จิตเกษม พรประพันธ์*
บทนำ
โลกร้อนเป็นความท้าทายส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและสังคม โดยความเสี่ยงจากสภาวะแปรปรวนของภูมิอากาศทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และมลพิษ ต่อกิจกรรมของธุรกิจและประชาชนมีมากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainable Finance) และการสนับสนุนด้าน Green Banking ให้เป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนและจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงการและกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จึงได้พัฒนาเครื่องมืออ้างอิงที่ช่วยสร้างความชัดเจนและมาตรฐานร่วมกันในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่าที่เรียกว่า Thailand Taxonomy[i]
มาตรฐานนี้เป็นผลงานของคณะทำงาน Thailand Taxonomy ซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานอื่นที่เป็นผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น International Finance Corporation (IFC), Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit GmbH (GIZ) และ Asian Development Bank (ADB) เป็นต้น
คำว่า Taxonomy อาจทำให้หลายคนรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงกับศัพท์แสงภาษาอังกฤษที่ดูยากต่อการทำความเข้าใจและชวนให้สงสัยว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ ตอบสั้น ๆ คือ Taxonomy มีประโยชน์และใช้ได้จริงครับ บทความนี้จะแนะนำผู้อ่านให้รู้จัก Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 โดยเน้นกล่าวถึงภาคเกษตรกรรมที่เป็นฐานรากเศรษฐกิจไทยเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อน พร้อมกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมาต่อเนื่อง เช่น ผลิตภาพต่ำ รายได้น้อย และข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุนของเกษตรกรรายย่อย โดยเปรียบเทียบแนวปฏิบัติ Taxonomy ภาคเกษตรกับการปลูกข้าวยั่งยืนและข้าวลดโลกร้อนที่เคยนำเสนอในบทความครั้งก่อน เพื่อเป็นตัวอย่างการขับเคลื่อนภาคเกษตรของไทยสู่ความยั่งยืน
รวมทั้งเสนอแนะนโยบายและมาตรการส่งเสริมการนำ Taxonomy ไปสู่ภาคปฏิบัติในภาคเกษตร อาทิ การสร้างความรู้ความเข้าใจ การพัฒนาเครื่องมือสนับสนุน การส่งเสริมบทบาทของสถาบันการเงิน และการสร้างแรงจูงใจทางการเงิน การดำเนินการตามข้อเสนอแนะเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพของการเงินสีเขียว เพื่อขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืนและรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Thailand Taxonomy[ii]
Thailand Taxonomy คือ เกณฑ์ (ที่ได้รับการยอมรับทางวิทยาศาสตร์และจากนานาชาติ) สำหรับใช้จัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามสถานะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas: GHG) ว่าสอดคล้องกับเป้าหมายการลด GHG ในระดับใด เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่ห่วงใยต่อภาวะโลกรวนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกระบวนการผลิตของตนเพื่อลด GHG ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการ การให้เงินลงทุน หรือการอำนวยสินเชื่อในกิจกรรมที่ตอบโจทย์การลด GHG ดังนั้น การจัดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจตาม Thailand Taxonomy จึงมีเฉพาะภาคส่วนที่ปล่อย GHG อย่างมีนัยสำคัญ อาทิ พลังงาน ขนส่ง เกษตร โดย Thailand Taxonomy แบ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกเป็น 3 สี (สถานะ) ตามเป้าหมายการลด GHG ได้แก่ (1) สีเขียว คือ กิจกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 เพื่อรักษาค่าเฉลี่ยอุณภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมตามข้อตกลงปารีส อาทิ การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังแสงอาทิตย์หรือพลังลม การขนส่งด้วย EV ฯลฯ (2) สีเหลือง คือ กิจกรรมที่สอดคล้องกับเป้าการลด GHG ที่ไทยให้สัตยาบันไว้กับนานาชาติ (Thailand’s 2nd Nationally Determined Contribution: NDC) อาทิ การผลิตไฟ้าจากโรงงานที่มีอยู่เดิมหรือการขนส่งทางทะเลที่ปล่อย GHG ตามเกณฑ์ที่กำหนด ฯลฯ และ (3) สีแดง คือ กิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับเป้าการลด GHG อาทิ การผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหิน และรถยนต์เครื่องสันดาปที่ปล่อย GHG สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ฯลฯ ต้องเรียนท่านผู้อ่านว่ากรณี Taxonomy แบบเข้มของทางยุโรปจะมีเฉพาะ “เป็นมิตร” กับ “ไม่เป็นมิตร” กับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรฐาน “สีเหลือง” ของไทยก็เพื่อเป็นการช่วยให้ทุกภาคส่วนได้มีเวลาปรับตัวได้อีกระยะหนึ่ง
Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 (กรกฎาคม 2566) มุ่งเน้นไปที่สองภาคเศรษฐกิจหลักที่มีการปล่อย GHG สูง ได้แก่ ภาคพลังงาน และขนส่ง ส่วนระยะที่ 2 (พฤษภาคม 2568) ขยายขอบเขตไปอีก 4 ภาคเศรษฐกิจเพิ่มเติม ได้แก่ ภาคเกษตร ซึ่งรวมถึงป่าไม้ ปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย โดยการจัด Thailand Taxonomy ทั้ง 2 ระยะนี้ สะท้อนถึงเจตจำนงที่ไทยเรามุ่งมั่นจัดการกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปล่อย GHG ถึง 95% ของไทย ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้ไทยลดการปล่อย GHG เป็นศูนย์ภายในปี 2608 (Net Zero 2065) และความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 (Carbon Neutrality 2050) ตามที่ไทยสัญญาไว้กับประชาคมโลก

Taxonomy ภาคเกษตร
สำหรับภาคเกษตร (ไม่รวมป่าไม้) ไม่มีสีเหลืองหรือแดง มีแต่สีเขียวเท่านั้น โดยเกณฑ์การจัดกลุ่มกิจกรรมสีเขียวจะ เป็น practice based [iii] กล่าวคือ พิจารณาจากวิธีปฏิบัติในขั้นตอนต่าง ๆ ของการเพาะปลูกหรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำว่าเป็นสีเขียวหรือไม่ และหากวิธีปฏิบัติในแปลงของเกษตรกรเป็นสีเขียว และผ่านเงื่อนไขการไม่สร้างผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ (Do No Significant Harm: DNSH) และผลกระทบทางสังคม (Minimum Social Safeguards: MSS) แปลงเกษตรและผลผลิตจากแปลงดังกล่าวจะได้รับการรับรองว่าสอดคล้องตาม Thailand Taxonomy ซึ่งเกษตรกรสามารถนำไปใช้โปรโมทสินค้าของตนกับผู้ซื้อทั่วโลก และหากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือภาคการเงินใดสนใจสนับสนุนเกษตรกรปรับตัวเพื่อลดโลกร้อนก็สามารถนำวิธีปฏิบัติทางเกษตรในภาคผนวกของ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร ไปใช้เป็นเงื่อนไขในการให้การสนับสนุน
ขอขยายเพิ่มเติมว่า Thailand Taxonomy ภาคเกษตร ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติทางการเกษตรตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน-ขั้นกลาง-ขั้นสูง และแนวทางปฏิบัติเสริม และกำหนดให้เกษตรกร ดำเนินโครงการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน (transformational project) โดยเกษตรกรมี 2 ทางเลือก ได้แก่ ตัวเลือกที่ 1 การจัดเตรียมแผนการจัดการฟาร์มแบบบูรณาการ (Integrated Farm Management Plan: IFMP) และตัวเลือกที่ 2 การได้รับการรับรองที่น่าเชื่อถือในระดับสากลหรือระดับประเทศ
IFMP คือ แผนจัดการแปลงที่จะต้องจัดทำเป็นเอกสาร โดยควรมีข้อมูล อาทิ วัตถุประสงค์ของโครงการ สถานะปัจจุบันของฟาร์ม และกิจกรรมที่นำไปสู่ “สีเขียว” หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน (ตัวอย่างดังตาราง) โดยต้องเลือกแนวทางปฏิบัติฯ จากตารางอย่างน้อย 2 แนวทาง และหนึ่งในนั้นจะต้องเป็นแนวทางปฏิบัติขั้นกลางหรือขั้นสูง และดำเนินการให้ได้ตามแผน ส่วนตัวเลือกที่ 2 เกษตรกรอาจเลือกการได้รับการรับรองจากมาตรฐานสากลที่ออกโดยสถาบันผู้กำหนดมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในประเทศและ/หรือต่างประเทศ เช่น Good Agricultural Practice (GAP) และ Sustainable Rice Platform เป็นต้น
จากข้อกำหนดข้างต้น เราก็คงจะนิ่งนอนใจไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไทยเรามีภาคเกษตรกรรมเป็นฐานรากเศรษฐกิจใหญ่ มีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรเกือบ 13 ล้านคน และเป็น sector ที่ปล่อย GHG สูงถึง 26% ของประเทศ การเพาะปลูกพืชและป่าไม้ ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิด GHG ในเกณฑ์สูง พืชหลักที่สำคัญ คือ ข้าว ที่ปล่อยทั้ง มีเทน (น้ำหมักหมมในนา) ไนโตรเจน (ปุ๋ยเคมี) และคาร์บอน (การเผาตอซัง) จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการในการปรับตัวไปสู่มาตรฐานใหม่ตามที่กล่าว
เมื่อท่านผู้อ่านได้ทราบภาคทฤษฎีแล้ว ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างภาคปฏิบัติจากแปลงนาจริงบ้างครับ ปัจจุบันกลุ่มนาแปลงใหญ่หลายแห่งได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนแล้ว นำโดยเกษตรกรหัวขบวน “หัวไว ใจกล้า” นำวิธีการปลูกข้าวสมัยใหม่มาใช้ ซึ่งผู้เขียนได้เล่าถึงกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านดอนหมู อุบลราชธานี และกลุ่มนาแปลงใหญ่เดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี มีกระบวนการปลูกข้าวที่ประเมินแล้วมีขั้นตอนที่สอดคล้องเป็นไปตาม IFMP ที่ Taxonomy กำหนดไว้ครับ
ตารางเปรียบเทียบแนวปฏิบัติของตัวเลือกที่ 1 IFMP กับแปลงนาภาคอีสานและภาคกลางแนวปฏิบัติที่เข้าเงื่อนไขการปลูกข้าว อย่างยั่งยืน ตาม Thailand Taxonomy (เลือกเฉพาะตัวอย่างที่สำคัญ) กลุ่มนาแปลงใหญ่ บ้านดอนหมู อุบลราชธานี นาน้ำฝน กลุ่มนาแปลงใหญ่ เดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี นาชลประทาน แนวทางปฏิบัติขั้นพื้นฐาน (Basic Practices) การจัดการนํ้าในนาแบบเปียกสลับแห้ง (Alternative wetting and drying: AWD) ในการผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มชลประทานการอนุรักษ์ดินการจัดการทรัพยากรนํ้าการควบคุมศัตรูพืชและโรคพืชการระบายนํ้าออกจากนาในช่วงกลางฤดู ปลูก “ข้าวยั่งยืน” (sustainable rice) ปรับผืนนาเป็น slope ลาดเอียงเพื่อระบายน้ำในนาเปียกสลับแห้งใช้ปุ๋ยสั่งตัด ลดปุ๋ยเคมี ใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักแก้ปัญหาดินเค็มขุดบ่อดักน้ำฝนเพื่อกักเก็บไว้ใช้ยามที่พืชกำลังต้องการน้ำใช้วิธีชีวภาพในการกำจัดศัตรูพืชปลูกพืชหมุนเวียน ปลูก “ข้าวลดโลกร้อน” (low carbon rice) ฝั่งท่อพลาสติกในพื้นนาเพื่อใช้สังเกตระดับน้ำในนาก่อนสูบเข้า-ออกวิเคราะห์ค่าดิน N-P-K ใส่ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะกับดินใช้น้ำจากโครงการชลประทานกำจัดแมลงด้วยวิธี Integrated Pest Management: IPM ผสมผสานวิธีธรรมชาติกับเคมีเพื่อรักษาสมดุล แนวทางปฏิบัติขั้นกลาง (Intermediate Practices) การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling: LLL)การปลูกข้าวแบบนาหยอด (Direct Seeded Rice: DSR)การทําปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ ปรับผืนนาด้วยระบบเลเซอร์ ปลูกข้าวแบบนาหยอดโดยใช้เครื่องหยอดทำให้ประหยัดพันธุ์ข้าวใช้ปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ที่เลี้ยงไว้ ปรับผืนนาด้วยระบบเลเซอร์ ปลูกข้าวแบบนาหยอดโดยใช้เครื่องหยอดทำให้ประหยัดพันธุ์ข้าวใช้ตอซัง ฟางข้าว และมูลสัตว์ ทำปุ๋ยหมัก และอินทรีย์ จากเศษวัชชพืช แนวทางปฏิบัติขั้นสูง (Advanced Practices) การจัดการฟางและตอซัง (Straw and Stubble Management: SSM)โดรนเพื่อการเกษตรอุปกรณ์เกษตรแม่นยํา (Precision agriculture equipment)บริการให้คําปรึกษาของ Agro-met ใช้โดรนบินพ่นปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช ไถกลบตอซังแล้วหมักเพื่อให้ได้จุลินทรีย์โดยทิ้งไว้เป็นปุ๋ยหมัก และหมักร่วมกับฟางข้าวและมูลสัตว์เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ application และ IOT บริหารจัดการน้ำในนา และการวัดค่าก๊าซเรือนกระจกในแปลงนา การนําแนวทางปฏิบัติไปใช้เสริม (Complementary adoptions) ▪ เครื่องเก็บเกี่ยวข้าว ▪ เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ▪ ระบบสูบนํ้าที่มีประสิทธิภาพ ใช้รถแทรกเตอร์ในกระบวนการเพาะปลูกไถ หยอด และเกี่ยวข้าวสูบน้ำเข้า-ออก ด้วยไฟฟ้าจาก solar cell ใช้รถแทรกเตอร์ในกระบวนการเพาะปลูกไถ หยอด และเกี่ยวข้าวสูบน้ำเข้า-ออก ด้วยไฟฟ้าจาก solar cell
นอกจากการทำนาแล้ว การลงพื้นที่ไปสัมผัสกับเกษตรกรกลุ่มต่าง ๆ ทำให้ทราบว่าเกษตรกรไทยเราทันสมัยและปรับตัวสู่โลกยั่งยืนกันแล้ว เพียงแต่ยังเป็นส่วนน้อยของประเทศ โดยเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ผู้เขียนได้ติดตามคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สัญจรลงพื้นที่เยี่ยมชม “ฮักเห็ดฟาร์ม” ฟาร์มเพาะเห็ดและปลูกผักปลอดสารพิษ (organic) ในขอนแก่น ที่มีกระบวนการปลูกผักได้ตรงกับ IFMP เช่นกัน โดยมีการบำรุงรักษาดินให้ปลอดสารเคมี การขุดบ่อรองรับน้ำฝนและระบบน้ำหยดร่วมกับ IOT ใช้ระบบการสูบน้ำโดยใช้พลังงานไฟฟ้าจาก solar cell ใช้วิธีชีวภาพดูแลกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชในแปลงผัก และใช้ระบบการจัดการของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทีมภาคใต้เรายังได้เห็นภาพของการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของนากุ้งในภาคใต้ของไทย เช่น สตูล ที่เกษตรกรลดการใช้สารเคมี นำวิธีการชีวภาพและใช้ IOT ร่วมกับแอปพลิเคชันมาวัดและติดตามการบำบัดน้ำเพื่อเพิ่ม oxygen ในบ่อกุ้ง ติดตั้งระบบ automation ควบคุมไฟฟ้าจาก solar cell สำหรับการให้อาหารกุ้งและแสงสว่างของบ่อกุ้ง เป็นต้น วิธีปฏิบัติเหล่านี้ถือได้ว่าผ่านแนวปฏิบัติทั้งขั้นกลางและขั้นสูงของ IFMP แล้วครับ



การปฏิบัติที่ตรงกับมาตรฐานที่กำหนดโดย Thailand Taxonomy มีความท้าทายหลายประการที่นำไปสู่การยอมรับในวงกว้างและนำไปปฏิบัติให้เป็นการแพร่หลายจนกระทั่งพาประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย carbon neutral และ net zero ในอีก 25 และ 40 ปีข้างหน้า ตามลำดับทั้งภาครัฐและเอกชนควรเร่งส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน โดยอาจทำได้ทั้งนโยบายสาธารณะและเชิงธุรกิจ (commercialized) รวมทั้งสถาบันสนับสนุนแหล่งเงินทุนสีเขียว อาทิ
- สร้างแพลตฟอร์มสื่อสารให้กับเกษตรกรทราบและเข้าใจถึงกระบวนการเพาะปลูกพืชแต่ละชนิดตาม“แนวทางปฏิบัติทางการเกษตรที่เข้าเงื่อนไข” พร้อมทั้งมีคู่มือ/สาธิตในภาคปฏิบัติในแปลงปลูก และมีแบบการเก็บ/บันทึกข้อมูลสำหรับการรับรองมาตรฐาน
- ให้ผู้รู้จริงเป็นวิทยากรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้เกษตรกรลงมือปลูกพืชได้จริงพร้อมทั้งประเมินผลลัพธ์แบบประจักษ์มากกว่ารูปแบบรายงาน อาทิ ผลิตภัณฑ์พืชอินทรีย์ที่มีสารพิษลดลง และแปลงนาที่ค่ามีเทนลดลงตามปริมาตรที่กำหนด เป็นต้น รวมทั้งสร้างเครือข่ายผู้รู้/เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาได้ในพื้นที่
- สร้างกลไกบริหารจัดการเครื่องมือที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านในภาคปฏิบัติที่ได้ economies of scale ในแต่ละขั้น อาทิ การสนับสนุนตลาดผู้ให้บริการเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การปรับพื้นนาด้วยเลเซอร์ และการใช้โดรน เป็นต้น เพื่อให้มีการบริหารจัดการใช้เครื่องมือให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนที่จะต้องให้เกษตรกรทุกบ้านกู้เงินมาซื้อเครื่องมือเหล่านี้ แต่ไม่ได้อรรถประโยชน์ หรือ hours of use ต่ำ
- ส่งเสริมการรับรองผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสีเขียวเป็นที่ยอมรับได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยเกษตรกรต้องเข้าถึงได้ง่ายในพื้นที่ต่างๆครอบคลุมตามความต้องการ และมีต้นทุนที่เกษตรกรเข้าถึงได้ และต้องสะดวกรวดเร็วเสมอกับความเคลื่อนไหวการทำธุรกิจของภาคเอกชน
- บริการผลิตภัณฑ์สินเชื่อภาคเกษตรที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนเป็นเครื่องจูงใจ (incentives) อาทิ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของแนวปฏิบัติ โดยเกษตรกรอาจได้รับพิจารณาลดดอกเบี้ยเมื่อสามารถทำตามแนวปฏิบัติขั้นสูงของ IFMP หรือผ่านการรับรองมาตรฐานของสถาบันที่เชื่อถือได้แล้ว
- สร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินสีเขียว อาทิ กองทุนรวมสีเขียว และการค้ำประกันสินเชื่อสีเขียว ที่ทำหน้าที่เป็น first loss absorber เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวให้แก่เกษตรกรรายย่อย
ตอนนี้เรามี Thailand Taxonomy ภาคเกษตรที่เป็นเครื่องมือด้านสารสนเทศ (information tool) ที่ทรงพลังในการจำแนกวิธีปฏิบัติทางการเกษตรของไทยตามมาตรฐานการลด GHG ของสากลแล้ว หากเราสามารถผลักดันให้เกิดกลไกเชิงสถาบันทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงินที่สนับสนุนให้เกษตรกรนำวิธีปฏิบัติดังกล่าวไปใช้ให้เกิดผลจริงดังกรณีตัวอย่างกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านดอนหมูและเดิมบางนางบวช ก็จะเสริมความแข็งแกร่งให้เกษตรกรสามารถยืนหยัดในบริบทโลกรวน เรามาช่วยกันนะครับ
[i] มาตรฐานนี้เป็นผลงานของคณะทำงาน Thailand Taxonomy ซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานอื่นที่เป็นผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น International Finance Corporation (IFC), Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit GmbH (GIZ) และ Asian Development Bank (ADB) เป็นต้น
[ii] ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ คุณวิภาวี ชมะนันทน์ และคุณนลิน หนูขวัญ ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน และคุณสุเมธ พฤกษ์ฤดี ฝ่ายเศรษฐกิจการเงินภูมิภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลประกอบ
[iii] แตกต่างจาก Taxonomy ของภาคเศรษฐกิจอื่นที่ใช้ปริมาณการปล่อย GHG เป็นเกณฑ์ในจัดกลุ่มกิจกรรมเป็นสีเขียว เหลือง และแดง เนื่องจากการตรวจวัด GHG ที่ระดับแปลงทำได้ยาก (เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยจำนวนมาก) ภาคเกษตรจึงใช้เกณฑ์จัดกลุ่มที่พิจารณาจากวิธีปฏิบัติในการเพาะปลูกต่างๆ ที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ว่าช่วยลดการปล่อย GHG อย่างมีนัยสำคัญ



