4.1 ล้านล้าน
- เคาะแพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยว “เมืองรอง” หักภาษีสูงสุด 30,000 บาท
- อนุมัติ 6,169 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมครัวเรือนละ 9,000 บาท
- แนะคลังแก้กฎกระทรวง ปลดล็อกผลิต ‘คราฟต์เบียร์’
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทินได้มอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
ปลื้ม ปชช.ลงทะเบียน ‘คนละครึ่ง’ 10 ชั่วโมง 20 ล้านสิทธิ์
นายสิริพงศ์ รายงานว่า นายกฯ ขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 2568) ประชาชนใช้เวลาลงทะเบียนประมาณ 10 ชั่วโมง จนครบ 20 ล้านสิทธิ์ ขณะเดียวกันนายกฯ ขออภัยในความไม่สะดวก ทั้งนี้ รัฐบาลได้รับทราบถึงข้อผิดพลาดต่างๆ และจะนำไปปรับปรุงแก้ไข
ยกแก้ปัญหาโกงไซเบอร์ เป็นวาระแห่งชาติ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ แจ้งให้ ครม. ทราบว่าเมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68) มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการแก้ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยนายกฯ ขอให้ทุกหน่วยงานบรรจุเรื่องนี้ และนำไปปฏิบัติ เพราะถือเป็นวาระแห่งชาติ
นัดสหรัฐฯหารือปราบเครือข่าย ‘สแกมเมอร์’ต้น พ.ย.นี้
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ก่อนการประชุม ครม. เอคอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค ได้เข้าพบนายกฯ และหารือในหลายประเด็น โดยหนึ่งในประเด็นของการหารือคือ สหรัฐอเมริกาจะมาเป็นผู้สังเกตการณ์ต่อการเจรจาทั้ง GBC และ JBC ระหว่างประเทศไทยไทยและกัมพูชา
“นายกฯ ได้มีท่าทีที่ชัดเจนว่าประเทศไทยยึดถือตาม 4 ข้อที่ไทยได้เคยเสนอกัมพูชา หากไม่ดำเนินการอย่างจริงใจ ข้อตกลงที่คาดหวังว่าจะเกิด อาจไม่เกิดขึ้นในการประชุม” นายสิริพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีการหารือกรณีขอรับความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกาในการส่งข้อมูลของเครือข่ายสแกมเมอร์ (scammer) ให้ประเทศไทยดำเนินการ และขอให้ช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ด้วย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี และมีการนัดหมายกันว่าต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 จะมีทีมจากสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาพูดคุย
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกฯ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุม ครม. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ล้างท่องบปี’69-เบิกเหลือมปี 4.1 ล้านล้าน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าวันนี้ ที่ประชุม ครม.มีมติความเห็นชอบมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติและใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน คลอบคลุมทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ดังนี้
- เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 320,996.41 ล้านบาท ให้หน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ก่อหนี้ผูกพันแล้ว ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 และเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
- เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 3,780,600 ล้านบาท กค. เห็นควรกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เช่น (1) เบิกจ่ายงบฯ ในภาพรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 93 การเบิกจ่ายงบฯ รายจ่ายประจำไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 และการเบิกจ่ายงบฯ รายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 (2) รายจ่ายลงทุนรายการปีเดียวที่เป็นการซื้อครุภัณฑ์ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันและการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 สำหรับรายการที่เป็นการจ้างให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 (3) รายจ่ายลงทุนรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 (4) ให้รายงานความคืบหน้าและปัญหาอุปสรรคต่อกรมบัญชีกลางทุกเดือน เพื่อเสนอ ครม. ต่อไป (5) ให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยนำผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มาพิจารณาให้สอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยรับงบประมาณ
- มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ เช่น (1) กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของกรอบงบลงทุน และให้กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในระดับไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 เป็นตัวชี้วัดของผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ (2) ให้รัฐวิสาหกิจพิจารณาเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เร็วขึ้น โดยปรับเพิ่มแผนการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสที่ 1-2 ของปีบัญชี 2569 เพื่อหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวของการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้าย
ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และสภากาชาดไทยเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยด่วนด้วยแล้ว
เคาะแพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยว “เมืองรอง” หักภาษีสูงสุด 30,000 บาท
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติให้ความเห็นชอบในหลักการ 4 มาตรการย่อย กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 และสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจไปยังปี 2569 ซึ่งประกอบด้วย 4 มาตรการย่อย ได้แก่
(1) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศและสนับสนุน ห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งสนับสนุนการบริโภคและส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 โดย
- ให้ผู้มีเงินได้ แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนำค่าที่พัก และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท
- กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการหักค่าใช้จ่ายได้ ดังนี้
1) ลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหารตามที่จ่ายจริงในจังหวัดท่องเที่ยวรอง จำนวน 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
2) ลดหย่อนได้ 1.0 เท่าของค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหารตามที่จ่ายจริงในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดท่องเที่ยวรอง
(2) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุมสัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) เพื่อให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 เดือนตุลาคม 2568 – เดือนมกราคม 2569 โดย
1. ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่าย ด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – เดือนมกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก
2. กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป
3. มอบหมายให้ กค. โดยกรมบัญชีกลาง พิจารณาความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พัก และค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันต่อไป
(3) มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยวและบริการให้สอดคล้องกับนโยบายสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 โดยขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10.0 เป็นร้อยละ 5.0ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01
(4) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก เพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่จะเร่งฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวโดยการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี สำหรับรายจ่ายที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 – วันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมได้ 2 เท่า โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน ร้อยละ 100 ของรายจ่ายดังกล่าวตามจำนวนที่จ่ายจริง
โครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรม สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้จัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรมที่ต้องการแหล่งเงินทุนเสริมสภาพคล่อง โดย กค. อยู่ระหว่างพิจารณาเสนอโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทยของธนาคารออมสิน วงเงินโครงการรวม 100,000 ล้านบาท ซึ่งได้แบ่งวงเงิน จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว (Renovation) รวมถึง Supply Chain ด้วยแล้ว นอกจากนี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม จัดทำโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบกิจการ ดังกล่าว เพื่อปรับปรุงสถานประกอบการ โรงแรมที่พัก และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
โดย ครม. ได้มีมติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบในหลักการของมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จำนวน 1 ฉบับ
2. เห็นชอบในหลักการของมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) และการกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะ รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ พร้อมทั้งมอบหมายให้ กค. โดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตรา ค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันต่อไป
3. เห็นชอบในหลักการของมาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 และร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. จำนวน 1 ฉบับ พร้อมนี้ขอความร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป
4. เห็นชอบในหลักการของมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก และร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. …. จำนวน 1 ฉบับ
5. รับทราบการดำเนินโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
โดย กค. คาดการณ์ว่ามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศจะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวรองมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจ ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วงร้อยละ 0.04 – 0.05 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วงร้อยละ 0.03 – 0.04 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ
อนุมัติ 6,169 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมครัวเรือนละ 9,000 บาท
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 และ อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 6,169.99 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน ให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถจ่ายถัวข้ามจังหวัดได้ ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปภ. ได้ตรวจสอบและยืนยันจำนวนครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ จำนน 685,554 ครัวเรือน โดยมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ/พื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/พื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน รวม 65 จังหวัด
(1) หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือ เช่น
1. เป็นกรณีอุทกภัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยในช่วงฤดูฝนปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ทั้งกรณีน้ำท่วม ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้
2. เป็นที่อยู่ประสบอุทกภัย ตามข้อ 1. และได้รับผลกระทบกรณีใดกรณ๊หนึ่ง ดังต่อไปนี้
- ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
- ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง เกินกว่า 7 วันขึ้นไป
3. ต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และ (1) มีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 (2) ผ่านการประชาคมหมู่บ้านของแต่ละพื้นที่ประสบสาธารณะ (3) ผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (ก.ชภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.)
4. กรณีผู้ประสบภัยหลายครั้ง ให้ได้รับความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว
(2) อัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นรูปแบบเหมาจ่ายอัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยให้ธนาคารออมสินจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือโดยตรง ผ่านรูปแบบการโอนเงินเข้าบัญชีผ่านระบบพร้อมเพย์ (Prompt Pay)
ทั้งนั้น ให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน หลังจากได้รับการจัดสรรงบประมาณ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็น ดังนี้
- สำนักงบประมาณ เห็นควรให้ มท. โดย ปภ. ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลผู้ประสบภัยในพื้นที่ให้มีความชัดเจน ถูกต้อง ครบถ้วน ครอบคลุมพื้นที่ที่ประสบภัยตามข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัด และไม่มีความซ้ำซ้อนอย่างรอบคอบ รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับมติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องอย่างครบถ้วน
- สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นควรกำชับจังหวัดที่ประสบภัยให้เร่งตรวจสอบความถูกต้องและความซับซ้อนของครัวเรือนที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า
แนะคลังแก้กฎกระทรวง ปลดล็อกผลิต ‘คราฟต์เบียร์’
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) (กรณีการไม่ออกใบอนุญาตผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์) ว่า บริษัทเอกชน (ผู้ร้องเรียน) ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากกรมสรรพสามิตให้ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมสุราแช่ชนิดเบียร์ ประเภทผลิตและจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 ณ สถานที่ผลิตที่ได้รับอนุญาต โดยมีการกำหนดขอบเขตการผลิตไว้ระหว่าง 100,000 – 1,000,000 ลิตร/ปี และมีเงื่อนไขไม่ให้ดำเนินการบรรจุภาชนะ หรือ จำหน่ายสุราภายนอกสถานที่ผลิต ต่อมากระทรวงการคลัง (กค.) ได้ออกกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565 กำหนดให้โรงงานที่มีลักษณะเหมือนกับโรงงานของผู้ร้องเรียนอยู่ภายใต้กฎกระทรวงฯ ข้อ 16 (1)(ก) [ผลิตและจำหน่าย ณ สถานที่ผลิต (ไม่บรรจุภาชนะที่ติดเครื่องหมายเสียภาษี)] ซึ่งผู้ร้องเรียนเห็นว่า ตนมีคุณสมบัติและเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในข้อ 16 (1)(ข) [ผลิตและจำหน่ายนอกสถานที่ผลิต (บรรจุภาชนะที่ติดเครื่องหมายเสียภาษี)] ของกฎกระทรวงดังกล่าว จึงได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์ พร้อมทั้งแสดงหนังสือตอบข้อหารือจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ว่าโรงงานของผู้ร้องเรียนมีกำลังการผลิตเพียง 210,000 ลิตร/ปี และไม่อยู่ในข่ายกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน EIA ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตมีคำสั่งไม่อนุญาตตามคำขอดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าตามข้อ 16 (1) (ข) แห่งกฎกระทรวงฯ กำหนดให้ผู้ขออนุญาตต้องจัดทำและได้รับความเห็นชอบในรายงาน EIA อย่างเป็นทางการและหนังสือหารือจาก สผ. ไม่ถือเป็นรายงาน EIA ตามที่กฎหมายกำหนด กรมสรรพสามิตจึงเห็นว่า คำขอรับใบอนุญาตไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต และเมื่อคำอุทธรณ์ของผู้ร้องเรียนไม่ปรากฏพฤติการณ์อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม กค. จึงวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ร้องเรียน
ต่อมาผู้ร้องเรียนจึงยื่นเรื่องร้องเรียน กค. และกรมสรรพสามิต กรณีไม่พิจารณาออกใบอนุญาตผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์ให้แก่ผู้ร้องเรียน เนื่องจากไม่มีรายงาน EIA โดย ผผ. ได้แสวงหาข้อเท็จจริงโดยการลงพื้นที่และประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
และกรมสรรพสามิต สผ. และ ผผ. ได้พิจารณาแล้ว มีความเห็นร่วมกันว่า ข้อกำหนดตามข้อ 16 (1) (ข) แห่งกฎกระทรวงฯ ออกตามพระราชบัญญัติกรมสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มีลักษณะที่ทำให้ผู้ประกอบการกิจการผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ไม่สามารถได้รับใบอนุญาตผลิตสุราแซ่เบียร์ได้ จึงควรปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าว เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตเบียร์ของไทยให้มีความเข้มแข็ง มีมาตรฐานที่ดี ลดอุปสรรคและภาระแก่ผู้ผลิตเบียร์ภายในประเทศ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เบียร์ให้มีความหลากหลาย และมีราคาที่เป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค โดยอาจกำหนดเงื่อนไขในการขออนุญาตและมาตรการควบคุม กำกับ และดูแลการประกอบกิจการที่แตกต่างกันตามขนาดการผลิต
ดังนั้น ผผ. จึงอาศัยอำนาจ ตามความในมาตรา 230 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 22 (3) และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 เสนอ ครม. รับทราบกรณีที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน ตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะ เช่น (1) ให้มีการพิจารณาทบทวนแนวทางการพิจารณากฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565 ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 153 โดยไม่กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อาจเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ ผูกขาดทางเศรษฐกิจ โดยไม่เป็นธรรม หรือ สร้างภาระเกินสมควร (2) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรการสนับสนุนประชาชนฐานรากให้เข้าถึงแหล่งทุน และตลาดอย่างเป็นธรรม เพื่อส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเบียร์ (3) ให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม
ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้ กค. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้ สลค. ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
แก้ กม.เปิดทาง สปส.เยียวยาแรงงานชายแดนกัมพูชา
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงแรงงานรับความเห็นของสำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ได้มีการกำหนดเพิ่มเติมบทนิยาม คำว่าเหตุสุดวิสัยให้ครอบคลุมถึงภัยอันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดน ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณชน และถึงขนาดที่ผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้ หรือ นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ เพื่อให้การคุ้มครองของประกันสังคมครอบคลุมถึงภัยจากการสู้รบ หรือ ความไม่สงบที่เกิดจากการกระทำของบุคคล ซึ่งจะทำให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่ไม่สามารถไปทำงาน หรือ สถานประกอบการต้องปิดชั่วคราว เพื่ออพยพไปพื้นที่ปลอดภัยซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดน โดยได้กำหนดให้ลูกจ้างในกรณีดังกล่าวมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเช่นเดียวกับเหตุสุดวิสัยที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน คือ ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้ทำงานหรือนายจ้างไม่ให้ทำงาน หรือ ที่นายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี แต่รวมกันไม่เกิน 180 วันและในการจ่ายประโยชน์ทดแทนให้จ่ายเป็นรายเดือน สำหรับเศษของเดือนให้คำนวณเป็นรายวันและให้หยุดจ่ายเมื่อผู้ประกันตนลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือ สิ้นสุดสัญญาจ้าง
นอกจากนี้ ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยคำแนะนำของคณะกรรมการประกันสังคมประกาศกำหนดพื้นที่ และระยะเวลาการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย และได้กำหนดให้ร่างกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ทั้งนี้ การเสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าว กระทรวงแรงงานได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐ ต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ด้วยแล้ว โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิประมาณ 2,435 คน คิดเป็นเงินสิทธิประโยชน์ที่จะจ่ายให้ในกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย อันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดนมีจำนวนประมาณ 23.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับเงินกองทุน กรณีว่างงานที่มีเงินลงทุนสะสมรวมประมาณ 188,797 ล้านบาท ดังนั้น ในภาพรวมของการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานในคราวนี้ จึงไม่มีผลทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายกับเงินกองทุนประกันสังคม กรณีว่างงานอย่างมีนัยสำคัญ
รับทราบข้อสังเกต ร่าง พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ก.ประมงปี’58
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. …. ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. ….
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติในเรี่องนี้มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งร่างดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและอยู่ระหว่างดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป
โดย กมธ. วิสามัญฯ และ กมธ. ร่วมกัน ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (สว.) มีข้อสังเกต เช่น
- การแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นในการห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วย เรือไทย และกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย รับจดทะเบียนเรือหรือออกใบอนุญาตใช้เรือสำหรับการประมง
- เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีการจับหรือนำขึ้นเรือประมงซึ่งสัตว์น้ำชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำที่หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ตามที่ รมต. ประกาศกำหนด
- เพิ่มบทบัญญัติให้บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงนอกน่านน้ำไทยเป็นอันสิ้นผลเมื่อมีกฎหมายว่าด้วยการทำการประมงนอกน่านน้ำไทยใช้บังคับ
ทั้งนี้ ครม. รับทราบข้อสังเกตของกรรมาธิการฯ ตามที่เสนอ และให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
เห็นชอบร่างปฏิญญาผู้นำอาเซียนด้านอาหาร-เกษตร-ป่าไม้
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบต่อร่างปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยวิสัยทัศน์ด้านอาหาร เกษตร และป่าไม้ สู่ปี 2045 (ASEAN Leaders’ Declaration on the Vision for Food, Agriculture and Forestry towards 2045) (ร่างปฏิญญาฯ) โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้ส่วนราชการเจ้าของเรื่องดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างปฏิญญาฯ (จะมีการรับรองร่างปฏิญญาฯ โดยไม่มีการลงนามในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ร่างปฏิญญาฯ เป็นกรอบการดำเนินงานของประเทศสมาชิกอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านอาหาร เกษตร และป่าไม้ ไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวภายใต้วิสัยทัศน์อาเซียน ค.ศ. 2045 (ซึ่งระบุให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน) โดยเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกอาเซียน ที่จะร่วมกันส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อให้ระบบอาหารของภูมิภาคมีความมั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น โดยใช้วิธีการแบบองค์รวมที่บูรณาการมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
วิสัยทัศน์ มุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืนในด้านอาหาร เกษตร และป่าไม้ ในภูมิภาคอาเซียน ส่งเสริมการดำรงชีวิตของเกษตรกร นวัตกรรม และปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีส่วนร่วมในการปรับตัวและบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในฐานะหุ้นส่วนการค้าที่สำคัญและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในด้านอาหาร เกษตร และป่าไม้ ประกอบด้วย
การส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
- ส่งเสริมและยกระดับกรอบแนวทางในระดับชาติ อนุภูมิภาค และภูมิภาค ที่ให้ความสำคัญและสร้างแรงจูงใจต่อการทำเกษตรกรรมแบบหมุนเวียนและยั่งยืนผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การทำเกษตรเชิงฟื้นฟูและเกษตรเชิงนิเวศ การเกษตรเชิงอนุรักษ์ การจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการ และการประมงที่ยั่งยืน
- ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และเสริมสร้างศักยภาพตลอดห่วงโซ่มูลค่า โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน เกษตรกรรายย่อย สตรี และเกษตรกรกลุ่มเปราะบาง ในการนำแนวปฏิบัติด้านเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมาใช้
- ส่งเสริมระบบการรับรองผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและสร้างแรงจูงใจสำหรับเกษตรกรที่นำแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดและสร้างผลกำไรที่สูงขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรมและป่าไม้
- ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการกักเก็บคาร์บอนผ่านการเกษตรอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดการป่าไม้และที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตลอดจนการผลิตทางการเกษตร
- ส่งเสริมให้เกษตรกรนำแหล่งพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในการทำเกษตรกรรม เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และชีวมวล เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
- ส่งเสริมการเข้าถึงเครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเท่าเทียม ซึ่งจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการในภาคเกษตรกรรมและป่าไม้ เช่น การพยากรณ์อากาศระบบติดตามอุทกภัยและภัยแล้ง
- การพัฒนาศักยภาพในการใช้เทคโนโลยี โดยจัดทำโครงการฝึกอบรมที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนเพื่อพัฒนาทักษะเชิงเทคนิคในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกลุ่ม Startup ด้านเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัย และเกษตรกร เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
การส่งเสริมการปรับตัวและความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การพัฒนาและดำเนินกลยุทธ์ด้านเกษตรกรรม รวมถึงพัฒนาเทคนิคการจัดการทรัพยากร ที่สามารถรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การอนุรักษ์ดิน การปลูกพืชแบบผสมผสาน การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมที่อิงระบบนิเวศ
- การบูรณาการยุทธศาสตร์การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและแผนเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติไว้ในแผนการผลิตทางการเกษตรเพื่อให้ชุมชนมีความสามารถในการรับมือกับผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งเสริมสร้างระบบการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ
- การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อระบบอาหาร รวมทั้งการแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านเกษตรกรรมตลอดจนการพัฒนาแนวทางนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวในภาคอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้
การส่งเสริมการลงทุนอย่างรับผิดชอบและยั่งยืนในภาคอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้
- การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการปฏิรูปนโยบาย การสนับสนุนด้านกฎระเบียบ และการให้สิ่งจูงใจทางการเงินที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
- การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการระดมทรัพยากรเพื่อดำเนินโครงการที่ยั่งยืนผ่านกลไกทางการเงิน เช่น เครดิตสีเขียว
- การส่งเสริมกลไกความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค สถาบันการเงินระหว่างประเทศและองค์กรจัดสรรเงินทุนระดับพหุภาคี เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับข้อริเริ่มที่ยั่งยืนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงนวัตกรรมในภาคอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้
เห็นชอบร่างปฏิญญามะละกา-สร้างมูลค่ามรดกวัฒนธรรม
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญามะละกาว่าด้วยการสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรม (Malaka Declaration on Cultural Heritage Value Creation) (ร่างปฏิญญาฯ) ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 โดยหากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนถ้อยคำของเอกสารดังกล่าวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ หรือ ที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ก่อนจะมีการรับรองเอกสารดังกล่าว ให้ วธ. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง และอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองร่างปฏิญญาฯ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 [มีกำหนดรับรองร่างปฏิญญาฯ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย (มาเลเซีย)] ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาฯ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อปกป้อง ส่งเสริม และสร้างมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจจากมรดกทางวัฒนธรรมที่รุ่มรวยของอาเซียนซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้และตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมทั้งแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะบูรณาการมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม และสนับสนุนขีดความสามารถในระดับท้องถิ่น การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
วัตถุประสงค์ของปฏิญญาฯ
(1) ใช้ประโยชน์และเพิ่มศักยภาพสูงสุดของมรดกทางวัฒนธรรม
(2) ส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อยกระดับและพัฒนาภาคส่วนมรดกทางวัฒนธรรม
(3) พัฒนาและขับเคลื่อนกลยุทธ์การสร้างมูลค่าของสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและมรดก ซึ่งครอบคลุมโบราณวัตถุ ประเพณี แนวปฏิบัติ การแสดงออกทางวัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์
(4) เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ การสร้างรายได้ และการจ้างงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และมรดกทางวัฒนธรรม
(5) ปกป้อง อนุรักษ์ และพัฒนาความหลากหลายทางวัฒนธรรม มรดกที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ รวมถึงภูมิปัญญาดั้งเดิมและแนวปฏิบัติภายในภูมิภาคอาเซียน
(6) ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคส่วนมรดกทางวัฒนธรรม
การสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรม
- ตระหนักรู้ถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรมที่ปรับใช้แนวทางเชิงนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของมรดกก็ทางวัฒนธรรมในการสร้างมูลค่า สร้างการจ้างงาน สร้างรายได้ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
ความตกลงร่วมกัน
(1) จัดตั้งและเสริมสร้างกฎหมายระดับชาติ กรอบการดำเนินงานในระดับภูมิภาคและกลไกความร่วมมือเพื่อพัฒนาการสนับสนุนเชิงสถาบันสำหรับห่วงโซ่คุณค่าทางวัฒนธรรม
(2) ปรับใช้แนวทางการดำเนินการรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ สำหรับการสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างแหล่งรายได้และการจ้างงานใหม่
(3) ลงทุนในโครงการฝึกอบรมสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกทางวัฒนธรรม ผู้จัดการงานด้านวัฒนธรรม การบังคับใช้กฎหมาย พิธีการศุลกากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและการสร้างมูลค่า
(4) ส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มพูนความเป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติระหว่างสถาบันทางวัฒนธรรม สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาคเอกชน และหน่วยงานภาคประชาสังคมในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
(5) ยกระดับการติดตามและประเมินผลผ่านกระบวนการกรอบการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานและความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
ป.ป.ช.แนะใช้มาตรการภาษี หนุนกำจัดกากอุตสาหกรรม
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการกำกับดูแลและตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมของกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ และให้กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้ อก. สรุปผลการพิจารณา/การดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการกำกับดูแลและตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ข้อเสนอแนะฯ) เสนอคณะรัฐมนตรีทราบ โดยมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการ เช่น รัฐบาลควรมีมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนให้กับโรงงานที่ประกอบกิจการกำจัดกากอุตสาหกรรม รัฐบาลควรเร่งรัดและผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม ควรแก้ไขปรับปรุงวิธีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ โดยเพิ่มกระบวนการอภิปรายสาธารณะหรือการประชุมเชิงปฏิบัติการ ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีหนังสือแจ้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ด้วยแล้ว
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เพิ่มเติม



