ThaiPublica > คอลัมน์ > “กานา” ม้ามืดแห่งแอฟริกา หลุดพ้นจากความยากจนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

“กานา” ม้ามืดแห่งแอฟริกา หลุดพ้นจากความยากจนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

11 มกราคม 2021


ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์

หากจะว่าไปแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจในโลกสมัยใหม่มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นเจริญเติบโตแบบพรวดพราดรวดเร็ว หรือค่อยเป็นค่อยไปอย่างยั่งยืน

เกือบสามสิบปีแล้วที่กลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกาเริ่มหันมาจัดระเบียบตัวเองและพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ทั้งการแข่งขันทางการค้า การแผ่อิทธิพลของประเทศจีนที่สร้างจักรวรรดินิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ รวมถึงโลกาภิวัตน์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยียุคดิจิทัล

กานา (Ghana) นับเป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจในกลุ่มประเทศ emerging countries ของแอฟริกา

ชัยภูมิที่ตั้งของกานานั้นตั้งอยู่บริเวณแอฟริกาตะวันตก ซึ่งมีทั้งหมด 16 ประเทศ เช่น ไอวอรีโคสต์ (โกตดิวัวร์) เซเนกัล ไนจีเรีย และไลบีเรีย

แผนที่ประเทศกานา ที่มาภาพ :https://www.britannica.com/place/Ghana

กานา เคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ เดิมมีชื่อว่า Gold Coast… อังกฤษสนใจกานาเพราะมีทรัพยากรสำคัญ คือ ทองคำและโกโก้

การที่กานาตกเป็นอาณานิคมอังกฤษมายาวนาน ทำให้อังกฤษวางระบบและระเบียบแบบแผนที่ดีหลายเรื่อง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1957 กานาเป็นชาติแรกในแอฟริกาที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ

นายกวาเม เอ็นกรูมา (Kwame Nkrumah) อดีตประธานาธิบดีคนแรกของกานา ผู้เป็นหัวหอกในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ที่มาภาพ : http://www.blackhistoryheroes.com/2010/09/kwame-nkrumah.html

กานามีประชากรราวๆ 25.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นเมืองเชื้อสายอากาน (Akan) มีเมืองหลวงชื่ออักกรา (Accra) และใช้สกุลเงินเซดิ (Cedi)

BBC country profile ได้สรุปเรื่องราวของกานาไว้น่าสนใจ กล่าวคือ กานาเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูงนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 เป็นต้นมา และเสถียรภาพทางการเมืองนี้เองที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญให้กานาสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

หลังได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 1957 แล้ว… การเริ่มต้นประเทศใหม่ด้วยตัวเองทำให้เกิดการแทรกแซงจากกองทัพอยู่เสมอๆ คล้ายกับหลายประเทศในทวีปแอฟริกา

นับตั้งแต่ได้รับเอกราช กานาเกิดการรัฐประหารไปแล้ว 5 ครั้ง เกิดกบฏ 1 ครั้ง โดยรัฐประหารครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1981 โดยนาวาอากาศโท เจเรไมอาห์ (เจอร์รี) รอว์ลิงส์ (Flight Lieutenant Jerry Rawlings)

อดีตประธานาธิบดีเจอร์รี รอว์ลิงส์ ผู้นำคนสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนการพัฒนาประเทศกานา ที่มาภาพ : https://en.wikipedia.org/wiki/Jerry_Rawlings#/media/File:Jerry_Rawlings_2011_(cropped).jpg

เจอร์รี รอว์ลิงส์ เป็นลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นชาวสกอตแลนด์และมีแม่เป็นชาวกานา เขาเป็นเด็กฉลาด มีภาวะผู้นำสูง จนกระทั่งสอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหารของกานา และถูกส่งไปเรียนเป็นนักบิน

ช่วงที่รอว์ลิงยังอยู่ในกองทัพ สภาพเศรษฐกิจกานานั้นย่ำแย่อย่างหนัก ความยากจนข้นแค้นทำให้ประชาชนอดอยาก รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ เงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 140% เกิดการคอร์รัปชันกันมโหฬาร

พูดง่ายๆ คือ ช่วงปลายทศวรรษที่ 70 ประชาชนชาวกานาแทบไม่มีความหวังอะไรกับประเทศนี้เลย… จนกระทั่งในปี 1979 รอว์ลิงส์ปลุกระดมผู้คนขึ้นมาสู้แต่ล้มเหลวทำให้กลายเป็นกบฏ โดนจับและถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิต

แต่ชีวิตของรอว์ลิงส์เหมือนถูกลิขิตมาแล้ว… ระหว่างที่ติดคุกอยู่นั้น เขาได้รับการช่วยเหลือให้แหกคุกและกลับมาก่อการรัฐประหารใหม่อีกครั้ง ในฐานะผู้นำกองกำลังติดอาวุธเพื่อการปฏิวัติซึ่งเรียกตัวเองว่า Armed Forces Revolutionary Council หรือ AFRC

เจอร์รี รอว์ลิงส์ กับบทผู้นำกองกำลังปฏิวัติ AFRC ที่มาภาพ : https://ichef.bbci.co.uk/news/976/cpsprodpb/FC88/production/_115384646_ddfff47a-1665-4551-818c-0e4f2d4e2c8e.jpg

เดือนธันวาคม ปี 1981 AFRC นำโดยรอว์ลิงส์ประสบความสำเร็จในการโค่นรัฐบาลนายฮิลลา ลิมานน์ (Hilla Limann) และรอว์ลิงส์เริ่มปฏิบัติการเก็บกวาดครั้งใหญ่ จัดระเบียบทุกอย่างภายในประเทศใหม่หมดภายใต้สโลแกน A Housekeeping Exercise

การรัฐประหารของกานาเมื่อปี 1981 เกิดจากปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน โดยเฉพาะปัญหาความยากจน ผู้คนในประเทศอดอยาก แร้นแค้น หนำซ้ำยังเจออภิมหาเงินเฟ้อเล่นงานอีก เกิดการคอร์รัปชันกันแพร่หลายในรัฐบาลลิมานน์… ท้ายที่สุดรัฐบาลหมดน้ำยาในการบริหารประเทศ

รอว์ลิงส์ครองอำนาจในกานายาวนานจนถึงปี 1992 เขาตัดสินใจลาออกจากกองทัพและหันมาตั้งพรรคการเมือง National Democratic Congress หรือ NDC ก่อนจะกลับเข้ามาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 1993 และครองอำนาจต่อมาจนถึงปี 2001

การสืบทอดอำนาจยาวนานของรอว์ลิ่งนี้ทำให้ภาพของเขากลายเป็น strongman อีกคนหนึ่งของทวีปแอฟริกา

ในช่วงต้นของการยึดอำนาจ รอว์ลิงส์ดำเนินแนวทางการพัฒนาประเทศตามแบบสังคมนิยมโดยได้รับอิทธิพลจากฟิเดล คาสโตร แห่งคิวบา และกัดดาฟี จากลิเบีย

รอว์ลิงส์และกัดดาฟี ผู้นำจากลิเบีย ที่มาภาพ : https://ichef.bbci.co.uk/news/976/cpsprodpb/E3EC/production/_115384385_mediaitem115384384.jpg

อย่างไรก็ดี รอว์ลิงส์มองเห็นแล้วว่า ความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศจากโลกตะวันตกสามารถสร้างผลลัพธ์ระยะยาวได้ดีกว่า เขาจึงเลือกขอความช่วยเหลือไปยังธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ

ทั้งสององค์กรเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในช่วงกลางทศวรรษที่ 80 กานาต้องกินยาขมเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือเพื่อปรับโครงสร้างประเทศกันใหม่

รัฐบาลรอว์ลิงส์ได้วางมาตรการที่เรียกว่า Economic Recovery Program หรือ ERP โดยต้องลดค่าเงินเซดิ ปลดข้าราชการที่ไร้ประสิทธิภาพออก แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ยกเลิกการควบคุมราคาพืชผลการเกษตร เป็นต้น ผลพวงของ ERP ทำให้ประเทศเริ่มลืมตาอ้าปากขึ้นได้

อิทธิพลทางการเมืองของรอว์ลิงส์ยาวนานมาจนถึงปี 2001… หลังจากลงจากตำแหน่งไปแล้ว รอว์ลิงส์ยังได้รับการยอมรับอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะในแอฟริกา

เจอร์รี รอว์ลิงส์ บนเวที United Nations ที่มาภาพ :https://www.britannica.com/place/Ghana/Independence#ref343655

…และล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว อดีตประธานาธิบดีรอว์ลิงส์เพิ่งถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 73 ปี

บทความของ Adam Nossiter คอลัมนิสต์ใน New York Times เขียนถึงเจอร์รี รอว์ลิงส์ ไว้น่าสนใจว่า ถึงแม้เขาจะเริ่มต้นด้วยความเป็นเผด็จการที่โหดร้าย แต่ท้ายที่สุดเขาวางมือด้วยการเป็นนักประชาธิปไตยโดยการวางรากฐานประชาธิปไตยให้กานา

กานานับเป็นอีกกรณีศึกษาความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลงานของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลรอว์ลิงส์

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ การค้นพบน้ำมันเมื่อปี 2010 และน้ำมันได้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกานาให้เจริญเติบโต

World Economic Forum ยกให้กานาเป็นอีกประเทศที่น่าจับตามากที่สุดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก

ปัจจัยที่ทำให้กานาฟื้นฟูและพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว คือ การยึดมั่นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเต็มที่ รัฐแทรกแซงน้อยที่สุด ขณะเดียวกันปัจจัยอื่นๆ เช่น การสร้างและพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างถนนในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 การลงทุนด้านการศึกษา การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ความมีเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเรื่องนี้กานาได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก

โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยเรื่องท้าทายมากมาย… แน่นอนว่า กานาปรับตัวทันกับแต่ละยุคสมัยได้อย่างน่าชื่นชม แม้ทุกวันนี้ยังมีวิวาทะทางวิชาการที่เห็นต่างกันว่าแนวทางของเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) นั้นทำให้กานาโชว์ให้เห็นแค่อัตราการจำเริญทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ในแง่ของการพัฒนาแล้วยังไปไม่ถึงไหน (Growth without development)1

อย่างไรก็ดี กานาได้พิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่งแล้วว่า การพัฒนาแนวทางนี้พอจะทำให้ประเทศลืมตาอ้าปากได้บ้าง และในอนาคตการให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาประเทศตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs)

ล่าสุดแนวคิดเรื่อง Sustainable Development Investment Partnership หรือ SDIP เป็นแนวคิดที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับกานา

ที่มาภาพ :https://www.oecd.org/media/oecdorg/directorates/developmentco-operationdirectoratedcd-dac/SDIP-logo.jpg

สาระสำคัญของ SDIP คือ การจัดสรรเงินทุนขององค์กรระหว่างประเทศที่เข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลโดยจะเน้นให้กับโครงการที่เกี่ยวข้อง SDGs ซึ่งแหล่งเงินทุนจะประเมินว่าโครงการที่ขอมานี้เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมากน้อยเพียงใดและควรจะจัดสรรให้เท่าใด

กานานับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแง่มุมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ได้พูดเพียงแค่อัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่ต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในวันหน้าด้วย

หมายเหตุ : 1.Neoliberalism and Growth without Development in Ghana: A Case for State-led Industrialization ผู้สนใจโปรดดู Jasper Abembia Ayelazuno (2014)