ThaiPublica > สู่อาเซียน > ASEAN Roundup ฟิลิปปินส์อนุมัติใช้ข้าว GMO เชิงพาณิชย์

ASEAN Roundup ฟิลิปปินส์อนุมัติใช้ข้าว GMO เชิงพาณิชย์

29 สิงหาคม 2021


ASEAN Roundup ประจำวันที่ 23-29 สิงหาคม 2564

  • ฟิลิปปินส์อนุมัติใช้ข้าว GMO เชิงพาณิชย์
  • กัมพูชาเตรียมเปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่เร็วๆ นี้
  • ราคาข้าวเวียดนามลดลงมาที่ระดับต่ำสุดรอบ 18 เดือน
  • กฎหมาย capital gains tax กัมพูชามีผลบังคับใช้ ม.ค. 65
  • ลาว-จีนเปิดตัวการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน
  • อินโดนีเซียย้ำ 3 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ/ธุรกิจ
  • ฟิลิปปินส์อนุมัติใช้ข้าวดัดแปลงพันธุกรรมเชิงพาณิชย์

    ที่มาภาพ:
    https://www.irri.org/golden-rice

    ฟิลิปปินส์ประกาศเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า ได้อนุมัติการขยายพันธุ์ข้าวสีทองดัดแปลงพันธุกรรม หรือ Genetically modified organisms (GMOs)ในเชิงพาณิชย์ หลังจากที่มีการทดสอบภาคสนามมากว่าทศวรรษ และมีการต่อต้านอย่างรุนแรงจากนักเคลื่อนไหวต่อต้านจีเอ็มโอ

    ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก เป็นประเทศแรกที่อนุมัติเมล็ดพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ สำหรับการเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ จากการประกาศของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (Philippine Rice Research Institute:IRRI) แห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งช่วยพัฒนาข้าวสีทอง

    แถลงการณ์ระบุว่า กระทรวงเกษตร และสถาบันวิจัยข้าวฟิลิปปินส์ (PhilRice) ได้ออกใบอนุญาตอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนที่แล้ว

    “ด้วยใบอนุญาตด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ตอนนี้กระทรวงเกษตร และPhilRice ได้เริ่มผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการเพาะปลูก ซึ่งปกติจะใช้เวลา 3 ถึง 4 ฤดูในการเพาะปลูก” โรนัน ซากาโด โฆษกรัฐบาลในโครงการข้าวสีทอง (Golden Rice initiative)กล่าว

    ในบื้องต้น ข้าวสีทองจะนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีภาวะขาดวิตามินเออย่างมากภายในไตรมาสที่สามของปี 2565 ก่อนที่ข้าวสีทองจะมีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์สำหรับการบริโภคของประชาชนทั่วไป

    ฟิลิปปินส์ถูกคาดหวังว่าจะอนุมัติการปลูกข้าวสีทองอย่างแพร่หลายในช่วงต้นปี 2554 แต่ต้องเผชิญกับความกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อสุขภาพและการคัดค้านจากภาคส่วนต่างๆ

    กรีนพีซประณามการอนุมัติและเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรยกเลิกการตัดสินใจ

    กัมพูชาเตรียมเปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่เร็วๆ นี้

    ที่มาภาพ: https://www.khmertimeskh.com/94116/new-rice-variety-spotlight/

    ในเร็วๆ นี้ นักวิจัยข้าวกัมพูชาจะ เปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่ที่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น และให้ผลผลิตที่ดีกว่าข้าวพันธุ์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นการตอบสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศที่สดใส เพราะพันธ์ข้าวใหม่นี้ยังให้รสชาติที่ดีขึ้นหลังหุงสุกแล้ว จากการเปิดเผยของ ลอร์ บุนนา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตรแห่งกัมพูชา (Cambodian Agricultural Research and Development Institute:CARDI) และกล่าวว่า พันธุ์ข้าวใหม่นี้เป็นพันธุ์ข้าวหอมที่พัฒนาโดยทีมวิจัยมาเป็นเวลา 10 ปี

    “จนถึงตอนนี้ เรายังไม่ได้ตั้งชื่อ แต่ทีมวิจัยของเรา [กำลัง] ทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อทดสอบและเราหวังว่าจะเปิดตัวได้ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า”

    “นี่คือความหลากหลายที่เราหวังว่าเกษตรกรของเราจะ [ค้นหาตลาดส่งออกที่ดี] ด้วยผลผลิตที่สูง สามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่มีน้ำสม่ำเสมอ”
    นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา CARDI ได้พัฒนาและเผยแพร่พันธุ์ข้าวมากกว่า 40 สายพันธุ์ให้กับเกษตรกร ซึ่งบางสายพันธุ์ถูกลืมไปหมดแล้ว

    บุนนากล่าวว่าข้าวทั้ง 44 สายพันธุ์ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 อย่างไรก็ตาม พันธ์ุข้าวบางส่วนไม่เหมาะสมอีกต่อไปเนื่องจากปัญหาทางธรรมชาติ ดิน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ในขั้นต้น CARDI จะเปิดตัวเฉพาะพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง เติบโตเร็ว เพื่อยกระดับความมั่นคงด้านอาหารในประเทศ เมื่อบรรลุความมั่นคงด้านอาหารในประเทศแล้ว นักวิจัยก็เริ่มดำเนินการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมใหม่เพื่อกระตุ้นการส่งออก

    บุนนากล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2563 สถาบัน CARDI ได้ทำการวิจัยพันธุ์ข้าวที่มีความทนทานมากขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับพันธุ์อื่นๆ ที่ทนต่อน้ำท่วมและข้าวที่ทนทานต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นจากระดับปกติ

    เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เวง สาคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ได้ประกาศเปิดตัวข้าวพันธุ์ใหม่ชื่อ พกา เมลาดี(Phka Mealadei)

    บุนนาน กล่าวว่า Phka Mealadei เป็นข้าวพันธุ์ลูกผสมระยะกลางตามฤดูกาลที่ CARDI ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์และได้ทำการทดสอบกับระบบนิเวศน์ทางการเกษตรที่หลากหลายเป็นเวลา 14 ปี

    การส่งออกข้าวสารของกัมพูชาไปยังตลาดต่างประเทศได้ลดลงอย่างมากเมื่อเร็วๆ นี้ แต่กระทรวงเกษตรยังคงส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่นให้ปลูกข้าวต่อไป

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มีการส่งออกข้าวสาร 280,450 ตัน ลดลง 29.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 โดยการส่งออกข้าวเปลือกแตะระดับ 1,692,813 ตันในปี 2564 เพิ่มขึ้นประมาณ 72% เมื่อเทียบปีต่อปี

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกล่าวว่า การผลิตข้าวในฤดูฝนในกัมพูชาเกินผลผลิตเป้าหมายในปี 2564 แล้ว

    ข้อมูล ณ สัปดาห์ที่แล้ว เกษตรกรปลูกข้าวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2.6 ล้านตัน หรือเกือบ102% ของแผนรายปี ปริมาณ ‘ข้าวพันธุ์เบา’ ที่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงต้นฤดูฝนเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 1.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 789,000 ตันเมื่อเทียบปีต่อปี โดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 4.2 ตันต่อเฮกตาร์ ในปีที่แล้วการเก็บเกี่ยวลดลง 5% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้

    ราคาข้าวเวียดนามลดลงมาที่ระดับต่ำสุดรอบ 18 เดือน

    ที่มาภาพ:https://e.vnexpress.net/news/business/industries/rice-export-prices-plunge-to-18-month-low-4347180.html

    ราคาส่งออกข้าวหัก 5% ของเวียดนามร่วงลงสู่ระดับ 385 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 18 เดือนที่ผ่านมา จากการเปิดเผยของกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท โดยผู้ค้าข้าวกล่าวว่า ราคาที่ลดลงนั้นเกิดจากอุปสงค์ทั่วโลกที่ต่ำ

    บริษัท Tan Phat Import-Export Commercial One-Member จำกัด ในจังหวัดด่งท้าป ทางภาคใต้ของประเทศ ลังเลที่จะลงนามในสัญญาส่งออกฉบับใหม่ เนื่องจากต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น 200,000 ด่อง(8.77 ดอลลาร์) ต่อตัน

    นอกจากนี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน การปลดออกและการลาออก ส่งผลให้จำนวนพนักงานของบริษัทลดลงจาก 160 คนเหลือเพียง 20 คน

    บริษัทร่วมหุ้น Trung An Hi-tech Farming ในเมืองเกิ่น เทอ มีสัญญาส่งออกข้าวไปยังเกาหลีใต้ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม แต่ต้องขอโทษคู่ค้าเพราะการจัดส่งล่าช้า เนื่องจากพื้นที่ทางตอนใต้ยังคงบังคับใช้มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม

    กรุงฮานอย นครโฮจิมินห์ และสถานที่อื่นๆ อีกหลายแห่งมีข้อกำหนดรักษาระยะห่างเป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อควบคุมการระบาดครั้งที่ 4 ที่เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน และมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 388,000 คน

    สำนักงานสถิติระบุว่า เวียดนามส่งออกข้าวลดลงมีปริมาณเกือบ 3.6 ล้านตัน ลดลง 10.6% ส่วนมูลค่ากว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ลดลง 0.6% ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบรายปี

    กฎหมาย capital gains tax กัมพูชามีผลบังคับใช้ ม.ค. 65

    กฎหมายภาษีกำไรจากเงินลงทุน หรือ capital gains tax ที่กำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 20% สำหรับบุคคลที่ขายสินทรัพย์ทุน เช่น อสังหาริมทรัพย์ สัญญาเช่า และการถือครองสินทรัพย์ทางการเงิน จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีหน้า

    แผนกภาษีทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้กรมสรรพากรกัมพูชา ย้ำว่า กฎหมายนี้ไม่ใช่ภาษีใหม่ ธุรกิจของกัมพูชามีการจ่ายภาษีกำไรจากการขาย มาโดยตลอด แต่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีหน้าการเก็บภาษีกำไรจากการขาย จะมีผลบังคับใช้กับบุคคลทั่วไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ขายที่ดินและทรัพย์สิน

    กฎหมายได้ขยายให้ มีการเก็บภาษีกำไรจากการขาย จากบุคคล ได้ประกาศครั้งแรกโดยกระทรวงเศรษฐกิจและการเงินในเดือนเมษายนปี 2563 เพื่อที่จะบังคับใช้ในอีกสามเดือนถัดมา แต่ล่าช้าไปจนถึงเดือนมกราคมปี 2565 เนื่องจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการระบาดของไวรัสโคโรนา และล่าช้าออกไปอีกครั้งหลังจากการติดเชื้อในชุมชนเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์

    กรมสรรพากรได้เตรียมร่างแนวทางเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ผู้เสียภาษีปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎหมายกำไรจากการขาย

    ตาม Prakas หรือกฎหมายที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2020 โดยกระทรวงเศรษฐกิจและการเงิน กฎหมาย Capital Gains Tax ระบุขอบเขตการบังคับใช้กับผู้เสียภาษีทั้งที่มีถิ่นที่อยู่และนอกประเทศในอัตรา 20% ของกำไรที่ได้รับจาก การขายหรือโอนทุนหกประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ สัญญาเช่า, สินทรัพย์การลงทุน เช่น หุ้นและพันธบัตร, ค่าความนิยม เช่น ลูกค้าหรือชื่อแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญาและสกุลเงินต่างประเทศ

    Capital gains tax จะเรียกเก็บจากกำไรจากการขายที่ได้ในขณะที่ขายหรือโอนทุนที่ทำกำไรได้ ผู้ขายมีเวลาสามเดือนในการชำระเงิน ถ้าไม่มีกำไรก็ไม่ต้องเสียภาษี

    ลาว-จีนเปิดตัวการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน

    ที่มาภาพ:http://kpl.gov.la/En/Detail.aspx?id=61631

    China Radio International(CRI) รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่เมืองคุนหมิงของจีน ได้มีพิธีเปิด การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนลาว – จีน ระหว่างคุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนานของจีนและเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการบริหารของลาว

    รถบรรทุกที่บรรทุกเครื่องจักร อุปกรณ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่าเกือบ 3 ล้านหยวน ออกเดินทางระยะไกลจากคุนหมิงผ่านด่านบ่อหาน-บ่อเต็น เพื่อเข้าสู่เวียงจันทน์

    ในเวลาเดียวกัน รถบรรทุกบางคันที่บรรทุกสินค้าเฉพาะของลาวเดินทางจากเวียงจันทน์ไปยังด่านชายแดนบ่อหาน-บ่อเต็น เข้าคุนหมิงเพื่อจำหน่ายสินค้าไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของจีน

    การเปิดตัวการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนระหว่างเมืองจีนและเมืองหลวงของลาว มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการขนส่งสินค้า ค่าขนส่ง และการจราจรตามถนนระหว่างคุนหมิงและเวียงจันทน์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้ง ทางถนนและทางรถไฟระหว่างลาวและจีน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายหลังการเปิดใช้บริการรถไฟลาว-จีน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 2 ธันวาคม 2564

    อินโดนีเซียย้ำ 3 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและธุรกิจ

    ที่มาภาพ: https://en.antaranews.com/news/185878/president-jokowi-highlights-three-key-economic-and-business-strategies

    ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ได้ตอกย้ำ 3 ยุทธศาสตร์หลักในด้านเศรษฐกิจและธุรกิจ ประกอบด้วยอุตสาหกรรมขั้นปลาย การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ให้สู่ดิจิทัล และการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว

    “ผมคิดว่ามีกลยุทธ์สำคัญ 3 ประการสำหรับเศรษฐกิจของเรา ยุทธศาสตร์ใหญ่ของประเทศในการทำธุรกิจในอนาคตรวมถึงการก้าวไปสู่อุตสาหกรรมขั้นปลาย การส่งเสริม MSMEs ให้เป็นดิจิทัล และประการที่สามคือ เราต้องเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดเศรษฐกิจสีเขียว” ประธานาธิบดีโจโกวี กล่าวขณะเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการกับนักเศรษฐศาสตร์ร่วม 100 คนผ่านระบบออนไลน์

    ประธานาธิบดีโจโกวี ยืนยันว่ารัฐบาลได้หยุดการส่งออกวัตถุดิบ เช่น นิกเกิล โดยมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมขั้นปลาย และในอนาคตจะจัดลำดับความสำคัญของสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น บอกไซต์ ทองคำ และทองแดง

    ประธานาธิบดีโจโกวี เน้นไปที่ ว่าวัตถุดิบทั้งหมดควรจะถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและมีการแข่งขันสูงก่อนที่จะส่งออก

    ประธานาธิบดีโจโกวี กล่าวว่า การดำเนินตามยุทธศาสตร์นี้ได้ผลแล้ว เช่น การส่งออกเหล็กและเหล็กที่มีมูลค่า 10.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งแรกของปี 2564

    “ไม่เพียงแค่นิกเกิลเท่านั้น แต่เราจะเริ่ม (แปรรูป) บอกไซต์ ทอง และทองแดงด้วยในอนาคต เรายังแปรรูปสินค้าน้ำมันปาล์มเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปหรือสินค้าสำเร็จรูปเป็นอย่างน้อย เพื่อที่จะผลิตสินค้าหลากหลายจำนวนมาก” ประธาน โจโกวีกล่าว

    ยุทธศาสตร์ที่สองคือการส่งเสริม MSMEs ให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยอยากเห็นผู้เล่น MSME ทำธุรกิจดิจิทัลมากขึ้น

    ประธานาธิบดีโจโกวีระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม 2564 มีMSME ประมาณ 15.5 ล้านรายได้เข้าไปอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลและคาดว่าจะเจาะตลาดโลก

    “ผมคิดว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เราจะผลักดันต่อไป เนื่องจากเรามี MSME ประมาณ 60 ล้านราย ซึ่งเราจะสนับสนุนให้ทุกรายเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ว่าจะในระดับภูมิภาคหรือระดับประเทศก็ตาม เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าสู่แพลตฟอร์มระดับโลกได้ ” ประธานาธิบดีโจโกวีกล่าว

    ส่วนยุทธศาสตร์ที่สามเน้นเศรษฐกิจสีเขียว ประธานาธิบดีมั่นใจว่าอนาคตของผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจสีเขียวในอินโดนีเซียนั้นสดใสมาก
    ประธานาธิบดีโจโกวีระบุว่า จะมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวในเดือนตุลาคม 2564

    “เราจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสีเขียว พลังงานหมุนเวียน และเราหวังว่าจะมีความสามารถสูงสุดในอนาคตในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจสีเขียวที่เราจะสร้างในปีนี้” ประธานาธิบดี โจโควีกล่าว