พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ใช้มานานกว่า 20 ปีแล้ว ควรถึงเวลาแก้ไข

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน (2568) โลกมีสิ่งที่เรียกว่า Twitter ในปี 2549 พอปี 2550 iPhone รุ่นแรกก็วางขาย จน 2552 LINE เปิดให้บริการ, ปี 2557 Instagram และ Facebook ยึดครองโลกโซเชียล, ปี 2561 TikTok กลายเป็นแอพยอดฮิต, ปี 2563 เรารู้จัก Zoom และ Google Meet, ปี 2565 Midjourney และ ChatGPT กลายเป็นที่พูดถึงทั่วโลก, ปี 2568 ยานอวกาศ Solar Orbiter เปิดเผยภาพขั้นใต้ของดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ส่วนประเทศไทยเอง 22 ปีมานี้ เราเปลี่ยนนายกฯไป 9 คน มีการรัฐประหาร 2 ครั้ง และมีอย่างน้อย 3 เหตุการณ์ที่เข้าข่ายการสังหารหมู่โดยรัฐ คือ ตากใบ (2547), 7 ตุลา (2551), และราชประสงค์ (2553) สิ่งที่เหมือนกันคือ ไม่มีการรับผิด, ไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างความยุติธรรม และการใช้ข้ออ้างสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อแทรกแซงสิทธิประชาชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่เด็กในวันนั้นซึ่งปัจจุบันอายุราว 30 ปีแล้ว เป็นคนละเจนเนอเรชั่นและแตกต่างกันอย่างสุดขั้วกับเด็กในวันนี้ที่โลกเต็มไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ รถไฟฟ้าโยงใยทั่วมหานคร และภาวะโลกร้อน ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมหาศาล สังคมควรทบทวน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งส่งผลโดยตรงกับเด็กเยาวชนใหม่

ในสังคมประชาธิปไตย เด็กและเยาวชนไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงผู้รอการดูแล หากแต่คือผู้มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของสังคม ทว่าในบริบทของประเทศไทย กฎหมายซึ่งควรเป็นเกราะป้องกันสิทธิเด็ก กลับมีหลายส่วนที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม ปิดปาก และลดทอนการมีส่วนร่วมของเด็กในการเมืองและสาธารณะ หนึ่งในกฎหมายที่ตกอยู่ในภาวะย้อนแย้งที่สุดคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งมีเป้าหมายเชิงอุดมคติว่า เพื่อคุ้มครองเด็กจากอันตราย แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในยุคที่เด็กไทยเริ่มตื่นตัวทางการเมืองและสังคมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทความนี้จะพาไปชำแหละ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ฉบับปี 2546 ผ่านข้อวิพากษ์สำคัญ 10 ประการ พร้อมกับยกตัวอย่างแนวปฏิบัติในต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้ให้ทันยุคสมัยและเป็นเครื่องมือปกป้องเสรีภาพและสวัสดิภาพเด็กเยาวชน มากกว่าเครื่องมือของการควบคุม

1. นิยามคลุมเครือ เปิดช่องให้ใช้ในเชิงปราบปรา

กฎหมายคุ้มครองเด็กฉบับนี้เริ่มต้นด้วยนิยามที่ดูเหมือนจะเป็นกลาง แต่กลับเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตีความได้กว้างเกินสมควร เช่น คำว่า “การแสวงหาประโยชน์จากเด็กทางอื่นใด” หรือ “การเสื่อมเสีย” ซึ่งไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน ทำให้เมื่อเด็กเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง หรือแสดงออกทางความคิดที่สวนกระแส อาจถูกตีความว่าเป็นเหยื่อของการแสวงหาประโยชน์จากผู้ใหญ่หรือกลุ่มใด ๆ การใช้ถ้อยคำที่ไม่มีขอบเขตแน่นอนนี้จึงไม่เพียงสร้างความสับสนในกระบวนการบังคับใช้ แต่ยังเปิดช่องให้เกิดการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ควรมีการระบุชัดว่า “การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เช่น การแสดงออก/การชุมนุม โดยสงบและปราศจากอาวุธ ไม่ถือเป็นการถูกล่อลวงหรือแสวงหาประโยชน์จากเด็ก”

2. บทลงโทษอาญาที่นำมาใช้คุกคามผู้ปกครองและนักกิจกรรม

พ.ร.บ. ฉบับนี้กำหนดโทษทางอาญาหลายประการที่อาจดูสมเหตุสมผลในบริบทของการล่วงละเมิดเด็กจริง ๆ แต่เมื่อนำมาใช้กับกรณีการชุมนุมหรือการเคลื่อนไหวทางสังคมของเด็ก กลับกลายเป็นเครื่องมือในการคุกคามผู้ปกครองหรือนักกิจกรรม เช่น การกล่าวหาว่าผู้ใหญ่ใช้เด็กเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะมาตรา 26 ที่ระบุว่า ผู้ใดใช้เด็กไปในทางที่อาจทำให้เสื่อมเสีย ต้องระวางโทษจำคุกถึง 3 เดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท ในหลายกรณี เจ้าหน้าที่รัฐใช้ข้อหานี้เพื่อข่มขู่ผู้ปกครองไม่ให้อนุญาตให้ลูกเข้าร่วมการเคลื่อนไหว ทั้งที่การแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กและเยาวชนภายใต้รัฐธรรมนูญ

  Amnesty International และ TLHR มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เพื่อกดดันเยาวชนไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุม

3. การควบคุมตัวเด็กโดยอ้างความคุ้มครอง

อีกประเด็นหนึ่งที่น่ากังวลคือ การใช้อำนาจควบคุมตัวเด็กในสถานพินิจหรือสถานสงเคราะห์ โดยอ้างว่าเป็นการคุ้มครองเพื่อความปลอดภัยของเด็ก ทั้งที่ในหลายกรณี เด็กถูกจับกุมจากการชุมนุมโดยสงบ เช่น กรณีของเด็กหญิงวัย 15 ปี ที่ถูกควบคุมตัวหลังเข้าร่วมชุมนุมในปี 2564 โดยศาลใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กเป็นฐานในการออกคำสั่งให้ควบคุมตัวในสถานพินิจเป็นเวลานาน การกระทำเช่นนี้สะท้อนถึงการใช้กฎหมายที่ควรเป็นเครื่องมือคุ้มครองให้กลายเป็นเครื่องมือควบคุมที่ไร้มนุษยธรรม

4. ไม่มีตัวแทนเยาวชนในคณะกรรมการระดับชาติ

ในเชิงโครงสร้างทางนโยบาย พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังขาดความเข้าใจในหลักการมีส่วนร่วมของเด็กอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดทิศทางของการคุ้มครองเด็กทั้งประเทศ ไม่มีตำแหน่งของตัวแทนเด็กหรือเยาวชนเลยแม้แต่ตำแหน่งเดียว รวมถึงไม่มีผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของเด็กเยาวชน นี่ไม่เพียงเป็นการละเลยหลักสิทธิเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ แต่ยังตัดโอกาสในการรับฟังเสียงของผู้ที่กฎหมายฉบับนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ประเทศอย่างสกอตแลนด์หรือเยอรมนี ต่างมี Youth Council หรือที่นั่งในคณะกรรมการระดับรัฐสำหรับตัวแทนเด็กอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล และเสนอแนวทางที่สะท้อนประสบการณ์ของเยาวชนโดยตรง รวมถึงโต้แย้งนโยบายที่อาจละเมิดสิทธิเด็ก

การไม่มีกลไก “รับฟังเสียงเด็ก” อย่างเป็นระบบ ก่อนตัดสินใจ ใด ๆ ที่เกี่ยวกับพวกเขา ขัดกับหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ไทยเป็นภาคี ซึ่งระบุว่าเด็กมีสิทธิในการแสดงความเห็น และความคิดเห็นนั้นต้องได้รับความเคารพตามวัยและวุฒิภาวะ

แม้รัฐจะพูดถึงการรับฟังความคิดเห็นเด็กในระดับแนวคิด (เช่น ในยุทธศาสตร์ต่าง ๆ) แต่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นอย่าง นิวซีแลนด์, สวีเดน, สกอตแลนด์ ต่างมีตัวแทนเยาวชนในสภาผู้แทนระดับชาติ หรือในคณะทำงานนโยบายเด็ก สอดคล้องกับองค์การสหประชาชาติเอง (UNICEF) ซึ่งผลักดันหลักการ “Nothing About Us Without Us” ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเราควรเกิดขึ้นโดยไม่ถามเรา ในกรณีของไทย การไม่มีพื้นที่ให้เด็กเป็น agenda setter ทำให้เด็กยังคงเป็น object of policy คือผู้ถูกจัดการ มากกว่าจะเป็น subject of change หรือ ผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงนโยบาย

5. การส่งเสริมความประพฤติในโรงเรียน: วินัยหรืออำนาจนิยม?

หมวด 7 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ที่ว่าด้วยการส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา เป็นอีกตัวอย่างของการใช้ภาษากฎหมายเพื่อคงไว้ซึ่งระเบียบวินัยในแบบอำนาจนิยม โดยไม่มีความเข้าใจในเรื่องสิทธิของเด็กอย่างแท้จริง คำว่า “ความประพฤติที่ไม่เหมาะสม” ถูกใช้เป็นคำจับผิดแบบครอบจักรวาล ซึ่งทำให้ครูสามารถใช้อำนาจลงโทษนักเรียนได้โดยไม่ต้องมีหลักเกณฑ์ใด ๆ รองรับ

โดยเฉพาะ มาตรา 64 ที่ระบุว่า นักเรียนและนักศึกษาต้องแต่งกายตามระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษาและต้องประพฤติตนตามระเบียบของโรงเรียน หรือสถานศึกษาและตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 65 นักเรียนหรือนักศึกษาผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 64 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดและมีอำนาจนำตัวไป มอบแก่ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษาของนักเรียนหรือนักศึกษานั้น เพื่อดำเนินการสอบถามและอบรมสั่งสอนหรือลงโทษตามระเบียบฯ สิ่งนี้เองทำให้เด็กเยาวชนต้องเผชิญกับมาตรการลงโทษโดยไม่มีช่องทางอุทธรณ์หรือปกป้องตนเอง

6. การขาดกลไกรับฟังเสียงและอุทธรณ์จากเด็ก

แม้กฎหมายจะพูดถึงการคุ้มครองสิทธิเด็ก แต่กลับไม่มีระบบหรือกลไกที่ชัดเจนในการรับฟังเสียงของเด็กหรือเปิดพื้นที่ให้พวกเขาร้องเรียนหากรู้สึกว่าโดนละเมิด เด็กที่ถูกลงโทษจากโรงเรียน หรือถูกกีดกันจากกิจกรรมทางการเมือง ไม่มีช่องทางอุทธรณ์ที่ปลอดภัยและเป็นอิสระ กลไกอย่างศูนย์ช่วยเหลือเด็ก หรือหน่วยงานของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มักไม่เป็นมิตรกับเด็กในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อเด็กต้องการปกป้องสิทธิตนเองจากอำนาจของครู ผู้ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ

7. การไม่ยอมรับสิทธิพลเมืองของเด็กอย่างเป็นทางการ

อีกข้อจำกัดสำคัญคือ การที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ให้การยอมรับสิทธิพลเมืองของเด็กอย่างเป็นทางการ เช่น สิทธิในการแสดงออกทางการเมือง การรวมกลุ่ม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรือการเสนอร่างกฎหมาย ทั้งที่สิทธิเหล่านี้ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ เด็กจำนวนมากถูกทำให้รู้สึกว่า ตนไม่มีสิทธิจะพูด ไม่มีสิทธิจะโต้แย้ง หรือไม่มีสิทธิจะวิพากษ์นโยบายที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของตนเอง การไม่ใส่หมวดสิทธิพลเมืองของเด็กใน พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงเป็นการขาดความกล้าหาญในการยอมรับว่า เด็กคือพลเมือง ไม่ใช่เพียงผู้ถูกดูแล

8. การใช้กฎหมายเพื่อปิดกั้นกิจกรรมทางสังคมของเด็ก

ในช่วงการชุมนุมของเยาวชนในปี 2563–2565 มีการใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กในลักษณะที่จำกัดสิทธิในการรวมกลุ่ม จัดกิจกรรม หรือเผยแพร่ข้อมูลของเด็ก เช่น การยื่นคำร้องให้ศาลสั่งควบคุมตัวเพื่อคุ้มครอง ทั้งที่กิจกรรมหลายครั้งกระทำโดยสมัครใจ มีการไตร่ตรอง และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย เมื่อกฎหมายที่ควรเป็นเครื่องมือส่งเสริมเสรีภาพ กลับถูกใช้เพื่อปิดกั้นกิจกรรมทางสังคมของเด็ก มันจึงสะท้อนแนวคิดรัฐที่ยังไม่พร้อมจะเคารพเยาวชนในฐานะพลเมือง

9. ขาดการประเมินผลกระทบจากมุมมองของเด็ก

ไม่มีหลักฐานว่าการตรา พ.ร.บ. ฉบับนี้ หรือการใช้นโยบายที่เกี่ยวข้อง ได้ผ่านกระบวนการประเมินผลกระทบจากมุมมองของเด็กอย่างเป็นระบบ เด็กไม่เคยถูกถามว่า รู้สึกอย่างไรกับมาตรการต่าง ๆ หรือมีกฎหมายใดที่กระทบต่อพวกเขา การขาดการประเมินจากเสียงของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการนโยบาย และควรได้รับการแก้ไขผ่านการจัดเวที การสำรวจ การตั้งสภาเยาวชน และกลไกประเมินผลแบบมีส่วนร่วม

10. แนวทางสากลกับการปฏิรูป พ.ร.บ. ของไทย

เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายคุ้มครองเด็กในหลายประเทศทั่วโลก จะพบว่าแนวโน้มของกฎหมายกำลังเคลื่อนไปสู่การส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของเด็ก ไม่ใช่เพียงการควบคุมเพื่อความสงบเรียบร้อยเท่านั้น ประเทศอย่างสกอตแลนด์ เยอรมนี นอร์เวย์ หรือโคลอมเบีย ต่างมีการจัดให้มีตัวแทนเด็กในสภา ทบทวนกฎหมายจากมุมมองของเด็ก และกำหนดสิทธิพลเมืองของเด็กอย่างชัดเจน การปฏิรูป พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กของไทยจึงควรเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแนวคิดจากการปกป้อง (protection) ไปสู่การให้อำนาจ (empowerment) เพื่อให้เด็กเป็นผู้มีศักยภาพในการกำหนดอนาคตของตนเองและสังคม

ในท้ายที่สุด การคุ้มครองที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการสั่งห้ามหรือกักขัง แต่เกิดจากการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กสามารถเติบโต คิด วิเคราะห์ และเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้อย่างอิสระ การแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยในฐานะสังคมที่เคารพพลเมืองทุกวัยอย่างเท่าเทียม

กฎหมายฉบับนี้ที่ควรถูกแก้เพื่อคืนอำนาจให้เยาวชนและนักเรียนไทย