ThaiPublica > Sustainability > Social Issues > GCNT-กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ-UNDP ชูธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนโลกหลังโควิด-19

GCNT-กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ-UNDP ชูธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนโลกหลังโควิด-19

5 ธันวาคม 2020


นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

โกลบอลคอมแพ็กประเทศไทย-กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ UNDP จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในโลกหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019”

  • สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) จัดเวทีประชุมระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4 ภายใต้ประเด็น “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในโลกหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” หวังขับเคลื่อนหลักการชี้แนะของสหประชาชาติ และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เพื่อการฟื้นฟูกลับที่ดีขึ้นกว่าเดิม ระดมผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนจากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และภาคประชาสังคม เข้าร่วมงานกว่า 100 คน
  • สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ยังได้ร่วมกับพันธมิตรจัดตั้งศูนย์อบรมธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights Academy) โดยจะเริ่มเปิดหลักสูตรนำร่องในวันที่ 8-16 ธันวาคมนี้ และจะขยายผลอย่างต่อเนื่องในปี 2564 เพื่อติดอาวุธภาคธุรกิจไทยให้ปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนได้อย่างแท้จริง

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UN Development Programme – UNDP) จัดการประชุมระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4 (National Dialogue on Business and Human Rights) ในหัวข้อ “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในโลกหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” เพื่อหารือถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจากวิกฤติโควิด 19 รวมทั้งการหาทางป้องกันและเสริมความเข้มแข็งแก่ภาคธุรกิจต่อไปในอนาคต

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าโควิด-19 เป็นวิกฤติการณ์ระดับโลกที่ก่อให้เกิดผลกระทบในทุกมิติ โดยเฉพาะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งนี้ ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประเทศสามารถก้าวผ่านระยะการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจในรูปแบบวิถีปกติใหม่ หรือ New Normal ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ซึ่งภาคธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพสิทธิมนุษยชนให้กับภาคธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็กได้ อีกทั้งภาคธุรกิจของประเทศไทย ในฐานะที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจในภูมิภาค สามารถเป็นต้นแบบให้กับประเทศต่าง ๆ เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในการเป็นผู้นำเรื่องนี้ในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในระดับระหว่างประเทศอีกด้วย

นายนพปฎล เดชอุดม เลขาธิการ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย

นายนพปฎล เดชอุดม เลขาธิการ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงผลกระทบด้านแรงงานทั้งในไทยและระดับโลก เพื่อเป็นตัวอย่างของความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งประเด็นที่อาจถูกมองข้าม อาทิ สุขภาพจิตของแรงงานที่ยังอยู่ในองค์กร และแรงงานที่ต้องพ้นสภาพ ขณะเดียวกัน ยังได้ยกตัวอย่างของการจัดตั้ง Business and Human Rights Academy ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กฯ เพื่อเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของสมาคมฯ ในการส่งเสริมประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้เป็น “เรื่องง่าย” ที่ธุรกิจทั้งบริษัทขนาดใหญ่ และบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถ “เข้าถึง” “เข้าใจ” และ “นำไปปฏิบัติจริง” เกิดผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้ อีกทั้งยังตั้งเป้าหมายให้ Business and Human Rights Academy นี้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกด้วย

โลวิต้า รามกุทธี (Lovita Ramgut tee) ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า UNDP ได้นำเสนอกรอบการดำเนินงานสำหรับรัฐบาลและภาคธุรกิจ ภาครัฐมีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับผู้ที่เปราะบางและด้อยโอกาส อาทิ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ หรือผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือทางสังคมน้อย ในขณะที่ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชน แม้อยู่ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข เพราะการตรวจสอบรอบด้านในเชิงด้านสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ในการระบุความเสี่ยง เพื่อทำให้สามารถหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบต่อแรงงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของการดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจ

“UNDP ได้สร้างเครื่องมือประเมินตัวเองที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อช่วยองค์กรธุรกิจในการพิจารณาและจัดการผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากโควิด-19 และเพื่อขับเคลื่อนแผนการฟื้นฟูนี้ ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ และสร้างอนาคตที่ครอบคลุมประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมคุณภาพของสังคม การคุ้มครองแรงงานตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน วิกฤตการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ สร้างความปกติใหม่ หรือ New normal บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนและแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ทั้งนี้ ภายในงานมีการอภิปรายบนเวทีเสวนาด้านสิทธิมนุษยชน 3 ประเด็น ได้แก่ การดําเนินงานเกี่ยวกับความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน การสร้างภูมิคุ้มกันในภาคธุรกิจ และเครื่องมือสําหรับภาคธุรกิจในการตอบสนองต่อผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยเวทีแรก “การดำเนินงานกับข้อท้าทายเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน” ได้หยิกยกประเด็นผลกระทบต่อแรงงานและนายจ้างในสถานการณ์นี้ ซึ่งการปรับตัวของภาคธุรกิจอาจต้องมีการปรับลดต้นทุน และปรับลดแรงงาน รวมถึงประเด็นของแรงงานต่างด้าว ความเหลื่อมล้ำ และไม่เท่าเทียมกัน โดยตัวแทนจากกลุ่มแพรนด้า จิวเวอรี่ สภาองค์กรนายจ้างแห่งประเทศไทย มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และองค์กร Human Right Watch ได้แชร์มุมมองในมิติของผู้นำองค์กรธุรกิจ และภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชนว่า ลูกจ้างกับนายจ้างจะต้องร่วมมือกันมากขึ้น และมีสัญญาประชาคม (Social Contract)ให้มากยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในแนวทางที่นำเสนอ คือ การให้ภาครัฐเข้ามาร่วมตรวจสอบภาคธุรกิจอย่างเท่าเทียมกัน

เวทีที่ 2 “การสร้างภูมิคุ้มกันในภาคธุรกิจและความท้าทายในการผสานมิติการเคารพสิทธิมนุษยชนเข้าสู่กลไกทางธุรกิจ” กระทรวงแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และมูลนิธิวัฒนเสรี ได้ให้ข้อเสนอว่า การสร้างภูมิคุ้มกันในอนาคตควรมีเรื่องของการพัฒนาและเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจ ที่ไม่เพียงแต่เรื่องโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือในยุคดิจิทัล ดิสรัปชัน (digital disruption) ที่จะทำให้การทำงานในอนาคตเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสุขภาพ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมด้านชีวภาพ (Bio Economy) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยต้องมีการวางแผนฟื้นฟูให้มีการสนับสนุนสินค้าไทย เน้นการพัฒนาความมั่นคงของอุปทาน (Supply Security) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในภาคเกษตรและอาหาร สนับสนุนด้านการจ้างงาน การจ้างผู้สูงอายุ สนับสนุนมาตรการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และส่งเสริมให้การพัฒนาแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ

ส่วนเวทีที่ 3 “การถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องเครื่องมือสําหรับภาคธุรกิจในการตอบสนองต่อผลกระทบจากโควิด-19” จาก UNDP Thailand และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินศักยภาพขององค์กร ได้รับคำแนะนำในการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการฟื้นฟูและการสร้างภูมิคุ้มกัน ได้แก่ การเจรจาทางสังคม หรือ Social dialogue ซึ่งหมายถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ในประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจและนโยบายทางสังคม พร้อมกับกำหนดทางเลือกร่วมกัน โดยในช่วงวิกฤติโควิด-19 บริษัทอาจใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพยายามลดต้นทุนทางสังคม และลดผลกระทบต่อแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเลิกจ้าง และรักษาระดับค่าจ้าง ตลอดจนการติดตามประเมินผล โดยจะต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายและแนวปฏิบัติต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของแรงงาน เนื่องจากเป็นการส่งเสริมความโปร่งใส ความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่เกื้อหนุนต่อปรับเปลี่ยนให้เกิดผลได้

อนึ่งสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT : Global Compact Network Thailand): เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม 2561 โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งในไทย 15 บริษัท ปัจจุบันมีสมาชิก 60 องค์กร โดยโกลบอลคอมแพ็ก ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของโครงการสำคัญในระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ UN Global Compact เครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรณรงค์ให้บริษัททั่วโลกวางกลยุทธ์และยึดหลักการทำงานที่สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนครอบคลุมการดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านทุจริต ตลอดจนดำเนินกิจกรรมที่ช่วยผลักดันเป้าหมายของสังคมในวงกว้าง ภายใต้หลักสากล 10 ประการของ UN Global Compact เพื่อบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ อาทิ เป้าหมายว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมไปถึงข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement)