เมียนมาวางแผนเลือกตั้งทั่วไป ธ.ค. 2568-ม.ค. 2569 ยุบ SAC ถ่ายโอนอำนาจให้สภามั่นคงฯ

พลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย รักษาการประธานาธิบดี และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้รายงานข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ในการประชุมสภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติ  ครั้งที่ 3/2568 โดยในด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อลดความยากจนและเพิ่มรายได้ให้กับชนบท เนื่องจากประชากรกว่า 70% อาศัยอยู่ในชนบทและพึ่งพาการเกษตร GDP ของเมียนมาเพิ่มขึ้นเป็น 160,654.82 พันล้านจั๊ตในปีงบประมาณ 2567-2568 หรือมีอัตราการเติบโต 2.5% แม้จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น การระบาดใหญ่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความไม่สงบ

การประชุมครั้งที่ 3/2568 ของ สภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติ(National Defence and Security Council:NDSC ) แห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา มีขึ้น ณ สำนักงานประธานสภาบริหารแห่งรัฐ(State Administration Council:SAC) ในกรุงเนปิดอว์ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม

การประชุมครั้งนี้มี พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งรักษาการประธานาธิบดี, ประธานสภาสภาผู้แทนราษฎร(Pyithu Hluttaw) อู ที คุน เมียต, รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายป้องกันประเทศ ผู้บัญชาการทหารกองทัพบก พลเอกอาวุโส โซ วิน, พลเอก หม่อง หม่อง เอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พลโท ทูน ทูน หน่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อู ตาน ส่วยฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลโท หย่าปญิรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการชายแดน และนายออง ลิน ดวย เลขาธิการ SAC ที่ได้รับเชิญเป็นพิเศษ เข้าร่วม จากการรายงานของสำนักข่าว Global New Light of Myanma

ประกาศยกเลิกคำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประการแรกและสำคัญที่สุด พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า ขณะนี้สภาบริหารแห่งรัฐได้ปฏิบัติหน้าที่ในระดับชาติมาเป็นเวลา 4 ปี 6 เดือนแล้ว เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ในการประชุมสาธารณะที่เมืองมิถิลา ได้มีการประกาศครั้งแรกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปีนี้ ดังนั้น ระยะเวลา ุ6 เดือนที่จะถึงนี้จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเตรียมการขั้นสุดท้ายและการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของสภาบริหารรัฐกิจที่จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปแบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค

นับตั้งแต่เข้ารับหน้าที่บริหารประเทศ รัฐบาลได้กำหนดแผนงานและวัตถุประสงค์ล่วงหน้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ และได้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ตามมาตรา 426 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2551 สภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติมีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและโอนอำนาจรัฐให้แก่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตามมาตรา 417 และ 418 เมื่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแล้ว และเมื่อได้รับรายงานระบุว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว สภาความมั่นคงฯต้องประกาศเพิกถอนคำสั่งโอนอำนาจรัฐตามมาตรา 418

สภาความมั่นคงฯซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเมียนมา และเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญในเมียนมาที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลเรื่องความมั่นคงแห่งชาติและการป้องกันประเทศ และมีอำนาจในการประกาศภาวะฉุกเฉิน ได้ยกเลิกภาวะฉุกเฉินที่กองทัพเมียนมาประกาศหลังการรัฐประหารในปี 2021 และขยายระยะเวลาการประกาศออกไปหลายครั้ง

นอกจากนี้ มาตรา 429 ยังกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 6 เดือนนับจากวันที่สภาความมั่นคงฯประกาศเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจะยังคงพยายามจัดการเลือกตั้งตามกฎหมายต่อไปในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ส่วนหนึ่งของการเตรียมการดังกล่าว ได้นำระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน  (Proportional Representation :PR) มาใช้เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มชาติพันธุ์และพรรคการเมืองขนาดเล็กจะมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง ขณะเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกคนสามารถลงคะแนนเสียงได้อย่างเสรีและปลอดภัย

รัฐบาลยังได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองการเลือกตั้งทั่วไปในระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคจากการขัดขวาง การรบกวน และการทำลาย( Law on the Protection of Multiparty Democratic General Elections from Obstruction, Disruption, and Destruction)

ในที่ประชุมได้มีการรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อแรกของแผนงาน 5 ข้อ (Five-Point Roadmap) โดยเน้นที่การสร้างหลักสันติภาพ เสถียรภาพ และหลักนิติธรรมที่ครอบคลุมทั่วทั้งสหภาพ และความสำเร็จในการจัดการเลือกตั้งทั่วไปแบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคที่เสรีและเป็นธรรม

การรายงานระบุว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปแบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคในปี 2563 พรรครัฐบาลในขณะนั้นได้กระทำการทุจริตการเลือกตั้งในวงกว้าง แทนที่จะแก้ไขปัญหาภายใต้กฎหมาย พรรคกลับพยายามยึดอำนาจรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ต้องมีการประกาศภาวะฉุกเฉินตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ารับหน้าที่บริหารประเทศ ผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลในขณะนั้นไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใต้ภาวะฉุกเฉิน จึงได้ริเริ่มการประท้วงซึ่งลุกลามไปสู่การโจมตีด้วยความรุนแรงด้วยวิธีการต่างๆ ในทำนองเดียวกัน กลุ่มกบฏติดอาวุธภายในประเทศที่มีมายาวนานได้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ทางการเมืองก่อเหตุก่อการร้ายด้วยอาวุธ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง ส่งผลให้ประเทศตกอยู่ในภาวะความไม่สงบไปทั่ว

นับตั้งแต่เข้ารับทำหน้าที่ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเสถียรภาพและการบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างเต็มรูปแบบทั่วทั้งสหภาพ พลเมืองทุกคนมีหน้าที่ปกป้องอุดมการณ์หลักสามประการของชาติ ได้แก่ เอกภาพของสหภาพ (Non-disintegration of the Union) บูรณภาพของชาติ (Non-disintegration of national solidarity) และการธํารงรักษาอธิปไตย (Perpetuation of sovereignty)

เพื่อให้ประชาชนสามารถปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ได้ พระราชบัญญัติการรับราชการทหาร  (People’s Military Service Law)  ซึ่งประกาศใช้และอนุมัติในปี พ.ศ. 2553  ได้มีผลบังคับใช้และบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 โดยกำหนดให้ประชาชนต้องเข้ารับการเกณฑ์และฝึกทหาร รวมทั้งรับราชการในการป้องกันประเทศ จนถึงปัจจุบัน ได้มีการเปิดอบรมการรับราชการทหารของประชาชนชุดที่ 15 แล้ว และได้เริ่มนำระบบความมั่นคงของประชาชนมาใช้ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา

มีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลความมั่นคงของประชาชนและการต่อต้านการก่อการร้ายขึ้นในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับตำบลไปจนถึงระดับหมู่บ้าน ภายใต้การบริหารของรัฐบาล ยังได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติบริการรักษาความปลอดภัยเอกชน (Private Security Service Law ) ด้วยสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันของเมียนมา การป้องกันประเทศ ความมั่นคง และการธำรงไว้ซึ่งอธิปไตย จะเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมร่วมกัน ดังนั้น ภารกิจต่างๆ ในรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นการจัดวางเพื่อปูทางไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ สันติภาพ และเสถียรภาพ

ที่มาภาพ :https://www.gnlm.com.mm/national-defence-and-security-council-convenes-meeting-3-2025/

เร่งภาคการเกษตรให้แข็งแกร่งเพื่อสร้างประเทศ

นอกจากนี้ พลเอกอาวุโสยังได้ชี้แจงถึงการดำเนินการตามข้อที่สองของแผนงานดังกล่าวว่า จะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของรัฐและยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนทุกคน ผ่านการเร่งธุรกิจการผลิตที่มีรากฐานมาจากภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ

จากการสำรวจสำมะโนประชากรนำร่องในปี 2567 พบว่าประชากรเมียนมาประมาณร้อยละ 70 อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท และมากกว่าร้อยละ 50 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปศุสัตว์ หรือป่าไม้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เกษตรกรรมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะแหล่งยังชีพหลักของประชากรชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ และยังมีบทบาทสำคัญในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น การส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรจึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หากสามารถพัฒนากิจการด้านการเกษตรและปศุสัตว์ได้สำเร็จ ก็จะมีส่วนช่วยลดความยากจนได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการที่เกษตรกรรมมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคการเมืองและสังคมของประเทศ จึงได้มีการกำหนดนโยบายและความพยายามต่างๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนา

ด้วยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเมียนมา จึงมีศักยภาพสูงในการเพาะปลูกพืชผลหลากหลายชนิดและการขยายพื้นที่ทำปศุสัตว์ ดังนั้น การใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากกิจกรรมทางการเกษตรและปศุสัตว์ทุกรูปแบบส่วนใหญ่ดำเนินการในพื้นที่ชนบท ระดับรายได้ของประชากรในชนบทจึงเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ดัชนีความยากจนมีแนวโน้มลดลง

สำหรับการสร้างประเทศให้เป็นประเทศด้านการเกษตรที่มีกำลังการผลิตทางการเกษตรที่แข็งแกร่งนั้น ได้มีการพยายามส่งเสริมการเพาะปลูกพืชผลที่เหมาะสมกับท้องถิ่น ให้ผลตอบแทน วางใจได้ และสามารถเจาะตลาดต่างประเทศได้ และเพื่อเป็นการสนับสนุน จึงได้นำระบบการเกษตรที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนามาปรับใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่จำเป็นได้ในราคาที่เอื้อมถึง การสนับสนุนไม่เพียงแต่การนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผลิตและการจัดจำหน่ายภายในประเทศด้วย

นอกจากนี้ได้มีการให้การสนับสนุนเพื่อส่งเสริมให้นักลงทุนท้องถิ่นและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพทางการเงินเข้ามาลงทุนและมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมเกษตรที่พึ่งพาการเกษตรและปศุสัตว์ โดยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็น การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และการจัดหาทรัพยากรบุคคล

รัฐบาลได้นำระบบการศึกษา KG+9 มาใช้ (เป็นการรวมช่วงชั้นเรียนอนุบาล (Kindergarten/KG) กับช่วงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือ Grade 9 ในระบบอเมริกัน ซึ่งเป็นระดับการศึกษาภาคบังคับที่รัฐบาลจัดให้ นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาในระดับ KG+9 แล้วจึงจะสามารถเปลี่ยนไปศึกษาต่อด้านอาชีวศึกษาได้) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์การศึกษาระดับขั้นต่ำตามสภาพการณ์ปัจจุบัน เพื่อผลิตบุคลากรให้กับรัฐ

ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566-2567 เป็นต้นไป นักเรียนมีโอกาสเรียนรู้หลักสูตรวิชาชีพขั้นพื้นฐาน จึงได้เปิดโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานที่นักเรียนสามารถเรียนต่อด้านเกษตรศาสตร์ ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมได้ ในปีการศึกษา 2568-2569 มีการเปิดโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานและโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และปศุสัตว์ รวม 89 แห่ง ใน 88 เขต

และเนื่องจากเป็นยุคเทคโนโลยี จึงมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคจำนวน 8 แห่งที่สามารถสอนวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีในรูปแบบวิทยาศาสตร์ประยุกต์

ที่มาภาพ :https://www.gnlm.com.mm/national-defence-and-security-council-convenes-meeting-3-2025/

ฟื้นฟูเศรษฐกิจส่งเสริม MSME

ในช่วงรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีความพยายามที่จะเพิ่มการปลูกข้าว พืชน้ำมัน พืชตระกูลถั่ว และถั่วชนิดต่างๆ ควบคู่ไปกับการผลิตปศุสัตว์และการประมงเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงทางอาหาร อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเพาะปลูกและผลผลิตพืชผลหลัก 10 ชนิด

ในด้านเศรษฐกิจของรัฐ รัฐบาลชุดก่อนสามารถสร้างรายได้ 17,585.55 พันล้านจั๊ตในปีงบประมาณ 2563-2564 แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีรายได้ 34,553.50 พันล้านจั๊ตในปีงบประมาณ 2567-2568 ส่วน GDP ของรัฐอยู่ที่ 108,205.72 พันล้านจั๊ตในปีงบประมาณ 2563-2564 แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันมูลค่า GDP อยู่ที่ 160,654.82 พันล้านจั๊ตในปีงบประมาณ 2567-2568 ดังนั้น อัตราการเติบโตของ GDP จึงอยู่ที่ 2.5% การที่ธนาคารโลกระบุว่าเมียนมาอาจเผชิญกับการลดลงของ GDP จากมาจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐ

ในช่วงการทำหน้าที่รัฐบาล เมียนมาต้องเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง ระลอกสาม และระลอกสี่ ความไม่สงบ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ พายุไซโคลนโมคาในปี 2566 ผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นยางิ ฝนตกหนัก และน้ำท่วมในปี 2567 และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองมัณฑะเลย์ในเดือนมีนาคม 2568 รัฐบาลได้รับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที รัฐบาลได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤติโควิด-19 และภัยพิบัติทางธรรมชาติให้ประสบผลสำเร็จ

ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ได้มีการส่งเสริมให้ธุรกิจ MSME หันมาใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้า พัฒนาเศรษฐกิจของรัฐ และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เนื่องด้วยวัตถุดิบเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ MSME จึงได้ส่งเสริม MSME ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ ปัจจุบัน แม้ธุรกิจ MSME จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นอาหาร จึงต้องเพิ่มการผลิตสินค้าอื่นๆ ที่ทำการตลาดได้ เช่น สินค้าอุตสาหกรรมและผลผลิตทางการเกษตร

การดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องมีเงินทุนและทรัพยากรบุคคลที่ดี ทุกครั้งที่มีการพบกับธุรกิจ MSME ในประเทศ นักธุรกิจต่างรายงานถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จากการสำรวจสำมะโนประชากรนำร่องปี 2567 เมียนมามีประชากรที่อยู่ในวัยทำงานกว่า 34.8 ล้านคน และมีผู้ทำงานมากกว่า 19 ล้านคน เนื่องจากเมียนมามีแรงงานที่จดทะเบียนในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 17 ล้านคน จึงจำเป็นต้องจัดสรรแรงงานเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ประชาชนจึงต้องทำงานอย่างเต็มที่ ในขณะที่รัฐบาลต้องสร้างโอกาสการจ้างงาน

ที่มาภาพ :https://www.gnlm.com.mm/national-defence-and-security-council-convenes-meeting-3-2025/

เดินหน้าเจรจากลุ่มชาติพันธ์เพื่อสร้างสันติภาพ

สำหรับการนำเสนอเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อที่สามของแผนงาน จะให้ความสำคัญกับการบรรลุสันติภาพซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรัฐ และการรักษาเสถียรภาพของผลลัพธ์ของกระบวนการสันติภาพให้สอดคล้องกับข้อตกลงในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (Nationwide Ceasefire Agreement:NCA) ให้ได้มากที่สุด รัฐบาลของรัฐชุดต่อๆ มาได้ดำเนินการเพื่อสันติภาพผ่านแนวทางที่หลากหลาย

ในทำนองเดียวกัน รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ดำเนินกระบวนการสันติภาพอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพตามบทบัญญัติของข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) เนื่องจากสันติภาพที่ยั่งยืนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ กองทัพพม่าจึงได้ประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561 เพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืน จนถึงปัจจุบัน มีการประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวแล้วรวม 27 ฉบับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับสันติภาพ สันติภาพสามารถบรรลุได้ด้วยการพูดคุยและการเจรจาเท่านั้น

ผู้นำองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ควรมีส่วนร่วมในการหารือและหาทางออกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและภูมิภาคของตน เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ในการดำเนินกระบวนการสันติภาพ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ตนเองต้องการ ทุกคนต้องพูดถึงสิ่งที่เหมาะสมและทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพในสิ่งที่เป็นไปได้ เพื่อสร้างสันติภาพที่เป็นรูปธรรม ประสบความสำเร็จ และยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของประเทศชาติและประชาชนเป็นอันดับแรก

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2565 รัฐบาลได้เชิญผู้นำองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์เข้าร่วมการเจรจาเพื่อให้เกิดสันติภาพจริง พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า เขาได้เจรจาโดยตรงกับองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 แห่ง โดย 7 แห่งได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) แล้ว และอีก 3 แห่งยังไม่ได้ลงนาม คณะกรรมการเจรจาสันติภาพและการสร้างความสามัคคีแห่งชาติ (National Solidarity and Peacemaking Negotiation Committee:NSPNC) ได้จัดการประชุมกับองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) แล้ว 91 ครั้ง การประชุมกับองค์กรที่ไม่ได้ลงนาม 25 ครั้ง การประชุมกับพรรคการเมือง 22 ครั้ง และการประชุมกับผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพ 13 ครั้ง ในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดการเจรจาสันติภาพ 1 ครั้ง และเวทีสันติภาพ 1 ครั้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่

จากการพบปะและการเจรจาดังกล่าว ได้มีการลงนามและยืนยันข้อตกลงรวม 43 ฉบับ ว่าด้วยข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2551 ข้อตกลงเหล่านี้ พร้อมด้วยข้อตกลงสหภาพที่รวบรวมจากการประชุมสันติภาพที่จัดขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดก่อนๆ จะถูกส่งต่อไปยังสมัชชาแห่งสหภาพ หรือ Pyidaungsu Hluttaw (รัฐสภา) ซึ่งเป็นองค์กรนิติบัญญัติระบบสองสภาของพม่า ประกอบด้วย สภาชาติพันธุ์ (Amyotha Hluttaw) หรือสภาสูง และ สภาผู้แทนราษฎร(Pyithu Hluttaw) หรือสภาล่าง ในอนาคต ซึ่งจะจัดตั้งขึ้นผ่านการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้ เพื่อผลักดันกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อไป

สันติภาพและเสถียรภาพของชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และสันติภาพที่ยั่งยืน เป็นความปรารถนาร่วมกันของชนกลุ่มน้อยทุกเชื้อชาติ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการสันติภาพจึงต้องร่วมมือกันสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนผ่านการหารือและการเจรจาเพื่อแสวงหาแนวทางปฏิบัติทางประชาธิปไตย

รัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการสร้างสันติภาพในทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามแนวทางสันติภาพที่อิงตามรัฐธรรมนูญ 2551 และความตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA)

เสริมสร้างระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ยังได้ชี้แจงถึงการดำเนินการตามข้อที่สี่ของแผนงานดังกล่าวว่า จะมีการเร่งรัดกระบวนการทำงานเพื่อให้มีระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และแท้จริง และสร้างสหภาพที่ตั้งอยู่บนระบบประชาธิปไตยและระบบสหพันธรัฐ

การเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำประชาธิปไตยมาใช้ เพราะการเลือกตั้งที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ เนื่องจากระบบนี้เป็นประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมือง พรรคการเมืองจึงต้องมีส่วนร่วมและแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าพรรคการเมืองจะมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งอย่างเป็นธรรม จึงมีการแก้ไขกฎหมายและระเบียบการจดทะเบียนพรรคการเมือง ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่จดทะเบียนแล้ว 55 พรรค โดย 9 พรรคมีแผนที่จะแข่งขันทั่วประเทศ และ 46 พรรคจะแข่งขันในระดับรัฐและระดับภูมิภาค

ขณะนี้มีพรรคการเมือง 6 พรรคกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติและจดทะเบียน ในเร็วๆ นี้จะมีการประกาศวันเลือกตั้งที่จะจัดขึ้น จึงคาดว่า พรรคการเมืองจะนำเสนอแผนงานต่อสาธารณชนและเริ่มการรณรงค์หาเสียง ในระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค การหาเสียงและการแข่งขันของพรรคการเมืองต้องดำเนินไปอย่างเสรีและเป็นธรรมตามระเบียบและข้อบังคับทางกฎหมาย เพื่อให้บรรลุถึงระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคที่มีระเบียบวินัยอย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การสร้างสหภาพบนพื้นฐานของประชาธิปไตยและระบบสหพันธรัฐนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไม่ลอกเลียนแบบหรือลอกเลียนแนวปฏิบัติของประเทศอื่นโดยตรง แต่ควรสร้างระบบประชาธิปไตยและสหพันธรัฐที่เหมาะสมกับประเทศ ประชาธิปไตยคือระบบการปกครองที่ประชาชนเลือก และแม้จะเปิดโอกาสให้ประชาชนนำไปปฏิบัติโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของระบอบประชาธิปไตย การเคารพเจตนารมณ์ของชนกลุ่มน้อยก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การปฏิบัติต่อผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างเป็นศัตรู เลือกปฏิบัติ หรือกีดกันพวกเขานั้นไม่มีอยู่ในระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง

เช่นเดียวกัน ระบบสหพันธรัฐคือการแบ่งปันอำนาจและสิทธิต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน โดยมีแก่นแท้อยู่ที่ความสามัคคีและความปรองดอง ในเมียนมา ทุกรัฐและภูมิภาคล้วนเป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ใดเชื้อชาติหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น การนำหลักการประชาธิปไตยและสหพันธรัฐที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2551 มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับความเป็นจริงของประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ

รัฐบาลได้นำวัตถุประสงค์ทางการเมือง 2 ประการมาใช้และดำเนินการ ได้แก่ การริเริ่มระบบประชาธิปไตยหลายพรรคที่แท้จริงและมีระเบียบวินัย และการสร้างสหภาพที่ยึดหลักประชาธิปไตยและสหพันธรัฐ

พลเอกอาวุโสชี้แจงต่อการดำเนินการตามข้อที่ห้าของแผนงานว่า จะดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าการเลือกตั้งทั่วไปมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสูญเสียสิทธิ และเมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขของสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว จะมีการจัดการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยหลายพรรคที่เสรีและเป็นธรรม และส่งมอบหน้าที่ของรัฐให้กับรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้ง

“เป้าหมายสูงสุดของสภาบริหารแห่งของเราคือการจัดการเลือกตั้งทั่วไปแบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคที่เสรีและเป็นธรรมให้สำเร็จ และส่งมอบความรับผิดชอบของรัฐให้แก่รัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง”

จากข้อมูลประชากรในการสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะนำร่อง ณ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2567 พบว่าประชากรเมียนมามีมากกว่า 51.3 ล้านคน จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน พบว่ามีพลเมืองมากกว่า 3.4 ล้านคนที่ทำงานในต่างประเทศ ดังนั้น ประชากรทั้งหมดของเมียนมาจึงมีจำนวนมากกว่า 54.7 ล้านคน ขณะนี้กำลังรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเป็นระบบโดยใช้ข้อมูลประชากรที่ได้จากการสำรวจสำมะโนประชากรตามกระบวนการเลือกตั้ง

ที่มาภาพ:https://myanmar-now.org/en/news/myanmar-junta-says-elections-will-be-held-in-phases-due-to-security-concerns/

แบ่งการเลือกตั้งเป็นรอบอ้างสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ

คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพกำลังวางแผนที่จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปแบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้ง พ.ศ. 2551 โดยจัดการเลือกตั้งตามภูมิภาคโดยพิจารณาจากเงื่อนไขด้านความมั่นคง จากการตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมาในประเทศหลังจากได้รับเอกราช พบว่าแม้ว่าการเลือกตั้งส่วนใหญ่จะเสร็จสิ้นภายในวันเดียวตามกำหนด แต่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2494 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ได้ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน ในช่วงเวลาดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งนำโดยเซอร์บาอู ได้จัดการเลือกตั้งตามภูมิภาคต่างๆ เนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศยังไม่มั่นคง

ด้วยสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบันของประเทศ จึงได้มีมติเห็นชอบแผนการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยเว้นระยะห่างระหว่างแต่ละช่วงอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อความสะดวกและความโปร่งใสสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพเมียนมาได้ดำเนินการบรรยายสรุปและสาธิตการใช้งานเครื่องลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์เมียนมา (MEVM) ให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 117,279 คน ในเขตเนปิดอว์ และ 14 รัฐและภูมิภาค ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการฯ จะยังคงดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ต่อไปในพื้นที่ที่เหลือ

เพื่อให้มั่นใจว่าผู้แทนจากกลุ่มชาติพันธุ์และชนชั้นทางสังคมต่างๆ จะมีส่วนร่วมในสภานิติบัญญัติอย่างกว้างขวาง การเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะใช้ระบบคะแนนเสียงข้างมาก (First-Past-The-Post:FPTP) สำหรับการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร(Pyithu Hluttaw) และระบบแบบผสมการแบ่งเขตกับสัดส่วน (Mixed Member Proportional:MMP) สำหรับการเลือกตั้งสภาชาติพันธุ์ (Amyotha Hluttaw) และสภาระดับรัฐและสภาระดับภูมิภาค (State/Region Hluttaws) ในการดำเนินการเลือกตั้ง จะมีการตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนสามารถลงคะแนนเสียงได้ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรี ยุติธรรม และโปร่งใส จึงได้เชิญผู้แทนจากนานาชาติมาสังเกตการณ์ ศึกษา และประเมินผลการเลือกตั้ง การเลือกตั้งในลักษณะนี้เท่านั้นจึงจะยุติธรรมและเป็นธรรม และสภานิติบัญญัติที่จะเกิดขึ้นจะเป็นองค์กรที่ได้รับความเคารพและยกย่องจากทั่วโลก

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2563 มีคะแนนเสียงที่น่าสงสัยเกิดขึ้นมากกว่า 11,305,390 เสียง แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงมีความพยายามเรียกประชุมสภาหลายสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการยึดอำนาจรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 40 (ค) และ 417 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2551 ดังนั้น รักษาการประธานาธิบดีจึงได้ประกาศภาวะฉุกเฉินภายใต้มาตรา 417 และตามมาตรา 418 (ก) ได้โอนอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการของรัฐให้สภาบริหารแห่งรัฐ ซึ่งต่อมาสภาบริหารแห่งรัฐเข้ามารับผิดชอบในการบริหารประเทศ

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการเลือกตั้ง จึงได้จัดตั้งโครงการบั่น ขิ่น(Pan Khinn )ขึ้น เป็นโครงการออกบัตรตรวจสอบสัญชาติสำหรับใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งประสบความสำเร็จในการออกบัตรให้ผู้ที่ไม่มีบัตรถึง 6,210,256 ใบ ในปี 2567 ได้มีการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ และจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเบื้องต้นจากข้อมูลประชากรที่ได้ ณ ขณะนี้ รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เรียบร้อยแล้ว

พลเอกอาวุโสมิน ออง หล่าย ชมการสาธิตใช้เครื่องลงคะแนนเสียงจากคณะกรรมการเลือกตั้งปี 2566 ที่มาภาพ :https://www.irrawaddy.com/news/politics/myanmar-junta-imposes-death-sentence-to-crush-election-dissent.html

จัดเลือกตั้งธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569

เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาดแล้ว และเพื่อให้ประเทศสามารถดำเนินต่อไปตามแนวทางประชาธิปไตยแบบหลายพรรค จึงต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไปโดยปราศจากข้อผิดพลาด ดังนั้น รัฐบาลจึงขอยื่นคำร้องเพื่อเพิกถอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้สภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council) ส่งคืนความรับผิดชอบของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้แก่สภาความมั่นคงและป้องกันแห่งชาติตามมาตรา 426 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2551 สภาความมั่นคงและป้องกันประเทศได้ประกาศยกเลิกคำสั่งที่ให้อำนาจรัฐแก่สภาฯ

ด้วยเหตุนี้ ภายใต้มาตรา 427 (ก) สภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติจะใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ภายใต้มาตรา 427 (ข) สภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติมีอำนาจที่จะใช้อำนาจรัฐและออกกฎหมายจนกว่าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่และจัดตั้งสถาบันระดับสหภาพขึ้นสภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติ อาจใช้อำนาจนิติบัญญัติและจัดตั้งอำนาจบริหารและตุลาการได้โดยตรง โดยการจัดตั้งองค์กรที่เหมาะสมในระดับสหภาพ รัฐ/ภูมิภาค และภูมิภาคปกครองตนเอง และแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเพื่อใช้อำนาจเหล่านั้น

นอกจากนี้ ตามมาตรา 428 หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตามมาตรา 429 สภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ประกาศยกเลิกคำสั่งตามมาตรา 426 ดังที่ระบุไว้ในมาตรา 430 หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 428 ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไป และมีการจัดตั้งหน่วยงานนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการใหม่ตามรัฐธรรมนูญ

การเลือกตั้งทั่วไปของสภาผู้แทนราษฎร และสภาชาติพันธ์ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569

ยุบ SAC ถ่ายโอนอำนาจให้สภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติ

ดังนั้น สภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติ จึงต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง จัดและดำเนินการเลือกตั้ง และจัดตั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันตุลาการ และองค์กรอื่นๆ ที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและตุลาการของรัฐเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนั้น การเตรียมการและการดำเนินการที่จำเป็นจึงต้องดำเนินต่อไป การดำเนินการของสภาบริหารแห่งรัฐได้ปูทางไปสู่รัฐบาลชุดใหม่ และในทำนองเดียวกัน สภาฯ จะยังคงให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ต่อไป

สถานการณ์ความขัดแย้งด้วยกําลังอาวุธที่ต่อเนื่องในประเทศไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ และไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในสถานการณ์ความขัดแย้งด้วยกําลังอาวุธต้องใช้เวลาและมีการเจรจาต่อรองอย่างจริงจังเพื่อสร้างสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืน หากประเทศชาติต้องการกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการเลือกตั้งทั่วไป

กลุ่มติดอาวุธทั้งหมดที่ต่อต้านรัฐบาลในปัจจุบันต้องเข้าใจด้วยว่า การมีส่วนร่วมและการสนับสนุนความสำเร็จของการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นเท่านั้น จึงจะมีสิทธิตามกฎหมายที่จะนำเสนอข้อเรียกร้องของตนผ่านกลุ่มหลายสภา ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามกฎหมาย หากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้เนื่องจากความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธ ประชาธิปไตยที่ประชาชนปรารถนามานานก็จะถูกปิดกั้น รัฐบาลเชื่อว่าความสำเร็จของการสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะปี 2567 แม้ท่ามกลางความขัดแย้งทางอาวุธที่ยังคงดำเนินอยู่ แสดงให้เห็นว่าด้วยความร่วมมือจากประชาชน การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงก็สามารถดำเนินการได้สำเร็จเช่นกัน แม้ว่าจะดำเนินไปเป็นระยะๆ ก็ตาม

เมื่อมีการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งองค์กรนิติบัญญัติที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายแล้ว ความพยายามในการสร้างชาติและกระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาวของประเทศจะสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ทุกคนร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม

สมาชิกสภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติได้หารือเกี่ยวกับรายงานของรักษาการประธานาธิบดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพป้องกันประเทศ โดยอู ที คุน เมียตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ภายใต้คำสั่งที่ 1/2021 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 รักษาการประธานาธิบดีได้โอนอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการของรัฐให้แก่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพป้องกันประเทศแล้ว

รักษาการประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพรายงานในที่ประชุมว่า ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนอำนาจรัฐครั้งนี้มีการดำเนินการอย่างเหมาะสม โดยได้ตกลงที่จะเพิกถอนคำสั่งที่ 1/2021 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ตามมาตรา 426 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้มาตรา 429 ของรัฐธรรมนูญกำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (NDSC) ประกาศเพิกถอนคำสั่งตามมาตรา 426 แล้ว จะต้องมีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 6 เดือนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ มาตรา 123 ของรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้มีการประชุมสมัยสามัญครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ภายใน 90 วันนับจากวันที่เลือกตั้งทั่วไป มาตรา 154 (ข) กำหนดว่าการประชุมสมัยสามัญครั้งแรกของ สภาชาติพันธ์ จะต้องจัดขึ้นภายใน 7 วันนับจากการประชุมสมัยสามัญครั้งแรกของ สภาผู้แทนราษฎร มาตรา 78 และ 171 (ข) ของรัฐธรรมนูญกำหนดว่าการประชุมสมัยสามัญครั้งแรกรัฐสภา(Pyidaungsu Hluttaw) และการประชุมสมัยสามัญครั้งแรกของสภาระดับรัฐหรือสภาระดับภูมิภาคจะต้องจัดขึ้นภายใน 15 วันนับจากการประชุมสมัยสามัญครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎร

ที่ประชุมได้สรุปโดยระบุว่า เพื่อให้การประชุมสมัยสามัญครั้งแรกของ สภา(Hluttaw) แต่ละแห่งประสบความสำเร็จเป็นสมัยที่สามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและการกำกับดูแลของสภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติ ซึ่งจะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเสนอว่า การดำเนินการตามแผนงานและวัตถุประสงค์เดิมของสภาบริหารแห่งรัฐประสบความสำเร็จแล้ว การโอนอำนาจรัฐควรตกเป็นของ สภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ระบุว่า ตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 426 ถึง 430 ของรัฐธรรมนูญ ต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติจะรับหน้าที่รับผิดชอบของรัฐ และพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่ายสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาได้รายงานต่อที่ประชุมว่า จากการหารือกับประมุขแห่งรัฐและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประมุขแห่งรัฐและผู้นำประเทศจาก 19 ประเทศในพิธีการระหว่างประเทศ และสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดี โดยเฉพาะในบรรดามหาอำนาจโลกทั้งสี่ที่มีอิทธิพลสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมียนมาสามารถจัดการประชุมระดับสูงและการหารือกับจีน รัสเซีย และอินเดียได้ ความร่วมมือเหล่านี้นำไปสู่การสนับสนุนเชิงบวกที่เพิ่มขึ้นและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในระหว่างการพบปะกันดังกล่าว ยังมีการหารือเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเมียนมา และพบว่าประเทศต่างๆ ก็แสดงการสนับสนุนในเชิงบวกต่อกระบวนการดังกล่าว ดังนั้น ช่วงเวลาปัจจุบันจึงถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะจัดการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคที่เสรีและเป็นธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญ

สภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติจะเป็นผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กองทัพพม่ารับทำหน้าที่รัฐตามสถานการณ์เท่านั้น ดังนั้น จะมีการดำเนินการโอนหน้าที่ไปยังรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง และจะให้ความช่วยเหลือที่จำเป็น

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่ายประกาศปิดการประชุมครั้งที่ 3/3035 ว่า สมาชิก NDSC ทุกคนเห็นพ้องต้องกันในการหารือตามที่เสนอโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพ จึงให้ยุบสภาบริหารแห่งรัฐ

พลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย(กลาง) พล.อ.อาวุโส โซวิน(ซ้าย) ที่มาภาพ :https://www.irrawaddy.com/news/politics/myanmar-junta-boss-forms-new-government-with-eye-on-december-election.html

ตั้งรัฐบาลรักษาการรัฐมนตรีหน้าเดิม

หลังจากยุบสภาบริหารรัฐ สำนักข่าว The Irrawaddy พลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ได้แต่งตั้ง ญอ ซอ(Nyo Saw) หัวหน้าฝ่ายธุรกิจของกองทัพเมียนมา และที่ปรึกษาของเขา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลรักษาการชุดใหม่ และพลเอกอาวุโส มิน ออง หล่ายได้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าคณะบริหารชุดใหม่ แต่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาเคยทำหน้าที่ นอกเหนือจากอีกสามตำแหน่งคือ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรักษาการประธานาธิบดี

สมาชิกครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการชุดใหม่นี้เคยเป็นอดีตสมาชิก SAC ซึ่งรวมถึงพลเอกอาวุโส โซวิน ที่เป็นมือรองต่อจากพลเอกมิน ออง หล่าย, นายจอ สวา ลิน เสนาธิการทหารบกหมายเลข 3 (กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ) และนายญอ ซอ คณะกรรมการชุดใหม่นี้มีสมาชิก 10 คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกอาวุโสสูงสุด 3 คนของกองทัพเมียนมา มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการป้องกันประเทศ สันติภาพและความมั่นคง และการจัดการเลือกตั้งให้ประสบความสำเร็จ

ญอ ซอ เกษียณอายุราชการจากกองทัพในปี 2563 ในตำแหน่งนายพลพลาธิการทหาร แต่ยังคงดำรงตำแหน่งประธานบริษัทเมียนมา อีโคโนมิก คอร์ปอเรชั่น (Myanmar Economic Corporation:MEC) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่กองทัพเป็นเจ้าของ และดำรงตำแหน่งอาวุโสในธนาคารอินวา และเมียนมา อีโคโนมิก โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งทั้งสองบริษัทก็เป็นของกองทัพเช่นกัน ญอ ซอ ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของพลเอกมิน ออง หล่าย ในเดือนกรกฎาคม . 2566 ธุรกิจของครอบครัวนายมิน ออง หล่าย บริหารงานโดยญอ ซอ

แม้จะมีการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการ แต่แทบไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเลย มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีเพียงสองคน คือ รัฐมนตรีด้านการศึกษา รัฐมนตรีด้านการลงทุน และรัฐมนตรีด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่างประเทศ ตามประกาศของคณะรัฐบาลทหาร ญอ ซอ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวางแผนแห่งชาติด้วย

โดยพื้นฐานแล้ว อำนาจในการบริหารประเทศและกองทัพยังคงอยู่ในมือของ พลเอกมิน ออง หล่าย ซึ่งหวังจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีหลังการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เมื่อพิจารณาจากที่นั่งร้อยละ 25 ที่กองทัพเมียนมาร์ถือครองในสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2551 และความจริงที่ว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเป็นการแข่งขันแบบตัวต่อตัวระหว่างพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา(Union Solidarity and Development Party) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของกองทัพ