ThaiPublica > เกาะกระแส > โออาร์ พร้อมขายหุ้น IPO เปิดจอง 24 มค – 2 กพ ’64 ช่วงราคา16 – 18 บาทต่อหุ้น

โออาร์ พร้อมขายหุ้น IPO เปิดจอง 24 มค – 2 กพ ’64 ช่วงราคา16 – 18 บาทต่อหุ้น

20 มกราคม 2021


นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์

โออาร์ พร้อมขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เปิดโอกาสให้คนไทยร่วมเติบโตไปด้วยกันกับแบรนด์ไทยที่จะก้าวไปเป็นแบรนด์ระดับโลก เปิดจองวันที่ 24 มกราคม 2564 – เวลา 12:00 น. (เที่ยง) ของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ ที่ช่วงราคาเสนอขาย 16.00 – 18.00 บาทต่อหุ้น ราคาพาร์ 10 บาท/หุ้น

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่าโออาร์เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 2,610,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน ร้อยละ 22.5 ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่ออกและจำหน่ายได้แล้วของบริษัทฯ โดยมีช่วงราคาเสนอขาย 16.00 – 18.00 บาทต่อหุ้น

ภายหลังที่มีการเสนอขายหุ้นสามัญครั้งนี้ (ในกรณีที่มีการเสนอขายหุ้นทั้งจำนวน โดยไม่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) โดยแบ่งเป็น (ก) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 300,000,000 หุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปเฉพาะกลุ่มซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของ ปตท. ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท. (“ผู้ถือหุ้นของ ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น”) ทั้งนี้ ณ วันปิดการเสนอขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 2,610,000,000 หุ้น หากมีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายดังกล่าว บริษัทฯ อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินให้แก่ผู้ลงทุนจำนวนไม่เกิน 390,000,000 หุ้น อีกทั้ง การจัดสรรหุ้นของ OR ในส่วนของผู้ลงทุนรายย่อยในครั้งนี้จะไม่มีการจัดสรรหุ้นผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

สำหรับผู้จองซื้อรายย่อย สามารถจองซื้อได้ที่ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และกรุงไทย ที่สำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศและผ่านช่องทางออนไลน์ ในวันที่ 24 มกราคม 2564 – เวลา 12:00 น. (เที่ยง) ของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 โดยจัดสรรแบบวิธี Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการกระจายหุ้นอย่างทั่วถึง และสำหรับผู้ถือหุ้น ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น สามารถจองซื้อได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 25-28 มกราคม 2564 โดยคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “OR” ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้

“การขายหุ้น IPO ครั้งนี้เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยที่จะก้าวไปเป็นแบรนด์ระดับโลก พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคมชุมชน ผ่านการดำเนินธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เราเชื่อมั่นว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะเวลาอันเหมาะสมที่ โออาร์ พร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตครั้งใหม่ด้วยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากจุดแข็ง รากฐานทางธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตอันแข็งแกร่งของ โออาร์ กับแนวคิดธุรกิจ “Retailing Beyond Fuel” วันนี้ เราพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาร่วมเป็นเจ้าของและต่อยอดสู่การเติบโตที่ไกลกว่าเดิม” นางสาวจิราพรกล่าว

นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน โออาร์ กล่าวว่าวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ในการขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน การขยายธุรกิจสำหรับตลาดพาณิชย์ การลงทุนในคลังเก็บผลิตภัณฑ์และศูนย์กระจายสินค้า การขยายเครือข่ายร้านค้าปลีก การลงทุนในธุรกิจต่างประเทศ รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ โดยมี บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และบริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30.0 ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนดไว้ในแต่ละปี

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์(ซ้าย)นางสาวราชสุดา รังสิยากูล(ขวา)และนายพิจินต์ อภิวันทนาพร(ยืน)

สำหรับโออาร์ ดำเนินธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) อย่างผสมผสานกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วยการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่เช่า มีแบรนด์ซึ่งเป็นที่นิยมและได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง เช่น “PTT Station” แบรนด์สถานีบริการน้ำมัน ที่มีสาขา 1,968 แห่งในประเทศไทย และ 329 แห่งในต่างประเทศ “Café Amazon” แบรนด์ร้านกาแฟชั้นนำของประเทศไทยที่มีจำนวน 3,168 ร้านในประเทศไทย และ 272 ร้านในต่างประเทศ ศูนย์บริการยานยนต์ “FIT Auto” จำนวน 56 แห่งในประเทศไทย และ 4 แห่งในต่างประเทศ ร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ “7-Eleven” ในสถานีบริการ และแบรนด์ “Jiffy” จำนวนรวมกัน 1,960 ร้านในประเทศไทย และ 86 ร้านในต่างประเทศ เป็นต้น (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)

โออาร์ มีกระแสเงินสดที่มั่นคงจากกลุ่มธุรกิจน้ำมัน และมุ่งมั่นที่จะสร้างรายได้เพิ่มจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ ที่มีความหลากหลาย ซึ่งมีการเติบโตและอัตรากำไรอยู่ในระดับสูง โดย โออาร์ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ ใน 3 ปี (ปี 2560-2562) ดังนี้ 543,275.7 ล้านบาท 592,072.8 ล้านบาท 577,134.0 ล้านบาท ตามลำดับ และสำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ จำนวน 430,341.1 ล้านบาท และ 319,308.4 ล้านบาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 จำนวน ตามลำดับ

ส่วนกำไรสุทธิ 3 ปี (2560-2562 ) จำนวน 9,768.7 ล้านบาท 7,851.3 ล้านบาท 10,895.8 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วน งวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 มีกำไรสุทธิ 8,947.5 ล้านบาทและวันที่ 30 กันยายน 2563 มีกำไรสุทธิ 5,868.5 ล้านบาท (ทั้งนี้ ข้อมูลสำหรับปี 2560 และ 2561 อ้างอิงจากข้อมูลทางการเงินรวมเสมือน ในขณะที่ข้อมูลสำหรับปี 2562 และสำหรับงวดเก้าเดือนปี 2562 และ 2563 อ้างอิงจากงบการเงินรวมตรวจสอบตามกฎหมาย)

นางสาวจิราพรกล่าวต่อว่าจุดแข็งและปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของโออาร์ ในฐานะบริษัท Flagship ของ กลุ่ม ปตท. ด้านการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก โดยมีสถานีบริการน้ำมัน “PTT Station” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในด้านความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และความสะดวกครบครันในที่เดียว ความเป็นผู้นำในการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 38.9 (เมื่อพิจารณาจากปริมาณการขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของสถานีบริการในปี 2562 โดย Wood Mackenzie) การมีเครือข่ายระบบจัดเก็บและการกระจายผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย การเดินหน้าพัฒนาธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ซึ่งส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี และความมีศักยภาพในการเติบโตสูงทั้งในและต่างประเทศ มีรากฐานทางธุรกิจที่มั่นคงในประเทศกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว อีกทั้งยังมีความสามารถในการขยายธุรกิจสู่ประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีคณะผู้บริหารที่มากประสบการณ์ และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับกิจการที่ดี (ESG)

ขณะที่นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร นวัตกรรมและความยั่งยืน โออาร์ กล่าวถึงยุทธศาสตร์โออาร์ว่า มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่น่าเชื่อถือ พัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงใจผู้บริโภค ควบคู่กับการสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยโออาร์ ได้วาง 6 กลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายธุรกิจ ประกอบด้วย

  • รักษาความเป็นผู้นำทั้งตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ในประเทศไทย
  • มุ่งส่งเสริมการเติบโตของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) สร้างฐานรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร
  • ต่อยอดความสำเร็จ ความชำนาญ เพื่อการขยายตัวสู่ระดับภูมิภาค และระดับโลก
  • เสริมสร้างศักยภาพ ขยายโอกาสการเติบโตด้วยเทคโนโลยี และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Big Data Analytics)
  • ลงทุนครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี
  • มุ่งสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ทั้งประเทศชาติ สังคมชุมชน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และพนักงานอย่างสมดุล

สำหรับผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลจากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวนของ โออาร์ ที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ โออาร์ ได้ที่ https://www.facebook.com/ORofficialTH และ investor.pttor.com



เกี่ยวกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์

เป็นบริษัท Flagship ด้านการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้ผู้บริโภค พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนและสร้างผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนในทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ

วิสัยทัศน์
แบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลกที่สร้างคุณค่าให้กับชุมชนผ่านการดำเนินธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

พันธกิจ
ดำเนินธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ในฐานะบริษัทชั้นนำระดับสากลที่สร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

ลักษณะการประกอบธุรกิจ
โออาร์ มุ่งดำเนินธุรกิจโดยนำความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ในการออกแบบรูปแบบทางธุรกิจ ด้วยแนวคิด “Retailing Beyond Fuel” หรือมีการบริหารจัดการอย่างผสมผสาน เติมเต็มความต้องการของผู้บริโภค พร้อมสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุลและยั่งยืน ด้วยธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจน้ำมัน (Oil) กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) และกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ

กลุ่มธุรกิจน้ำมัน

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบค้าปลีก
โออาร์ จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว) และผลิตภัณฑ์หล่อลื่นให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์และลูกค้ารายย่อย โดย โออาร์ เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกน้ำมันซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่มีมากกว่า 1,900 สาขาทั่วประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) โดยได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาศักยภาพธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก (Oil and Retail Business Academy – OBA) เพื่อเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน และสร้างคุณภาพของแบรนด์สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

EV Charging Station

ปัจจุบันสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ได้พัฒนาต่อยอดด้วยแนวคิด “Living Community – เติมเต็มทุกความสุข” ที่คำนึงถึงความต้องการและสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนโดยรอบ รวมไปถึงการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนเข้ามาใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน อีกทั้งยังมุ่งสู่เทรนด์พลังงานแห่งอนาคต ด้วย EV Charging Station ในสถานีบริการน้ำมัน เพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนผ่านของยานยนต์สู่การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์
โออาร์ พัฒนาโซลูชั่นเพื่อให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจรในฐานะ Energy Solution Provider คู่คิดเคียงข้างธุรกิจครบวงจร ส่งผลให้ โออาร์ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจนมีลูกค้าในตลาดพาณิชย์ทั้งหมดกว่า 2,600 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) ซึ่งครอบคลุมทั้งภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม โดยผลิตภัณฑ์หลักคือ น้ำมันเตา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ยางมะตอย เมทานอล โพรเพน (C3) และบิวเทน (C4) ฯลฯ และสำหรับภาคครัวเรือน โออาร์ จำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวผ่านเครือข่ายร้านค้าก๊าซหุงต้ม ภายใต้แบรนด์ “ก๊าซหุงต้ม ปตท.” โดยมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ

นอกจากนั้น โออาร์ ยังมีธุรกิจหล่อลื่น ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์หล่อลื่น จาระบี และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องผ่านช่องทาง B2B และ B2C ภายใต้แบรนด์ PTT Lubricants ที่ส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) และธุรกิจศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและระบบของเหลวในรถยนต์ ซ่อมบำรุงรักษาแบบเบา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ โดยมีแผนที่จะเพิ่มการให้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้นอีกด้วย

กลุ่มธุรกิจน้ำมันทั้ง 2 กลุ่มของ โออาร์ ยังมีธุรกิจสนับสนุนที่ช่วยยกระดับศักยภาพในการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบครบวงจรตลอดทั้งซัพพลายเชน มีคลังรับ เก็บ จ่าย ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกว่า 70 แห่งทั้งในและต่างประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่เอื้อต่อการกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังลูกค้า และใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในด้านโลจิสติกส์และด้านการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน

กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ
โออาร์ คือผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกภายในสถานีบริการน้ำมันเป็นรายแรกของไทย สถานีบริการน้ำมัน PTT Station จึงเป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน ด้วยแนวคิด Retailing Beyond Fuel เติมเต็มทุกความต้องการของผู้บริโภค และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสถานีบริการน้ำมัน คู่ค้า และคนในชุมชน ด้วยสินค้าและบริการที่ตรงความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ อาทิ ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านกาแฟ ธนาคารสาขา โดยปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ ของ โออาร์ เติบโต ขยายสาขาทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ทั้งยังขยายสาขาในต่างประเทศอีกด้วย

คาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) เป็นธุรกิจที่ โออาร์ สร้างและพัฒนาขึ้นจนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค และปัจจุบันนับเป็นร้านกาแฟที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศไทยกว่า 3,100 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และยังเป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่มีจำนวนสาขามากเป็นอันดับ 6 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดย Euromonitor) โดยมีสถาบันฝึกอบรม Amazon Inspiring Campus (AICA) เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมสำหรับ SME ที่ร่วมทำธุรกิจกับ โออาร์ ในฐานะแฟรนไชส์ Café Amazon เพื่อให้สินค้าและบริการเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากนี้ โออาร์ ยังมีร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ “จิฟฟี่” (Jiffy) ที่ โออาร์ เป็นเจ้าของ และ แบรนด์ “7-Eleven” ตามเงื่อนไขของสัญญาหลักความร่วมมือแต่เพียงผู้เดียวกับซีพีออลล์ อีกทั้ง โออาร์ ยังได้รับสิทธิอนุญาตแต่ผู้เดียวในประเทศไทยในการดำเนินธุรกิจร้านค้าภายใต้แบรนด์ “เท็กซัส ชิคเก้น” (Texas Chicken) และได้รับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ของธุรกิจอาหารแบรนด์ “ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ” (Hua Seng Hong Dim Sum) รวมทั้งยังมีพันธมิตรธุรกิจทั้งแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทยชั้นนำอีกมากมาย

โออาร์ ยังดำเนินธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่ โดยดำเนินการบริหารจัดการและให้เช่าพื้นที่แก่ธุรกิจในเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และพื้นที่อื่นที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ โออาร์ เช่น จุดแวะพักระหว่างการเดินทาง (Rest Area) อีกด้วย
กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ

โออาร์ ใช้ต้นแบบของรูปแบบทางธุรกิจที่ผสมผสานธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ ที่สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างลงตัวและประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศไทยในการต่อยอดขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบัน ได้ดำเนินการธุรกิจน้ำมัน และ/หรือธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน สิงคโปร์ โอมาน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)

การพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน

โออาร์ ดำเนินธุรกิจที่เติบโตร่วมกับสังคมชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน และช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน สร้างวิสาหกิจชุมชนให้มีศักยภาพ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ภายใต้หลักการ ESG ที่คำนึงถึงการดูแลสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และการบริหารกิจการที่ดี (Governance) ในทุก ๆ ส่วนของการดำเนินธุรกิจ ด้วยโครงการต่าง ๆ อาทิ

  • โครงการพัฒนาการปลูกกาแฟ – ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง เชียงใหม่ ในการวิจัยและพัฒนาการปลูกและผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
  • โครงการ Café Amazon for Chance – ส่งเสริมการจ้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มคุณค่าให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการ ได้ฝึกทักษะการทำงานในร้านคาเฟ่ อเมซอน เพื่อสร้างโอกาสและส่งเสริมความเท่าเทียมทางสังคม
  • Cafe Amazon for Chance สำหรับผู้สูงอายุ
    Cafe Amazon Circular Living
  • โครงการ Café Amazon Circular Living Concept – นำวัสดุใช้แล้วภายในร้านและโรงคั่วกาแฟคาเฟ่ อเมซอน มาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งร้าน
  • โครงการไทยเด็ด – สร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ผลิตสินค้าวิสาหกิจชุมชนผ่านช่องทางการจัดจำหน่าย ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ทั่วประเทศ พร้อมมอบองค์ความรู้ในการช่วยพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • โครงการไทยเด็ด
    Friendly Design
  • โครงการ Friendly Design – ออกแบบสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ภายใต้แนวคิดอารยสถาปัตย์ เพื่อสร้างความสะดวกปลอดภัยในการเข้าถึงและใช้งานทุกพื้นที่แก่บุคคลทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพร่างกายอย่างเท่าเทียม
  • โครงการแยก แลก ยิ้ม – เชิญชวนผู้บริโภคแยกขยะและนำมาทิ้งในถังขยะประเภทต่าง ๆ ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และนำรายได้จากการขายขยะมาสร้างรอยยิ้มให้แก่ชุมชน
  • โครงการห้องน้ำ 20 บาท – นำรายได้ไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน เพื่อเพิ่มทางเลือก เพิ่มรอยยิ้มให้ชุมชน
  • ห้องน้ำ 20 บาท
  • โครงการ OR Seeding the Future – พัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายเยาวชนในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อนำไปสู่การต่อยอดเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอย่างยั่งยืน เป็นอนาคตที่สำคัญในการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนต่อไป