ศาลสั่งขัง “อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ” ผู้ต้องหาคดีทุจริตเงินทอนวัดกว่า 65 แห่ง หลังสหรัฐส่งตัวกลับไทย

ศาลประทับคดี-อนุญาตฝากขัง “อดีต ผอ.สำนักงานพุทธฯ” ผู้ถูกกล่าวหาทุจริตเงินทอนวัดพนัญเชิงวรวิหาร และวัดอื่นๆกว่า 65 แห่ง หลังสหรัฐส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย เบื้องต้นฝากขัง 12 วัน โดยไม่มีญาติ หรือ บุคคลอื่นใด ยื่นขอประกันตัวแต่อย่างใด

ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะผู้ประสานงานกลางตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดนรายนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้ถูกกล่าวหา อันเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ที่ จ.72/2566 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 และหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ที่ จ.24/2566 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต เงินอุดหนุนเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาวัดพนัญเชิงวรวิหาร และวัดอื่นๆ อีก 65 แห่ง ซึ่งได้หลบหนีไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนำกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ได้นำตัวนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ มายื่นฟ้องต่อศาลเป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.162/2568 ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือ รักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือ เป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือ โดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 151, 157 และขอศาลได้สั่งให้จำเลยคืน หรือ ชดใช้เงินจำนวน 8,000,000 บาท คืนแก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้เสียหาย

โจทก์ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากจำเลยได้กระทำความผิดในลักษณะนี้ในอีกหลายคดี คดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี โดยจำเลยได้หลบหนีไปยังสหรัฐอเมริกา และเป็นบุคคลที่ได้มีการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนของทางการไทยกลับมายังประเทศไทย เพื่อนำมาดำเนินคดี หากปล่อยตัวไปเกรงว่าจำเลยจะหลบหนีอีก จึงขอคัดค้านการประกันตัวจำเลย

ศาลมีคำสั่งประทับฟ้อง สำเนาให้จำเลย หมายขังจำเลย โดยไม่มีญาติ หรือ บุคคลอื่นใด ยื่นขอประกันตัวแต่อย่างใด

ในส่วนของการกระทำความผิด ตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ที่ จ.24/2566 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2566 (จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 65 จังหวัด) เนื่องจากความผิดเกี่ยวข้องกับคดีหมายเลขดำที่ อท.110/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อท.76/2567 และคดีหมายเลขดำที่ อท.133/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อท.125/2567 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว

วันนี้ (29 กันยายน 2568) พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 7 ได้ยื่นคำร้องขอฝากขังนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้ถูกกล่าวหา ครั้งที่ 1 มีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เนื่องจากมีเอกสารจำนวนมากที่ผู้ร้องจะต้องพิจารณา เช่น เอกสารการจัดสรรเงินอุดหนุน เพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้วัดจำนวน 65 วัด ผู้ร้องจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและเรียบเรียงฟ้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อเท็จจริง และต้องใช้เวลาในการคัดแยก และรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการฟ้องคดีเป็นชุดใหม่ อีกทั้งภายหลังจับกุมตัวผู้ถูกกล่าวหามาแล้ว ผู้ร้องต้องตรวจสอบว่าความผิดฐานใดที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาขาดอายุความบ้างหรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายกรรม หากมีความผิดฐานใดที่ขาดอายุความ หรือ มีข้อเท็จจริงใดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อำนาจในการพิจารณาเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด จึงต้องเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาอีกครั้งก่อนยื่นฟ้องคดี เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด                              

พนักงานอัยการ ผู้ร้อง ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดในลักษณะนี้ในอีกหลายคดี คดีมีอัตราโทษสูงและจำนวนเงินที่ผู้ถูกกล่าวหากับพวกร่วมกันเบียดบังเงินของรัฐไปเป็นของตนเป็นจำนวนมาก โดยมูลค่าความเสียหายเป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาท ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาสามารถใช้เงินดังกล่าวเป็นทุนทรัพย์ในการหลบหนี หรือ จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือ ก่อเหตุอันตรายประการอื่น เพื่อให้หลุดพ้นจากถูกการดำเนินคดี พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับภายหลังก่อเหตุผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หลบหนีไปยังสหรัฐอเมริกา ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐติดตามตัวผู้ถูกกล่าวมาดำเนินคดีได้โดยยาก และเป็นบุคคลที่ได้มีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนของทางการไทยกลับมายังประเทศไทย เพื่อนำมาดำเนินคดี หากปล่อยตัวไปเกรงว่าผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนีอีก

ศาลไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา ตามคำร้องมีกำหนด 12 วัน นับแต่วันนี้ (29 กันยายน 2568) และอนุญาตให้สอบถามผู้ต้องหา และทำการไต่สวนพยานหลักฐานในลักษณะการประชุมทางจอภาพในการฝากขังครั้งต่อไปได้ ตามหมายขังผู้ต้องหา โดยไม่มีญาติ หรือ บุคคลอื่นใดยื่นขอประกันตัว