พิเศษ เสตเสถียร
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ภัยคุกคามก็เกิดจากเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Deepfake”
Deepfake คือการสร้างภาพ เสียง หรือวิดีโอที่มีความสมจริงสูง โดยใช้ AI เพื่อเลียนแบบลักษณะภายนอกและเสียงของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ปัญหาของ Deepfake คือความสามารถสร้างความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง และถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสร้างข้อมูลบิดเบือนเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้ง การหลอกลวง การขโมยข้อมูลระบุตัวตนทางดิจิทัล หรือแม้แต่การคุกคามและการกลั่นแกล้ง
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีที่มีการสร้างเสียงเลียนแบบของประธานาธิบดี Joe Biden เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนไม่ไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งขั้นต้น นอกจากนี้ ศิลปินและบุคคลสาธารณะยังเป็นกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากลักษณะเฉพาะตัว เช่น กรณีของ Celine Dion ที่เตือนแฟน ๆ ให้ระวังเพลงที่สร้างด้วย AI ที่เลียนแบบเสียงของเธอ
ภัยคุกคามจาก deepfake ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการประเมินโดยองค์กร DeepMedia ว่าในปี 2566 มีวิดีโอและคลิปเสียง deepfake 500,000 รายการ คาดว่าจะเพิ่มเป็น 8 ล้านรายการในปี 2568 และการสูญเสียจาก deepfake คาดว่าจะสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2570
รัฐบาลเดนมาร์กกำลังเตรียมการปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์ครั้งใหญ่ เพื่อขยายการคุ้มครองไปถึงใบหน้า เสียง และลักษณะเฉพาะของบุคคล เพื่อป้องกันการถูกละเมิดด้วยเทคโนโลยี Deepfake และการละเมิดอัตลักษณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจจะเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายคุ้มครองใบหน้า เสียง และลักษณะเฉพาะของบุคคล
“เราต้องการมอบสิทธิในร่างกาย เสียง และลักษณะใบหน้าของตนเองให้กับคนทั่วไป บุคคลสาธารณะ ศิลปิน นักการเมือง และทุกคน ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีล้ำหน้ากว่ากฎหมายของเราและกำลังคุกคามประชาธิปไตยของเรา” Jakob Engel-Schmidt รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าว
ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศต่าง ๆ ในโลก การคุ้มครองลิขสิทธิ์จะมอบให้เฉพาะกับ “ผลงานสร้างสรรค์ดั้งเดิมที่จับต้องได้” (Original work of authorship fixed in a tangible medium of expression) เช่น งานเขียน เพลง งานศิลปะ ซอฟต์แวร์ ภาพยนตร์ หรือภาพถ่าย กฎหมายลิขสิทธิ์ ไม่ครอบคลุมถึงแนวคิดนามธรรม เช่น รูปลักษณ์ เสียง หรือบุคลิกภาพของบุคคลโดยตรง การคุ้มครองเหล่านี้ มักจะถูกจัดการภายใต้หลักการทางกฎหมายที่แยกต่างหาก เช่น “สิทธิในการเผยแพร่ (right of publicity)” และ “สิทธิในความเป็นส่วนตัว (right to privacy)”
กฎหมายนี้ถือเป็นกฎหมายแรกในยุโรปที่กำหนดให้เอกลักษณ์ส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่สามารถมีลิขสิทธิ์ได้ แตกต่างจากกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วไปที่ปกป้องผลงานสร้างสรรค์แต่ไม่ครอบคลุมภาพลักษณ์หรือเสียงของบุคคล
ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ของเดนมาร์กที่คาดว่าจะออกปลายปีนี้ บุคคลจะได้รับการคุ้มครองคล้ายลิขสิทธิ์ (copyright-like protection) สำหรับใบหน้า เสียง โครงสร้างร่างกาย ท่าทาง และการแสดงออกโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องลงทะเบียนหรือยื่นเอกสารใด ๆ โดยจะครอบคลุมถึง “การเลียนแบบดิจิทัลที่สมจริง” (“realistic, digitally generated imitations”) ที่สร้างโดย AI
ประชาชนสามารถเรียกร้องให้ลบเนื้อหา deepfake ที่ไม่ได้รับอนุญาตของตนออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ และมีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายที่เกิดจากเนื้อหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้มีข้อยกเว้นสำหรับการล้อเลียนและเสียดสี (parody and satire) เพื่อปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อให้แน่ใจว่าสื่อสร้างสรรค์เหล่านี้ไม่ถูกจำกัด
แพลตฟอร์มที่ไม่ลบเนื้อหา deepfake ที่ถูกแจ้งมาอาจต้องเผชิญ “ค่าปรับที่รุนแรง” กฎหมายกำหนดให้บริษัทโซเชียลมีเดียรับผิดชอบในการดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่จะไม่ลงโทษผู้ใช้รายบุคคลที่โพสต์ deepfake
ข้อเสนอเกี่ยวกับกฎหมายนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาเดนมาร์กประมาณ 90% เมื่อประกาศในเดือนมิถุนายน 2568 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการปรึกษาหารือสาธารณะ และจะมีการนำเสนอร่างแก้ไขอย่างเป็นทางการในฤดูใบไม้ร่วง 2568 และมีแนวโน้มบังคับใช้เป็นกฎหมายในปลายปี 2568 หรือต้นปี 2569
ในประเทศอื่น ๆ เช่น ฝรั่งเศส มีกฎหมาย SREN (Loi visant à sécuriser et à réguler l’espace numérique) ลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับ 75,000 ยูโรสำหรับการแชร์ deepfake โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือสหราชอาณาจักรก็มีกฎหมาย Online Safety Act ที่เน้น deepfake ทางเพศ ลงโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี เหล่านี้เป็นกฎหมายที่จัดการ deepfake เฉพาะด้าน แต่แนวทางของเดนมาร์กครอบคลุมกว้างขวางกว่า โดยเน้นที่สิทธิส่วนบุคคล
Jakob Engel-Schmidt รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของเดนมาร์ก เน้นย้ำเป้าหมายของกฎหมายในการส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของเอกลักษณ์ส่วนบุคคล และวางแผนที่จะส่งเสริมการคุ้มครองที่คล้ายกันทั่วสหภาพยุโรปในช่วงที่เดนมาร์กเป็นประธานสหภาพยุโรปในปี 2568–2569
นี่เป็นสิ่งที่รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของเขาทำครับ หวังว่าคงเป็นแนวทางให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของไทยได้มีอะไรทำบ้าง



