ชาวมาเลเซีย 58% ใช้ AI ยกระดับการช้อป แซงหน้าค่าเฉลี่ยทั่วโลก

นักช้อปชาวมาเลเซียกำลังหันมาใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น โดย 58% ระบุว่าพวกเขาใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง ตัวเลขนี้ทำให้มาเลเซียแซงหน้าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งมีผู้บริโภคเพียง 37% เท่านั้นที่รายงานว่าใช้ AI ในการช้อปปิ้ง

ตามรายงาน Adyen Retail Report 2025 ล่าสุด ที่มีการเปิดเผยเมื่อวันพุธ (6 สิงหาคม 2568)ที่ผ่านมา จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค 41,000 คน และร้านค้า 14,000 ราย ใน 28 ตลาด ซึ่งรวมถึงผู้บริโภค 1,000 คน และผู้ค้า 500 รายในมาเลเซีย

รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าชาวมาเลเซียเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้ AI มากที่สุดในการช้อปปิ้ง โดยหันมาใช้ AI เพื่อหาแรงบันดาลใจและตัดสินใจซื้ออย่างชาญฉลาด

AI กำลังเปลี่ยนโฉมวิธีที่ผู้บริโภคค้นพบแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยมีตั้งแต่ ChatGPT ไปจนถึงเครื่องมือค้นหาอัจฉริยะ

ในมาเลเซีย 71%ระบุว่า AI เป็นตัวจุดประกายไอเดียสำหรับมื้ออาหาร เสื้อผ้า และสินค้าที่ซื้อ ขณะที่ 69%เชื่อว่า AI เป็นตัวจุดประกายไอเดียให้กับแบรนด์ที่พวกเขาอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน เกือบหนึ่งในห้า (18%) ระบุว่าไอเดียผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดของพวกเขามาจาก AI

ด้วยแนวโน้มการเปิดรับการซื้อสินค้าโดยตรงผ่านเครื่องมือเหล่านี้ถึง 60% ในอนาคต ความต้องการในธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI จึงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“เรากำลังเห็นการเปลี่ยนจากความสะดวกสบายแบบดิจิทัลไปสู่ความชาญฉลาดแบบดิจิทัล เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI ทำหน้าที่เป็นสไตลิสต์ส่วนตัวหรือผู้ช่วยช้อปปิ้ง คอยคัดสรรเสื้อผ้า แนะนำแบรนด์ใหม่ๆ และให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล” ซุน ยอน ลี ผู้จัดการประจำประเทศมาเลเซียของ Adyen กล่าว

ในขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีที่ชาวมาเลเซียค้นพบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สถานที่ที่พวกเขาเลือกซื้อสินค้า และสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากแต่ละช่องทาง ก็กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ความน่าดึงดูดใจของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังคงแข็งแกร่งในมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นเพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่จับต้องได้และสัมผัสได้ โดยกว่าครึ่งต้องการเห็นและสัมผัสสินค้าก่อนซื้อ (57%) ลองสินค้าก่อน (49%) และอิ่มใจกับความสมหวังเมื่อเดินออกจากร้าน (53%) ซึ่งเป็นความพึงพอใจสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

รายงานระบุว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันยังต้องการประสบการณ์ที่เหนือกว่าจากการเยี่ยมชมร้านค้า ไม่ใช่แค่การได้มีปฏิสัมพันธ์กับสินค้าเท่านั้น แต่ยังต้องการประสบการณ์ที่น่าประทับใจและเหนือระดับอีกด้วย

ในความเป็นจริง 55% ต้องการให้ผู้ค้าปลีกทำให้การช้อปปิ้งในร้านค้าน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ เช่น ประสบการณ์ความเป็นจริงเสริม (AR)/ความเป็นจริงเสมือน (VR) การมีกาแฟขายในร้าน หรือจัดกิจกรรมพิเศษ

ในขณะเดียวกัน การช้อปปิ้งออนไลน์ก็น่าสนใจด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน โดยหลักๆ แล้วคือความเร็ว (62%) ความสะดวกสบาย (54%) และความสามารถในการค้นหาข้อเสนอที่ดีกว่า (53%)

นักช้อปชาวมาเลเซียครึ่งหนึ่ง (50%) ยังหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเข้าถึงสินค้าที่หลากหลายกว่าที่ร้านค้าทั่วไปไม่มี

ไม่ใช่แค่เว็บไซต์และแอปพลิเคชันเท่านั้น ตัวเลือกการช้อปปิ้งดิจิทัลในปัจจุบันขยายครอบคลุมหลายช่องทาง โดยที่โซเชียลมีเดียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อันที่จริง ชาวมาเลเซีย 57%ซื้อสินค้าโดยตรงบนโซเชียลมีเดีย เฉลี่ยเดือนละ 6 ครั้ง

รายงานยังแสดงให้เห็นว่านักช้อปในปัจจุบันต้องการมากกว่าแค่ตัวเลือก โดยคาดหวังประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะดวกสบาย น่าสนใจ และปรับแต่งได้ตามความต้องการ ซึ่งหมายถึงไม่เพียงแต่การนำเสนอช่องทางที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังต้องดูแลให้มั่นใจว่าพวกเขาจะเชื่อมต่อกันได้อย่างราบรื่นอีกด้วย

จากการที่นักช้อปชาวมาเลเซียกำลังยกระดับมาตรฐานประสบการณ์การค้าปลีกที่ยอดเยี่ยม รายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่าธุรกิจต่างๆ กำลังตอบสนองด้วยการปรับโฉมวิธีการดำเนินธุรกิจ ทั้งในร้านและออนไลน์

ตั้งแต่การปรับขั้นตอนการชำระเงิน ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดื่มด่ำและเป็นส่วนตัวมากขึ้น ผู้ค้าปลีกต่างลงทุนอย่างจริงจังในเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ตรงกับความคาดหวังของผู้บริโภค

รายงานระบุว่า 57% ของธุรกิจในมาเลเซียวางแผนที่จะลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอวิธีการชำระเงินแบบใหม่ หรือการนำเสนอตู้คีออสก์แบบบริการตนเอง

ขณะเดียวกัน 58% กำลังมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกระบวนการชำระเงินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การลดจำนวนคิว และการซื้อแบบคลิกเดียว เพื่อลดความยุ่งยากและเพิ่มประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากร้านค้าแล้ว 34% ของผู้ค้าปลีกวางแผนที่จะลงทุนในโซเชียลมีเดียในปี 2568

AI กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ นอกเหนือจากการตลาดแล้ว ผู้ค้าปลีกยังใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ AI เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพตลอดเส้นทางของลูกค้า(customer journey)

รายงานระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนการปรับแต่งส่วนบุคคล การระบุผู้ซื้อที่แท้จริง หรือการปรับปรุงอัตราความสำเร็จในการชำระเงิน AI ก็ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์มากขึ้นเรื่อยๆ

“AI กำลังกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญต่อประสิทธิภาพการค้าปลีกมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ค้าปลีกสร้างข้อมูลการชำระเงินปริมาณมากในแต่ละวัน และ AI ช่วยปลดล็อกคุณค่านี้เพื่อกระตุ้นยอดขายในวงกว้าง” ลีกล่าว

รายงานระบุว่า ขณะที่ผู้ค้าปลีกยังคงนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้และขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการผสานรวมช่องทางหรือ touchpoints เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเพียง 52% ของธุรกิจในมาเลเซียเท่านั้นที่เสนอบริการพาณิชย์แบบครบวงจร ขณะที่อีก 26%วางแผนที่จะนำไปใช้ภายในปีหน้า

เป็นที่ทราบกันดีว่า unified commerce  การรวมศูนย์การขายทุกช่องทาง กำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้ค้าปลีก unified commerce   ที่นำทุกช่องทางมารวมไว้ในระบบเดียว ช่วยให้กำหนดราคาขายที่สม่ำเสมอ สามารถติดตามสถานะของสินค้าได้ทันทีทันใดแบบ ณ เวลานั้น(real-time inventory )และมอบประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าไม่ว่าผู้ซื้อจะซื้อสินค้าจากที่ไหนหรือด้วยวิธีใดก็ตาม

นอกจากนี้ยังปลดล็อกข้อมูลการชำระเงินแบบรวมศูนย์ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า และประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ช่วยลดต้นทุนและความซับซ้อน

สำหรับผู้บริโภค หมายถึงประสบการณ์ที่ราบรื่นและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น เช่น ความสามารถในการเรียกดูสินค้าออนไลน์ ซื้อสินค้าในร้าน และคืนสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมราคาที่มีความแน่นอนและไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย และเช็คสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ในทุกช่องทาง

รายงานระบุว่า ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญคือการพบกับลูกค้าไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน ด้วยความยืดหยุ่นและความคล่องตัวที่พวกเขาคาดหวังในยุคดิจิทัล