สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
ในย่านเรนแฮม (Rainham) ทางตะวันออกของมหานครชื่อดังอย่างกรุงลอนดอน มีพื้นที่รกร้างขนาดราวๆ 40 เอเคอร์ (ประมาณ 101 ไร่) เมื่ออากาศร้อนจัดในฤดูร้อน เนินที่เกิดจากขยะใต้ดินจำนวนมหาศาลจะลุกเป็นไฟและพ่นควันพิษขึ้นสู่ท้องฟ้า ฟุ้งกระจายไปตามบ้านเรือน สวนสาธารณะ และโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียง จนชาวบ้านเรียกขานสถานที่นี้อย่างประชดประชันว่า “ภูเขาไฟเรนแฮม”
ภูเขาไฟแห่งนี้ถือกำเนิดจากการลักลอบทิ้งขยะอย่างผิดกฎหมายต่อเนื่องมาหลายสิบปี ทำให้มีการสะสมของก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะอินทรีย์ใต้ผืนดิน จนสามารถลุกไหม้เองได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิภายนอกสูงขึ้น
ต้นตอของปัญหานี้คือบริเวณที่เรียกว่า อาร์โนลส์ฟีลด์ (Arnold’s Field) ซึ่งเคยเป็นบ่อขยะที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายในช่วงปี 1967-1971 และในปี 2000 หน่วยงานท้องถิ่นได้อนุมัติแผนเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นป่าชุมชน
แต่ในความเป็นจริงกลับมีการลักลอบทิ้งขยะอย่างผิดกฎหมายในบ่อขยะเดิมต่อเนื่องมาหลายสิบปี จนไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใต้ผืนดินแห่งนี้มีขยะฝังอยู่ลึกเท่าใดและประกอบด้วยอะไรบ้าง มีเพียงการสุ่มตรวจที่พบว่าเป็นขยะผสมทั้งจากครัวเรือน อุตสาหกรรม เช่น ไม้ กระดาษ แก้ว พลาสติก ที่นอน เฟอร์นิเจอร์ สายเคเบิล ไปจนถึงเศษวัสดุก่อสร้าง
เมื่อถึงฤดูร้อน จะเกิดไฟไหม้ที่บริเวณบ่อขยะนี้เป็นประจำ โดยความถี่ของไฟไหม้เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา ข้อมูลจากหน่วยดับเพลิงลอนดอนระบุว่า ในช่วง 10 ปี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2014 ถึงสิงหาคม 2024 มีเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่นี่รวม 119 ครั้ง โดยส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้
ขณะที่รายงานของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา สถานที่แห่งนี้เกิดไฟไหม้แล้วราว 160 ครั้ง ในปี 2023 มีการใช้โดรนตรวจวัดความร้อนบินสำรวจพื้นที่ และพบจุดหนึ่งที่มีอุณหภูมิสูงถึง 176.4 องศาเซลเซียส ซึ่งบ่งชี้ว่าใต้ผืนดินมีไฟระอุอยู่ตลอดเวลา
ปัญหายืดเยื้อ
ผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนในพื้นที่เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แพทย์ทั่วไปในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า อัตราการเกิดโรคทางเดินหายใจและโรคปอดในย่านนี้สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียง ชาวบ้านรายงานว่ามีอาการน้ำมูกไหล ปวดศีรษะ และเจ็บคอเรื้อรัง โรงเรียนในพื้นที่ต้องให้เด็กนักเรียนอยู่แต่ในอาคารเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ และสภาท้องถิ่นแนะนำให้ประชาชนปิดหน้าต่างประตูทุกครั้งที่มีควันลอยมา
ปัญหาไฟไหม้ซ้ำซากยังทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในละแวกนี้ตกต่ำ แต่ถึงจะราคาถูกก็ยังไม่สามารถขายได้เพราะผู้คนรังเกียจมลพิษ บางคนถึงกับเรียกย่านนี้ว่า “เชอร์โนบิลของอังกฤษ”
เหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อมานานหลายปี คือความซับซ้อนเรื่องพื้นที่ความรับผิดชอบ พื้นที่ เนื่องจากอาร์โนลส์ฟีลด์เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงมีอำนาจจำกัดในการเข้าจัดการ
ส่วนเจ้าของที่ดินก็นิ่งเฉยโดยอ้างว่า ขั้นตอนราชการที่ยุ่งยากและค่าใช้จ่ายมหาศาลเป็นอุปสรรคต่อการเข้าฟื้นฟูพื้นที่ จนกระทั่งกลุ่มชาวบ้านยื่นฟ้องต่อศาลสูงและการขึ้นทะเบียนพื้นที่นี้เป็น “ที่ดินปนเปื้อน” ประสบความสำเร็จในปี 2025 ซึ่งจะทำให้มีการจัดการฟื้นฟูอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่ากระบวนการยุติไฟไหม้อย่างถาวรอาจต้องใช้เวลานานถึงเจ็ดปี
ไม่ใช่ที่เดียว
ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้มีแต่ภูเขาไฟเรนแฮมเท่านั้น แต่ภูเขาไฟจากขยะมีการกระจายตัวอยู่ทั่วโลก
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกองขยะบัลสวา (Bhalswa) และกาซิปูร์ (Ghazipur) ในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามาก
กองขยะบัลสวาสูงกว่า 62 เมตร ส่วนกาซิปูร์สูงราวๆ 70 เมตร และรับขยะเข้ามากว่า 2,300 เมตริกตันต่อวัน ทั้งสองแห่งเผชิญปัญหาไฟไหม้ซ้ำซากจากก๊าซมีเทนเช่นเดียวกับเรนแฮม และมีประชากรกว่า 200,000 คนอาศัยอยู่ในรัศมีใกล้เคียง โดยที่อินเดียถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบสูงที่สุดในโลก
ขณะที่หลุมฝังกลบ Jatiwaringin ชานกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพิ่งเกิดไฟลุกไหม้รุนแรงต่อเนื่องหลายวันเมื่อ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ส่งควันพิษปกคลุมพื้นที่กว้าง ทำให้ต้องมีการอพยพประชาชนหลายร้อยคน
หรือที่หลุมฝังกลบในเดลต้า บริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ที่ไฟไหม้ลึก 20-30 เมตรและใช้เวลากว่าสองเดือนในการดับ โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าสี่ล้านเหรียญแคนาดา
ขณะเดียวกันก็เกิดเพลิงไหม้อยู่เป็นระยะตามหลุมฝังกลบขยะในฟิลิปปินส์และหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่การจัดการขยะยังไม่เข้มงวดมากพอ โดยปัญหาลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในชุมชนที่มีรายได้ต่ำและอำนาจต่อรองน้อย
ขยะเพิ่มจนจัดการไม่ทัน
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังทั้งกรณีเรนแฮมและประเทศอื่นๆ คือการจัดการขยะที่ตามไม่ทันปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก รายงาน What a Waste 3.0 ของธนาคารโลกซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นปี 2026 ระบุว่าโลกผลิตขยะมูลฝอยชุมชนแล้วราว 2.56 พันล้านตันในปี 2022 และหากยังคงดำเนินไปตามแนวทางเดิม ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.86 พันล้านตันภายในปี 2050 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50 %
ทั้งนี้ มีเพียงราวๆ6 % ของขยะทั่วโลกเท่านั้นที่ถูกนำไปหมักปุ๋ยหรือผ่านกระบวนการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนอย่างถูกวิธี ที่เหลือส่วนใหญ่ถูกฝังกลบหรือทิ้งแบบเปิดโล่งซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเกิดก๊าซมีเทนและไฟไหม้ใต้ดินเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเรนแฮม
ตัวอย่างการแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม ในประเทศอื่นๆ มีหลายโครงการที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูหลุมฝังกลบขยะ ตัวอย่างที่โดดเด่นคือสวนสาธารณะเฟรชคิลส์ (Freshkills Park) บนเกาะสเตเทนในนิวยอร์ก ซึ่งเคยเป็นหลุมฝังกลบที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดประมาณ 2,200 เอเคอร์ หรือราว 5,600 ไร่
หลุมฝังกลบเฟรชคิลส์เปิดใช้งานในปี 1948 และรับขยะของนครนิวยอร์กมากว่า 50 ปี ก่อนปิดรับขยะทั่วไปเมื่อ 22 มีนาคม 2001 และดำเนินการเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ โดยใช้งบประมาณมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
กลยุทธ์และการจัดการทางวิศวกรรมที่สำคัญของโครงการนี้คือการปิดผนึกและปกป้องพื้นผิว โดยปูวัสดุป้องกันและทับด้วยชั้นทรายหนาประมาณ 2 ฟุต เพื่อปกป้องชั้นปิดผนึกขยะ ไม่ให้สารพิษรั่วไหลและปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน
จากนั้นจึงถมชั้นดินสำหรับปลูกพืชให้มีความหนาอย่างน้อย 6 นิ้ว และเลือกปลูกเฉพาะพืชหรือต้นไม้ขนาดกลาง เพื่อไม่ให้รากไม้เจาะลึกจนไปทำลายชั้นควบคุมขยะด้านล่าง
ขณะเดียวกันก็เจาะระบบเก็บบำบัดและจัดจำหน่ายก๊าซมีเทนที่เกิดจากขยะใต้ดิน เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงตามบ้านเรือนจนกว่าความหนาแน่นจะลดลงในระดับปลอดภัย ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนด้วยสื่อสารและประชาสัมพันธ์เรื่องความปลอดภัยในการใช้งานพื้นที่สาธารณะ
ความสำเร็จของเฟรชคิลส์จึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสามารถดำเนินการได้ หากมีการลงทุนระยะยาวและมีระบบความรับผิดชอบที่ชัดเจน
การกำจัดภูเขาไฟเรนแฮมที่มนุษย์สร้างขึ้นมาจากกองขยะจึงไม่ใช่สิ่งที่เกินพยายาม หากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีการจัดการขยะที่ยั่งยืนและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับการป้องกันไม่ให้เกิดภูเขาไฟจากขยะขึ้นอีกในอนาคต



